logo

คำถามจาก วิกิยา

Home / FAQ ยา/

คำถามเกี่ยวกับยา

โดย

เรื่อง :

ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน (Emergency contraception pill: ECP) หมายถึง ยาเม็ดที่มีวัตถุประสงค์ในการนำมาใช้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์หลังจากที่ได้มีเพศสัมพันธ์ไปแล้ว ประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเจสตินในขนาดสูงกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดธรรมดา  โดยมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ในการใช้ยาเหล่านี้ ได้แก่

  • การถูกข่มขืนกระทำชำเรา
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดโดยไม่ได้มีการป้องกันไว้ก่อน
  • วิธีการคุมกำเนิดที่ได้ใช้ไปมีข้อผิดพลาด เช่น ถุงยางอนามัยแตกรั่ว หรือลืมกินยาเม็ดคุมกำเนิดติดต่อกันมาแล้วถึงสามเม็ด
     
  • ป้องกันหรือเลื่อนเวลาการตกไข่
  • ป้องกันการปฏิสนธิของไข่และอสุจิ
  • ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะในการฝังตัวของตัวอ่อน
     

การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินจะได้ประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อรับประทานยาทั้งหมดรวม 2 เม็ด โดย

  • 1 เม็ดแรกรับประทานทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ แต่ทั้งนี้ไม่ควรเกิน 72 - 120 ชม.หลังมีเพศสัมพันธ์
  • จากนั้นรับประทานยาฯอีก 1 เม็ดอีก 12 ชม.ถัดมา
     

เนื่องจากยามีปริมาณของฮอร์โมนสูงจึงทำให้ไม่เหมาะสมในการใช้เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดทั่วไปเพราะมีผลข้างเคียงสูง เช่น

  • การมีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ
  • มีอัตราการล้มเหลว/การตั้งครรภ์สูงกว่ายาคุมกำเนิดทั่วไป
     

ถ้าหากไม่มีประจำเดือนมาปกติภายใน 3 สัปดาห์หลังจากการรับประทานยานี้ ขอแนะนำให้ตรวจปัสสาวะดูการตั้งครรภ์ และหากตั้งครรภ์จะมีโอกาสตั้งครรภ์นอกมดลูกได้สูงกว่าประชากรทั่วไป จึงควรไปพบแพทย์/สูติแพทย์แต่เนิ่นๆ หลังจากทราบว่าตั้งครรภ์ และแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยว่าได้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินก่อนการตั้งครรภ์นี้ แพทย์จะได้ตรวจให้มั่นใจว่ามีหรือไม่มีการตั้งครรภ์นอกมดลูก (ท้องนอกมดลูก) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

อนึ่ง การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินนี้ มิได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น  โรคเอชไอวี   โรคเอดส์  โรคหนองใน  และโรคซิฟิลิส  แต่อย่างใด  สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปโดยมีชื่อทางการค้า เช่น  Postinor และ Madonna
 

วิตามินซี หรือ กรดแอสคอบิก (Ascorbic acid หรือ L-Ascorbic acid หรือ Ascorbate) มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี เป็นวิตามินที่พบได้ตามธรรมชาติ เช่น ในผัก ผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง สับปะรด พริก แตงโม บรอกโคลี่ กระหล่ำดอก มะ นาว กล้วย ผักโขม สตอเบอร์รี มะเขือเทศ มะละกอ เป็นต้น

•    ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน (Collagen) และ แอลคาร์นิทีน (L-carnitine, สารที่ช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานได้อย่างปกติ)
•    เป็นส่วนร่วมในกระบวนการทำงานของสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ชนิดต่างๆ
•    เป็นส่วนประกอบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการสมานบาดแผล
•    เป็นส่วนร่วมของกระบวนการเปลี่ยนแปลงโปรตีนเพื่อการใช้งานในร่างกาย
•    เป็นสารต้านอนุมูลอิสระของร่างกายรวมถึงมีส่วนร่วมในการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่น เช่น วิตามินอี หรือ Tocopherol 
 

ปกติผู้ชายควรได้รับวิตามินซี 90 มิลลิกรัม/วัน ในขณะที่ผู้หญิงต้องการ 75 มิลลิกรัม/วัน แต่สตรีที่อยู่ในภาวะให้นมบุตรควรได้รับวิตามินซีสูงถึงประมาณ 120 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งอาจมีความแตกต่างทางมาตรฐานการบริโภคของแต่ละประเทศที่ต่างกันเล็กน้อย ทั้งนี้ ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายได้รับไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน

•    เลือดออกตามไรฟัน (โรคลักปิดลักเปิด/โรคขาดวิตามินซี) 
•    เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย 
•    หลอดเลือดฝอยขาดความยืดหยุ่นไม่แข็งแรงหลอดเลือดจึงแตกได้ง่าย
•    ปวดตามข้อ เจ็บกระดูก
 

•    คลื่นไส้ อาเจียน
•    วิงเวียน
•    ท้องเสีย
•    ก่อให้ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต เพราะเพิ่มปริมาณเกลือออกซาเลต (Oxalate) และกรดยูริค (Uric acid)
•    ร่างกายอาจมีธาตุเหล็กมากเกินควรซึ่งธาตุเหล็กจะไปสะสมตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะตับ ส่งผลให้อวัยวะเหล่านั้นเกิดการอักเสบได้ และการให้วิตามินซีทางหลอดเลือดดำอาจทำให้เกิดไตวายได้ 
•    การอมวิตามินซีชนิดเม็ดสำหรับรับประทานสามารถทำให้เคลือบฟันและฟันสึกกร่อนได้เพราะวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรด
 

•    กรณีใช้ร่วมกับยา Dextroamphetamine อาจทำให้ฤทธิ์ในการรักษาของ Dextro amphetamine ด้อยประสิทธิภาพลงไป กรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาร่วมกันแพทย์จะปรับขนาดการใช้ยาให้เหมาะสมเป็นกรณีไป
•    กรณีใช้ร่วมกับยา  Deferoxamine (ยาขับธาตุเหล็ก) อาจก่อให้เกิดปัญหากับหัวใจและมีภาวะต้อกระจก กรณีที่ต้องใช้ยาร่วมกันควรเว้นระยะเวลาหลังการใช้ Deferoxamine ไปแล้วประมาณ 1 เดือน
•    กรณีใช้ร่วมกับยารักษาโรคมะเร็งเช่น Bortezomib อาจทำให้ประสิทธิภาพของ Bortezomib ด้อยลงไป หากไม่มีความจำเป็นใดๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาร่วมกัน
 

วิตามินบี (Vitamin B) คือ สารอาหารสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพื่อใช้ในกระบวนการใช้พลังงาน/สันดาป/เมตาโบลิซึมของเซลล์ทุกชนิดโดยเฉพาะของอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ และสมอง กล่าวคือ ใช้เป็นโคเอนไซม์หรือเป็นสารตั้งต้น (Precursor) ในการสันดาป แต่เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณไม่มากเหมือน โปรตีน แป้ง และไขมัน มนุษย์

 

ชื่อวิตามิน

 

 

ชื่อทางเคมี

 

 

แหล่งอาหาร

 

 

อาการจากภาวะขาดวิตามิน

 

 

ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายควรได้รับ

 

อาการที่ได้รับวิตามินเกิน

 

B1

 

ไทอามีน (Thiamine)

ข้าวกล้อง ถั่ว งา จมูกข้าวสาลี นมถั่วเหลือง เนื้อหมู เมล็ดทานตะวัน

เหน็บชา

ไม่ควรเกิน/วัน ไม่ระบุ

ง่วงนอน กล้ามเนื้อคลายตัว

 

B2

 

ไรโบฟลาวิน (Riboflavin)

ไข่ นม เครื่องในสัตว์ ตับ ผักใบเขียว โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต

ปากนกกระจอก

ไม่ควรเกิน/วัน ไม่ระบุ

ไม่ระบุ

 

B3

 

ไนอาซิน (Niacin), ไนอาซินามายด์ (Niacinamide)

ตับ เนื้อสัตว์ ข้าวโอ๊ต ถั่ว จมูกข้าว ยีสต์ ผักใบเขียว

เพลลากร้า(Pellagra) คือ กลุ่มอาการดังต่อไปนี้ มีอาการอักเสบของลิ้น/ ลิ้นอักเสบ คันตามผิวหนัง อาหารไม่ย่อย ปวดประสาท ปลายประสาทอักเสบ ซึมเศร้า อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง หงุดหงิด นอนไม่หลับ คลุ้มคลั่ง ความจำเสื่อม และท้องเสีย

ไม่ควรเกิน/วัน 35 มิลลิกรัม

ถ้าได้รับ B3 มากกว่า 2 กรัม/วัน ตับอาจได้รับความเสียหาย

 

B5

 

แพนโททินิก แอซิด (Pantothenic Acid)

ไก่ เนื้อวัว ตับ มันฝรั่ง เมล็ดทานตะวัน

ปวดท้อง ท้องอืด ตะคริว อ่อนเพลีย ซึมเศร้า นอนไม่หลับ แก่ก่อนวัย อาการเหน็บชาตามปลายมือปลายเท้า อาเจียน

ไม่ควรเกิน/วัน ไม่ระบุ

อาจมีอาการท้องเสีย อาเจียน แสบร้อนกลางอก

 

B6

 

ไพริดอกซีน (Pyridoxine), ไพริดอกซามีน (Pyridoxamine), ไพริดอกซอล (Pyridoxal)

เนื้อสัตว์ ปลา ไก่ ตับ มันฝรั่ง กล้วย แตงโม นม ไข่แดง ข้าวกล้อง รำข้าว จมูกข้าวสาลี ถั่วต่างๆ เมล็ดงา

โลหิตจาง (โรคซีด), ปลายประสาทอักเสบ

ไม่ควรเกิน/วัน 100 มิลลิกรัม

การได้รับมากกว่า 100 มก./วัน อาจทำให้เส้นประสาทถูกทำ ลาย และสูญเสียการรับรู้ของประสาทสัมผัส

 

B7

 

ไบโอติน (Biotin)

ดอกกะหล่ำ ถั่ว กล้วย ปลาแซลมอน เนื้อสัตว์ ไข่ ตับ งา

ผิวหนังอักเสบ ไม่สดชื่น

ไม่ควรเกิน/วัน ไม่ระบุ

ไม่ระบุ

 

B9

 

โฟลิก แอซิด (Folic Acid), โฟลินิก แอซิด (Folinic Acid), หรือ โฟเลท(Folate)

ถั่ว ผักโขม บรอกโคลี คะน้าผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ส้ม สตอเบอรี ธัญพืช ถั่วลิสง ตับ ผักกาดหอม

โลหิตจาง/ โรคซีด

ไม่ควรเกิน/วัน 1,000 ไมโครกรัม

อาจพบสิวขึ้นคล้ายลักษณะผื่นคัน แต่เป็นไม่ทุกกรณีไป

 

B12

 

ไซยาโนโคบาลามิน (Cyanocobalamin), ไฮดรอกซีโคบาลามิน (Hydro xycobalamin), เมทิลโคบาลามิน (Methylcobalamin)

เนื้อสัตว์ เครื่องใน นม โยเกิร์ต ตับ ไข่

โลหิตจาง/ โรคซีด มีขนาดเม็ดเลือดแดงโตกว่าปกติ

ไม่ควรเกิน/วัน ไม่ระบุ

อาจพบสิวขึ้นคล้ายลักษณะผื่นคัน แต่เป็นไม่ทุกกรณีไป

การอักเสบ (Inflammation) คือ การตอบสนองของหลอดเลือด (Vascular tissue) ต่อการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายส่งผลให้เนื้อเยื่อเหล่านั้นเกิดอาการ บวม แดง ร้อน เจ็บ/ปวด และอาจมีอาการไข้เกิดขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักของการอักเสบมี 2 สาเหตุคือ สาเหตุจากการติดเชื้อโรคและสาเหตุจากที่ไม่ใช่การติดเชื้อโรค

1. ยาต้านอักเสบสเตียรอยด์ (Glucocorticoid หรือ Corticosteroid) หรือมักเรียกสั้นๆว่า “สเตียรอยด์” เป็นสเตียรอยด์ฮอร์โมนที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นจากต่อมหมวกไต (Adrenal cortex) นอกจากจะมีฤทธิ์ต้านอักเสบ (Anti-inflammatory effects) แล้วยังมีผลต่อระบบเมแทบอลิซึม/การเผาผลาญใช้พลังงานของร่างกาย (Metabolic effects) เช่น การสร้างน้ำตาลกลูโคสจากกรดอะมิโน มีฤทธิ์สลายโปรตีน ไขมัน (Catabolic effects) และกดภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย (Immunosuppressive)

2. ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSIAD: Non-steroidal anti-inflammatory drug) หรือมักเรียกสั้นๆว่า “เอ็นเสด” เป็นยาที่ใช้ต้านอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากติดเชื้อ แต่ลักษณะอาการอักเสบจะคล้ายกับการอักเสบจากติดเชื้อ ได้แก่ อาการบวม แดง ร้อน เจ็บ/ปวด และอาจมีไข้ เป็นยาที่มีคุณสมบัติต้านการทำงานของเกล็ดเลือด ส่งผลให้เลือดแข็งตัวได้ช้า ลดโอกาสการเกิดลิ่มเลือด แพทย์จึงมักใช้ยากลุ่มนี้ในการป้องกันและรักษา โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น เอ็นเสดสามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม Non-specific COX inhibitors (Traditional NSAIDs) เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟ่น และ กลุ่ม COX-2 inhibitors เช่น เซเลค็อกสิบ (Celecoxib) อีโทริค็อกสิบ (Etoricoxib) ซึ่งเป็นยาที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อลดผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ยากลุ่ม Non-specific COX inhibitors

ข้อควรระวังหลักในการใช้ยาสเตียรอยด์

  1. หลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยโรคจิต โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคกระดูกพรุน และโรคติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อ
  2. เนื่องจากยาสเตียรอยด์มีผลข้างเคียงมาก จึงควรใช้ยาในขนาดที่น้อยที่สุดและในระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะควบคุมโรคได้
  3. ใช้ยาเฉพาะที่ เช่น ยาพ่นในการรักษาโรคหืดแทนการใช้ยากินหรือยาฉีด
  4. บ้วนปากหลังการใช้ยาแบบพ่นคอหรือพ่นจมูก เพื่อลดการเกิดเชื้อราใช้ช่องปาก
  5. เมื่อเห็นผลการรักษาแล้วต้องค่อยๆ ลดขนาดยาลง ไม่หยุดยาทันทีเพราะจะทำให้ร่างกายเกิดอาการขาดสเตียรอยด์

ข้อควรระวังหลักในการใช้ยาเอนเสด

  1. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานั้นๆ รวมถึงแพ้ยาที่มีโครงสร้างหลักคล้ายกัน
  2. ห้ามใช้ในผู้ที่มีเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ (เลือดออกในทางเดินอาหาร) หรือมีแผลทะลุต่างๆ เพราะเอ็นเสดจะก่อให้เกิดการระคายเคืองและเป็นแผลในกระเพาะอาหาร ดังนั้นการกินเอ็นเสดจึงต้องกินหลังอาหารทันทีและมักกินคู่กับยาเคลือบกระเพาะอาหาร
  3. ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไต อย่างรุนแรง
  4. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้เลือดออก
  5. ควรระวังในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ เพราะยากลุ่ม COX-2 inhibitors อาจทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • แก้ปวดระดับน้อยไปจนถึงระดับปานกลาง แต่ไม่ช่วยลดการอักเสบของร่างกาย เช่น การอักเสบจากถูกกระแทกฟกช้ำ
  • ใช้เป็นยาลดไข้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ทั้งนี้ ข้อดีของยาพาราเซตามอล คือ ไม่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร สามารถกินพร้อมอาหารหรือขณะท้องว่างได้

ยาพาราเซตามอลออกฤทธิ์โดยตัวยาจะไปยับยั้งการสร้างสารเคมีบางตัวในสมองของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับอาการปวด เช่น สารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) และจะชักนำให้เกิดกลไกการลดอุณหภูมิหรือลดไข้ของร่างกายลง

ทั้งผู้ใหญ่และเด็กมีขนาดยาและช่วงระยะเวลากินยาพาราเซตามอลที่ต่างกันตามอาการและการตอบสนองของร่างกาย การใช้ยาพาราเซตามอลไม่ได้ขึ้นกับน้ำหนักของผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับโรคต่างๆ ของผู้ป่วยด้วย เช่น ผู้ที่มีโรคตับ และ/หรือ โรคไต แพทย์มักต้องปรับลดขนาดยาที่รับประทานลง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยเอง ซึ่งเมื่อกินยาพาราเซตามอลแล้วอาการไม่ทุเลาภายใน 1 - 2 วัน ต้องรีบพบแพทย์/มาโรงพยาบาล เพื่อแพทย์ค้นหาสาเหตุและปรับแนวทางการรักษา

  • การกินยาพาราเซตามอลเป็นเวลานานติดต่อกันเกิน 5 - 7 วัน หรือกินเกินขนาด (ขนาดปกติในผู้ใหญ่ที่ ไม่มีโรคประจำตัวคือ กินครั้งละ 1 - 2 เม็ด ทุก 6 - 8 ชั่วโมง) อาจทำให้เกิดพิษต่อตับ/ตับอักเสบ
  • การกินร่วมกับแอลกอฮอล์ สามารถทำให้เกิดภาวะตับล้มเหลวได้ ซึ่งมีบางคนที่กินยาพาราเซตามอลในปริมาณมาก ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยสภาวะตับล้มเหลว ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน
  • การกินยาพาราเซตามอลร่วมกับยากดสมองส่วนกลาง/ยากดประสาทส่วนกลาง เช่น ยากันชัก หรือกินพร้อมกับเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ จะเสริมฤทธิ์ความเป็นพิษต่อตับและมีความเสี่ยงทำให้การทำงานของตับลดลง
  • การกินยาพาราเซตามอลร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด จะทำให้การจับตัวของเกล็ดเลือดลดลง จึงอาจลดประสิทธิภาพของยาต้านการแข็งตัวของเลือดลงได้ ซึ่งยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาร์ฟาริน (Warfarin)
  • ควรระวังเป็นพิเศษ ถ้าต้องใช้ยาพาราเซตามอลในผู้ป่วยที่มีสภาวะตับทำงานผิดปกติ/โรคตับ (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยานี้เสมอ)
  • ห้ามใช้ยากับผู้ที่เคยมีการแพ้ยาตัวนี้ (รู้ได้จากการมีอาการผิดปกติจากกินยาพาราเซตามอลในครั้งก่อนๆ เช่น ขึ้นผื่นคัน และ/หรือ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก/หายใจลำบาก)

ยาคลายกล้ามเนื้อ (Muscle relaxants drugs) หมายถึงยาที่ใช้บรรเทาอาการเจ็บปวดเฉียบพลัน เนื่องจากกล้ามเนื้อหดเกร็ง (Muscle spasm) อันเป็นผลมาจากการบาดเจ็บ หรือโรคของกล้ามเนื้อและ/หรือของกระดูก (Musculoskeletal disease) โดยใช้ยาคลายกล้ามเนื้อร่วมกับการพักการใช้งานกล้ามเนื้อ การทำกายภาพบำบัด และการรักษาด้วยยาชนิดอื่นๆ (เช่น ยาแก้ปวด) เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ

ยาในกลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อนี้ออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทสวนกลาง และไม่รวมถึงยาที่ใช้ในการคลายการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ (Muscle spasticity) จากโรคของไขสันหลัง และ/หรือโรคของสมอง ตลอดจนไม่รวมถึงยาที่ใช้คลายกล้ามเนื้อระหว่างการดมยาสลบเพื่อการผ่าตัด (Neuromuscular blockers)

ยาแต่ละชนิดในกลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อนี้ ต่างระบุข้อบ่งใช้ที่แตกต่างกัน ซึ่งกล่าวได้ว่า การใช้ยาในกลุ่มนี้

  • ไม่ใช้เป็นยาหลัก แต่ใช้เป็นยาเสริม (Adjunct therapy) ยาตัวอื่นๆ
  • ใช้ในกรณีที่มีอาการเฉียบพลัน (Acute) ไม่ใช่อาการจากโรคเรื้อรัง (Chronic)
  • ใช้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ (Short-term)
  • เพื่อบรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เนื่องจากกล้ามเนื้อหดเกร็ง
  • ไม่มีการระบุข้อบ่งใช้ในโรคของข้อ (Joint disease) เช่น ข้อเสื่อม (Osteoarthritis) หรือ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) แต่อย่างใด

ตัวอย่าง เช่น ยา Orphenadrine: อาจพบอาการมึนงง/วิงเวียน (Dizziness) และตาพร่ามัว (Blurred vision) ได้มากกว่าร้อยละ 10 ของผู้บริโภคยา หรือพบผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น ภาวะโลหิตจางจากไขกระดูกทำงานลดลง (Aplastic anemia) นอกจากนั้น Orphenadrine ยังมีปฏิกิริยากับยาหลายชนิด เช่น หากให้ร่วมกับ Haloperidol (ยาทางจิตเวช) อาจทำให้อาการของโรคจิตเภท (Schizophrenia) เลวลง เป็นต้น

ในประเทศไทยมีการใช้ยาคลายกล้ามเนื้อที่ไม่สมเหตุผลกันอย่างกว้างขวางในหลายกรณี เช่น ใช้ในโรคอื่นที่ไม่ใช่โรคของกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น โรคข้อ หรือใช้ระยะยาวอย่างต่อเนื่องแทนที่จะใช้ระยะสั้น หรือใช้ซ้ำซ้อนกับยาอื่นโดยเฉพาะยา NSAIDs และยา Paracetamol เนื่องจากยาในกลุ่มนี้หลายชนิดเป็นยาที่มีส่วนผสมของกับ NSAIDs หรือ Paracetamol

ทั้งนี้ ยาคลายกล้ามเนื้อเหล่านี้จัดเป็นยาที่ไม่ควรใช้ในผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงสูง

นอกจากนี้ ยาคลายกล้ามเนื้อยังไม่มีข้อกำหนดชัดแจนว่า “ไม่ควรใช้ยานานเกินเท่าไร” ตราบใดที่กินยาในขนาดที่ใช้รักษา กล่าวคือ ตามแพทย์สั่งหรือตามที่ระบุในฉลากยา และกรณีที่มีอาการดีขึ้นก็ควรหยุดใช้ยา หรือถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็ควรพบแพทย์ ไม่ควรกินยาต่อเนื่องด้วยตนเอง

เป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการของสิว ลดการผลิตไขมัน ลดการอักเสบ ลดโอกาสการเกิดแผลเป็น และป้องกันการเกิดสิวในระยะยาว โดยการเลือกใช้ยาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ช่วงอายุของผู้ป่วย บริเวณที่เป็นสิว โอกาสเกิดเชื้อดื้อยา อาการไม่พึงประสงค์จากยาที่ใช้ และการยอมรับหรือความพึงพอใจในการใช้ยานี้ของตัวผู้ป่วยเอง

1. ยาทาภายนอก (Topical therapies) ใช้รักษาสิวที่มีความรุนแรงน้อย โดยสามารถใช้ร่วมกับยากินเพื่อรักษาสิวที่มีความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก และใช้ทาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำหากผู้ป่วยมีอาการสิวดีขึ้นแล้ว

2. ยาปฏิชีวนะชนิดกิน (Systemic antibiotics) ใช้รักษาสิวที่มีความรุนแรงปานกลางไปจนถึงอาการรุนแรงมาก

3. ยาฮอร์โมนชนิดกิน (Hormonal agents)

4. ยาที่เป็นอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ (Retinoic acid) ชนิดกิน เช่น ยา Isotretinoin ใช้รักษาสิวที่มีความรุนแรงมากซึ่งไม่สามารถควบคุมอาการได้เมื่อใช้ยารักษาสิวชนิดอื่นๆ

1.ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ยานั้นๆ หรือมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อยาอย่างรุนแรง (Hypersensitivity)

2.ห้ามใช้ยารักษาสิวต่อไปนี้ ได้แก่ Sulfanilamide, Dapsone, Sulfamethoxazole ในผู้ที่แพ้ยากลุ่มซัลฟา เพราะอาจแพ้รุนแรง

3.ห้ามกินยาปฏิชีวนะกลุ่ม Tetracyclines ร่วมกับนมหรือกับยาลดกรด เพราะจะส่งผลให้ร่างกายดูดซึมยานี้ได้น้อยลง

4.ห้ามใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดอุดตันจากลิ่มเลือด โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคตับ โรคมะเร็ง ผู้ที่มีเลือดออกจากช่องคลอด/ประจำเดือนผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ และผู้ที่ตั้งครรภ์

5. ห้ามใช้ยา Isotretinoin ชนิดกินในผู้ป่วยโรคตับ โรคไต ภาวะวิตามินเอสูงเกินในเลือด (Hypervitaminosis) และผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง/โรคไขมันในเลือดสูง และผู้ป่วยที่ได้รับยาชนิดนี้จะต้องไม่บริจาคโลหิตในขณะที่ใช้ยานี้และหลังจากหยุดยานี้ 1 เดือน เพราะถ้าผู้รับบริจาคเป็นหญิงมีครรภ์/ตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดอันตรายกับทารกในครรภ์ได้

1. Benzoyl peroxide ทำให้ ผิวแห้ง แดง ลอก แสบ ไหม้ คัน ระคายเคือง

2. ยาทากลุ่ม Topical antibiotics ทำให้มีอาการระคายเคืองผิวหนัง ผิวแห้ง แดง แสบ ลมพิษ ผื่นผิวหนังอักเสบ

3. ยาทากลุ่ม Topical retinoids ทำให้ระคายเคืองผิวหนัง เจ็บ แดง คัน ผื่นผิวหนัง ผิวแห้ง ผิวลอก

4. อาการไม่พึงประสงค์จากยาที่พบได้ทั่วไปในยาปฏิชีวนะชนิดกิน (Systemic antibiotics) ทุกกลุ่ม ได้แก่ ติดเชื้อราแคนดิดาในช่องคลอดและผื่นแพ้ยา (Drug eruption)

5. ยาปฏิชีวนะทุกชนิดในกลุ่มเตตราไซคลิน (Tetracyclines) ทำให้ผิวหนังไวต่อแสงแดด (Photosensitivity) และมีโอกาสเกิดภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง (Pseudotumor cerebri) แต่พบได้น้อย

6. ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Macrolides, Penicillins, Cephalosporins ทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย นอกจากนี้ ยากลุ่ม Macrolides ยังมีโอกาสทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้อีกด้วย

7. ยาเม็ดคุมกำเนิด ทำให้ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ คัดตึงเต้านม เลือดออก กะปริบกะปรอยทางช่องคลอด

8. ยา Isotretinoin ชนิดกินทำให้ริมฝีปากอักเสบ (Cheilitis) ปากแห้ง ผิวแห้ง ตาแห้ง เลือดกำเดาไหล การมองเห็นตอนกลางคืนลดลง ผมร่วง ผิวไวต่อแสง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ซึมเศร้า ความดันในกะโหลกศีรษะสูงเพิ่มขึ้น ตับอักเสบ ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ

เป็นกลุ่มยาที่มีโครงสร้างคล้ายสารฮิสตามีน (Histamine) ที่เมื่อกินเข้าไปแล้ว ยาจะเข้าไปจับกับตัวจับ/ตัวรับของสารฮิสตามีน (Histamine receptor) ที่อยู่บนผิวของเนื้อเยื่อตามระบบหายใจ เช่น ในโพรงจมูก หลอดลม ถุงลม และตามผิวหนังต่างๆ แทนตัวสารฮิสตามีน จึงทำให้ฮิสตามีนเข้าไปจับกับตัวรับไม่ได้ ช่วยทำให้ไม่เกิดอาการที่เป็นผลจากกระบวนการแพ้ทั้งหลาย ยากลุ่มนี้มีอีกชื่อว่า “ยาลดน้ำมูก” เพราะนอกจากช่วยลดอาการแพ้ต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ยังใช้ช่วยลดน้ำมูกได้อีกด้วย

กลุ่มที่ 1 ยาแอนติฮิสตามีนกลุ่มง่วง มีคุณสมบัติ คือ

  • ผ่านเข้าออกสมองได้ดี จึงสามารถจับกับตัวรับฮิสตามีนในสมองได้ มีผลกดระบบประสาท ทำให้เกิดอาการง่วงซึม ไม่สดชื่น การตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ช้าลง
  • มีฤทธิ์เป็นแอนติโคลิเนอร์จิก (Anticholinergic drug/ยาต้านสารสื่อประสาทบางชนิด) ซึ่งฤทธิ์นี้ทำให้ปริมาณสารคัดหลั่งบริเวณทางเดินหายใจ (เช่น น้ำมูก เสมหะ) ลดลง โดยเฉพาะถ้าใช้ยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น คอแห้ง ปากแห้ง โพรงจมูกแห้ง ตาแห้ง ท้องผูก ใจสั่น และถ้ากรณีผู้ป่วยเป็นต้อหินร่วมด้วย เมื่อใช้ยากลุ่มนี้เป็นเวลานานจะทำให้อาการต้อหินรุนแรงขึ้นได้
  • ส่วนใหญ่ยามีฤทธิ์อยู่ได้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง หลังกินยา
  • ยาออกฤทธิ์ภายในเวลา 15-30 นาที หลังกินยา

กลุ่มที่ 2 ยาแอนติฮิสตามีนกลุ่มไม่ง่วง มีคุณสมบัติ คือ

  • ยาไม่ผ่านเข้าสมอง จึงไม่กดระบบประสาท ทำให้ไม่ค่อยมีผลง่วงซึม
  • ยาออกฤทธิ์ยาวนานกว่า 12 ชั่วโมงจนถึงหลายวัน
  • การออกฤทธิ์จะช้ากว่ากลุ่มที่ 1 คือประมาณ 1 -2 วัน หลังกินยา ยกเว้นยาบางตัว เช่น ยาฟีโซฟีนาดีน (Fexofenadine)
  • มีความเจาะจงต่อตัวรับฮิสตามีนสูง
  • ไม่มีฤทธิ์เป็นแอนติโคลิเนอร์จิก
  • ง่วงมากที่สุด เช่น ยาไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) ไดเมนไฮดริเนต (Dimen hydrinate) ไฮครอกไซซีน (Hydroxyzine) ไซโปรเฮปตาดีน (Cyproheptadine) ไตรโพลิดีน (Triprolidine) คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine) บรอมเฟนามีน (Brompheniramine)
  • ง่วงน้อยที่สุดถึงไม่ง่วง เช่น ยาลอราทาดีน (Loratadine) เซติไรซีน (Cetirizine) ฟีโซฟีนาดีน (Fexofenadine)
  • ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะอาจดื้อยา และทำให้โพรงจมูกแห้ง ปากแห้ง เยื่อบุผิวตามทางเดินหายใจแห้ง เกิดอาการระคายคอและไอ ต่อมน้ำตาสร้างน้ำตาน้อยลง จนทำให้ตาแห้งและคันตา ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะคั่ง (ถ่ายปัสสาวะไม่ออก) และต้อหินกำเริบ
  • ไม่ควรใช้ในเด็กเล็กเพราะจะออกฤทธิ์ตรงข้ามในเด็กเล็ก กล่าวคือ แทนที่จะกดระบบประสาทกลับกระตุ้นระบบประสาทแทน ทำให้เด็กเกิดอาการตื่นเต้น กระวนกระ วาย และถ้าใช้ยามากเกินขนาดอาจทำให้เด็กชักได้
  • ยาแอนติฮิสตามีนทุกกลุ่มจะเสริมฤทธิ์กับแอลกอฮอล์และกับยาที่กดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยาคลายเครียด และยานอนหลับ จึงไม่ควรใช้ร่วมกัน
  • พยายามค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้และหลีกเลี่ยงการใช้ยา เพราะแอนติฮิสตามีนเป็นเพียงยาบรรเทาอาการแพ้ที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการรักษา ดังนั้น อาการแพ้จึงไม่หายขาดถ้ายังกำจัดสาเหตุไม่ได้

ส่วนใหญ่จะเป็นยาในกลุ่มยาต้านฤทธิ์สารที่ก่อให้เกิดอาการคันที่เรียกว่า ฮีสตามีน (Histamine) ซึ่งยาในกลุ่มนี้เรียกว่า ยาต้าน (ฤทธิ์) ฮีสตามีน (Antihistamine) ซึ่งมีทั้งยากินและยาทา

1. รุ่นที่ 1 (First generation) Sedating Antihistamine: เป็นกลุ่มแอนตี้ฮีสตามีนที่ผ่านเข้าสู่ระบบเลือดและสมองได้ดี จึงมีผลข้างเคียงคือ ทำให้เกิดอาการง่วงซึม ง่วงนอน และยังมีผลข้างเคียงอื่นๆเช่น คอแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก/ปัสสาวะขัด ตัวยาในกลุ่มนี้เช่น Chlopheniramine, Hydroxyzine, Tripolidine, Brompheniramine ซึ่งข้อดีของยากลุ่มนี้คือ สามารถลดอาการน้ำมูกไหลได้ และสามารถลดอาการคันได้ดีกว่ายาในรุ่นอื่นๆ

2. รุ่นที่ 2 (Second generation) Non-sedating Antihistamines: ยากลุ่มนี้ได้พัฒนาเพื่อแก้จุดด้อยของยาในกลุ่มที่ 1 โดยมีจุดเด่น 3 ประการคือ 1)ไม่ง่วง 2)ออกฤทธิ์นานกว่า 12 ชั่วโมงจนถึงหลายวัน 3)ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงกับตัวรับ (Receptor) ต่อฮีสตามีน ทำให้ได้ผลการรักษาได้ดีกว่ากลุ่มแรก ยากลุ่มนี้เช่น Loratadine, Mequitazine, Acrivastine, Azelastine, Ebastine, Epinastine

3. รุ่นที่ 3 (Third generation): ยากลุ่มนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยมีคุณสมบัติเหมือนรุ่นที่ 2 แต่ตัวยาออกฤทธิ์ได้โดยไม่ต้องผ่านการย่อยสลายที่ตับและลดผลข้างเคียงต่อหัวใจ ยาในกลุ่มนี้เช่น Fexofenadine, Certirizine

ก. โรคภูมิแพ้ทางจมูก (Allergic rhinitis): ควรรักษาด้วยยาต้านฮีสตามีนในรุ่นที่ 2 ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก (Decongestant) และควรให้ยาพ่นจมูกพวก Corticosteroid เสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

ข. เยื่อจมูกอักเสบที่ไม่ใช่ภูมิแพ้และโรคหวัด (Non-allergic rhinitis & Common cold): ควรใช้ยาในกลุ่มต้านฮีสตามีนรุ่นที่ 1 เพราะสามารถลดน้ำมูกที่ไม่ได้เกิดจากสารฮีสตามีนได้ดีกว่าโดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก

ค. การรักษาลมพิษและโรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Urticaria - Angioedema and Atopic Dermatitis): แบ่งออกเป็นชนิดเฉียบพลันซึ่งมักเกิดจากการแพ้อาหารหรือยาหรือสารเคมีต่างๆ และชนิดเรื้อรังซึ่งมักจะเป็นประเภทไม่ทราบสาเหตุแน่นอน โดยอาการคันจากโรคกลุ่มนี้สามารถใช้ยาต้านฮีสตามีนได้ทั้ง 3 รุ่น แต่สำหรับชนิดเรื้อรังควรให้ยาที่มีฤทธิ์ยาวและไม่ทำให้ง่วง

ก. ยาในรุ่นที่ 1 ให้ระวังในการใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เพราะจะทำให้มีอาการง่วงมากขึ้น ได้แก่ยานอนหลับ ยาระงับประสาท และพวก Alcohol

ข. ยาในรุ่นที่ 2 ให้ระวังการใช้ยาร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเมตาโบลิซึ่มของตับ ซึ่งมีผลเสี่ยงต่อการทำงานของหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาร่วมกับ Macrolides/Azoles group รวมไปถึงยาเกี่ยวกับโรคหัวใจ

ค. ยาในรุ่นที่ 3 เป็นยากลุ่มที่ไม่มีปัญหาเหมือนรุ่น 1 และ 2 แต่จะมีปัญหาในเรื่องราคายาที่มีราคาค่อนข้างสูง

ยาบำรุงเลือดหรือยารักษาโลหิตจาง (Antianemia Drugs) หมายถึง ยาที่ใช้ป้องกันและรักษาภาวะโลหิตจางซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยยาบำรุงเลือดแต่ละชนิดจะใช้รักษาตามสาเหตุนั้นๆ ดังนั้นหากสงสัยว่าตนเองมีภาวะโลหิตจางแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ควรซื้อยาหรือวิตามินใดๆ ที่รวมถึงธาตุเหล็กมากินเอง ทั้งนี้เพื่อจะได้ใช้ยารักษาได้อย่างถูกต้องตรงกับสาเหตุของโรค

1. ยากลุ่มที่เป็นสารประกอบของธาตุเหล็ก (Ferrous compound)

2. วิตามินบี 12 หรือไซยาโนโคบาลามีน (Vitamin B12)

3. โฟเลทหรือกรดโฟลิก (Folate or Folic acid)

4. ยากระตุ้นการแบ่งตัวและพัฒนาการของเซลล์เม็ดเลือดแดง (Erythropoiesis-stimulating agents, ESAs)

5. ยากระตุ้นให้มีการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดแกรนูโลไซต์ (Granulocyte colony-stimulating factor, G-CSF)

6. ยากระตุ้นให้มีการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดแกรนูโลไซต์และเซลล์มาโครฟาจ Granulocyte-macrophage colony-stimulating factor, GM-CSF)

1. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานั้นๆ หรือมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรง/ปฏิกิริยาไวเกิน (Hypersensitivity) ต่อยานั้นๆ

2. ห้ามใช้ยา Epoetin ในผู้ที่มีภาวะไขกระดูกไม่สร้างเม็ดเลือดแดง (Pure red cell aplasia / PRCA) ภาวะความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้ ผู้ที่กินยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด ผู้ที่มีภาวะไวเกินต่อแอลบูมิน(Albumin)

3. ก่อนฉีดยากลุ่ม G-CSF ให้กลับขวดยาไปมา ห้ามเขย่าขวดยาแรงๆ เพราะอาจทำให้ตัวยาเสื่อมสภาพ

4. ห้ามใช้ยากลุ่ม GM-CSF ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากที่ผู้ป่วยมะเร็งได้รับยาเคมีบำบัดและ/หรือรังสีรักษา

1. การดูดซึมของธาตุเหล็กชนิดกินจะขึ้นอยู่กับสภาวะของระบบทางเดินอาหาร เช่น สภาวะที่ระบบทางเดินอาหารเป็นกรดจะทำให้ธาตุเหล็กถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี ดังนั้นหากกินตอนท้องว่างให้กินร่วมกับน้ำส้มหรือร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง แต่ในทางกลับกันหากกินร่วมกับนม ยาลดกรด น้ำชา หรือกาแฟ จะทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ลดลง อย่างไรก็ดีเพื่อป้องกันอาการไม่พึงประสงค์ต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ควรกินพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที

2. ควรระวังการใช้ วิตามินบี 12 ชนิดกินร่วมกับยาต่อไปนี้ ได้แก่ ยา Neomycin, Chloramphenicol, Colchicine, Metformin, Cholestyramine, Potassium chloride, Methyldopa, Cimetidine, และยาเม็ดคุมกำเนิด เพราะยาเหล่านี้รบกวนการดูดซึมของวิตามินบี 12

3. เมื่อได้รับยา Epoetin แล้ว ควรตรวจระดับฮีโมโกลบินอย่างสม่ำเสมอทุกๆ 2-4 ครั้งต่อเดือน เพื่อควบคุมให้ค่าฮีโมโกลบินอยู่ในเป้าหมายของการรักษา เพราะยานี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและต่อการเกิดโรคหัวใจ และ/หรือโรคหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดอุดกั้นจากลิ่มเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง (ควรตรวจติดตามระดับความดันโลหิตตลอดระยะเวลาการรักษา) และควรระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคลมชัก

4. ควรระวังการใช้ยากลุ่ม G-CSF ในผู้ที่มีการติดเชื้อรุนแรง เพราะอาจทำให้เกิดการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน/กลุ่มอาการหายลำบากเฉียบพลัน (Acute respiratory distress syndrome) และไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดที่ไม่ได้หวังผลการรักษาให้หายขาด

ยาต้านเชื้อรา (Antifungal drug) เป็นยาที่ใช้รักษาหรือใช้ป้องกันอาการต่างๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อรา โดยตัวยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อรา (Fungistatic) หรือมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา/ยาฆ่าเชื้อรา (Fungicidal) ทั้งนี้ควรกินยาต้านเชื้อราให้ครบตามที่แพทย์สั่งแม้อาการของโรคจะดีขึ้นแล้ว เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคและป้องกันเชื้อดื้อยา ส่วนกรณีที่เป็นโรคติดเชื้อราที่ผิวหนัง ถ้าไม่เห็นรอยโรคที่ผิวหนังแล้วก็ยังไม่ควรหยุดยาทันที ควรใช้ยานั้นต่อไปอีก 1 - 2 สัปดาห์ เพื่อให้มั่นใจว่าเชื้อที่อยู่ใต้ผิวหนังถูกกำจัดออกไปเช่นกัน

ก.  ยาต้านเชื้อรากลุ่มที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย (Systemic antifungal drugs): ใช้รักษาการติดเชื้อราที่อวัยวะภายในร่างกายเช่น ปอด ตับ เชื้อราที่ผิวหนังตื้นๆ แต่เป็นทั่วร่างกาย รักษาเชื้อราที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยาทา และรักษาโรคติดเชื้อราในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง หรือมีความผิดปกติอื่นๆ ที่มีผลทำให้เชื้อรามีการแพร่กระจายไปหลายอวัยวะ ซึ่งได้แก่ยากลุ่มต่างๆ ดังนี้

  • ยากลุ่มพอลิอีน (Polyenes) เช่น ยาแอมโฟเทอริซิน บี (Amphotericin B)
  • ยากลุ่มเอโซล (Azoles) เช่น ยาไอทราโคนาโซล (Itraconazole), ฟลูโคนาโซล (Fluco nazole), คีโตโคนาโซล (Ketoconazole), โพซาโคนาโซล (Posaconazole), โวริโคนาโซล (Voriconazole)
  • ยากลุ่มอัลลิลเอมีน (Allylamine) เช่น ยาเทอร์บินาฟีน (Terbinafine)
  • ยากลุ่มแอคไคโนแคนดิน (Echinocandin) เช่น ยาไมคาฟันจิน (Micafungin), แอนิดูลาฟันจิน (Anidulafungin), แคสโปฟันจิน (Caspofungin)
  • ยากลุ่มที่โครงสร้างคล้ายสารไพริมิดีน/สารเคมีชนิดหนึ่ง (Pyrimidine analogues) เช่น ยาฟลูไซโทซีน (Flucytosine)
  • ยาอื่นๆเช่น ยากริซีโอฟูลวิน (Griseofulvin)

ข.  ยาต้านเชื้อราที่ใช้ภายนอก (Topical antifungal drugs): เป็นยาที่ใช้ทาภายนอกเพื่อรักษาโรคติดเชื้อราที่ผิวหนังชั้นตื้นๆหรือผิวหนังชั้นนอก ผม ขน และเล็บ ได้แก่

  • ยากลุ่มพอลิอีน (Polyenes) เช่น ยาไนสแตติน (Nystatin)
  • ยากลุ่มเอโซล (Azoles) เช่น ยาโคลไตรมาโซล (Clotrimazole), ไมโคนาโซล (Micona zole), อีโคนาโซล (Econazole), ไอโซโคนาโซล (Isoconazole), คีโตโคนาโซล (Keto conazole)
  • ยากลุ่มอัลลิลเอมีน (Allylamine) เช่น ยาเทอร์บินาฟีน (Terbinafine), แนฟทีฟีน (Nafti fine)
  • ยากลุ่มกลุ่มไทโอคาร์บาเมท (Thiocarbamate) เช่น ยาโทลนาฟเตท (Tolnaftate)
  • ยากลุ่มไฮดรอกซีไพรีโดน (Hydroxypyridone) เช่น ยาไซโคลไพร็อกโอลามีน (Ciclopi rox Olamine)
  • ยากลุ่มมอร์โฟลาย (Morpholine) เช่น ยาอะมอร์โรลฟีน (Amorolfine)
  • ยาอื่นๆ เช่น อันดีไซลินิก แอซิด (Undecylenic acid), ยาขี้ผึ้งวิทฟิลด์ (Whitfield oint ment) ซึ่งประกอบไปด้วยตัวยา 2 ชนิดคือ กรดเบนโซอิก (Benzoic acid) และกรดซาลิซิลิก (Salicylic acid)

1. ยา Amphotericin B ทำให้เป็นไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ นอกจากนี้ยานี้ยังเป็นพิษต่อตับ/ตับอักเสบและต่อไต/ไตอักเสบ ทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำ และทำให้โลหิตจาง

2. ยากลุ่มเอโซล (Azoles) มีผลต่อระบบกระเพาะอาหารและลำไส้คือ ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เอนไซม์การทำงานของตับในเลือดผิดปกติ และยา Ketocona zole จะยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) จึงอาจทำให้เกิดภาวะนมโตในผู้ชาย

3. ยา Terbinafine ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เอนไซม์การทำงานของตับในเลือดผิดปกติ ผื่นลมพิษ

4. ยากลุ่ม Echinocandin ทำให้หลอดเลือดดำอักเสบบริเวณที่ฉีดยา ใบหน้าบวม หน้าแดง ผื่นคัน

5. ยา Flucytosine ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน มีฤทธิ์กดไขกระดูก/กดการทำงานของไขกระดูก ทำให้ระดับเม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ และอาจทำให้ลำไส้อักเสบ

6. ยา Griseofulvin ทำให้เกิดผื่นบริเวณผิวหนัง ปวดศีรษะ ปลายประสาทอักเสบ มึนงง เป็นพิษต่อตับ/ตับอักเสบ