ยาลดความอ้วน (Diet pill or Weight loss drug)

บทความที่เกี่ยวข้อง


ยาลดความอ้วน

ยาลดความอ้วนมีคุณสมบัติอะไร?

ยาลดความอ้วน/ยาลดน้ำหนัก ((Diet pill หรือ Weight loss drug) คือ ยาที่ใช้ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติสำหรับผู้ป่วยโรคอ้วนเพื่อลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากโรคแทรกซ้อนอื่นๆเช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด นิ่วในถุงน้ำดี ภาวะไขมันผิดปกติ/โรคไขมันในเลือดสูง โรคเกาต์ ข้อเสื่อม นอนกรน รวมทั้งภาวะที่มีปัญหาทางสังคมและจิตใจ และคุณภาพชีวิตที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนเช่น ภาวะซึมเศร้า ปัญหาทางจิตประสาท ทั้งนี้ไม่ควรใช้ยาลดความอ้วนเพื่อความสวยงามเช่น ใช้ในผู้ที่ต้องการมีรูปร่างผอมทั้งๆที่ไม่ได้มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน

แบ่งยาลดความอ้วนเป็นประเภทใดบ้าง?

แบ่งยาลดความอ้วนเป็นประเภทต่างๆได้ดังนี้

1. ยาออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathomimetic drugs) ยากลุ่มนี้จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีความอยากอาหารลดลงแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

  • Noradrenergic Agents เป็นกลุ่มยาที่ยับยั้งการเก็บกลับสารสื่อประสาทนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) และโดปามีน (Dopamine) เช่น ยาเฟนเทอร์มีน (Phentermine) เฟนไดเมตราซีน (Phendimetrazine) ไดเอทธิลโพรพิออน (Diethylpropion)
  • Noradrenergic-Serotonergic Agents เป็นกลุ่มยาที่ยับยั้งการเก็บกลับสารสื่อประสาทซีโรโตนิน (Serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) เช่น ไซบูทรามีน (Sibutramine)

    *** ในปี พ.ศ. 2553 องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) และไทย (Thai FDA) ได้ทำการถอนทะเบียนตำรับยาทุกตำรับที่มีส่วนประกอบของ Sibutra mine แล้วเนื่องจากมีข้อมูลว่ายานี้มีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นต่อผู้ป่วยมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ แต่ปัจจุบันยังมีการจำหน่ายยานี้และอาหารเสริมเพื่อลดความอ้วนที่มียา Sibutramine เป็นส่วนผสมอยู่ในท้องตลาด

2. ยาออกฤทธิ์โดยขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ไลเพส/เอนไซม์ช่วยดูดซึมไขมัน (Gastrointestinal lipase inhibitor) ทำให้ร่างกายดูดซึมไขมันจากระบบทางเดินอาหารได้ลดลงเช่น ยาออลิสแตท (Orlistat)

ยาลดความอ้วนอยู่ในรูปแบบใดบ้าง?

ยาลดความอ้วนอยู่ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เช่น

  • ยาเม็ด (Tablets)
  • ยาแคปซูล (Capsules)

ยาลดความอ้วนมีข้อบ่งใช้อย่างไร?

ข้อบ่งใช้ยาลดความอ้วนคือ

1. ใช้ลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วนที่เกิดจากการรับประทานอาหารมากเกินไป

2. ใช้ลดน้ำหนัก

  • ในผู้ป่วยที่มีค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index, BMI) มากกว่า 30 กิโลกรัม/เมตร2 ในผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ
  • หรือมีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 27 กิโลกรัม/เมตร2 ในผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ/โรคไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ

โดยแพทย์จะพิจารณาใช้ยาลดน้ำหนักเป็นวิธีการรักษาเสริมก็ต่อเมื่อผู้ป่วยควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วยังไม่สามารถลดน้ำหนักลงได้อย่างชัดเจน

มีข้อห้ามใช้ยาลดความอ้วนอย่างไร?

มีข้อห้ามใช้ยาลดความอ้วนเช่น

1. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานั้นๆ

2. ห้ามใช้ยานี้เป็นวิธีการเดียวในการรักษาโรคอ้วน

3. ห้ามใช้ยาลดความอ้วนในกลุ่มยา Sympathomimetic drug กับผู้ป่วยที่มีการกินอาหารผิดปกติเช่น อโนเร็กเซีย เนอร์โวซ่า (Anorexia nervosa) และโรคบูลีเมีย (Bulimia nervosa)

4. ห้ามใช้ยาลดความอ้วนในกลุ่มยา Sympathomimetic drug ในผู้ป่วยที่มีประวัติโรคหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว หลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะ/โรคความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้เช่น ความดันโลหิตสูงกว่า 145/90 มิลลิเมตรปรอท

5. ห้ามใช้ยาลดความอ้วนในกลุ่มยา Sympathomimetic drug ร่วมกับยากลุ่ม Monoamine oxidase inhibitors (MAOIs) เพราะอาจเกิดพิษต่อระบบประสาทส่วนกลางได้ ดังนั้นควรใช้ยาลดความอ้วนหลังจากหยุด MAOIs ไปแล้วอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และห้ามใช้ร่วมกับยาที่มีผลเพิ่มระดับสาร Serotonin เช่น เออร์โกตามีน (Ergotamine) ยากลุ่มทริปแทน (Triptans) ยาต้านซึมเศร้าในกลุ่ม Selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะ Serotonin syndrome ได้

6. ห้ามใช้ยา Orlistat ในผู้ป่วยที่มีภาวะดูดซึมผิดปกติแบบเรื้อรัง (Chronic malabsorption syndrome) และมีภาวะคั่งของน้ำดี (Cholestasis)

7. ห้ามใช้ยาลดความอ้วนมากกว่า 1 ชนิดร่วมกัน เพราะยังไม่มีการศึกษาใดพบว่าการใช้ยาลดความอ้วน 2 ตัวร่วมกันได้ประโยชน์มากกว่าการใช้ยาเพียงตัวเดียวและอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้มากกว่าด้วย

มีข้อควรระวังการใช้ยาลดความอ้วนอย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยาลดความอ้วนเช่น

1. ผู้ป่วยอาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหากหยุดใช้ยาลดน้ำหนัก ดังนั้นควรปรับพฤติกรรมอื่นๆโดยการคุมอาหารและมีการออกกำลังกายอย่าสม่ำเสมอเพื่อให้น้ำหนักตัวคงที่

2. ผู้ป่วยควรลดน้ำหนักได้ประมาณ 2 กิโลกรัมหลังจากได้รับการรักษาด้วยยานี้เป็นเวลา 4 สัปดาห์ จากนั้นอาจมีน้ำหนักลดลงหรือคงที่ตลอด 6 สัปดาห์หลังจากเริ่มรักษา ไม่ควรใช้ยาลดความอ้วนหากพบว่าผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยานี้หรือมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นระหว่างรับการรักษา

3. ระวังการใช้ยาลดความอ้วนในกลุ่มยา Sympathomimetic drug ในผู้ป่วยที่มีประวัติติดยาเสพ ติด ติดสุรา มีประวัติเป็นโรคซึมเศร้า โรคจิต โรคตับ โรคไต โรคลมชัก โรคเบาหวาน นิ่วในถุงน้ำดี ต้อหินมุมเปิด มีกลุ่มอาการ Neuroleptic Malignant Syndrome (NMS) ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกหรือใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด

4. ไม่ควรใช้ยา Phentermine, Phendimetrazine และ Diethylpropion ในระยะเวลานานเกิน 12 สัปดาห์เพราะอาจทำให้ติดยาได้ ในขณะที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอนุมัติให้ใช้ยา Orlisat ในระยะยาวได้

5. หากผู้ป่วยใช้ยาลดความอ้วนในกลุ่ม Sympathomimetic drugs ควรติดตามน้ำหนักตัว ความดันโลหิต ชีพจร รวมถึงอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาทุกๆ 2 ถึง 4 สัปดาห์ จากนั้นติดตามผลทุกเดือนเป็นเวลา 3 เดือน และติดตามต่อทุก 3 เดือนจนครบ 1 ปีหลังจากได้รับการรักษา

6. ยา Orlistat มีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาบางชนิดจึงต้องติดตามการใช้ในผู้ป่วยต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟาริน (Warfarin) เนื่องจาก Orlistat อาจทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินเคได้น้อยลงจึงส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของ Warfarin ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะเลือดออกได้ง่ายขึ้น
  • ผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันต้านทานโรคหรือได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ เนื่องจาก Orlistat ทำให้ร่างกายดูดซึมไขมันได้ลงลงทำให้ผู้ป่วยมีระดับยาที่ละลายได้ดีในไขมันลดลงเช่น ยาไซโคลสปอริน (Cyclosporin)

7. ไม่ควรใช้สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนัก/ลดความอ้วนและ/หรือใช้ร่วมกับยาลดความอ้วนเพราะยังไม่มีผลการศึกษาที่แน่ชัดถึงปริมาณในการใช้ อาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) และอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นอาจค่อนข้างรุนแรง

การใช้ยาลดความอ้วนในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรเป็นอย่างไร?

ห้ามใช้ยาลดความอ้วนทุกชนิดในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

แต่การได้รับยาลดความอ้วนเข้าไปในร่างกายโดยไม่ได้ตั้งใจนั้น (ได้รับยานี้เพียงเล็กน้อย) ไม่เป็นอันตรายถึงกับทำให้ต้องยุติการตั้งครรภ์

ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์ติดยาลดความอ้วนหรือใช้ยาลดความอ้วนเป็นเวลานานระหว่างที่ตั้งครรภ์ ควรไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจดูความผิดปกติของทารกในครรภ์เพราะยากลุ่มนี้สามารถก่อให้เกิดความพิการต่อทารกในครรภ์ได้

ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ควรไปพบสูตินรีแพทย์ เพราะมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes mellitus, GDM)

การใช้ยาลดความอ้วนในผู้สูงอายุควรเป็นอย่างไร?

ยาลดความอ้วนที่อาจใช้ในผู้สูงอายุได้คือ ยา Orlistat โดยพบว่ายามีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักได้ดีในผู้สูงอายุเทียบเท่ากับวัยผู้ใหญ่ แต่ผู้สูงอายุอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ (ผล ข้างเคียง) จากยานี้เช่น มีน้ำมัน/ไขมันปนออกมากับอุจจาระมากกว่าวัยอื่น เนื่องจากกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักทำงานได้ไม่เต็มที่ทำให้เกิดภาวะกลั้นอุจจาระไม่ได้ และยังเป็นวัยที่คุมอาหารไม่ให้บริโภคไขมันมากเกินไปได้ยากอีกด้วย

นอกจากนี้ผู้สูงอายุต้องกินยาหลายชนิดเพื่อรักษาโรคประจำตัวอื่นๆอยู่แล้ว การได้รับยาลดความอ้วนเพิ่มขึ้นอาจต้องพิจารณาถึงประโยชน์และโทษที่ได้รับ เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือในการใช้ยาหรืออาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาขึ้นได้

ดังนั้นการใช้ยาลดความอ้วนในผู้สูงอายุจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากโดยพิจารณาเป็นกรณีๆไปเท่านั้น

การใช้ยาลดความอ้วนในเด็กควรเป็นอย่างไร?

ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ใช้ยาลดความอ้วนในผู้ป่วยเด็กที่อายุน้อยกว่า 12 ปีเพราะยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาเพียงพอ แต่มีข้อยกเว้นในบางกรณีที่ผู้ป่วยเด็กอาจใช้ยา Orlistat เพื่อลดความอ้วนคือผู้ป่วยมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆร่วมด้วยเช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) แต่ผู้ป่วยต้องใช้ยานี้ควบคู่กับการคุมอาหาร การออกกำลังกาย การปรับพฤติกรรมร่วมด้วย และผู้ปกครองควรอบรมเลี้ยงดูเด็กตามคำแนะนำที่ได้รับจากแพทย์

อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาลดความอ้วนมีอะไรบ้าง?

อาการ/ผลไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) จากการใช้ยาลดความอ้วนเช่น

1. ยา Phentermine, Phendimetrazine และ Diethylpropion อาจทำให้นอนไม่หลับ กระวนกระวาย อ่อนเพลีย ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ คลื่นไส้ ท้องผูก ปากแห้ง เหงื่อออก มองภาพไม่ชัด/ตาพร่า มองเห็นสีผิดปกติ มีอาการทางจิตประสาทเช่น หูแว่ว หวาดระแวง เห็นภาพหลอน และติดยาได้

2. ยา Sibutramine ทำให้ความดันโลหิตและอัตราเร็วของชีพจรเพิ่มขึ้น ปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และเบื่ออาหาร

3. ยา Orlistat อาจทำให้ท้องอืด มวนท้อง ผายลม กลั้นอุจจาระไม่ได้ และมีน้ำมันปนออกมากับอุจจาระ (Steatorrhea) เนื่องจากไขมันไม่ถูกย่อยหรือดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

4. ยา Orlistat อาจทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินที่ละลายได้ในไขมันเช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี วิตามินเค และเบต้าแคโรทีน (Beta carotene, สารสีเหลือง/สีส้มในพืชที่จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย) ลดลง ดังนั้นผู้ป่วยควรรับประทานวิตามินรวมเสริมเพื่อป้องกันภาวะขาดวิตามิน

สรุป

ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด(รวมยาลดความอ้วน) ยาแผนโบราณทุกชนิดและสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิดควรต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

บรรณานุกรม

  1. สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน http://203.157.39.7/imrta/images/pdf_cpg/2553/53-4.pdf [2015,Dec26]
  2. ปฐมพงษ์ ภักดี. ยาลดน้ำหนัก. พุทธชินราชเวชสาร 27 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2553) : 243-253
  3. คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ. คู่มือการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลตามบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาระบบประสาทส่วนกลาง เล่ม 1. http://drug.fda.moph.go.th:81/nlem.in.th/archive/3274 [2015,Dec26]
  4. รุจิรา บุญส่อง และดอกรัก ก้อนทอง. Sibutramine. วารสารนิติเวชศาสตร์ 6 (มกราคม – มิถุนายน 2557) : 74-81
  5. Australian Government National Health and Medical Research Council, Department of Health. Clinical practice guidelines for the management of overweight and obesity in adults, adolescents and children in Australia https://www.nhmrc.gov.au/_files_nhmrc/publications/attachments/n57_obesity_guidelines_140630.pdf [2015,Dec26]
  6. National Heart, Lung, and Blood Institute, North American Association for the Study of Obesity. Practical guide Identification, evaluation and treatment of overweight and obesity in adults. http://www.nhlbi.nih.gov/files/docs/guidelines/prctgd_c.pdf [2015,Dec26]
  7. Villareal, D.T. et al. Obesity in older adults: technical review and position statement of the American Society for Nutrition and NAASO, The Obesity Society. The American Journal of Clinical Nutrition 82 (August 2005) : 923-934
  8. Han T.S., Tajar A., and Lean M. E. J. Obesity and weight management in the elder. British Medical Bulletin 97 (January 2011) : 169-196
  9. Lacy C.F., et al. Drug information handbook with international trade names index. 19th ed. Ohio : Lexi-comp, 2011.
  10. Schaefer C., Peters P., and Miller R. K. Drugs During Pregnancy and Lactation. 2nded. California: Elsevier, 2007.
  11. Wells B.G., et al. Pharmacotherapy Handbook. 8. The McGraw-Hill, 2012.