logo

คำถามจาก วิกิโรค

Home / FAQ โรค/

คำถามเกี่ยวกับโรค

โดย

เรื่อง :

  • ผู้ที่มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี
  • ผู้ที่หมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี
  • ผู้ที่ไม่เคยมีบุตรหรือให้กำเนิดบุตรหลังอายุ 30 ปี
  • ผู้ที่ไม่เคยให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีญาติใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ พี่น้อง เคยเป็นโรคมะเร็งเต้านม
  • ผู้ที่เป็นโรคอ้วน
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์
  • ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
  • ผู้ที่เคยได้รับรังสีในระดับสูงบริเวณหน้าอก
  • ผู้ที่ใช้ฮอร์โมนบำบัดเป็นระยะเวลานาน

อย่างไรก็ดี ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าจะต้องเป็นโรคมะเร็งเต้านมเสมอไป เพราะมีหลายคนที่ไม่มีปัจจัยเหล่านี้แต่ก็เป็นมะเร็งเต้านมได้ ดังนั้นการคัดกรองหรือการตรวจเต้านมจึงจำเป็นสำหรับผู้หญิงทุกคน

  • เต้านมบวมทั้งหมดหรือบางส่วน
  • ผิวเต้านมแดง ตกสะเก็ด ระคายเคืองหรือมีรอยบุ๋ม
  • เจ็บเต้านมหรือหัวนม
  • ลดการดื่มแอลกอฮอล์
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • รักษาน้ำหนักตัวให้พอดี
  • เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (โดยเฉพาะช่วง 6 เดือนแรก และอาจต่อไปได้อีก)
  • ระวังการรักษาที่ใช้วิธีฮอร์โมนบำบัด (Hormone replacement therapy = HRT)
  • เข้ารับการตรวจคัดกรอง
  • รู้สึกผิดหวัง สิ้นหวัง ไร้ค่า ไม่มีใครช่วยได้
  • การกินและน้ำหนักเปลี่ยนแปลง บางคนกินมากขึ้น บางคนเบื่ออาหาร ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  • โกรธและหงุดหงิดง่าย ซึ่งมักจะเกิดจากความอดทนต่อความเครียดต่ำลง
  • ไร้พลัง มีความรู้สึกสูญเสียพลัง ไม่มีพลังขับเคลื่อนให้ต้องทำอะไรในชีวิตประจำวัน
  • มีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เมื่อเศร้าแล้วบางคนหาทางออกด้านพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ติดยาเสพติด ติดพนัน ขับรถเร็ว เล่นกีฬาเสี่ยงตาย เป็นต้น
  • อาการทางร่างกาย เช่น อาการนอนไม่หลับ การเจ็บป่วย (เช่น ปวดท้อง มึนศีรษะ) และ/หรือการเจ็บปวด (เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่) บ่อย โดยไม่สามารถอธิบายสาเหตุทางร่างกายได้
  • การหายใจ:  การหายใจของเราจะผิดไปจากปกติ เราจะหายใจถี่ขึ้น ตื้นขึ้น และหลายครั้งเรา “กลั้นหายใจ” โดยไม่รู้สึกตัว ซึ่งหากเป็นแบบนี้บ่อยๆ อากาศจะเข้าสู่ปอดน้อยลงเรื่อยๆ
  • อาการร้อนท้อง ปวดท้อง หรือร้อนกระเพาะอาหาร: เกิดเนื่องจากเวลาเครียดจะมีการหลั่งกรดมากในกระเพาะอาหารที่มากขึ้น
  • ปวดศีรษะ ปวดขมับ: เกิดขึ้นได้บ่อยเวลาเครียด โดยมีสาเหตุมาจากการหายใจซึ่งทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เต็มที่ ทำให้ต้องสูบฉีดเลือดไปสมองเร็วขึ้นและเส้นเลือดบีบตัวมากขึ้น ทำให้เราปวดตุ๊บๆ ที่ศีรษะ
  • ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 30 นาที เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง เต้นแอโรบิค
  • สร้างเสียงหัวเราะให้ตัวเอง เช่น ดูภาพยนตร์ตลกหรืออ่านหนังสือการ์ตูนขำขัน สามารถช่วยคลายความวิตกกังวลและลดความเครียดได้
  • ระบายอารมณ์เสียบ้าง (ในด้านที่ไม่ทำลาย) เช่น ตะโกน ร้องไห้ เขียนความรู้สึกลงในสมุดบันทึก หรือพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ เพื่อช่วยลดความฟุ้งซ่าน ทั้งยังได้ข้อคิดและเรียนรู้ว่า ความทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นกับเราเพียงคนเดียว
  • มองโลกในแง่ดี ทุกปัญหาย่อมมีทางออก ทุกอุปสรรคย่อมมีโอกาส
  • ตระหนักรู้ในตนเอง รู้จักว่าอารมณ์ตนเองเป็นอย่างไร ยอมรับตามอารมณ์ที่ตนเองเป็น (หากปฏิเสธอารมณ์ตนเองตามความเป็นจริงมักจะเกิดความขัดแย้งในใจ เกิดความเครียดและซึมเศร้าได้)
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 
  • พักผ่อนให้เพียงพอ 
  • พูดคุยกับครอบครัวและเพื่อน 
  • หางานอดิเรกทำ ที่ทำให้ตนเองมีความสุข เช่น ดูหนังฟังเพลง เล่นคอมพิวเตอร์ เต้นรำ อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว ฯลฯ
  • กินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่เป็นประโยชน์เช่น แอลกอฮอล์ สารกระตุ้นประสาท

สิว (Acne) คือ โรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยมาก ประชากรร้อยละ 90 เคยมีปัญหาสิวอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ปัญหาสิวไม่ได้ส่งผลให้เกิดแผลเป็นที่ผิวหนังเท่านั้นเนื่องจากในหลายครั้งปัญหาสิวได้ก่อให้เกิดแผลเป็นในจิตใจทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเอง ซึมเศร้า แยกตัวจากสังคม รวมไปถึงการเลือกปฏิบัติจากสังคมและโอกาสในหน้าที่การงานอีกด้วย

  • พันธุกรรม (พบว่าถ้าบิดาหรือมารดาเป็นสิวรุนแรง โอกาสที่บุตรจะเป็นสิวขั้นรุนแรงมีถึงร้อยละ 25)
  • ภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศ เช่น วัยรุ่น ช่วงเวลาก่อนมีประจำเดือน การตั้งครรภ์
  • การขับของซีบัม (Sebum) หรือไขมันที่มากเกินไปร่วมกับการอุดตันของเซลล์ผิวหนังชั้นบนสุด และการอักเสบที่สัมพันธ์กับเชื้อแบคทีเรียบางชนิด
  • ความเครียด
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด (เช่น ยาสเตียรอยด์ และยารักษาตรงเป้าบางชนิด)
  • ยาทาภายนอก (Topical therapies) ใช้รักษาสิวที่มีความรุนแรงน้อย (Mild Acne) โดยสามารถใช้ร่วมกับยารับประทานเพื่อรักษาสิวที่มีความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรง และใช้ทาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการสิวดีขึ้นแล้ว
  • ยารักษาสิวชนิดรับประทาน ใช้รักษาสิวที่มีความรุนแรงปานกลาง (Moderate Acne) ไปจนถึงอาการรุนแรง (Severe Acne) ซึ่งกรณีใช้เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดจะเลือกใช้ในผู้ป่วยเพศหญิงเท่านั้น
  • ยา Isotretinoin ชนิดรับประทาน ใช้รักษาสิวที่มีความรุนแรงมาก (Severe Acne) ซึ่งไม่สามารถควบคุมอาการได้เมื่อใช้ยารักษาสิวชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ดีเนื่องจากยาประเภทนี้มีผลข้างเคียงจากการใช้ยาหลายอย่าง จึงควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
  • ไม่สัมผัสใบหน้าบ่อยๆ เพราะจะเพิ่มโอกาสผิวติดเชื้อแบคทีเรีย และห้ามแกะหรือกดสิวด้วยตนเองเพราะการกดที่ไม่ถูกวิธีและการแกะสิวมักก่อให้เกิดแผลเป็นโดยเฉพาะหลุมสิว
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีค่าไกลซีมิกอินเดกซ์สูง (Glycemic index คือ ตัวบ่งชี้ว่า อาหารชนิดใดเมื่อกินแล้วส่งผลให้มีน้ำตาลกลูโคลสในเลือดสูงทันที) เช่น เค้ก คุกกี้ ขนมหวาน รวมถึงนมวัว อาหารทะเล และอาหารไขมันทรานส์สูง (Trans fat หรือ Trans fatty acid ซึ่งเป็นไขมันที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจน) เช่น เนยเทียม ครีมเทียมบางชนิด ฟาสต์ฟูต อาหารทอด และอาหารสำเร็จรูปบางชนิด
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอจะส่งผลให้ระบบฮอร์โมนทำงานไม่สมดุลและมีปริมาณสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น
  • ฝึกผ่อนคลายความเครียดเช่น ด้วยการนั่งสมาธิหรือการฝึกการหายใจ (Breathing exercise)
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าที่ระบุว่าไม่เป็นตัวก่อสิว “Non-comedogenic” คือไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน และเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมัน (Oil-based) เป็นส่วนประกอบหลัก
  • ล้างเครื่องสำอางใบหน้าออกให้สะอาดก่อนนอนเสมอเพราะเป็นสาเหตุก่อการอุดตันของซีบัม
  • ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งตามปกติ ไม่จำเป็นต้องล้างบ่อยจนเกินไป แต่สำหรับคนที่หน้ามันมากอาจล้างเพิ่มระหว่างวันด้วยน้ำเปล่าซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการเสียสมดุลของค่ากรดด่างของผิวหน้า (พีเอช หรือ pH) และเซลล์ชั้นปกป้องผิวแต่อย่างใด

ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน ถ่ายท้อง (Diarrhea) คือ อาการที่ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ เป็นมูก หรือเป็นมูกเลือด ติดต่อกันอย่างน้อยในแต่ละวัน 3 ครั้งขึ้นไปเรียกว่า ท้องเสียเฉียบพลัน แต่ถ้าท้องเสียเป็นๆ หายๆ หรือต่อเนื่องนานตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไปเรียกว่า ท้องเสียเรื้อรัง

  • ระบบทางเดินอาหารติดเชื้อ โดยเชื้อที่พบบ่อยได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อบิด และพยาธิ
  • โรคกลุ่มอาการดูดซึมอาหารได้น้อย (Malabsorption syndrome) 
  • ผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น กลุ่มยาแก้ปวดเอ็นเสดส์ ยาปฏิชีวนะ ยาโรคเกาต์บางชนิด และยาเคมีบำบัด
  • ผลข้างเคียงจากฉายรังสีรักษาในโรคมะเร็งของบริเวณช่องท้องและช่องท้องน้อย
  • ปวดท้อง ปวดมวนท้อง ปวดท้องแบบปวดเบ่ง
  • อ่อนเพลีย
  • กระหายน้ำมาก
  • ปัสสาวะน้อย ปัสสาวะมีสีเหลืองเข็มจัด
  • ปากแห้ง ลิ้นแห้ง ผิวแห้ง เมื่อเป็นมากตาจะลึกโหล เพราะเนื้อเยื่อรอบๆ ตาขาดน้ำไปด้วย
  • กรณีขาดน้ำรุนแรงจะ วิงเวียน มึนงง กระสับกระส่าย และช็อกในที่สุด
  • ในเด็กอ่อนซึ่งมักจะไม่มีปัสสาวะเลย กระหม่อมจะบุ๋มลึก และไม่มีน้ำตาเมื่อร้องโยเยหรือร้องไห้
  • ยาบรรเทาปวดท้อง/ยาแก้ปวดท้อง
  • ยาลดไข้
  • ให้น้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำ/ให้น้ำเกลือ กรณีท้องเสียมาก
  • อาจให้ยาปฏิชีวนะเมื่อเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • รักษาสุขอนามัย
  • กินอาหารสุกและปรุงใหม่เสมอ ดื่มน้ำสะอาด ระวังการกินน้ำแข็ง และดื่มนมสดเฉพาะที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วเท่านั้น
  • ไม่ใช้ภาชนะช้อนส้อมแก้วน้ำร่วมกับคนอื่น
  • ปฏิบัติตามข้อแนะนำในการบริโภค คือ ‘กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ’ โดยเฉพาะการล้างมือก่อนการบริโภค และหลังเข้าห้องน้ำ
  • ปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่เป็นสาเหตุที่มีวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์/กระทรวงสาธารณสุข

ประจำเดือน หรือ รอบเดือน หรือ ระดู (Menstruation หรือ Period หรือ Menses) คือ เลือดและเนื้อเยื่อต่างๆที่หลุดลอกออกจากเยื่อบุโพรงมดลูกหรือเยื่อบุมดลูก โดยเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศหญิงที่สัมพันธ์กับการตกไข่ ซึ่งการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกจะเกิดประมาณเดือนละครั้ง โดยอายุที่เริ่มมีประจำเดือนปกติอยู่ระหว่างประมาณ 8-16 ปี (ในเด็กไทยเฉลี่ยที่อายุ 11-12 ปี) และภาวะหมดประจำเดือนจะอยู่ในช่วงอายุ 45-55 ปี (เฉลี่ยประมาณ 51-52 ปี) ทั้งนี้ขึ้นกับ พันธุกรรม, สุขภาพร่างกาย, โรคต่างๆ ที่การรักษาส่งผลถึงการทำงานของรังไข่

กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนมีมากมายหลายอาการ โดยสามารถจัดเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 2 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มอาการที่แสดงออกทางด้านจิตใจ อารมณ์ เช่น หงุดหงิด เครียด โมโหง่าย หรือซึมเศร้า

2. กลุ่มอาการที่แสดงออกทางด้านร่างกาย เช่น เจ็บคัดตึงเต้านม น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น บวมตามนิ้วมือนิ้วเท้า

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดหรือป้องกันกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนได้ เพราะเวลาออกกำลังกายจะมีฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ทำให้เรามีความสุขไม่เครียด นอกจากนี้ควรดูแลตัวเองเกี่ยวกับอาหาร ควรกินคาร์โบไฮเดรตชนิดดี เช่น ข้าวที่ไม่ขัดสี ลดอาหารหวานจัด กินผักผลไม้มากๆ เพื่อให้ได้วิตามิน เกลือแร่ ครบถ้วน และลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ปวดประจำเดือน ได้แก่

1. การมีประจำเดือนเร็ว มีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 12 ปี

2. การไม่มีลูกทำให้รังไข่ต้องทำงานตลอด จะมีรอบประจำเดือนมากกว่าคนที่มีลูก ซึ่งได้หยุดพักการมีประจำเดือนช่วงตั้งครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดระยะเวลาหนึ่ง

3. สูบบุหรี่

4. อ้วน

5. ประจำเดือนออกมากและนาน

6. การใส่ห่วงอนามัย

7. การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์)

8. การมีเนื้องอกมดลูก

1. ทำจิตใจให้ร่าเริงไม่เครียด

2. พักผ่อนให้เพียงพอ

3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน จะทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น มีฮอร์โมนเอนโดร์ฟีน

4. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มมีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ หรือช็อกโกแลต

5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

6. ดื่มน้ำมากๆอย่างน้อยวันละ 6 - 8 แก้วเมื่อไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำดื่ม

7. กินอาหารประเภทธัญพืช ถั่ว ผักใบเขียวและผลไม้มากๆ

8. ควรกินปลามากกว่าเนื้อแดง (เนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม)

โรคกรดไหลย้อน (Gastoesophageal reflux disease / GERD) เป็นโรคพบได้บ่อยทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย พบได้ในทุกอายุตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยพบอัตราเกิดสูงขึ้นในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป (พบสูงสุดในคนอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไป) ซึ่งคาดว่าเมื่อคนมีอายุยืนยาวมากขึ้นก็จะพบโรคนี้ได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

  • อายุยิ่งสูงขึ้น โอกาสเกิดโรคนี้ยิ่งสูงขึ้น
  • การกินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณสูง โดยเฉพาะกินมื้อเย็นก่อนนอน
  • การนอนราบหลังกินอาหาร เพราะจะเกิดแรงดันในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากอาหาร/เครื่องดื่ม
  • ประเภทอาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน เช่น ไขมัน มันฝรั่งทอด มันเผาหรือมันต้ม อาหารทอด อาหารผัดน้ำมันมากๆ และอาหารที่ก่อการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เช่น อาหารรสจัด เผ็ดจัด
  • เครื่องดื่มมีกาเฟอีนและแก๊สมาก เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม ยาชูกำลังบางชนิด เพราะกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้น
  • บุหรี่ เพราะมีสารพิษ เพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร และอาจทำให้การบีบตัวของกระเพาะอาหารลดลง
  • โรคเรื้อรังต่างๆ ที่มีผลต่อการอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ รวมทั้งของกระเพาะอาหารและของเส้นประสาทกระเพาะอาหารเช่น โรคเบาหวาน และโรคที่ส่งผลให้มีการไอเรื้อรัง เช่น โรคถุงลมโป่งพอง
  • โรคอ้วนและการตั้งครรภ์ เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องสูงขึ้น ความดันในกระเพาะอาหารจึงสูงขึ้น
  • แสบร้อนกลางอก (Heartburn) ลำคอ และกล่องเสียงอักเสบ (เจ็บคอเรื้อรัง ไอเรื้อรัง มีเสลด และอาจเสียงแหบเป็นครั้งคราว)
  • เรอบ่อย / สะอึกบ่อย
  • มีรสเปรี้ยวในช่องปาก / มีกลิ่นปาก

ก. การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น การปรับพฤติกรรมการบริโภคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เลิกบุหรี่ เลิกสุรา ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน

ข. เมื่อมีอาการเรื้อรังรุนแรงขึ้น แพทย์จะให้ยาต่างๆ เช่น ยาลดกรด และ/หรือ ยาเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะอาหาร

ค. เมื่ออาการเลวลงมาก อาจต้องให้การผ่าตัดหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร (ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ เพราะการผ่าตัดไม่ได้ผลดีในผู้ป่วยทุกราย)

เป็นโรคไม่รุนแรง ไม่ทำให้เสียชีวิต แต่เป็นโรคเรื้อรัง ส่งผลถึงคุณภาพชีวิต การรักษาให้หายมักเป็นไปได้ยาก แต่การรักษาจะช่วยให้โรคสงบได้นาน และช่วยชะลอความรุนแรงของโรค (เซลล์ที่อักเสบเรื้อรังอาจเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งได้) โดยภาวะแทรกซ้อนที่พบได้จากโรคกรดไหลย้อน คือ

  • โรคหลอดอาหาร คอ และกล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง
  • โรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง
  • โรคหืด
  • ฟันผุง่าย เหงือกอักเสบบ่อยจากช่องปากเป็นกรดและจากกรดไหลย้อนถึงช่องปาก

โรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids หรือ Piles) คือ โรคที่เกิดจากการอักเสบ และ/หรือการบวมของกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดที่อยู่ภายในทวารหนักและรอบๆ ปากทวารหนัก แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ โรคริดสีดวงภายนอก (External hemorrhoids) และ โรคริดสีดวงภายใน (Internal hemorrhoids)

  • ท้องผูก ทำให้ต้องเบ่งอุจจาระเป็นประจำ แรงเบ่งจะเพิ่มความดัน และ/หรือการบาดเจ็บในกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด
  • ท้องเสียเรื้อรัง การอุจจาระบ่อยๆ จะเพิ่มความดัน และ/หรือการบาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด
  • การนั่งนานๆ รวมทั้งนั่งถ่ายอุจจาระนานๆ จะกดทับกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด
  • อายุ ผู้สูงอายุจะมีการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ รวมทั้งของกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด
  • การตั้งครรภ์ เพราะน้ำหนักของครรภ์จะกดทับลงบนกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด
  • โรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน ส่งผลให้เพิ่มแรงดันในช่องท้องและในอุ้งเชิงกรานสูงขึ้น
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก จึงเกิดการกดเบียดทับ/บาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดส่วนนี้เรื้อรัง
  • โรคแต่กำเนิดที่ไม่มีลิ้นปิดเปิด (Valve) ในหลอดเลือดดำในเนื้อเยื่อหลอดเลือดซึ่งช่วยในการไหลเวียนเลือด
  • อาจเกิดจากพันธุกรรม เพราะพบโรคได้สูงกว่าเมื่อครอบครัวมีประวัติเป็นโรคริดสีดวงทวาร

โดยปัจจัยแต่ละตัวล้วนทำให้เกิดภาวะเลือดคั่งในหลอดเลือด อันเป็นผลให้เกิดหลอดเลือดโป่งพองง่าย

  • อาการพบบ่อยของโรคริดสีดวงภายนอก คือ
    • มีติ่งเนื้อสีชมพูคล้ำออกมาจากปากทวารหนักเมื่อท้องผูกหรือท้องเสีย
    • เมื่อมีลิ่มเลือดเกิดในหลอดเลือดที่โป่งพองจะก่อให้เกิดอาการปวด เจ็บ บวม และระคายเคืองบริเวณรอบปากทวารหนัก และอาการคัน แต่มักไม่ค่อยพบมีเลือดออกจากติ่งเนื้อนี้
  • อาการพบบ่อยของโรคริดสีดวงทวารภายใน คือ
    • อุจจาระเป็นเลือด โดยไม่มีอาการปวดเจ็บ อุจจาระมักเป็นเลือดสด ออกหลังอุจจาระสุดแล้ว มักพบเลือดบนกระดาษชำระ เลือดที่ออกจะไม่ปนกับอุจจาระ มักไม่มีมูกปน และมักหยุดได้เอง อาการเหล่านี้จะเป็นๆ หายๆ
    • เมื่อเป็นมากหลอดเลือดจะบวมมาก รวมทั้งเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบหลอดเลือดจะบวมออกมาถึงปากทวารหนัก เห็นเป็นก้อนเนื้อนิ่ม ปลิ้นโผล่ออกมานอกปากทวารหนัก ซึ่งในภาวะเช่นนี้จะก่ออาการเจ็บปวดได้
  • ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเพิ่มความดันในกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดที่เป็นสาเหตุของโรค
  • การใช้ยาต่างๆ เช่น ยาทาลดอาการคัน ยาเหน็บทวารลดอาการบวม ปวด และยาแก้ปวด เป็นต้น
  • การรักษาทางศัลยกรรมที่มีหลายรูปแบบ เช่น การจี้ด้วยไฟฟ้า หรือ เลเซอร์ การฉีดยาเข้าหลอดเลือด เพื่อให้หลอดเลือดยุบแฟบ การผูกหลอดเลือด หรือการผ่าตัดหลอดเลือด ทั้งนี้ขึ้นกับความรุน แรงของโรค ข้อบ่งชี้ และดุลพินิจของแพทย์
  • ภาวะกลั้นอุจจาระไม่อยู่ เพราะเมื่อเกิดหลอดเลือดโป่งพอง หูรูดปากทวารหนักจึงปิดไม่สนิท
  • ภาวะซีด เพราะมีเลือดออกจากกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดเรื้อรัง หรือบางครั้งเลือดออกมากและไม่สามารถหยุดเองได้
  • การติดเชื้อ อาจเกิดเป็นฝี หรือหนองในบริเวณก้นได้
  • ถ้าเกิดการเน่าตายของกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด จะส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างมาก

นิ่ว (Stone หรือ Calculi หรือ Lithiasis) คือเกลือเคมีหรือสารเคมีบางชนิด เช่น ไขมันคอเลสเตอรอลที่เกิดเป็นก้อนแข็งอยู่ภายในอวัยวะต่างๆ เช่น ไต กระเพาะปัสสาวะ และถุงน้ำดี กลไกการเกิดนิ่วจะแตกต่างกันตามอวัยวะที่เกิดนิ่ว เช่น

  • นิ่วในถุงน้ำดี เกิดจากการมีเกลือเคมีหรือสารเคมีบางชนิดในร่างกายสูงมากผิดปกติ หรือเกิดจากการบริโภคอาหารบางชนิดไม่ถูกสัดส่วนอย่างการกินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง
  • นิ่วในไต/ในท่อไต เกิดจากมีการติดเชื้อเรื้อรังของไต และจากภาวะมีปัสสาวะน้อย สารต่างๆ ในปัสสาวะจึงเข้มข้นตกตะกอนได้ง่าย
  • นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ เกิดจากการกินอาหารที่มีออกซาเลตสูงหรือสูงปานกลางต่อเนื่อง เช่น โยเกิร์ต ถั่วรูปไต ถั่วเหลือง งา ลูกนัท ผลเบอร์รี มะเดื่อ แครอท บีทรูท มะเขือ ผักกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง บรอคโคลิ หัวหอม ผักกะเฉด และยอดผักต่างๆ

ก. การเอานิ่วออกจากไต: ขึ้นกับขนาดก้อนนิ่ว เช่น ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้นิ่วหลุดออกมาเอง กินยาละลายนิ่ว ยาขับนิ่ว เพื่อช่วยให้ไต/ท่อไตบีบตัวสูงขึ้น นิ่วจึงหลุดออกมาเองได้เร็วขึ้น หรือการสลายนิ่วด้วยหัตถการทางการแพทย์ เช่น การใช้คลื่นเสียงความถี่สูง การผ่าตัด

ข. การรักษาสาเหตุ: เมื่อทราบสาเหตุของโรคนิ่ว เช่น รักษาโรคเกาต์เมื่อมีสาเหตุจากโรคเกาต์ ใช้ยาลดกรดยูริคในเลือดกรณีมีกรดยูริคในเลือดสูง

ค. การรักษาประคับประคองตามอาการ: เช่น ยาบรรเทาปวด/ยาแก้ปวด เมื่อมีอาการปวดท้อง/ปวดหลัง ยาลดไข้ ยาปฏิชีวนะเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรีย การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเมื่อผู้ป่วยกินได้น้อย เป็นต้น

  • ปวดหลังเรื้อรังด้านมีนิ่ว บางครั้งอาจปวดหลังหรือปวดท้องรุนแรง
  • ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่น หรืออาจเป็นหนองเมื่อมีการติดเชื้อรุนแรง
  • บางครั้งอาจมีนิ่วก้อนเล็กๆ ปนมากับปัสสาวะ
  • มีไข้ร่วมกับปวดหลัง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เมื่อมีการติดเชื้อ/โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย
  • เกิดโรคนิ่วตามจุดที่ก้อนนิ่วไปติดอยู่ เช่น ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ
  • โรคไตอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียเรื้อรัง ซึ่งอาจรุนแรงเป็นการติดเชื้อในกระแสโลหิต เป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ หรือเป็นสาเหตุให้ไตเสียการทำงานจึงเกิดโรคไตเรื้อรัง
  • ภาวะไตวายซึ่งเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้
  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ในแต่ละวัน
  • ไม่กลั้นปัสสาวะ
  • จำกัดการกินอาหารที่มีสารต่างๆ ที่ตกตะกอนได้ง่ายในไต เช่น สารออกซาเลตที่มีสูงในยอดผัก ถั่วรูปไต และผักกะเฉด กรดยูริคที่มีสูงในอาหารโปรตีนและยอดผัก และสารซีสตีนที่มีสูงในอาหารโปรตีน (เนื้อสัตว์ต่างๆ)
  • รีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเมื่อมีอาการทางปัสสาวะเพื่อวินิจฉัยรักษาโรคตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงที่เป็นเหตุของโรคไตเรื้อรัง

โรคงูสวัด (Herpes zoster หรือ Shingles หรือเรียกสั้นๆ ว่า Zoster) คือ โรคผื่น/ตุ่มน้ำใส ที่มักเกิดรวมเป็นกระจุกตามแนวยาวของเส้นประสาท เจ็บมาก เกิดตามผิวหนังตำแหน่งใดก็ได้ทั่วตัว แต่มักเกิดที่ลำตัว บริเวณเอว และที่สะโพก/แก้มก้น โดยเกิดจากร่างกายติดเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับไวรัสที่เป็นสาเหตุโรคอีสุกอีใส เป็นโรคพบบ่อยโรคหนึ่ง พบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ มักพบในคนที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส เมื่อมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายอ่อนแอลงจึงเกิดเป็นโรคงูสวัด

  • มีอาการคล้ายไข้หวัด/ โรคหวัด นำก่อน ประมาณ 2-3 วัน เช่น
    • มีไข้ (มีได้ทั้งไข้สูง หรือ ไข้ต่ำ) หรือ ไม่มีไข้
    • อาจปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว ปวดท้อง อ่อนเพลีย ตากลัวแสง
    • มักเจ็บในบริเวณติดเชื้อมาก (ยังไม่มีผื่นขึ้น) หลังจากนั้น 2-3วัน จึงขึ้นผื่น
  • ผื่นจะมีลักษณะเป็นผื่นแดง คัน เป็นทางยาว และไม่กว้างมากนัก มักเป็นทางยาวตามแนวเส้นประสาทของร่างกาย โดยมักเริ่มในแนวใกล้ๆ กลางลำตัวตามแนวปมประสาท เช่น ตามประสาทของ ลำตัว แขน ขา ตา และหู และมักเกิดเพียงด้านเดียว โดยทั่วไปมักพบที่ลำตัวบ่อยที่สุด
  • ผู้ป่วยจะมีอาการ คันในบริเวณขึ้นผื่น เจ็บปวดมาก อาจร่วมกับปวดแสบปวดร้อน บางคนร่วมกับอาการชาในบริเวณนั้นๆ
  • อาการปวดมักนำมาก่อนเกิดผื่นแดง และเมื่อเกิดผื่นแล้วอาการปวดก็ยังคงอยู่ และบ่อยครั้งเมื่อโรคและผื่นหายแล้วก็ยังปวดได้ต่อเนื่อง อาจเป็นปีๆ แต่อาจปวดมากหรือน้อยไม่เท่ากันในทุกราย

โรคงูสวัด เป็นโรคติดต่อได้จากการสัมผัส ผื่น หรือ ตุ่มพองของโรค โดยผู้สัมผัสไม่เกิดเป็นงูสวัดแต่จะเกิดเป็นโรคอีสุกอีใส เมื่อไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนหรือไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส หรือบางครั้งแม้เคยฉีดวัคซีนนี้มาแล้วก็ตาม

  • การใช้ยาต้านไวรัส (เช่น ยา Aciclovir) ซึ่งจะได้ผลดี ลดความรุนแรงของอาการ และช่วยให้โรคหายเร็วขึ้นเมื่อได้รับยาภายใน 3 วันหลังเกิดผื่น ที่มีทั้ง ยาทา ยากิน และ ยาฉีด ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ซึ่งพบว่ายิ่งรักษาเร็วเท่าไร ตุ่มน้ำใสและอาการปวดก็หายเร็วกว่าผู้ป่วยที่รับการรักษาช้า
  • การรักษาประคับประคองตามอาการ โดยเฉพาะ
    • ยาแก้ปวด และ
    • ยาบรรเทาอาการคัน/ยาแก้คัน

การป้องกันโรคงูสวัด คือ หลีกเลี่ยงสัมผัสผื่นและตุ่มโรคของผู้ป่วยโรคนี้รวมถึงโรคอีสุกอีใส โดยเฉพาะเมื่อไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสหรือไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส ปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดซึ่งเป็นการฉีดวัคซีนเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องมีการฉีดกระตุ้นซ้ำ ถึงแม้ประสิทธิภาพจะไม่สูง 100 % แต่ก็พบว่าได้ประโยชน์ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโอกาสเกิดอาการงูสวัดได้สูง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องได้รับยาเคมีบำบัด เป็นต้น  

  1. ความดันโลหิตสูง (Hypertension) คือ ภาวะมีความดันโลหิตที่วัดได้สูงตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ขึ้นไป
  2. ความดันโลหิตต่ำ (Hypotension) คือ ภาวะที่ความดันโลหิตช่วงบน ‘ซีสโตลิค’ (Systolic blood pressure) ต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือ ความดันโลหิตช่วงล่าง ‘ไดแอสโตลิค’ (Diastolic blood pressure) ต่ำกว่า 60 มิลลิเมตรปรอท (ความดันโลหิตต่ำอาจต่ำเพียงความดันซีสโตลิคหรือไดแอสโตลิกตัวใดตัวหนึ่งหรือต่ำทั้งสองตัวก็ได้)

ทั้งนี้ความดันโลหิตปกติจะอยู่ระหว่าง 90-119/60-79 มิลลิเมตรปรอท

ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตต่ำ
  • พันธุกรรม
  • โรคเบาหวาน
  • โรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
  • โรคไตเรื้อรัง
  • โรคนอนหลับแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea)
  • สูบบุหรี่/ติดสุรา
  • กินอาหารเค็มสม่ำเสมอต่อเนื่อง
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์
  • ผู้สูงอายุจากการมีโรคเรื้อรัง ดื่มน้ำน้อย และจากการไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
  • ผู้มีโรคเรื้อรัง เช่นโรคเบาหวาน  โรคหัวใจ  โรคต่อมไทรอยด์  โรคซีด
  • กินยาบางชนิดโดยเฉพาะยาขับน้ำ/ยาขับปัสสาวะ  ยาลดความดัน ยาเบาหวาน
  • มีภาวะขาดน้ำจากสาเหตุต่างๆ เช่นท้องเสียรุนแรง  อาเจียนรุนแรง  หรือ โรคลมแดด
ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตต่ำ
  • มักไม่มีอาการเอง แต่เป็นอาการจากผลข้างเคียงของโรคที่เป็นอยู่
    เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน
  • กรณีที่มีอาการจะมีอาการปวดศีรษะต่อเนื่อง มึนงง วิงเวียน สับสน
    และเมื่อมีอาการมากอาจโคม่าและเสียชีวิตได้
  • วิงเวียน  หน้ามืด เป็นลม ตาลาย/ตาพร่า
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • มือเท้าเย็น เหงื่อออกมาก
  • ชีพจรเบา เต้นเร็ว หายใจเร็ว เหนื่อย
  • กระหายน้ำ ตัวแห้งปัสสาวะน้อย
ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตต่ำ
  • กินอาหารมีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสม
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • รักษาสุขภาพจิต
  • ไม่สูบบุหรี่/ไม่ดื่ม/จำกัดสุรา/เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจสุขภาพประจำปี (การตรวจสุขภาพ) ซึ่งรวมถึงตรวจวัดความดันโลหิต เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี หลังจากนั้นตรวจสุขภาพบ่อยตาม แพทย์ พยาบาลแนะนำ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เมื่อไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำดื่ม
  • ระมัดระวังในการเปลี่ยนท่าทางโดยเฉพาะเมื่อต้องลุกขึ้นยืน เปลี่ยนท่าทางให้ช้าลง ทำทีละขั้นตอนเสมอ เช่น จากนอน เป็นนั่งพัก แล้วจึงค่อยลุกขึ้นยืน
  • รักษาและควบคุมโรคต่างๆที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงให้ได้อย่างดี
  • ระมัดระวังการใช้ยาต่างๆ ไม่ซื้อยากินเอง

ไข้หวัดในที่นี้หมายถึง โรคไข้หวัดธรรมดา (Common cold) และโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza / Flu) เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนแต่เกิดจากไวรัสคนละชนิดซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะระบบทางเดินหายใจ พบบ่อยมากทั้งในผู้ใหญ่และเด็กในหน้าฝนและหน้าหนาว

ไข้หวัดใหญ่จะมีอาการที่รุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา กล่าวคือ

อาการสำคัญของไข้หวัดธรรมดาที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้แต่เป็นไข้ไม่สูง มักไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส อาจปวดหัวแต่ไม่มาก ปวดเมื่อยตัว แสบตาอาจมีน้ำตาไหล คัดจมูกจามไอไม่มาก มีน้ำมูกใส อาจเสียงแหบ อ่อนเพลียแต่ไม่มาก บางครั้งอาจมีอาการเจ็บคอ ปวดท้อง อาเจียน หรือ ท้องเสียได้บ้าง

ส่วนอาการสำคัญของไข้หวัดใหญ่ที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้สูงบางครั้งสูงมาก 38 - 41 องศาเซลเซียส โดยไข้ขึ้นสูงภายใน 1 วัน ปวดศีรษะมาก ปวดกระบอกตาเวลาตาเคลื่อนไหว น้ำตาไหลเมื่อมีแสงสว่าง ปวดกล้ามเนื้อ/ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลียมาก ไอแห้ง ๆ เจ็บคอ คัดจมูก เบื่ออาหาร แต่อาการที่อาจพบได้และเป็นอาการรุนแรงกว่า เช่น หายใจเหนื่อย หอบหายใจมีเสียงหวีด ไอรุนแรง หนาวสั่น คลื่นไส้ ท้องเสีย มึนงง ซึม และ/หรือ หัวใจล้มเหลว

ความรุนแรงของไข้หวัดขึ้นกับว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสชนิดใด แต่โดยทั่วไปไข้หวัดธรรมดามักไม่รุนแรงหายได้เองภายในระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ด้วยการดูแลตนเองตามอาการ แต่อาจมีโรคแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้เกิดการไซนัสอักเสบ/หูน้ำหนวก/ปอดบวมได้ ส่วนไข้หวัดใหญ่กรณีที่ไม่มีโรคแทรกซ้อนอาการไข้และอาการต่างๆ จะดีขึ้นภายใน 5 - 7 วัน กรณีที่มีโรคแทรกซ้อนชนิดไม่รุนแรงอาจมีการอักเสบของหูชั้นกลางและไซนัส แต่ถ้าเป็นชนิดรุนแรงซึ่งมีโอกาสเกิดสูงในบุคคลกลุ่มเสี่ยงอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ เช่น ปอดบวม กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและ/หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ สมองอักเสบและ/หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เกิดอัมพาต ชัก แขน/ขาอ่อนแรง และโคม่า

  • เกิดจากการติดเชื้อไวรัสคนละชนิด
  • อาการไข้หวัดธรรมดารุนแรงน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่และอาการมักค่อยเป็นค่อยไป แต่ไข้หวัดใหญ่อาการรุนแรงทันทีภายใน 1 วัน
  • ไข้หวัดธรรมดาไม่ค่อยเกิดโรคแทรกซ้อน แต่เมื่อเกิดมักเป็นโรคแทรกซ้อนที่ไม่รุนแรง แต่ไข้หวัดใหญ่มักเกิดโรคข้างเคียงแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง/กลุ่มคนมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ (เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน)
  • ไข้หวัดธรรมดาไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยาต้านไวรัส แต่ในไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรงแพทย์อาจรักษาด้วยยาต้านไวรัสตั้งแต่แรก
  • ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไข้หวัดธรรมดา แต่ไข้หวัดใหญ่มีวัคซีนป้องกัน

โรคไข้เลือดออกหรือโรคไข้เลือดออกเดงกี (Dengue hemorrhagic fever / DHF) เป็นโรคที่พบบ่อยในประเทศไทยโดยเฉพาะในฤดูฝน ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์ โดยมียุงลายตัวเมียเป็นพาหะโรค เชื้อนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในตัวยุงตลอดอายุของยุง คือประมาณ 1 - 2 เดือน หากยุงลายตัวนั้นกัดคนอื่น เชื้อไวรัสเดงกีในยุงจะถูกถ่ายทอดไปให้แก่คนได้ เป็นโรครุนแรงแต่โอกาสรักษาหายสูงเมื่อได้รับการวินิจฉัยและการรักษาตั้งแต่แรก อย่างไรก็ดีหากไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 50% จากการเกิดภาวะแทรกซ้อน

ส่วนใหญ่คนที่ได้รับเชื้อไวรัสเดงกีเป็นครั้งแรกมักไม่มีอาการ หรืออาจมีเพียงไข้สูง ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเบื่ออาหารเท่านั้น แต่ในคนที่ติดเชื้อนี้เป็นครั้งที่ 2 โดย เฉพาะเชื้อนั้นเป็นเชื้อที่ต่างสายพันธุ์กับครั้งแรก ผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงถึงช็อกได้

ในปัจจุบัน ยังไม่มียารักษาโรคไข้เลือดออกโดยตรง หากอาการไม่รุนแรงโรคนี้จะหายได้เอง ดังนั้นการรักษาที่มีจึงเป็นเพียงการรักษาตามอาการ และการรักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคไข้เลือดออก คือ เลือดออกตามอวัยวะต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่ไม่รุนแรง เช่น เลือดออกที่ผิวหนัง เลือดกำเดาไหล จนถึงเลือดออกรุนแรงตามอวัยวะภายในต่างๆ เช่น สมอง กระเพาะอาหาร ลำไส้ และปอด เป็นต้น

ภาวะเลือดออกง่ายนี้เกิดจากเกล็ดเลือดต่ำจากตัวโรคไข้เลือดออกเอง โดยเกล็ดเลือดจะมีปริมาณกลับสู่ปกติในระยะฟักฟื้นได้เอง แต่ในช่วงที่เกล็ดเลือดต่ำควรหลีกเลี่ยงการกระทบกระแทก การทำหัตถการ หรือการผ่าตัด และยาบางชนิดที่ทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ หรือระบบแข็งตัวของเลือดปกติ เช่น ยาป้องกันเลือดแข็งตัว ยาแอสไพริน ยาแก้ปวด และแก้อักเสบกลุ่มเอนเสด (NSAIDs: Nonsteroidal anti-inflammatory drugs) เช่น Ibuprofen และ Indomethacin เป็นต้น

นอกจากนี้ ภาวะน้ำเกินในร่างกายจนเกิดมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดหรือในช่องท้องมากเกิน ไป จนทำให้หอบเหนื่อยหายใจลำบากก็เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญเช่นเดียวกัน ภาวะนี้เกิดจากการรั่วไหลของน้ำออกนอกหลอดเลือดในช่วงที่เข้าสู่ระยะช็อก หากแพทย์ตรวจพบและให้การรักษาที่ทันท่วงที และเลือกใช้ชนิดและกำหนดปริมาณสารน้ำที่เหมาะสมให้ทางหลอดเลือดดำแก่ผู้ป่วย ผู้ป่วยจะสามารถผ่านพ้นระยะนี้ได้อย่างปลอดภัย

เนื่องจากยุงลายเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก ดังนั้นการลดปริมาณยุงและการป้องกันยุงกัดจึงเป็นหัวใจของการป้องกันโรคนี้ โดยนิสัยของยุงลายชอบแพร่พันธุ์ในน้ำนิ่งใสและชอบกัดในเวลากลางวัน ดังนั้นควรนอนกางมุ้งแม้ในเวลากลางวัน และควรกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบ้านและรอบๆบ้าน

ปัจจุบันกำลังมีการวิจัยวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่องจริงจัง และมีการนำมาใช้ทางคลินิกบ้างแล้วในบางประเทศ แต่ผลที่ได้รับและความปลอดภัยของวัคซีนยังไม่ชัดเจน