logo

คำถามจาก วิกิยา

Home / FAQ /

คำถามเกี่ยวกับยา

โดย

เรื่อง :

ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน (Emergency contraception pill: ECP) หมายถึง ยาเม็ดที่มีวัตถุประสงค์ในการนำมาใช้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์หลังจากที่ได้มีเพศสัมพันธ์ไปแล้ว ประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเจสตินในขนาดสูงกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดธรรมดา  โดยมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ในการใช้ยาเหล่านี้ ได้แก่

  • การถูกข่มขืนกระทำชำเรา
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดโดยไม่ได้มีการป้องกันไว้ก่อน
  • วิธีการคุมกำเนิดที่ได้ใช้ไปมีข้อผิดพลาด เช่น ถุงยางอนามัยแตกรั่ว หรือลืมกินยาเม็ดคุมกำเนิดติดต่อกันมาแล้วถึงสามเม็ด
     
  • ป้องกันหรือเลื่อนเวลาการตกไข่
  • ป้องกันการปฏิสนธิของไข่และอสุจิ
  • ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะในการฝังตัวของตัวอ่อน
     

การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินจะได้ประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อรับประทานยาทั้งหมดรวม 2 เม็ด โดย

  • 1 เม็ดแรกรับประทานทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ แต่ทั้งนี้ไม่ควรเกิน 72 - 120 ชม.หลังมีเพศสัมพันธ์
  • จากนั้นรับประทานยาฯอีก 1 เม็ดอีก 12 ชม.ถัดมา
     

เนื่องจากยามีปริมาณของฮอร์โมนสูงจึงทำให้ไม่เหมาะสมในการใช้เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดทั่วไปเพราะมีผลข้างเคียงสูง เช่น

  • การมีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ
  • มีอัตราการล้มเหลว/การตั้งครรภ์สูงกว่ายาคุมกำเนิดทั่วไป
     

ถ้าหากไม่มีประจำเดือนมาปกติภายใน 3 สัปดาห์หลังจากการรับประทานยานี้ ขอแนะนำให้ตรวจปัสสาวะดูการตั้งครรภ์ และหากตั้งครรภ์จะมีโอกาสตั้งครรภ์นอกมดลูกได้สูงกว่าประชากรทั่วไป จึงควรไปพบแพทย์/สูติแพทย์แต่เนิ่นๆ หลังจากทราบว่าตั้งครรภ์ และแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยว่าได้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินก่อนการตั้งครรภ์นี้ แพทย์จะได้ตรวจให้มั่นใจว่ามีหรือไม่มีการตั้งครรภ์นอกมดลูก (ท้องนอกมดลูก) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

อนึ่ง การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินนี้ มิได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น  โรคเอชไอวี   โรคเอดส์  โรคหนองใน  และโรคซิฟิลิส  แต่อย่างใด  สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปโดยมีชื่อทางการค้า เช่น  Postinor และ Madonna
 

วิตามินซี หรือ กรดแอสคอบิก (Ascorbic acid หรือ L-Ascorbic acid หรือ Ascorbate) มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี เป็นวิตามินที่พบได้ตามธรรมชาติ เช่น ในผัก ผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง สับปะรด พริก แตงโม บรอกโคลี่ กระหล่ำดอก มะ นาว กล้วย ผักโขม สตอเบอร์รี มะเขือเทศ มะละกอ เป็นต้น

•    ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน (Collagen) และ แอลคาร์นิทีน (L-carnitine, สารที่ช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานได้อย่างปกติ)
•    เป็นส่วนร่วมในกระบวนการทำงานของสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ชนิดต่างๆ
•    เป็นส่วนประกอบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการสมานบาดแผล
•    เป็นส่วนร่วมของกระบวนการเปลี่ยนแปลงโปรตีนเพื่อการใช้งานในร่างกาย
•    เป็นสารต้านอนุมูลอิสระของร่างกายรวมถึงมีส่วนร่วมในการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่น เช่น วิตามินอี หรือ Tocopherol 
 

ปกติผู้ชายควรได้รับวิตามินซี 90 มิลลิกรัม/วัน ในขณะที่ผู้หญิงต้องการ 75 มิลลิกรัม/วัน แต่สตรีที่อยู่ในภาวะให้นมบุตรควรได้รับวิตามินซีสูงถึงประมาณ 120 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งอาจมีความแตกต่างทางมาตรฐานการบริโภคของแต่ละประเทศที่ต่างกันเล็กน้อย ทั้งนี้ ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายได้รับไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน

•    เลือดออกตามไรฟัน (โรคลักปิดลักเปิด/โรคขาดวิตามินซี) 
•    เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย 
•    หลอดเลือดฝอยขาดความยืดหยุ่นไม่แข็งแรงหลอดเลือดจึงแตกได้ง่าย
•    ปวดตามข้อ เจ็บกระดูก
 

•    คลื่นไส้ อาเจียน
•    วิงเวียน
•    ท้องเสีย
•    ก่อให้ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต เพราะเพิ่มปริมาณเกลือออกซาเลต (Oxalate) และกรดยูริค (Uric acid)
•    ร่างกายอาจมีธาตุเหล็กมากเกินควรซึ่งธาตุเหล็กจะไปสะสมตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะตับ ส่งผลให้อวัยวะเหล่านั้นเกิดการอักเสบได้ และการให้วิตามินซีทางหลอดเลือดดำอาจทำให้เกิดไตวายได้ 
•    การอมวิตามินซีชนิดเม็ดสำหรับรับประทานสามารถทำให้เคลือบฟันและฟันสึกกร่อนได้เพราะวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรด
 

•    กรณีใช้ร่วมกับยา Dextroamphetamine อาจทำให้ฤทธิ์ในการรักษาของ Dextro amphetamine ด้อยประสิทธิภาพลงไป กรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาร่วมกันแพทย์จะปรับขนาดการใช้ยาให้เหมาะสมเป็นกรณีไป
•    กรณีใช้ร่วมกับยา  Deferoxamine (ยาขับธาตุเหล็ก) อาจก่อให้เกิดปัญหากับหัวใจและมีภาวะต้อกระจก กรณีที่ต้องใช้ยาร่วมกันควรเว้นระยะเวลาหลังการใช้ Deferoxamine ไปแล้วประมาณ 1 เดือน
•    กรณีใช้ร่วมกับยารักษาโรคมะเร็งเช่น Bortezomib อาจทำให้ประสิทธิภาพของ Bortezomib ด้อยลงไป หากไม่มีความจำเป็นใดๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาร่วมกัน