logo

คำถามจาก วิกิโรค

Home / FAQ โรค/

คำถามเกี่ยวกับโรค

โดย

เรื่อง :

  • ผู้ที่มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี
  • ผู้ที่หมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี
  • ผู้ที่ไม่เคยมีบุตรหรือให้กำเนิดบุตรหลังอายุ 30 ปี
  • ผู้ที่ไม่เคยให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีญาติใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ พี่น้อง เคยเป็นโรคมะเร็งเต้านม
  • ผู้ที่เป็นโรคอ้วน
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์
  • ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
  • ผู้ที่เคยได้รับรังสีในระดับสูงบริเวณหน้าอก
  • ผู้ที่ใช้ฮอร์โมนบำบัดเป็นระยะเวลานาน

อย่างไรก็ดี ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าจะต้องเป็นโรคมะเร็งเต้านมเสมอไป เพราะมีหลายคนที่ไม่มีปัจจัยเหล่านี้แต่ก็เป็นมะเร็งเต้านมได้ ดังนั้นการคัดกรองหรือการตรวจเต้านมจึงจำเป็นสำหรับผู้หญิงทุกคน

  • เต้านมบวมทั้งหมดหรือบางส่วน
  • ผิวเต้านมแดง ตกสะเก็ด ระคายเคืองหรือมีรอยบุ๋ม
  • เจ็บเต้านมหรือหัวนม
  • ลดการดื่มแอลกอฮอล์
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • รักษาน้ำหนักตัวให้พอดี
  • เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (โดยเฉพาะช่วง 6 เดือนแรก และอาจต่อไปได้อีก)
  • ระวังการรักษาที่ใช้วิธีฮอร์โมนบำบัด (Hormone replacement therapy = HRT)
  • เข้ารับการตรวจคัดกรอง
  • รู้สึกผิดหวัง สิ้นหวัง ไร้ค่า ไม่มีใครช่วยได้
  • การกินและน้ำหนักเปลี่ยนแปลง บางคนกินมากขึ้น บางคนเบื่ออาหาร ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  • โกรธและหงุดหงิดง่าย ซึ่งมักจะเกิดจากความอดทนต่อความเครียดต่ำลง
  • ไร้พลัง มีความรู้สึกสูญเสียพลัง ไม่มีพลังขับเคลื่อนให้ต้องทำอะไรในชีวิตประจำวัน
  • มีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เมื่อเศร้าแล้วบางคนหาทางออกด้านพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ติดยาเสพติด ติดพนัน ขับรถเร็ว เล่นกีฬาเสี่ยงตาย เป็นต้น
  • อาการทางร่างกาย เช่น อาการนอนไม่หลับ การเจ็บป่วย (เช่น ปวดท้อง มึนศีรษะ) และ/หรือการเจ็บปวด (เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่) บ่อย โดยไม่สามารถอธิบายสาเหตุทางร่างกายได้
  • การหายใจ:  การหายใจของเราจะผิดไปจากปกติ เราจะหายใจถี่ขึ้น ตื้นขึ้น และหลายครั้งเรา “กลั้นหายใจ” โดยไม่รู้สึกตัว ซึ่งหากเป็นแบบนี้บ่อยๆ อากาศจะเข้าสู่ปอดน้อยลงเรื่อยๆ
  • อาการร้อนท้อง ปวดท้อง หรือร้อนกระเพาะอาหาร: เกิดเนื่องจากเวลาเครียดจะมีการหลั่งกรดมากในกระเพาะอาหารที่มากขึ้น
  • ปวดศีรษะ ปวดขมับ: เกิดขึ้นได้บ่อยเวลาเครียด โดยมีสาเหตุมาจากการหายใจซึ่งทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เต็มที่ ทำให้ต้องสูบฉีดเลือดไปสมองเร็วขึ้นและเส้นเลือดบีบตัวมากขึ้น ทำให้เราปวดตุ๊บๆ ที่ศีรษะ
  • ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 30 นาที เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง เต้นแอโรบิค
  • สร้างเสียงหัวเราะให้ตัวเอง เช่น ดูภาพยนตร์ตลกหรืออ่านหนังสือการ์ตูนขำขัน สามารถช่วยคลายความวิตกกังวลและลดความเครียดได้
  • ระบายอารมณ์เสียบ้าง (ในด้านที่ไม่ทำลาย) เช่น ตะโกน ร้องไห้ เขียนความรู้สึกลงในสมุดบันทึก หรือพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ เพื่อช่วยลดความฟุ้งซ่าน ทั้งยังได้ข้อคิดและเรียนรู้ว่า ความทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นกับเราเพียงคนเดียว
  • มองโลกในแง่ดี ทุกปัญหาย่อมมีทางออก ทุกอุปสรรคย่อมมีโอกาส
  • ตระหนักรู้ในตนเอง รู้จักว่าอารมณ์ตนเองเป็นอย่างไร ยอมรับตามอารมณ์ที่ตนเองเป็น (หากปฏิเสธอารมณ์ตนเองตามความเป็นจริงมักจะเกิดความขัดแย้งในใจ เกิดความเครียดและซึมเศร้าได้)
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 
  • พักผ่อนให้เพียงพอ 
  • พูดคุยกับครอบครัวและเพื่อน 
  • หางานอดิเรกทำ ที่ทำให้ตนเองมีความสุข เช่น ดูหนังฟังเพลง เล่นคอมพิวเตอร์ เต้นรำ อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว ฯลฯ
  • กินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่เป็นประโยชน์เช่น แอลกอฮอล์ สารกระตุ้นประสาท

สิว (Acne) คือ โรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยมาก ประชากรร้อยละ 90 เคยมีปัญหาสิวอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ปัญหาสิวไม่ได้ส่งผลให้เกิดแผลเป็นที่ผิวหนังเท่านั้นเนื่องจากในหลายครั้งปัญหาสิวได้ก่อให้เกิดแผลเป็นในจิตใจทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเอง ซึมเศร้า แยกตัวจากสังคม รวมไปถึงการเลือกปฏิบัติจากสังคมและโอกาสในหน้าที่การงานอีกด้วย

  • พันธุกรรม (พบว่าถ้าบิดาหรือมารดาเป็นสิวรุนแรง โอกาสที่บุตรจะเป็นสิวขั้นรุนแรงมีถึงร้อยละ 25)
  • ภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศ เช่น วัยรุ่น ช่วงเวลาก่อนมีประจำเดือน การตั้งครรภ์
  • การขับของซีบัม (Sebum) หรือไขมันที่มากเกินไปร่วมกับการอุดตันของเซลล์ผิวหนังชั้นบนสุด และการอักเสบที่สัมพันธ์กับเชื้อแบคทีเรียบางชนิด
  • ความเครียด
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด (เช่น ยาสเตียรอยด์ และยารักษาตรงเป้าบางชนิด)
  • ยาทาภายนอก (Topical therapies) ใช้รักษาสิวที่มีความรุนแรงน้อย (Mild Acne) โดยสามารถใช้ร่วมกับยารับประทานเพื่อรักษาสิวที่มีความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรง และใช้ทาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการสิวดีขึ้นแล้ว
  • ยารักษาสิวชนิดรับประทาน ใช้รักษาสิวที่มีความรุนแรงปานกลาง (Moderate Acne) ไปจนถึงอาการรุนแรง (Severe Acne) ซึ่งกรณีใช้เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดจะเลือกใช้ในผู้ป่วยเพศหญิงเท่านั้น
  • ยา Isotretinoin ชนิดรับประทาน ใช้รักษาสิวที่มีความรุนแรงมาก (Severe Acne) ซึ่งไม่สามารถควบคุมอาการได้เมื่อใช้ยารักษาสิวชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ดีเนื่องจากยาประเภทนี้มีผลข้างเคียงจากการใช้ยาหลายอย่าง จึงควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
  • ไม่สัมผัสใบหน้าบ่อยๆ เพราะจะเพิ่มโอกาสผิวติดเชื้อแบคทีเรีย และห้ามแกะหรือกดสิวด้วยตนเองเพราะการกดที่ไม่ถูกวิธีและการแกะสิวมักก่อให้เกิดแผลเป็นโดยเฉพาะหลุมสิว
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีค่าไกลซีมิกอินเดกซ์สูง (Glycemic index คือ ตัวบ่งชี้ว่า อาหารชนิดใดเมื่อกินแล้วส่งผลให้มีน้ำตาลกลูโคลสในเลือดสูงทันที) เช่น เค้ก คุกกี้ ขนมหวาน รวมถึงนมวัว อาหารทะเล และอาหารไขมันทรานส์สูง (Trans fat หรือ Trans fatty acid ซึ่งเป็นไขมันที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจน) เช่น เนยเทียม ครีมเทียมบางชนิด ฟาสต์ฟูต อาหารทอด และอาหารสำเร็จรูปบางชนิด
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอจะส่งผลให้ระบบฮอร์โมนทำงานไม่สมดุลและมีปริมาณสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น
  • ฝึกผ่อนคลายความเครียดเช่น ด้วยการนั่งสมาธิหรือการฝึกการหายใจ (Breathing exercise)
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าที่ระบุว่าไม่เป็นตัวก่อสิว “Non-comedogenic” คือไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน และเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมัน (Oil-based) เป็นส่วนประกอบหลัก
  • ล้างเครื่องสำอางใบหน้าออกให้สะอาดก่อนนอนเสมอเพราะเป็นสาเหตุก่อการอุดตันของซีบัม
  • ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งตามปกติ ไม่จำเป็นต้องล้างบ่อยจนเกินไป แต่สำหรับคนที่หน้ามันมากอาจล้างเพิ่มระหว่างวันด้วยน้ำเปล่าซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการเสียสมดุลของค่ากรดด่างของผิวหน้า (พีเอช หรือ pH) และเซลล์ชั้นปกป้องผิวแต่อย่างใด

ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน ถ่ายท้อง (Diarrhea) คือ อาการที่ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ เป็นมูก หรือเป็นมูกเลือด ติดต่อกันอย่างน้อยในแต่ละวัน 3 ครั้งขึ้นไปเรียกว่า ท้องเสียเฉียบพลัน แต่ถ้าท้องเสียเป็นๆ หายๆ หรือต่อเนื่องนานตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไปเรียกว่า ท้องเสียเรื้อรัง

  • ระบบทางเดินอาหารติดเชื้อ โดยเชื้อที่พบบ่อยได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อบิด และพยาธิ
  • โรคกลุ่มอาการดูดซึมอาหารได้น้อย (Malabsorption syndrome) 
  • ผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น กลุ่มยาแก้ปวดเอ็นเสดส์ ยาปฏิชีวนะ ยาโรคเกาต์บางชนิด และยาเคมีบำบัด
  • ผลข้างเคียงจากฉายรังสีรักษาในโรคมะเร็งของบริเวณช่องท้องและช่องท้องน้อย
  • ปวดท้อง ปวดมวนท้อง ปวดท้องแบบปวดเบ่ง
  • อ่อนเพลีย
  • กระหายน้ำมาก
  • ปัสสาวะน้อย ปัสสาวะมีสีเหลืองเข็มจัด
  • ปากแห้ง ลิ้นแห้ง ผิวแห้ง เมื่อเป็นมากตาจะลึกโหล เพราะเนื้อเยื่อรอบๆ ตาขาดน้ำไปด้วย
  • กรณีขาดน้ำรุนแรงจะ วิงเวียน มึนงง กระสับกระส่าย และช็อกในที่สุด
  • ในเด็กอ่อนซึ่งมักจะไม่มีปัสสาวะเลย กระหม่อมจะบุ๋มลึก และไม่มีน้ำตาเมื่อร้องโยเยหรือร้องไห้
  • ยาบรรเทาปวดท้อง/ยาแก้ปวดท้อง
  • ยาลดไข้
  • ให้น้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำ/ให้น้ำเกลือ กรณีท้องเสียมาก
  • อาจให้ยาปฏิชีวนะเมื่อเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • รักษาสุขอนามัย
  • กินอาหารสุกและปรุงใหม่เสมอ ดื่มน้ำสะอาด ระวังการกินน้ำแข็ง และดื่มนมสดเฉพาะที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วเท่านั้น
  • ไม่ใช้ภาชนะช้อนส้อมแก้วน้ำร่วมกับคนอื่น
  • ปฏิบัติตามข้อแนะนำในการบริโภค คือ ‘กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ’ โดยเฉพาะการล้างมือก่อนการบริโภค และหลังเข้าห้องน้ำ
  • ปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่เป็นสาเหตุที่มีวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์/กระทรวงสาธารณสุข

ประจำเดือน หรือ รอบเดือน หรือ ระดู (Menstruation หรือ Period หรือ Menses) คือ เลือดและเนื้อเยื่อต่างๆที่หลุดลอกออกจากเยื่อบุโพรงมดลูกหรือเยื่อบุมดลูก โดยเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศหญิงที่สัมพันธ์กับการตกไข่ ซึ่งการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกจะเกิดประมาณเดือนละครั้ง โดยอายุที่เริ่มมีประจำเดือนปกติอยู่ระหว่างประมาณ 8-16 ปี (ในเด็กไทยเฉลี่ยที่อายุ 11-12 ปี) และภาวะหมดประจำเดือนจะอยู่ในช่วงอายุ 45-55 ปี (เฉลี่ยประมาณ 51-52 ปี) ทั้งนี้ขึ้นกับ พันธุกรรม, สุขภาพร่างกาย, โรคต่างๆ ที่การรักษาส่งผลถึงการทำงานของรังไข่

กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนมีมากมายหลายอาการ โดยสามารถจัดเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 2 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มอาการที่แสดงออกทางด้านจิตใจ อารมณ์ เช่น หงุดหงิด เครียด โมโหง่าย หรือซึมเศร้า

2. กลุ่มอาการที่แสดงออกทางด้านร่างกาย เช่น เจ็บคัดตึงเต้านม น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น บวมตามนิ้วมือนิ้วเท้า

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดหรือป้องกันกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนได้ เพราะเวลาออกกำลังกายจะมีฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ทำให้เรามีความสุขไม่เครียด นอกจากนี้ควรดูแลตัวเองเกี่ยวกับอาหาร ควรกินคาร์โบไฮเดรตชนิดดี เช่น ข้าวที่ไม่ขัดสี ลดอาหารหวานจัด กินผักผลไม้มากๆ เพื่อให้ได้วิตามิน เกลือแร่ ครบถ้วน และลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ปวดประจำเดือน ได้แก่

1. การมีประจำเดือนเร็ว มีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 12 ปี

2. การไม่มีลูกทำให้รังไข่ต้องทำงานตลอด จะมีรอบประจำเดือนมากกว่าคนที่มีลูก ซึ่งได้หยุดพักการมีประจำเดือนช่วงตั้งครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดระยะเวลาหนึ่ง

3. สูบบุหรี่

4. อ้วน

5. ประจำเดือนออกมากและนาน

6. การใส่ห่วงอนามัย

7. การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์)

8. การมีเนื้องอกมดลูก

1. ทำจิตใจให้ร่าเริงไม่เครียด

2. พักผ่อนให้เพียงพอ

3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน จะทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น มีฮอร์โมนเอนโดร์ฟีน

4. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มมีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ หรือช็อกโกแลต

5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

6. ดื่มน้ำมากๆอย่างน้อยวันละ 6 - 8 แก้วเมื่อไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำดื่ม

7. กินอาหารประเภทธัญพืช ถั่ว ผักใบเขียวและผลไม้มากๆ

8. ควรกินปลามากกว่าเนื้อแดง (เนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม)

โรคกรดไหลย้อน (Gastoesophageal reflux disease / GERD) เป็นโรคพบได้บ่อยทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย พบได้ในทุกอายุตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยพบอัตราเกิดสูงขึ้นในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป (พบสูงสุดในคนอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไป) ซึ่งคาดว่าเมื่อคนมีอายุยืนยาวมากขึ้นก็จะพบโรคนี้ได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

  • อายุยิ่งสูงขึ้น โอกาสเกิดโรคนี้ยิ่งสูงขึ้น
  • การกินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณสูง โดยเฉพาะกินมื้อเย็นก่อนนอน
  • การนอนราบหลังกินอาหาร เพราะจะเกิดแรงดันในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากอาหาร/เครื่องดื่ม
  • ประเภทอาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน เช่น ไขมัน มันฝรั่งทอด มันเผาหรือมันต้ม อาหารทอด อาหารผัดน้ำมันมากๆ และอาหารที่ก่อการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เช่น อาหารรสจัด เผ็ดจัด
  • เครื่องดื่มมีกาเฟอีนและแก๊สมาก เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม ยาชูกำลังบางชนิด เพราะกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้น
  • บุหรี่ เพราะมีสารพิษ เพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร และอาจทำให้การบีบตัวของกระเพาะอาหารลดลง
  • โรคเรื้อรังต่างๆ ที่มีผลต่อการอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ รวมทั้งของกระเพาะอาหารและของเส้นประสาทกระเพาะอาหารเช่น โรคเบาหวาน และโรคที่ส่งผลให้มีการไอเรื้อรัง เช่น โรคถุงลมโป่งพอง
  • โรคอ้วนและการตั้งครรภ์ เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องสูงขึ้น ความดันในกระเพาะอาหารจึงสูงขึ้น
  • แสบร้อนกลางอก (Heartburn) ลำคอ และกล่องเสียงอักเสบ (เจ็บคอเรื้อรัง ไอเรื้อรัง มีเสลด และอาจเสียงแหบเป็นครั้งคราว)
  • เรอบ่อย / สะอึกบ่อย
  • มีรสเปรี้ยวในช่องปาก / มีกลิ่นปาก

ก. การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น การปรับพฤติกรรมการบริโภคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เลิกบุหรี่ เลิกสุรา ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน

ข. เมื่อมีอาการเรื้อรังรุนแรงขึ้น แพทย์จะให้ยาต่างๆ เช่น ยาลดกรด และ/หรือ ยาเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะอาหาร

ค. เมื่ออาการเลวลงมาก อาจต้องให้การผ่าตัดหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร (ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ เพราะการผ่าตัดไม่ได้ผลดีในผู้ป่วยทุกราย)

เป็นโรคไม่รุนแรง ไม่ทำให้เสียชีวิต แต่เป็นโรคเรื้อรัง ส่งผลถึงคุณภาพชีวิต การรักษาให้หายมักเป็นไปได้ยาก แต่การรักษาจะช่วยให้โรคสงบได้นาน และช่วยชะลอความรุนแรงของโรค (เซลล์ที่อักเสบเรื้อรังอาจเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งได้) โดยภาวะแทรกซ้อนที่พบได้จากโรคกรดไหลย้อน คือ

  • โรคหลอดอาหาร คอ และกล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง
  • โรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง
  • โรคหืด
  • ฟันผุง่าย เหงือกอักเสบบ่อยจากช่องปากเป็นกรดและจากกรดไหลย้อนถึงช่องปาก

โรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids หรือ Piles) คือ โรคที่เกิดจากการอักเสบ และ/หรือการบวมของกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดที่อยู่ภายในทวารหนักและรอบๆ ปากทวารหนัก แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ โรคริดสีดวงภายนอก (External hemorrhoids) และ โรคริดสีดวงภายใน (Internal hemorrhoids)

  • ท้องผูก ทำให้ต้องเบ่งอุจจาระเป็นประจำ แรงเบ่งจะเพิ่มความดัน และ/หรือการบาดเจ็บในกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด
  • ท้องเสียเรื้อรัง การอุจจาระบ่อยๆ จะเพิ่มความดัน และ/หรือการบาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด
  • การนั่งนานๆ รวมทั้งนั่งถ่ายอุจจาระนานๆ จะกดทับกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด
  • อายุ ผู้สูงอายุจะมีการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ รวมทั้งของกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด
  • การตั้งครรภ์ เพราะน้ำหนักของครรภ์จะกดทับลงบนกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด
  • โรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน ส่งผลให้เพิ่มแรงดันในช่องท้องและในอุ้งเชิงกรานสูงขึ้น
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก จึงเกิดการกดเบียดทับ/บาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดส่วนนี้เรื้อรัง
  • โรคแต่กำเนิดที่ไม่มีลิ้นปิดเปิด (Valve) ในหลอดเลือดดำในเนื้อเยื่อหลอดเลือดซึ่งช่วยในการไหลเวียนเลือด
  • อาจเกิดจากพันธุกรรม เพราะพบโรคได้สูงกว่าเมื่อครอบครัวมีประวัติเป็นโรคริดสีดวงทวาร

โดยปัจจัยแต่ละตัวล้วนทำให้เกิดภาวะเลือดคั่งในหลอดเลือด อันเป็นผลให้เกิดหลอดเลือดโป่งพองง่าย

  • อาการพบบ่อยของโรคริดสีดวงภายนอก คือ
    • มีติ่งเนื้อสีชมพูคล้ำออกมาจากปากทวารหนักเมื่อท้องผูกหรือท้องเสีย
    • เมื่อมีลิ่มเลือดเกิดในหลอดเลือดที่โป่งพองจะก่อให้เกิดอาการปวด เจ็บ บวม และระคายเคืองบริเวณรอบปากทวารหนัก และอาการคัน แต่มักไม่ค่อยพบมีเลือดออกจากติ่งเนื้อนี้
  • อาการพบบ่อยของโรคริดสีดวงทวารภายใน คือ
    • อุจจาระเป็นเลือด โดยไม่มีอาการปวดเจ็บ อุจจาระมักเป็นเลือดสด ออกหลังอุจจาระสุดแล้ว มักพบเลือดบนกระดาษชำระ เลือดที่ออกจะไม่ปนกับอุจจาระ มักไม่มีมูกปน และมักหยุดได้เอง อาการเหล่านี้จะเป็นๆ หายๆ
    • เมื่อเป็นมากหลอดเลือดจะบวมมาก รวมทั้งเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบหลอดเลือดจะบวมออกมาถึงปากทวารหนัก เห็นเป็นก้อนเนื้อนิ่ม ปลิ้นโผล่ออกมานอกปากทวารหนัก ซึ่งในภาวะเช่นนี้จะก่ออาการเจ็บปวดได้
  • ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเพิ่มความดันในกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดที่เป็นสาเหตุของโรค
  • การใช้ยาต่างๆ เช่น ยาทาลดอาการคัน ยาเหน็บทวารลดอาการบวม ปวด และยาแก้ปวด เป็นต้น
  • การรักษาทางศัลยกรรมที่มีหลายรูปแบบ เช่น การจี้ด้วยไฟฟ้า หรือ เลเซอร์ การฉีดยาเข้าหลอดเลือด เพื่อให้หลอดเลือดยุบแฟบ การผูกหลอดเลือด หรือการผ่าตัดหลอดเลือด ทั้งนี้ขึ้นกับความรุน แรงของโรค ข้อบ่งชี้ และดุลพินิจของแพทย์
  • ภาวะกลั้นอุจจาระไม่อยู่ เพราะเมื่อเกิดหลอดเลือดโป่งพอง หูรูดปากทวารหนักจึงปิดไม่สนิท
  • ภาวะซีด เพราะมีเลือดออกจากกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดเรื้อรัง หรือบางครั้งเลือดออกมากและไม่สามารถหยุดเองได้
  • การติดเชื้อ อาจเกิดเป็นฝี หรือหนองในบริเวณก้นได้
  • ถ้าเกิดการเน่าตายของกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด จะส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างมาก

นิ่ว (Stone หรือ Calculi หรือ Lithiasis) คือเกลือเคมีหรือสารเคมีบางชนิด เช่น ไขมันคอเลสเตอรอลที่เกิดเป็นก้อนแข็งอยู่ภายในอวัยวะต่างๆ เช่น ไต กระเพาะปัสสาวะ และถุงน้ำดี กลไกการเกิดนิ่วจะแตกต่างกันตามอวัยวะที่เกิดนิ่ว เช่น

  • นิ่วในถุงน้ำดี เกิดจากการมีเกลือเคมีหรือสารเคมีบางชนิดในร่างกายสูงมากผิดปกติ หรือเกิดจากการบริโภคอาหารบางชนิดไม่ถูกสัดส่วนอย่างการกินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง
  • นิ่วในไต/ในท่อไต เกิดจากมีการติดเชื้อเรื้อรังของไต และจากภาวะมีปัสสาวะน้อย สารต่างๆ ในปัสสาวะจึงเข้มข้นตกตะกอนได้ง่าย
  • นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ เกิดจากการกินอาหารที่มีออกซาเลตสูงหรือสูงปานกลางต่อเนื่อง เช่น โยเกิร์ต ถั่วรูปไต ถั่วเหลือง งา ลูกนัท ผลเบอร์รี มะเดื่อ แครอท บีทรูท มะเขือ ผักกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง บรอคโคลิ หัวหอม ผักกะเฉด และยอดผักต่างๆ

ก. การเอานิ่วออกจากไต: ขึ้นกับขนาดก้อนนิ่ว เช่น ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้นิ่วหลุดออกมาเอง กินยาละลายนิ่ว ยาขับนิ่ว เพื่อช่วยให้ไต/ท่อไตบีบตัวสูงขึ้น นิ่วจึงหลุดออกมาเองได้เร็วขึ้น หรือการสลายนิ่วด้วยหัตถการทางการแพทย์ เช่น การใช้คลื่นเสียงความถี่สูง การผ่าตัด

ข. การรักษาสาเหตุ: เมื่อทราบสาเหตุของโรคนิ่ว เช่น รักษาโรคเกาต์เมื่อมีสาเหตุจากโรคเกาต์ ใช้ยาลดกรดยูริคในเลือดกรณีมีกรดยูริคในเลือดสูง

ค. การรักษาประคับประคองตามอาการ: เช่น ยาบรรเทาปวด/ยาแก้ปวด เมื่อมีอาการปวดท้อง/ปวดหลัง ยาลดไข้ ยาปฏิชีวนะเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรีย การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเมื่อผู้ป่วยกินได้น้อย เป็นต้น

  • ปวดหลังเรื้อรังด้านมีนิ่ว บางครั้งอาจปวดหลังหรือปวดท้องรุนแรง
  • ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่น หรืออาจเป็นหนองเมื่อมีการติดเชื้อรุนแรง
  • บางครั้งอาจมีนิ่วก้อนเล็กๆ ปนมากับปัสสาวะ
  • มีไข้ร่วมกับปวดหลัง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เมื่อมีการติดเชื้อ/โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย
  • เกิดโรคนิ่วตามจุดที่ก้อนนิ่วไปติดอยู่ เช่น ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ
  • โรคไตอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียเรื้อรัง ซึ่งอาจรุนแรงเป็นการติดเชื้อในกระแสโลหิต เป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ หรือเป็นสาเหตุให้ไตเสียการทำงานจึงเกิดโรคไตเรื้อรัง
  • ภาวะไตวายซึ่งเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้
  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ในแต่ละวัน
  • ไม่กลั้นปัสสาวะ
  • จำกัดการกินอาหารที่มีสารต่างๆ ที่ตกตะกอนได้ง่ายในไต เช่น สารออกซาเลตที่มีสูงในยอดผัก ถั่วรูปไต และผักกะเฉด กรดยูริคที่มีสูงในอาหารโปรตีนและยอดผัก และสารซีสตีนที่มีสูงในอาหารโปรตีน (เนื้อสัตว์ต่างๆ)
  • รีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเมื่อมีอาการทางปัสสาวะเพื่อวินิจฉัยรักษาโรคตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงที่เป็นเหตุของโรคไตเรื้อรัง

โรคงูสวัด (Herpes zoster หรือ Shingles หรือเรียกสั้นๆ ว่า Zoster) คือ โรคผื่น/ตุ่มน้ำใส ที่มักเกิดรวมเป็นกระจุกตามแนวยาวของเส้นประสาท เจ็บมาก เกิดตามผิวหนังตำแหน่งใดก็ได้ทั่วตัว แต่มักเกิดที่ลำตัว บริเวณเอว และที่สะโพก/แก้มก้น โดยเกิดจากร่างกายติดเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับไวรัสที่เป็นสาเหตุโรคอีสุกอีใส เป็นโรคพบบ่อยโรคหนึ่ง พบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ มักพบในคนที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส เมื่อมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายอ่อนแอลงจึงเกิดเป็นโรคงูสวัด

  • มีอาการคล้ายไข้หวัด/ โรคหวัด นำก่อน ประมาณ 2-3 วัน เช่น
    • มีไข้ (มีได้ทั้งไข้สูง หรือ ไข้ต่ำ) หรือ ไม่มีไข้
    • อาจปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว ปวดท้อง อ่อนเพลีย ตากลัวแสง
    • มักเจ็บในบริเวณติดเชื้อมาก (ยังไม่มีผื่นขึ้น) หลังจากนั้น 2-3วัน จึงขึ้นผื่น
  • ผื่นจะมีลักษณะเป็นผื่นแดง คัน เป็นทางยาว และไม่กว้างมากนัก มักเป็นทางยาวตามแนวเส้นประสาทของร่างกาย โดยมักเริ่มในแนวใกล้ๆ กลางลำตัวตามแนวปมประสาท เช่น ตามประสาทของ ลำตัว แขน ขา ตา และหู และมักเกิดเพียงด้านเดียว โดยทั่วไปมักพบที่ลำตัวบ่อยที่สุด
  • ผู้ป่วยจะมีอาการ คันในบริเวณขึ้นผื่น เจ็บปวดมาก อาจร่วมกับปวดแสบปวดร้อน บางคนร่วมกับอาการชาในบริเวณนั้นๆ
  • อาการปวดมักนำมาก่อนเกิดผื่นแดง และเมื่อเกิดผื่นแล้วอาการปวดก็ยังคงอยู่ และบ่อยครั้งเมื่อโรคและผื่นหายแล้วก็ยังปวดได้ต่อเนื่อง อาจเป็นปีๆ แต่อาจปวดมากหรือน้อยไม่เท่ากันในทุกราย

โรคงูสวัด เป็นโรคติดต่อได้จากการสัมผัส ผื่น หรือ ตุ่มพองของโรค โดยผู้สัมผัสไม่เกิดเป็นงูสวัดแต่จะเกิดเป็นโรคอีสุกอีใส เมื่อไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนหรือไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส หรือบางครั้งแม้เคยฉีดวัคซีนนี้มาแล้วก็ตาม

  • การใช้ยาต้านไวรัส (เช่น ยา Aciclovir) ซึ่งจะได้ผลดี ลดความรุนแรงของอาการ และช่วยให้โรคหายเร็วขึ้นเมื่อได้รับยาภายใน 3 วันหลังเกิดผื่น ที่มีทั้ง ยาทา ยากิน และ ยาฉีด ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ซึ่งพบว่ายิ่งรักษาเร็วเท่าไร ตุ่มน้ำใสและอาการปวดก็หายเร็วกว่าผู้ป่วยที่รับการรักษาช้า
  • การรักษาประคับประคองตามอาการ โดยเฉพาะ
    • ยาแก้ปวด และ
    • ยาบรรเทาอาการคัน/ยาแก้คัน

การป้องกันโรคงูสวัด คือ หลีกเลี่ยงสัมผัสผื่นและตุ่มโรคของผู้ป่วยโรคนี้รวมถึงโรคอีสุกอีใส โดยเฉพาะเมื่อไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสหรือไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส ปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดซึ่งเป็นการฉีดวัคซีนเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องมีการฉีดกระตุ้นซ้ำ ถึงแม้ประสิทธิภาพจะไม่สูง 100 % แต่ก็พบว่าได้ประโยชน์ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโอกาสเกิดอาการงูสวัดได้สูง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องได้รับยาเคมีบำบัด เป็นต้น  

  1. ความดันโลหิตสูง (Hypertension) คือ ภาวะมีความดันโลหิตที่วัดได้สูงตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ขึ้นไป
  2. ความดันโลหิตต่ำ (Hypotension) คือ ภาวะที่ความดันโลหิตช่วงบน ‘ซีสโตลิค’ (Systolic blood pressure) ต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือ ความดันโลหิตช่วงล่าง ‘ไดแอสโตลิค’ (Diastolic blood pressure) ต่ำกว่า 60 มิลลิเมตรปรอท (ความดันโลหิตต่ำอาจต่ำเพียงความดันซีสโตลิคหรือไดแอสโตลิกตัวใดตัวหนึ่งหรือต่ำทั้งสองตัวก็ได้)

ทั้งนี้ความดันโลหิตปกติจะอยู่ระหว่าง 90-119/60-79 มิลลิเมตรปรอท

ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตต่ำ
  • พันธุกรรม
  • โรคเบาหวาน
  • โรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
  • โรคไตเรื้อรัง
  • โรคนอนหลับแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea)
  • สูบบุหรี่/ติดสุรา
  • กินอาหารเค็มสม่ำเสมอต่อเนื่อง
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์
  • ผู้สูงอายุจากการมีโรคเรื้อรัง ดื่มน้ำน้อย และจากการไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
  • ผู้มีโรคเรื้อรัง เช่นโรคเบาหวาน  โรคหัวใจ  โรคต่อมไทรอยด์  โรคซีด
  • กินยาบางชนิดโดยเฉพาะยาขับน้ำ/ยาขับปัสสาวะ  ยาลดความดัน ยาเบาหวาน
  • มีภาวะขาดน้ำจากสาเหตุต่างๆ เช่นท้องเสียรุนแรง  อาเจียนรุนแรง  หรือ โรคลมแดด
ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตต่ำ
  • มักไม่มีอาการเอง แต่เป็นอาการจากผลข้างเคียงของโรคที่เป็นอยู่
    เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน
  • กรณีที่มีอาการจะมีอาการปวดศีรษะต่อเนื่อง มึนงง วิงเวียน สับสน
    และเมื่อมีอาการมากอาจโคม่าและเสียชีวิตได้
  • วิงเวียน  หน้ามืด เป็นลม ตาลาย/ตาพร่า
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • มือเท้าเย็น เหงื่อออกมาก
  • ชีพจรเบา เต้นเร็ว หายใจเร็ว เหนื่อย
  • กระหายน้ำ ตัวแห้งปัสสาวะน้อย
ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตต่ำ
  • กินอาหารมีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสม
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • รักษาสุขภาพจิต
  • ไม่สูบบุหรี่/ไม่ดื่ม/จำกัดสุรา/เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจสุขภาพประจำปี (การตรวจสุขภาพ) ซึ่งรวมถึงตรวจวัดความดันโลหิต เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี หลังจากนั้นตรวจสุขภาพบ่อยตาม แพทย์ พยาบาลแนะนำ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เมื่อไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำดื่ม
  • ระมัดระวังในการเปลี่ยนท่าทางโดยเฉพาะเมื่อต้องลุกขึ้นยืน เปลี่ยนท่าทางให้ช้าลง ทำทีละขั้นตอนเสมอ เช่น จากนอน เป็นนั่งพัก แล้วจึงค่อยลุกขึ้นยืน
  • รักษาและควบคุมโรคต่างๆที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงให้ได้อย่างดี
  • ระมัดระวังการใช้ยาต่างๆ ไม่ซื้อยากินเอง

ไข้หวัดในที่นี้หมายถึง โรคไข้หวัดธรรมดา (Common cold) และโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza / Flu) เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนแต่เกิดจากไวรัสคนละชนิดซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะระบบทางเดินหายใจ พบบ่อยมากทั้งในผู้ใหญ่และเด็กในหน้าฝนและหน้าหนาว

ไข้หวัดใหญ่จะมีอาการที่รุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา กล่าวคือ

อาการสำคัญของไข้หวัดธรรมดาที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้แต่เป็นไข้ไม่สูง มักไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส อาจปวดหัวแต่ไม่มาก ปวดเมื่อยตัว แสบตาอาจมีน้ำตาไหล คัดจมูกจามไอไม่มาก มีน้ำมูกใส อาจเสียงแหบ อ่อนเพลียแต่ไม่มาก บางครั้งอาจมีอาการเจ็บคอ ปวดท้อง อาเจียน หรือ ท้องเสียได้บ้าง

ส่วนอาการสำคัญของไข้หวัดใหญ่ที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้สูงบางครั้งสูงมาก 38 - 41 องศาเซลเซียส โดยไข้ขึ้นสูงภายใน 1 วัน ปวดศีรษะมาก ปวดกระบอกตาเวลาตาเคลื่อนไหว น้ำตาไหลเมื่อมีแสงสว่าง ปวดกล้ามเนื้อ/ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลียมาก ไอแห้ง ๆ เจ็บคอ คัดจมูก เบื่ออาหาร แต่อาการที่อาจพบได้และเป็นอาการรุนแรงกว่า เช่น หายใจเหนื่อย หอบหายใจมีเสียงหวีด ไอรุนแรง หนาวสั่น คลื่นไส้ ท้องเสีย มึนงง ซึม และ/หรือ หัวใจล้มเหลว

ความรุนแรงของไข้หวัดขึ้นกับว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสชนิดใด แต่โดยทั่วไปไข้หวัดธรรมดามักไม่รุนแรงหายได้เองภายในระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ด้วยการดูแลตนเองตามอาการ แต่อาจมีโรคแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้เกิดการไซนัสอักเสบ/หูน้ำหนวก/ปอดบวมได้ ส่วนไข้หวัดใหญ่กรณีที่ไม่มีโรคแทรกซ้อนอาการไข้และอาการต่างๆ จะดีขึ้นภายใน 5 - 7 วัน กรณีที่มีโรคแทรกซ้อนชนิดไม่รุนแรงอาจมีการอักเสบของหูชั้นกลางและไซนัส แต่ถ้าเป็นชนิดรุนแรงซึ่งมีโอกาสเกิดสูงในบุคคลกลุ่มเสี่ยงอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ เช่น ปอดบวม กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและ/หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ สมองอักเสบและ/หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เกิดอัมพาต ชัก แขน/ขาอ่อนแรง และโคม่า

  • เกิดจากการติดเชื้อไวรัสคนละชนิด
  • อาการไข้หวัดธรรมดารุนแรงน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่และอาการมักค่อยเป็นค่อยไป แต่ไข้หวัดใหญ่อาการรุนแรงทันทีภายใน 1 วัน
  • ไข้หวัดธรรมดาไม่ค่อยเกิดโรคแทรกซ้อน แต่เมื่อเกิดมักเป็นโรคแทรกซ้อนที่ไม่รุนแรง แต่ไข้หวัดใหญ่มักเกิดโรคข้างเคียงแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง/กลุ่มคนมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ (เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน)
  • ไข้หวัดธรรมดาไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยาต้านไวรัส แต่ในไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรงแพทย์อาจรักษาด้วยยาต้านไวรัสตั้งแต่แรก
  • ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไข้หวัดธรรมดา แต่ไข้หวัดใหญ่มีวัคซีนป้องกัน

โรคไข้เลือดออกหรือโรคไข้เลือดออกเดงกี (Dengue hemorrhagic fever / DHF) เป็นโรคที่พบบ่อยในประเทศไทยโดยเฉพาะในฤดูฝน ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์ โดยมียุงลายตัวเมียเป็นพาหะโรค เชื้อนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในตัวยุงตลอดอายุของยุง คือประมาณ 1 - 2 เดือน หากยุงลายตัวนั้นกัดคนอื่น เชื้อไวรัสเดงกีในยุงจะถูกถ่ายทอดไปให้แก่คนได้ เป็นโรครุนแรงแต่โอกาสรักษาหายสูงเมื่อได้รับการวินิจฉัยและการรักษาตั้งแต่แรก อย่างไรก็ดีหากไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 50% จากการเกิดภาวะแทรกซ้อน

ส่วนใหญ่คนที่ได้รับเชื้อไวรัสเดงกีเป็นครั้งแรกมักไม่มีอาการ หรืออาจมีเพียงไข้สูง ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเบื่ออาหารเท่านั้น แต่ในคนที่ติดเชื้อนี้เป็นครั้งที่ 2 โดย เฉพาะเชื้อนั้นเป็นเชื้อที่ต่างสายพันธุ์กับครั้งแรก ผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงถึงช็อกได้

ในปัจจุบัน ยังไม่มียารักษาโรคไข้เลือดออกโดยตรง หากอาการไม่รุนแรงโรคนี้จะหายได้เอง ดังนั้นการรักษาที่มีจึงเป็นเพียงการรักษาตามอาการ และการรักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคไข้เลือดออก คือ เลือดออกตามอวัยวะต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่ไม่รุนแรง เช่น เลือดออกที่ผิวหนัง เลือดกำเดาไหล จนถึงเลือดออกรุนแรงตามอวัยวะภายในต่างๆ เช่น สมอง กระเพาะอาหาร ลำไส้ และปอด เป็นต้น

ภาวะเลือดออกง่ายนี้เกิดจากเกล็ดเลือดต่ำจากตัวโรคไข้เลือดออกเอง โดยเกล็ดเลือดจะมีปริมาณกลับสู่ปกติในระยะฟักฟื้นได้เอง แต่ในช่วงที่เกล็ดเลือดต่ำควรหลีกเลี่ยงการกระทบกระแทก การทำหัตถการ หรือการผ่าตัด และยาบางชนิดที่ทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ หรือระบบแข็งตัวของเลือดปกติ เช่น ยาป้องกันเลือดแข็งตัว ยาแอสไพริน ยาแก้ปวด และแก้อักเสบกลุ่มเอนเสด (NSAIDs: Nonsteroidal anti-inflammatory drugs) เช่น Ibuprofen และ Indomethacin เป็นต้น

นอกจากนี้ ภาวะน้ำเกินในร่างกายจนเกิดมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดหรือในช่องท้องมากเกิน ไป จนทำให้หอบเหนื่อยหายใจลำบากก็เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญเช่นเดียวกัน ภาวะนี้เกิดจากการรั่วไหลของน้ำออกนอกหลอดเลือดในช่วงที่เข้าสู่ระยะช็อก หากแพทย์ตรวจพบและให้การรักษาที่ทันท่วงที และเลือกใช้ชนิดและกำหนดปริมาณสารน้ำที่เหมาะสมให้ทางหลอดเลือดดำแก่ผู้ป่วย ผู้ป่วยจะสามารถผ่านพ้นระยะนี้ได้อย่างปลอดภัย

เนื่องจากยุงลายเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก ดังนั้นการลดปริมาณยุงและการป้องกันยุงกัดจึงเป็นหัวใจของการป้องกันโรคนี้ โดยนิสัยของยุงลายชอบแพร่พันธุ์ในน้ำนิ่งใสและชอบกัดในเวลากลางวัน ดังนั้นควรนอนกางมุ้งแม้ในเวลากลางวัน และควรกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบ้านและรอบๆบ้าน

ปัจจุบันกำลังมีการวิจัยวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่องจริงจัง และมีการนำมาใช้ทางคลินิกบ้างแล้วในบางประเทศ แต่ผลที่ได้รับและความปลอดภัยของวัคซีนยังไม่ชัดเจน

โรคตากะปริบ คือ โรคที่มีอาการกะพริบตาหรือหลับตาทั้ง 2 ข้าง อย่างแรงและถี่มากกว่าปกติ เป็นอาการที่เกิดขึ้นเองไม่สามารถควบคุมได้ โดยบางคนมีอาการกะพริบตาอย่างเดียว บางคนมีอาการเกร็งของเปลือกตา/หนังตาด้วย ทำให้ลืมตาไม่ขึ้นมองไม่เห็น

โรคตากะปริบ เกิดจากมีการเกร็งของกล้ามเนื้อรอบตา (Orbicularis oculi) แบบควบคุมไม่ได้ เกิดจาก 2 กลุ่มสาเหตุ คือ ชนิดไม่ทราบสาเหตุ (Essential blepharospasm) ซึ่งเป็นชนิดที่พบมากที่สุด และ ชนิดทราบสาเหตุ เช่น โรคพาร์กินสัน ผลข้างเคียงจากยากลุ่มที่รักษาโรคจิตเภท โรคสารทองแดงสะสมเกินในร่างกาย (Wilson’s disease) โรคสมองขาดเลือดมาเลี้ยงในบริเวณก้านสมอง โดยสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคตากะปริบที่พบบ่อย คือ แสงจ้า แสงแดด ดูทีวี อ่านหนังสือนานๆ ความเครียด การขับรถนานๆ

ผู้ป่วยโรคตากะปริบอาจมีอาการอื่นๆ ทางตานำมาก่อน เช่น ตาอักเสบ ตากลัวแสง (มองแสงสว่างแล้วแสบตา น้ำตาไหล) ตาแห้ง เจ็บตา แสบตา เคืองตา น้ำตาไหล รวมทั้งอาการซึม เศร้า ต่อมามีอาการกะพริบตาถี่ๆ หรือบ่อยๆ เกินปกติ (ปกติประมาณ 12-20 ครั้ง/นาที) และถ้าเป็นรุนแรงเปลือกตาจะกะพริบบ่อยมากและหดเกร็ง จนเปลือกตาปิดตลอดเวลา มองไม่เห็นเหมือนคนตาบอด (Functional blindness) บางครั้งมีอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของใบหน้าด้วย เช่น ที่แก้ม หรือที่ขมับ

โรคตากะปริบ จะกะพริบตาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่สามารถบังคับให้เป็นหรือหยุดเป็นได้ แต่การกะพริบตาเองบ่อยๆ จนเป็นนิสัยนั้น เกิดจากความตั้งใจสั่งให้ทำ จึงสามารถหยุดหรือฝืนกะพริบตาได้

โรคตากะปริบ ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองตา รบกวนการมองเห็นและความมั่นใจในตนเอง เพราะมีการกะพริบตาบ่อยๆ บางรายที่มีอาการรุนแรง มีการกะพริบตาบ่อยๆและมีการเกร็งค้างร่วมด้วย ส่งผลให้มองไม่เห็น คล้ายกับตาบอดเพราะเปลือกตาปิดสนิท แต่ไม่ได้เป็นตาบอดจริงๆ เพราะไม่ได้เป็นโรคของลูกตาจริงๆ และนอกจากนั้น ไม่ทำให้เกิดอัมพาตของใบหน้า

อนึ่ง โรคตากะปริบไม่เกี่ยวข้องกับโรคอัมพาต เพราะเป็นเฉพาะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตาผิดปกติเท่านั้น และสามารถรักษาให้ดีเป็นปกติได้โดยพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หูด (Warts) คือ โรคติดเชื้อของผิวหนังและเยื่อบุที่เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ เอชพีวี (HPV หรือ Human papilloma virus) ซึ่งเชื้อไวรัสตัวนี้มีมากกว่า 100 ชนิดย่อย โดยแต่ละชนิดย่อยใช้ตัวเลขในการเรียกชื่อและทำให้เกิดหูดที่ตำแหน่งต่างๆ ซึ่งมีหน้าตาหูดแตกต่างกันไป เช่น เอชพีวี 1 ก่อให้เกิดหูดที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า และ เอชพีวี 6 ก่อให้เกิดหูดที่บริเวณอวัยวะเพศภายนอก เป็นต้น

หูดเป็นโรคติดต่อที่ติดต่อได้ด้วยการสัมผัสของผิวหนังโดยมีระยะฟักตัวประมาณ 2 - 6 เดือน เนื่องจากเชื้อหูดจะแบ่งตัวเฉพาะที่ผิวหนังและเยื่อบุเท่านั้น ไม่ลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดและไม่แพร่เชื้อเข้าสู่อวัยวะอื่นๆ เชื้อหูดจึงไม่ติดต่อผ่านทางอื่นๆ เช่น ไอ จามรดกัน อย่างไรก็ดีบางคนอาจเป็นพาหะโรคได้ กล่าวคือ ผิวหนังดูปกติ ไม่มีตุ่มนูน แต่มีเชื้อหูดอยู่ที่ผิวหนังซึ่งทำให้สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้โดยการสัมผัสผิวหนังส่วนที่มีเชื้อ

1. หูดที่ผิวหนัง: อาจจะเรียบหรือนูนเล็กน้อย จนกระทั่งนูนออกมามาก มีผิวขรุขระ แข็งกว่าหนังธรรมดา และเวลาตัดส่วนยอดของหูดแล้ว จะเห็นเส้นเลือดฝอยเล็กๆ ที่อุดตันภายใน และมีจุดเลือดออกเล็กๆ ในบางครั้งการติดเชื้อหูดอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังใดๆ เลยก็ได้

2. หูดอวัยวะเพศ: อาจเรียกว่าหูดหงอนไก่ (Condyloma accuminata) พบที่อวัยวะเพศภายนอกทั้งชายและหญิง ในกลุ่มชายรักร่วมเพศอาจพบหูดบริเวณรอบปาก/รูทวารหนัก หูดมีลักษณะนูน ผิวตะปุ่มตะป่ำคล้ายหงอนไก่

3. หูดที่เยื่อบุ: เช่น ที่เยื่อบุตา สายเสียง กล่องเสียง ซึ่งลักษณะหูดจะเป็นตุ่มนูน มีผิวขรุขระคล้ายหูดทั่วไป

แพทย์จะประเมินจากหลายๆ ปัจจัย เช่น ขนาดของหูด จำนวนหูดที่เกิด ลักษณะของหูด ตำแหน่งที่เกิด อายุผู้ป่วย และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย รวมทั้งดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งโดยทั่วไปวิธีรักษาหูดได้แก่

1. การไม่รักษา: ประมาณ 65% ของผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันปกติ โรคหูดจะยุบหายเองภายในประมาณ 2 ปี ดังนั้นถ้าเป็นหูดขนาดเล็กและมีจำนวนเล็กน้อย อาจเลือกวิธีนี้ได้

2. การรักษาด้วยยา: ซึ่งควรเป็นการรักษาโดยแพทย์เท่านั้น โดยมียาหลายชนิดให้เลือกใช้ เช่น ยาทา ยาฉีดเฉพาะที่ ยากินและยาฉีดเข้าเส้นเลือด แต่ยังไม่มีวิธีไหนที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

3 การผ่าตัด: เช่น การรักษาโดยใช้ความเย็น การใช้เลเซอร์ การจี้ด้วยไฟฟ้า การผ่าตัดแบบใช้มีด

ในบุคคลที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องมักไม่หายเอง การรักษาก็ไม่ค่อยได้ผล มีอัตราการเกิดเป็นใหม่สูง และหูดอาจกลายเป็นมะเร็งได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

  • การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน
  • การหลีกเลี่ยงการสัมผัสรอยโรค
  • ล้างมือเป็นประจำ เมื่อสัมผัสสิ่งของสาธารณะ
  • ทำความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ที่ใช้ร่วมกัน และไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า เสื้อผ้า รองเท้า เป็นต้น
  • การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีบางสายพันธุ์

คลื่นไส้เป็นอาการที่อยากจะอาเจียน ส่วนอาเจียนคือการที่อาหารและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กตอนบนถูกขับออกมาอย่างรุนแรงจากกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กตอนบน ผ่านทางหลอดอาหารเข้าสู่ช่องปาก โดยเกิดขึ้นจากแรงบีบตัวทันทีของกล้ามเนื้อของกะบังลม กระเพาะอาหาร ลำไส้ ทรวงอก และของหน้าท้อง ซึ่งสมองที่ควบคุมอาการคลื่นไส้ คือ สมองใหญ่ (Cerebral cortex) และสมองที่ควบคุมการอาเจียน คือ ก้านสมอง (Brain stem) โดยสาเหตุของอาการคลื่นไส้ อาเจียน แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ

ก. จากความผิดปกติในช่องท้อง เช่น การติดเชื้อของอวัยวะในช่องท้องจากไวรัสหรือแบคทีเรีย การอุดตันในทางเดินอาหาร การอักเสบของกระเพาะอาหาร

ข. จากความผิดปกตินอกช่องท้อง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคต่างๆ ของหูชั้นใน โรคทางสมอง

ค. สาเหตุอื่นๆ: เช่น จากผลข้างเคียงของยาบางชนิด สารพิษบางชนิด ในบางภาวะหรือบางโรคของต่อม

ความรุนแรง/การพยากรณ์โรคของอาการคลื่นไส้อาเจียน ขึ้นกับสาเหตุ เช่น

  • รุนแรงน้อยเมื่อเกิดจากการจินตนาการ
  • รุนแรงปานกลางเมื่อเกิดจากลำไส้อุดตัน
  • รุนแรงมากเมื่อเกิดจากโรคเนื้องอกและมะเร็งสมอง

ส่วนผลข้างเคียงจากคลื่นไส้อาเจียน เช่น

  • ขาดอาหาร กรณีอาเจียนต่อเนื่อง
  • อ่อนเพลีย จาก กิน ดื่ม และพักผ่อนได้น้อย
  • ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากอาเจียนจนเกิดภาวะขาดน้ำ เช่น ผิวแห้ง ปากแห้ง ตาโหล ปัสสาวะน้อย ใจสั่น วิงเวียน เป็นลม

ถ้าอาเจียนรุนแรง อาจอาเจียนเป็นเลือดได้จากหลอดเลือดในกระเพาะอาหารหรือในหลอดอาหาร

  • พักผ่อนให้เต็มที่
  • ในขณะมีอาการไม่ควรนอนราบ ควรนอนเอนตัวเพื่อป้องกันการสำลักอาหารจากอาเจียนเข้าหลอดลมและปอด
  • ระมัดระวังไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำ โดยจิบน้ำ หรือ น้ำผลไม้บ่อยๆ
  • กินอาหารครั้งละน้อยๆ โดยเพิ่มมื้ออาหาร ไม่ควรกินในช่วงมีอาการคลื่นไส้อาเจียน อาหารควรเป็นอาหารอ่อน หรืออาหารเหลว หรืออาหารน้ำ
  • ควรอยู่ในสถานที่ถ่ายเทอากาศได้ดี สะอาด ไม่มีกลิ่น ไม่สว่างมาก ไม่ร้อนอบอ้าว โดยเฉพาะเวลานอนและขณะกิน
  • สังเกตตัวกระตุ้นอาการเสมอเพื่อหลีกเลี่ยง
  • สังเกตลักษณะของอาเจียน เช่น ขม (จากมีน้ำดีปน) หรือมีเลือดปน เพื่อแจ้งแพทย์ พยาบาล เพราะแพทย์ใช้เป็นตัวช่วยในการวินิจฉัยสาเหตุอาการเพื่อให้การรักษาได้ถูกต้อง
  • กินยาบรรเทาอาการตามที่แพทย์แนะนำ
  • รีบพบแพทย์/มาโรงพยาบาลเมื่ออาการอาเจียนไม่ดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังดูแลตนเอง หรือมีไข้สูง ปวดท้องมาก อาเจียนเป็นเลือด ปวดศีรษะมาก คอแข็ง แขนขา อ่อนแรง (อาการของโรคทางสมอง)

โรคภูมิแพ้คือโรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารกระตุ้นที่ในภาวะปกติแล้วจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรพืช แต่ในโรคภูมิแพ้ร่างกายจะเกิดการตอบสนองอย่างมากผิดปกติต่อสารเหล่านั้น จึงทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) นั้น

โรคภูมิแพ้เกิดจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยพบว่าถ้าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะทำให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณ 30 - 50% แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะมีผลให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงประมาณ 50 - 70% ในขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้เลยมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพียงประมาณ 10%

1. โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจได้แก่ โรคหืด (Asthma)

2. โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ (Allergic rhinitis)

3. โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Allergic skin disease)

4. โรคภูมิแพ้ทางตา (Eye allergy)

5. โรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงที่มีอาการหลายระบบ (Anaphylaxis)

  • ควบคุมสิ่งแวดล้อมและสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ละอองเกสรพืช ขนสัตว์ ควันบุหรี่ กลิ่นฉุน น้ำหอม และฝุ่นละออง
  • รักษาด้วยยา เช่น ยาแก้แพ้ ยาต้านการอักเสบ วัคซีนภูมิแพ้

โอกาสรักษาโรคภูมิแพ้ได้หายหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดไหน กรณีแพ้อาหารเมื่อหยุดกินอาหารที่แพ้ไปสักระยะอาจหายขาดได้ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และโรคหืด โอกาสหายขาดมีน้อยขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการรักษาควบคุมโรคและความรุนแรงของโรค

ผู้ป่วยที่เป็นโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือแพ้อากาศมีภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยคือ ไซนัส อักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ นอนกรนซึ่งรบกวนการนอนหลับ บางครั้งหยุดหายใจขณะนอนหลับได้ (โรคนอนหลับแล้วหยุดหายใจ)

โรคนี้เกิดจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้น้อยก็สามารถป้องกันการเกิดโรคในกลุ่มเสี่ยง (ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้) ส่วนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะสามารถป้องกันการเกิดการแพ้อาหารได้ได้ นอกจากนี้ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ

ลมพิษ (Urticaria หรือ Hives) เป็นกลุ่มอาการ ไม่ใช่โรค แต่มักเรียกว่าเป็นโรค โดยเป็นอาการที่เกิดจากร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่ง/สารที่ก่อการแพ้ อาจมีเฉพาะอาการซึ่งแสดงออกทางผิวหนัง หรือมีอาการทางเนื้อเยื่อ/อวัยวะระบบอื่นๆ ร่วมด้วย ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของสาเหตุ เช่น บวม แน่นหน้าอก หรือ ความดันโลหิตต่ำ/หน้ามืด โดยลักษณะอาการทางผิวหนัง จะเป็นผื่นบวมนูน สีออกขาว ล้อมรอบด้วยผื่นสีแดง ผู้ป่วยมักมีอาการคันถึงคันมากในตำแหน่งผิวหนังบริเวณเกิดผื่น หรือถ้าเป็นมากจะรู้สึกแสบร้อนที่ผื่น แต่ผื่นมักหายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง

  1. แบ่งโดยอาศัยระยะเวลาที่เป็นโรค - ถ้ามีอาการไม่เกิน 6 สัปดาห์ จัดเป็นลมพิษเฉียบพลัน แต่ถ้ามีอาการต่อเนื่องนานกว่า 6 สัปดาห์ จัดเป็นลมพิษเรื้อรัง
  2. แบ่งตามสาเหตุ โดยสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการลมพิษที่พบบ่อย ได้แก่
    • สาเหตุทางกายภาพ (physical) ผู้ป่วยบางรายผื่นลมพิษอาจเป็นผลจากปฏิกิริยาต่อความร้อน ความเย็น การสั่นสะเทือน การกดทับ การขูดขีดที่ผิวหนัง แสงแดด การออกกำลังกาย เป็นต้น
    • การแพ้สารที่สัมผัส เช่น การแพ้ยาง (latex) ขนสัตว์ พืช หรืออาหารบางชนิด ปฏิกิริยาแพ้พิษแมลง เช่น ปฏิกิริยาที่เกิดจากการโดนผึ้งหรือต่อต่อย
    • การกินอาหารบางชนิด เช่น อาหารทะเล อาหารรสจัด สารกันเสีย สีผสมอาหารบางชนิด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม
    • ยาบางชนิด เช่น ยาลดไข้แอสไพริน หรือ ยาปฏิชีวนะบางชนิด
    • การติดเชื้อ การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือมีพยาธิ
    • โรคบางชนิด เช่น โรคระบบต่อมไร้ท่อ (โรคไทรอยด์) โรคมะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือระบบอื่น ๆ ของร่างกาย
    • ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเองกระตุ้นให้เกิดการหลั่งสารเคมีบางชนิดออกมาที่ผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นลมพิษขึ้น
    • บางครั้ง แพทย์หาสาเหตุไม่พบ

มีการศึกษาวิจัยหลายชิ้นพบความเกี่ยวเนื่องระหว่างระบบประสาท-ระบบต่อมไร้ท่อ-ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค ที่อาจเป็นสาเหตุของลมพิษ โดยพบว่าความเครียดทำให้มีการหลั่งของสารเคมีบางชนิด และสารเคมีนั้นๆ จะไปกระตุ้นเซลล์ชนิดหนึ่งในร่างกายที่อยู่ในเนื้อเยื่อผิวหนังและในเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งเรียกว่า เซลล์มาสต์ (Mast cell) ทำให้เซลล์นี้แตกตัวหลั่งสารฮิสตามีน (Histamine) ออกมา ซึ่งสารฮิสตามีนเป็นสารสำคัญที่ทำให้เกิดลมพิษ

สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาลมพิษคือ ต้องพยายามหาและหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดลมพิษ ดังนั้นสิ่งที่มีความสำคัญมากคือ ข้อมูลจากผู้ป่วย อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่จะไม่สามารถระบุสาเหตุที่ทำให้เกิดลมพิษได้แน่นอน ถึงแม้ว่าจะถามประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียด และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวแล้ว ดังนั้นมักต้องใช้ยาในการรักษาเพื่อบรรเทาอาการคันของผู้ป่วย โดยทั่วไปจะเริ่มต้นจากยาทาประเภทคาลาไมน์โลชั่น (Calamine lotion) ซึ่งเป็นแป้งน้ำผสมเมนทอลเพื่อให้เย็น เพื่อลดอาการคัน หรือทาแป้งเย็นหรือประคบผ้าเย็นก็ได้ ถ้ายังมีผื่นขึ้นอยู่ก็กินยาต้านฮิสตามีน โดยกินชนิดที่ไม่ง่วงในตอนเช้าเพื่อไม่รบกวนการทำงาน และกินชนิดที่ทำให้ง่วงในตอนกลางคืนเพื่อจะได้ไม่เกาเวลานอนหลับ ถ้ายังไม่สามารถควบคุมอาการได้ หรือมีอาการทางเนื้อเยื่อ/อวัยวะระบบอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ปวดท้องหรือถ่ายเหลว เป็นลมหน้ามืด ควรปรึกษาแพทย์ หรือพบแพทย์เป็นการฉุกเฉิน

วัณโรค (Tuberculosis / TB) เป็นโรคติดเชื้อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แม้ว่าส่วนใหญ่การอักเสบจากเชื้อวัณโรคจะเกิดในปอดที่เรียกว่า ‘วัณโรคปอด/Pulmonary TB’ แต่ก็สามารถเกิดโรคที่อวัยวะอื่นได้เกือบทุกอวัยวะในร่างกายเช่น ต่อมน้ำเหลือง สมอง และลำไส้ และหากเชื้อวัณโรคอยู่ในตัวผู้ป่วยโดยไม่มีอาการได้นานๆ จะเรียกว่า ‘วัณโรคระยะแฝง (Latent TB infection/ LTBI)

วัณโรคเป็นโรคติดต่อจากคนสู่คนทางการหายใจ โดยเชื้อวัณโรคจะแพร่จากผู้ป่วยวัณโรคปอดไปสู่ผู้อื่นทางละอองเสมหะขนาดเล็กๆ ซึ่งออกมาจากการ ไอ จาม หรือพูด ละอองเสมหะเหล่านี้จะสามารถลอยอยู่ในอากาศได้หลายชั่วโมง และเมื่อสูดเข้าไปจะเข้าไปจนถึงถุงลมปอดแล้วเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อถุงลมได้ ทั้งนี้ ในการไอ 1 ครั้งอาจพบมีละอองเสมหะออกมาถึง 3,000 ละอองเสมหะ อย่างไรก็ดีวัณโรคจะไม่ติดต่อทางการกิน การดื่ม และการสัมผัส และผู้ป่วยจะไม่มีการแพร่เชื้อกรณีที่ได้รับยาวัณโรคเกิน 2 อาทิตย์ไปแล้ว

ในระยะแรกหลังจากเชื้อวัณโรคเข้าในร่างกายแล้ว ผู้ป่วยจะไม่มีอาการและไม่สามารถตรวจพบได้ว่าติดเชื้อหรือไม่ จนถึงประมาณหลังจาก 4 อาทิตย์ ร่างกายจะเริ่มมีปฏิกริยาต่อเชื้อวัณโรค โดยส่วนใหญ่ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคในคนปกติจะสามารถควบคุมเชื้อวัณโรคให้สงบนิ่งอยู่ เรียกว่าอยู่ในระยะแฝง/วัณโรคระยะแฝง ซึ่งจะไม่มีอาการของโรคและไม่แพร่เชื้อ

แต่ในผู้ป่วยเด็กเล็กหรือผู้มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ (AIDS)/ผู้ติดเชื้อเอชไอวี อาจไม่สามารถควบคุมเชื้อวัณโรคให้สงบได้ จึงเกิดโรควัณโรคปฐมภูมิ (เป็นวัณโรคที่แสดงอาการตั้งแต่ครั้งแรกที่ติดเชื้อ โดยไม่มีการอยู่ในระยะแฝง) เช่น วัณโรคเยื่อหุ้มปอด หรือวัณโรคต่อมน้ำเหลืองได้ ทั้งนี้ เชื้อวัณโรคที่อยู่ในระยะแฝงจะสงบอยู่จนมีปัจจัยที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอจึงเกิดโรควัณโรคปอดขึ้น

อาการสำคัญของวัณโรคปอดคือ ไอเรื้อรังโดยเฉพาะอาการไอที่เกิดขึ้นนานกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป โดยจะเริ่มจากไอแห้งๆ ต่อมาจะมีเสมหะจนอาจมีไอเป็นเลือดได้ ส่วนอาการอื่นๆ ที่พบได้บ่อย คือ มีไข้ (มักเป็นไข้ต่ำๆ) อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด และเหงื่อออกกลางคืน

1. กินยาวัณโรคตามที่แพทย์แนะนำจนครบตามกำหนดอย่างเคร่งครัด (ประมาณ 6 - 12 เดือน) เพื่อป้องกันการดื้อยา

2. ในช่วงแรกของการรักษาโดยเฉพาะ 2 อาทิตย์แรกถือเป็นระยะแพร่เชื้อ ผู้ป่วยควรอยู่แต่ในบ้าน แยกห้องนอน นอนในห้องที่อากาศถ่ายเทสะดวกและแสงแดดส่องถึง ไม่ออกไปในที่ที่มีผู้คนแออัด ต้องปิดปากจมูกเวลาไอหรือจาม และใส่หน้ากากอนามัยเวลาอยู่ในที่ชุมชน

รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ถ้ามีผู้ป่วยวัณโรคอยู่ในบ้านควรดูแลให้ทำตามข้อควรปฏิบัติของผู้ป่วยวัณโรค และฉีดวัคซีนบีซีจี (BCG) ให้ทารกแรกเกิดทุกรายเพื่อป้องกันวัณโรคชนิดรุนแรงในเด็กเล็ก อย่างไรก็ดีผู้ที่เคยฉีดวัคซีนบีซีจีมาแล้วก็ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรคปอดได้

โรคของต่อมไทรอยด์ที่พบได้บ่อย คือ โรค/ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน โรค/ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน โรคคอพอก โรคปุ่มเนื้อต่อมไทรอยด์ และโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์

ก.  ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism): คือภาวะที่ต่อมไทรอยด์ทำงานสูงขึ้นผิดปกติจึงส่งผลให้มีฮอร์โมนบางชนิดในร่างกาย/ในเลือดสูงกว่าปกติ จึงก่อให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ ขึ้น ทั้งนี้ อาการจากภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกินที่พบบ่อย ได้แก่ ผอมลงทั้งๆ ที่กินจุ หัวใจเต้นเร็วและแรง เหงื่อออกมาก กล้ามเนื้อแขนและขาลีบ อุจจาระบ่อยขึ้น/ท้องเสีย ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ผมเปราะแห้ง ผมร่วง มือสั่น หงุดหงิดง่าย กังวลเกินเหตุ อารมณ์แปรปรวน อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เป็นต้น

ข.  ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมนหรือโรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism): ได้แก่ ภาวะที่ต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำกว่าปกติหรือเสียหายจากสาเหตุต่างๆ เช่น จากการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ จึงส่งผลให้มีไทรอยด์ฮอร์โมนในร่างกาย/ในเลือดต่ำกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการต่างๆ ซึ่งที่พบบ่อย ได้แก่ ทนหนาวไม่ได้ ท้องผูก ประจำเดือนแต่ละครั้งมามากผิดปกติ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย อ้วนฉุ เฉื่อย ช้า เสียงแหบ ผิวหนังดูหนากว่าปกติ ผิวแห้ง เล็บแตกง่าย ใบหน้า รอบดวงตา มือ เท้าบวม (โดยเฉพาะเมื่อตื่นนอน) ซึมเศร้า เป็นต้น

ค.  โรคคอพอก (Goiter หรือ Goitre): คือ โรคต่อมไทรอยด์โต อาจโตเรียบทั่วทั้งสองกลีบ โตเรียบเพียงกลีบเดียว โตแบบเป็นตะปุ่มตะป่ำ หรือเป็นปุ่มก้อนเนื้อ อาจเกิดเพียงก้อนเนื้อเดียวหรือหลายๆก้อน เกิดกับต่อมไทรอยด์เพียงกลีบใดกลีบหนึ่งหรือกับทั้งสองกลีบพร้อมกัน มักมีสาเหตุจากขาดเกลือแร่ไอโอดีน ต่อมไทรอยด์จึงเพิ่มปริมาณเซลล์ให้มากขึ้น ต่อมจึงมีขนาดโตขึ้น

ง.  โรคปุ่มเนื้อต่อมไทรอยด์ หรือ ก้อนเนื้อต่อมไทรอยด์ (Thyroid nodule): คือ ปุ่มเนื้อต่อมไทรอยด์ซึ่งเป็นปุ่มเนื้อที่ไม่ใช่เนื้องอกมะเร็ง

จ.  โรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ (Thyroid cancer): เป็นโรคมะเร็งพบบ่อยชนิดหนึ่งของคนไทย เป็นโรคมะเร็งของผู้ใหญ่ แต่พบได้ตั้งแต่ในเด็กโตไปจนถึงผู้สูงอายุ ผู้หญิงพบเป็นโรคได้สูงกว่าผู้ชายถึงประมาณ 3 - 4 เท่า เป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุ แต่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ การได้รับรังสีในบริเวณต่อมไทรอยด์โดยเฉพาะในช่วงเป็นเด็ก

ก.  ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน: การรักษาคือ การกินยาลดการทำงานของต่อมไทรอยด์ การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ และ/หรือ การกินน้ำแร่รังสีไอโอดีน โดยจะเป็นวิธีการใดขึ้นกับ อายุ สุขภาพ ผู้ป่วย ดุลพินิจของแพทย์ และความสมัครใจของผู้ป่วย

ข.  ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน: การรักษาคือ การกินยาไทรอยด์ฮอร์โมน และการรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น กินยาขับน้ำลดบวม (ยาขับปัสสาวะ) เป็นต้น

ค. โรคคอพอก: คือ รักษาตามสาเหตุของคอพอก เช่น รักษาภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน เป็นต้น

ง.  โรคปุ่มเนื้อต่อมไทรอยด์: คือ การรักษาตามสาเหตุ เช่น รักษาภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน เป็นต้น

จ.  เนื้องอกต่อมไทรอยด์: การรักษาคือ กินยาไทรอยด์ฮอร์โมน แต่เมื่อก้อนโตขึ้นหรือก้อนไม่ยุบหลังกินยา การรักษาคือ การผ่าตัดก้อนเนื้อหรือการผ่าตัดต่อมไทรอยด์

ฉ.  โรคมะเร็งต่อมไทรอยด์: การรักษาคือ การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ และอาจร่วมกับการกินยาน้ำแร่รังสีไอโอดีน การฉายรังสีรักษา หรือยาเคมีบำบัด ทั้งนี้ขึ้นกับระยะของโรคมะเร็งและชนิดของเซลล์มะเร็ง

โรคมือ เท้า ปาก (Hand- Foot-and- Mouth disease) เป็นโรคที่พบได้บ่อยตลอดปีในแถบร้อนชื้น มักเป็นในเด็กเล็ก พบมากในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีแต่พบในเด็กอายุมากกว่านี้ก็ได้ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า คอกแซคกีไวรัส เอ 16 (Coxsackievirus A16) ในบางครั้งอาจเกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ เอ็นเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) คอกแซคกีไวรัส เอ 5, 7, 9, 10 และคอกแซคกีไวรัส บี 2, 5 และอาจเกิดจากเชื้อไวรัส เอ็คโคไวรัส (Echovirus) ได้บ้าง ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า การติดเชื้อเอนเทโรไวรัสในช่วงวัยเด็กเล็กน่าจะช่วยลดโอกาสของการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติด้วยเช่นกัน

โรคนี้ติดต่อได้ 2 ทาง คือ 1) จากการกินอาหารที่ปนเปื้อนอุจจาระหรือน้ำมูกน้ำลายของผู้ป่วย และ 2) จากการหายใจเอาเชื้อไวรัสที่กระจายมาจากผู้ป่วย ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 3 - 6 วันผู้ป่วยจึงจะมีอาการ

ส่วนใหญ่เด็กที่เจ็บป่วยด้วยโรค มือ เท้า ปากจะมีอาการน้อย อาจมีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้ และมีตุ่มน้ำหรือตุ่มแดงๆ ที่มีการอักเสบกระจายทั่วไปบริเวณริมฝีปาก เหงือก เพดานปาก ลิ้น ด้านหลังของคอหอย กระพุงแก้ม หรืออาจจะทำให้มีแผลตื้นๆ บนเยื่อบุปากที่อักเสบ

มักพบมีผื่นหรือตุ่มน้ำบริเวณมือและเท้าซึ่งจะเจ็บ ส่วนใหญ่จะพบตุ่มน้ำบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้าขนาดประมาณ 3-7 มิลลิเมตร มักพบเป็นตุ่มน้ำรูปรีๆ เหมือนลูกรักบี้ อาจพบตุ่มน้ำบริเวณหลังเท้าหรือบริเวณก้นได้ ซึ่งตุ่มน้ำเหล่านี้จะหายไปภายในระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์

โรคมือ เท้า ปาก ที่เกิดจากเชื้อเอ็นเทอโรไวรัส 71 มักจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนักกว่าที่เกิดจากเชื้อคอกแซคกีไวรัส เอ 16 โดยมักจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงทางระบบประสาท (มีการอักเสบของก้านสมอง เนื้อสมอง และไขสันหลัง ทำให้เกิดภาวะแขน-ขาอ่อนแรง/อัมพาต) ระบบหัวใจ และปอดได้สูง ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างรวดเร็วจากภาวะปอดบวมน้ำ เลือดออกในปอด และภาวะช็อก นอกจากนี้เชื้อคอกแซคกีไวรัส เอ 16 ก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนคือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และภาวะช็อกได้ แต่พบได้น้อยกว่าจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 มาก

เด็กที่เป็นโรคมือ เท้า ปากมักจะกินอาหารและนมได้น้อยลง เด็กเล็กๆ จะมีน้ำลายยืดมากกว่าปกติเพราะมักจะเจ็บปาก กลืนไม่ได้ (แนะนำให้เด็กกินน้ำเย็น กินนมแช่เย็น หรือเอานมแช่แข็งให้ หรือไอศกรีม เด็กจะกินได้เพราะความเย็นทำให้ชาไม่เจ็บ) หากแบมือและดูที่ฝ่าเท้าจะพบมีตุ่มแดงๆในช่วงแรก ซึ่งต่อมาจะโตขึ้นและเห็นเป็นตุ่มน้ำชัดเจน

  1. ผู้เลี้ยงดูเด็กและเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทั้งหน้ามือ หลังมือ ซอกนิ้วมือ รอบนิ้วมือ เล็บ ข้อมือทั้งสองข้าง หลังขับถ่าย ก่อนปรุงอาหาร หรือกินอาหาร และรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน ทั้งห้ามนำเด็กเข้าไปในที่แออัดเมื่อมีการระบาดของโรค
  2. เมื่อบุตรหลานมีอาการของโรคมือ เท้า ปาก ควรพาเด็กไปพบแพทย์และให้อยู่บ้าน ไม่ควรพาไปสถานเลี้ยงเด็ก โรงเรียน หรือในที่ชุมชน เพราะจะนำโรคนี้ไปแพร่ให้เด็กอื่น
  3. ในสถานเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาลควรเน้นบุคลากรและเด็กในการดูแลตนเองตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้ ควรแยกข้าวของเครื่องใช้ของเด็กแต่ละคนอย่าให้ปะปนกัน เพราะของเล่นต่างๆ อาจปนเปื้อนน้ำลาย น้ำมูก หรือสิ่งขับถ่ายของเด็ก ควรหมั่นทำความสะอาดด้วยสบู่หรือผงซักฟอกแล้วล้างน้ำให้สะอาดและนำไปผึ่งแดดให้แห้ง
  4. หากพบเด็กในห้องเรียนเดียวกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเป็นโรคมือ เท้า ปากต้องปิดห้องเรียนหรือ โรงเรียนเป็นเวลาอย่างน้อย 5 วัน

ชนิดของเหา

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดเหา

อาการ

การรักษา

เหาที่ศีรษะ

เกิดขึ้นโดยการอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด และใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น หวี หมวก ที่มัดผม ผ้าเช็ดตัว รวมถึงที่เป่าผม โดยพบว่าการหวีผมอาจส่งเหาออกไปได้ไกลถึง 1 เมตร ทั้งนี้ความยาวของเส้นผมไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ติดเหาง่ายขึ้น ผู้ชายจึงสามารถเป็นเหาได้เช่นกัน

คันที่ศีรษะ เพราะร่างกายมีปฏิกิริยาต่อการกัดของเหาที่หนังศีรษะเวลาดูดเลือด โดยถ้าตรวจดูหลังการดูดเลือดใหม่ๆ จะพบตุ่มนูนแดงเล็กๆ และจะคันมากในช่วงกลางคืน เพราะเหามักดูดเลือดในช่วงเวลานี้

  • การใช้ยาฆ่าเหา ซึ่งมีทั้งยาสระผมและยากิน
  • การใช้หวีเสนียดหวีผมหลังจากที่ใช้ยาฆ่าเหาไปแล้ว
  • การโกนผม

เหาที่ลำตัว

เกิดขึ้นโดยการอาศัยอยู่กันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาวะที่ไม่มีการอาบน้ำ ไม่ได้เปลี่ยนหรือซักเสื้อผ้า เช่น การเดินทางบนรถบัสหรือรถไฟเป็นระยะทางยาวนานหลายวัน การอยู่ในค่ายกักกัน ค่ายผู้อพยพ ในคุก หรือพบในคนเร่ร่อนไม่มีที่อยู่อาศัย

คันตามลำตัว และคันมากในช่วงกลางคืน การตรวจร่างกายก็จะพบรอยเกา และตุ่มนูนแดงเล็กๆ ที่เกิดจากการกัดดูดเลือดของเหา โดยจะพบตามลำตัวเป็นส่วนใหญ่ ส่วนบริเวณอื่นๆที่อาจพบ ได้แก่ บริเวณรักแร้ ขาหนีบ ส่วนบริเวณหน้า แขนและขาจะพบได้น้อย และที่บริเวณหนังศีรษะจะไม่พบตุ่มนูนแดงนี้ นอกจากนี้ อาจพบผื่นแบนเรียบเล็กๆ สีออกเทา-น้ำเงิน

การอาบน้ำ รักษาความสะอาดของเสื้อผ้าและที่นอน

เหาที่อวัยวะเพศ (โลน)

เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ แต่ในเด็กก็สามารถพบได้โดยเกิดจากพ่อแม่เป็นเหาที่อวัยวะเพศ และมีการอยู่ใกล้ชิด นอนร่วมกัน ทำให้เด็กติดเหาจากพ่อแม่ได้

คันในบริเวณที่เหาอาศัยอยู่ เช่น ขนที่อวัยวะเพศ ขนรอบรูก้น ขนที่ท้อง ขนที่หน้าอก ขนที่รักแร้ หากมีปริมาณมาก อาจลามไปถึงขนคิ้วและขนตาได้

  • ใช้ยาฆ่าเหา
  • การโกนขน

แต่สิ่งสำคัญคือต้องรักษาคู่นอนของตนเองไปพร้อมๆ กันด้วย

  1. เหาที่ศีรษะ หากมีปริมาณมากและทิ้งไว้ไม่รักษา เส้นผมอาจจะพันกันกลายเป็นก้อน มีสะเก็ดหนอง และมีกลิ่นเหม็นรุนแรง
  2. เหาที่ลำตัว หากทิ้งไว้ไม่รักษาเป็นเวลาหลายปี ผิวหนังจะหนาตัวและมีสีคล้ำขึ้น ซึ่งเกิดจากการเกาผิวหนังเป็นระยะเวลานานๆ
  3. ไม่ว่าเป็นเหาที่บริเวณไหน หากมีปริมาณมาก หรือเกามากจนผิวหนังถลอก อาจทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เกิดผิวหนังอักเสบและเป็นฝีหนองได้
  4. ตัวเหาเป็นพาหะนำโรคได้หลายโรค เช่น ไข้รากสาดใหญ่ชนิด Epi demic typhus โรคไข้เทรนซ์ (Trench fever) และโรคไข้กลับ (Relapsing fever) เป็นต้น

การป้องกันการแพร่เหาสู่ผู้อื่นคือ ต้องรักษาเหาของตนเองให้หาย และการกำจัดเหาที่อาจหลงเหลืออยู่ในสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ตัวเองกลับเป็นซ้ำด้วย อันได้แก่ การรักษาความสะอาดร่างกาย ของใช้ส่วนตัวต่างๆ เช่น หวี หมวก ที่มัดผม ผ้าคลุมผม ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว รวมถึงของเล่น เช่น ตุ๊กตา สำหรับสิ่งของที่นำมาซักล้างไม่ได้ ให้ใช้วิธีใส่ถุงพลาสติกและปิดปากถุงให้มิดชิด ทิ้งไว้ในระยะเวลาที่แน่ใจว่าตัวเหาจะตายทั้งหมด และเผื่อเวลาไว้สำหรับเหาที่อาจวางไข่และฟักออกมาเป็นตัวได้ ซึ่งก็คือระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป แล้วจึงนำของใช้ดังกล่าวมาใช้ต่อได้

โรคกระเพาะอาหาร หรือ โรคของกระเพาะอาหาร (Stomach disease) คือ โรค/ภาวะผิดปกติต่างๆ ที่เกิดกับเซลล์/เนื้อเยื่อกระเพาะอาหาร มีหลากหลายมาก ทั้งโรค/ภาวะผิดปกติที่พบบ่อย หรือที่พบได้เรื่อยๆไม่บ่อยมาก หรือที่พบน้อย เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ โรคแผลเปบติค กระเพาะอาหารติดเชื้อ มะเร็งกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน เลือดออกในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอุดตัน กระเพาะอาหารทะลุ โรคอัมพฤกษ์กระเพาะอาหาร ภาวะไร้กรดเกลือ เป็นต้น

  • อายุ: ยิ่งสูงอายุโอกาสที่เซลล์กระเพาะอาหารจะเสื่อมตามธรรมชาติเช่นเดียวกับเซลล์ทุกอวัยวะก็ยิ่งสูงขึ้น จึงเกิดโรคต่างๆ ได้สูงขึ้น เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร ภาวะไร้กรดเกลือ เป็นต้น
  • สูบบุหรี่: ควันพิษของบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคกระเพาะอาหารได้หลายโรค เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร โรคกรดไหลย้อน โรคแผลเปบติค
  • การดื่มสุราเรื้อรัง: เป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน แผลเปบติค และกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง เพราะแอลกอฮอล์ก่อการระคายเคืองเรื้อรังต่อเยื่อเมือกของกระเพาะอาหาร
  • ความเครียด: จะส่งผลให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกลือสูงต่อเนื่อง จึงเป็นสาเหตุให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบและแผลเปบติคได้ ที่รวมถึงภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด: เช่น ยาแก้ปวด/ ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs ยาเสตียรอยด์ ที่จะส่งผลต่อเยื่อเมือกของกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เกิดการอักเสบและเกิดเป็นแผลที่รวมถึงมีเลือดออกจากแผลได้ง่าย (ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร)
  • ผู้ป่วยโรคติดเชื้อเอชไพโลไร: ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้
  • ผู้ป่วยโรคออโตอิมมูน: ที่จะส่งผลให้กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง จนอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้

ปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน เรอบ่อย สะอึกบ่อย อุจจาระดำเหมือนยางมะตอย (อาการเลือดออกจากกระเพาะอาหาร) หรืออาจคลำได้ก้อนเนื้อบริเวณยอดอก

ก. การรักษาสาเหตุ: ซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละโรคที่เป็นสาเหตุ ที่รวมถึงความรุนแรงของอาการและการตอบสนองต่อวิธีรักษาในแต่ละผู้ป่วย เช่น การรักษาทางยาและการผ่าตัด

ข. การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต: เป็นการรักษาร่วมกับวิธีรักษาในทุกๆ สาเหตุ เป็นการรักษาหลักที่สำคัญ/ที่จำเป็นสำหรับทุกผู้ป่วย ได้แก่ การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องการบริโภคเพื่อช่วยลดการอักเสบ/การระคายเคือง เพื่อให้กระเพาะอาหารทำงานได้พอเหมาะกับประสิทธิภาพที่ยังคงเหลืออยู่ที่จะช่วยให้กระเพาะอาหารฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และยังช่วยลดอาการต่างๆ ที่เกิดจากกระเพาะอาหารทำงานลดลง เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย เรอ สะอึก ซึ่งการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่สำคัญ ได้แก่ การเลิกบุหรี่/สุรา การปรับประเภทและปริมาณอาหาร การใช้ยาโดยรู้ถึงผลข้างเคียงของยาที่มีต่อกระเพาะอาหาร และการรักษาสุขภาพจิต

ค. การรักษาตามอาการ: เช่น การใช้ยาแก้ปวดท้อง ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ยาแก้สะอึก เป็นต้น

มะเร็ง/โรคมะเร็ง คือ โรคที่เซลล์ในร่างกายเกิดการแบ่งตัวรวดเร็วสูงกว่าปกติและร่างกายควบคุมการแบ่งตัวนี้ไม่ได้ ส่งผลให้เกิดเป็นก้อนเนื้อมะเร็ง/แผลมะเร็งที่ทำลายเซลล์/เนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เกิดโรค ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะอื่นๆ ตลอดจนต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียง ส่งผลต่อเนื่องให้เนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เกิดมะเร็งทำงานไม่ได้ตามปกติ โดยเฉพาะอวัยวะสำคัญคือ ปอด ตับ สมอง ไต กระดูก ไขกระดูก จนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

 เพศ 

เรียงตามลำดับที่พบบ่อยสุด

 ชาย 

  โรคมะเร็ง ตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมาก ต่อมน้ำเหลือง เม็ดเลือดขาว ช่องปากกระเพาะปัสสาวะ หลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร

 หญิง 

  โรคมะเร็ง เต้านม ปากมดลูก ตับ ลำไส้ใหญ่ ปอด รังไข่ ต่อมไทรอยด์ ต่อมน้ำเหลือง มดลูก และ เม็ดเลือดขาว

 เด็ก 

  โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคเนื้องอก/มะเร็งสมอง และโรคมะเร็งนิวโรบลาสโตมา/Neuroblastoma (มะเร็งของประสาทซิมพาทีติก)

โรคมะเร็ง (Cancer)

โรคเนื้องอก (Tumor) 

  • ก้อนเนื้อ หรือ แผลมะเร็ง โตเร็ว
  • ลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียง เข้าต่อมน้ำเหลือง และแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด ไปยังเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆ เป็นโรคเรื้อรัง รุนแรง
  • มีการรักษาที่ซับซ้อนและต่อเนื่อง
  • ก้อนเนื้อผิดปกติ แต่โตช้า
  • ไม่ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง เพียงกดหรือเบียดทับเมื่อก้อนโตขึ้น ไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง ไม่แพร่กระจายทางกระแสเลือด
  • มักรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัด

สาเหตุของโรคมะเร็งยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าสาเหตุน่ามาจากหลายๆ ปัจจัยเสี่ยงร่วมกันมากกว่าปัจจัยเดียว เช่น มีพันธุกรรมผิดปกติ สูบบุหรี่ ดื่มสุรา/แอลกอฮอล์ ขาดสารอาหารต่างๆ ขาดการกินผักและผลไม้ กินอาหารไขมันและ/หรือเนื้อแดงสูงต่อเนื่องเป็นประจำ ได้รับสารพิษ ติดเชื้อ เป็นต้น

ชนิด

ลักษณะ

ตัวอย่าง

คาร์ซิโนมา (Carcinoma)

 

เป็นมะเร็งกลุ่มใหญ่ที่พบบ่อยสุดของมะเร็งทั้งหมด มักพบในผู้ใหญ่ โดยเป็นมะเร็งของเนื่อเยื่อบุผิว และของเยื่อเมือก ของเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆ

มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด

 

ซาร์โคมา (Sarcoma)

เป็นมะเร็งกลุ่มพบได้น้อย พบทั้งในผู้ใหญ่และในเด็ก โดยเป็นมะเร็งของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

มะเร็งกล้ามเนื้อลาย มะเร็งซาร์โคมามดลูก มะเร็งคาโปซิ มะเร็งกระดูก

มะเร็งระบบโลหิตวิทยา/มะเร็งโรคเลือด (Hematologic malignancy /Non-solid tumor)

เป็นมะเร็งในเนื้อเยื่อระบบโลหิตวิทยา

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งมัลติเพิลมัยอีโลมา

เนื้องอกเจิมเซลล์ มะเร็งเจิมเซลล์ (Germ cell tumor)

เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ตัวอ่อน (Germ cell) ของอวัยวะเพศ คือ อัณฑะในเพศชาย และรังไข่ในเพศหญิง

มะเร็งอัณฑะ มะเร็งรังไข่ชนิดเจิมเซลล์

มะเร็งบลาสโตมา (Blastoma / Blast)

เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ตัวอ่อนที่เคยมีอยู่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ (Embryo) มักพบในเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็ก พบน้อยมากๆ ในผู้ใหญ่

มะเร็งจอตา มะเร็งนิวโรบลาสโตมา มะเร็ง/เนื้องอกวิมส์/มะเร็งไตในเด็ก

เป็นน้ำประมาณ 90%-95% ที่เหลือเป็นผลิตผลของเหลือจากการสันดาปเพื่อเซลล์ใช้พลังงานจาก โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ของเสียต่างๆ และสารส่วนเกินต่างๆ ที่ร่างกายไม่ต้องการ เช่น เกลือแร่ สารประกอบอินทรีย์และอนินทรีย์ ยา ฮอร์โมน สารพิษ

สี กลิ่น และความเป็นกรดด่างของปัสสาวะ

ปัสสาวะปกติจะใส ไม่ขุ่น แต่อาจขุ่นได้บ้างเล็กน้อยจากการปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศ ส่วนสีเหลืองของปัสสาวะเกิดสารในเม็ดเลือดแดงที่เรียกว่า ฮีม (Heme) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดงที่ถูกทำลายหลังหมดอายุ นอกจากนี้สีของปัสสาวะยังขึ้นกับสีของอาหารที่กิน รวมทั้ง ผัก ผลไม้ และยาที่กินด้วย

ปกติปัสสาวะจะไม่มีกลิ่นหรือมีกลิ่นแอมโมเนียจางๆ (เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสารยูเรียในปัสสาวะไปเป็นแอมโมเนีย) แต่เมื่อดื่มน้ำน้อยสารต่างๆ ในปัสสาวะจะเข็มข้นขึ้น จึงก่อให้เกิดกลิ่นตามสารนั้นๆ ได้ เช่น อาหารประเภทหัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง เครื่องเทศ หรือจากยาบางชนิด เช่น วิตามินต่างๆ

ปัสสาวะปกติจะค่อนข้างเป็นกรดอ่อนๆ โดยค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5.5-6.5 แต่อาจมีค่า pHอยู่ระหว่า 4.6-8 ได้ และเช่นเดียวกับสีและกลิ่น ค่า pH ขึ้นกับ ปริมาณน้ำที่ดื่ม อาหาร และยาที่กิน

ปริมาณปัสสาวะและจำนวนครั้งของการปัสสาวะต่อวัน

ในผู้ใหญ่ปกติ ปริมาณปัสสาวะต่อวันจะขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณน้ำดื่ม เครื่องดื่ม น้ำที่เป็นส่วนประกอบในอาหาร เหงื่อ ภูมิอากาศ/อุณหภูมิสิ่งแวดล้อม อาชีพ/การงาน การถ่ายเทอากาศในสถานที่ทำงานและที่อยู่อาศัย การเล่น การออกกำลังกาย ยาต่างๆ ที่บริโภค เช่น ยาขับปัสสาวะ น้ำหนักตัว โรคประจำตัว อย่างไรก็ตามปริมาณทั่วไปจะอยู่ในช่วงประมาณ 0.6-2.6 ลิตร/วัน (เฉลี่ยประมาณ 1.4 ลิตร/วัน หรือ 1-2 ลิตร/วัน) ซึ่งจะมีการขับถ่ายประมาณ 6-8 ครั้งต่อวันขึ้นกับปัจจัยต่างๆ

ประโยชน์ของการตรวจปัสสาวะ คือ สามารถใช้เป็นการตรวจเพื่อการคัดกรอง การวินิจฉัย และการติดตามผลการรักษาโรคและภาวะต่างๆ ทั้งของอวัยวะในระบบทางเดินปัสสาวะ และโรคหรือภาวะต่างที่ไม่เกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ แต่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน (เช่น การตั้งครรภ์) การสันดาปพลังงานของร่างกาย (เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคตับ) หรือการที่ร่างกายได้รับสารพิษต่างๆ (เช่น ยาเสพติด หรือการรับสารพิษจากโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว หรือ ปรอท) ตัวอย่างของความผิดปกติที่ได้จากการตรวจปัสสาวะ เช่น

  • ปัสสาวะที่มีสีผิดปกติอาจเกิดจากโรคหรือภาวะต่างๆ เช่น สีเหลืองเข้มแต่ไม่มากเกิดจากภาวะขาดน้ำ / สีเหลืองเข้มคล้ำเกิดจากโรคไวรัสตับอักเสบ โรคตับอักเสบจากสาเหตุอื่นๆ หรือโรคจากการมีการอุดกั้นทางเดินน้ำดี หรือโรคมะเร็งตับชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ / สีแดงหรือเป็นเลือดเกิดจากมีการอักเสบ แผล นิ่ว หรือมีเลือดออกในอวัยวะในระบบทางเดินปัสสาวะ / สีขาวขุ่นเหมือนนมเกิดจากมีน้ำเหลืองหรือไขมันปน เช่น โรคเท้าช้าง
  • กลิ่นหวานเหมือนผลไม้เกิดจากโรคเบาหวาน / กลิ่นเหม็นอับเกิดจากโรคตับเรื้อรัง เช่น โรคตับแข็ง / กลิ่นเหม็นเน่าเกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ / กลิ่นอุจจาระเกิดจากการมีรูทะลุระหว่างลำไส้ใหญ่และทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

โรคตาปลาเกิดจากการที่ผิวหนังถูกเสียดสีหรือถูกกดทับกับสิ่งต่างๆ บ่อยๆ เป็นเวลานาน ซึ่งอาจเกิดจากการกระทำของเราหรือเกิดจากความผิดปกติของร่างกายเองก็ได้ แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

1. โรคตาปลาที่เรียกว่า คอร์น (Corns) ตาปลาชนิดนี้จะเป็นตุ่มนูนของผิวหนังที่มีจุดกดแข็งอยู่ตรงกลาง ซึ่งเกิดจากผิวหนังชั้นบนสุดของหนังกำพร้ามีการหวำตัวลงไป และทำให้ชั้นของขี้ไคลซึ่งเกิดจากการลอกตัวของผิวหนังชั้นบนสุดของหนังกำพร้านี้มีการสะสมอัดแน่นจนไปกดเบียดชั้นผิวหนังแท้ซึ่งมีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่ จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บ ตาปลาชนิดคอร์นแบ่งออกได้เป็นอีก 2 ชนิดย่อยคือ ตาปลาชนิดแข็งและตาปลาชนิดอ่อน

2. โรคตาปลาที่เรียกว่า คัลลัส (Callus) ตาปลาชนิดนี้จะเป็นตุ่มนูนของผิวหนังแบบที่ไม่มีจุดกดแข็งอยู่ตรงกลาง พบบ่อยบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้าบริเวณใกล้ๆ กับนิ้วเท้า อาจจะมีอาการเจ็บหรือไม่มีก็ได้ ขอบเขตของตุ่มนูนในตาปลาชนิดนี้จะไม่ชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากตาปลาชนิดคอร์นที่จะมีขอบเขตชัดเจน

1. จากการกระทำของเราหรือสาเหตุจากภายนอก ได้แก่ การใส่รองเท้าที่คับและแน่นเกินไป หรือไม่ใส่รองเท้าเวลาเดิน ใช้มือทำงานบางอย่างบ่อยๆ เป็นเวลานาน เช่น ร้อยพวงมาลัยและใช้นิ้วมือถูกับเข็มร้อยมาลัยบ่อยๆ เขียนหนังสือมากหรือออกแรงใช้นิ้วกดทับดินสอ/ปากกา เป็นต้น

2. จากความผิดปกติของร่างกายหรือสาเหตุจากภายใน ได้แก่ การมีเท้าผิดรูปทำให้เวลาเดินบางตำแหน่งของเท้าจะรับน้ำหนักและถูกกดทับมากกว่าปกติ หรือมีความผิดปกติมีปุ่มกระดูกยื่นหรือนูนออกมาทำให้เกิดการเสียดสีเวลาใช้งาน เช่น โรคข้อรูมาตอยด์ เป็นต้น

1. การรักษาตาปลา: โดยการใช้ใบมีดโกนหรือมีดผ่าตัดเฉือนตุ่มตาปลาออกโดยหากเฉือนได้ถูกต้อง เลือดจะไม่ออก และอาจใช้ยาในรูปแบบยาทา/ยาใช้ภายนอกรักษาร่วม หรือหากตาปลามีขนาดเล็ก เพิ่งเป็นมาไม่นาน อาจใช้ยาทารักษาอย่างเดียว  โดยยาเหล่านี้จะไปทำให้ชั้นผิวหนังของตาปลานิ่มลงและค่อยๆ หลุดลอกออกไปเอง นอกจากนี้การแช่มือหรือเท้าที่เป็นตาปลาในน้ำอุ่นอาจช่วยทำให้ตาปลานิ่มลงและง่ายต่อการเฉือนออก  และอาจใช้หินสำหรับขัดตัวถูบริเวณตาปลาที่แข็งมากๆ

2. การกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดตาปลา:

  • กรณีเป็นตาปลาที่เท้า ควรเลือกรองเท้าใส่ให้พอดีกับเท้า ไม่รัดแน่นหรือหลวมจนเกิดการเสียดสีได้ ด้านหน้าของรองเท้าต้องไม่บีบนิ้วเท้า ส้นรองเท้าต้องไม่สูงเกินไป พื้นรองเท้าต้องนิ่มแต่ยืดหยุ่น ถุงเท้าที่ใส่ต้องมีความพอดีไม่รัดแน่นหรือหลวมไปเช่นกัน
  • กรณีที่มีตาปลาอยู่ระหว่างง่ามนิ้วเท้า อาจใช้สำลีหรือฟองน้ำบุระหว่างง่ามนิ้วเท้า
  • กรณีตาปลาอยู่ตรงฝ่าเท้าด้านหน้าใกล้ๆ กับนิ้วเท้า อาจเสริมพื้นรองเท้าเหนือส่วนที่เกิดตาปลา เพื่อลดแรงกด
  • กรณีมีเท้าผิดรูปหรือการลงน้ำหนักของเท้ามีความผิดปกติ อาจเลือกใช้รองเท้าที่ออกแบบเป็นพิเศษที่เหมาะสมกับความผิดปกติแต่ละชนิด
  • ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาฉีดซิลิโคนเข้าชั้นผิวหนังบริเวณที่เป็นปุ่มกระดูกยื่นออกมาเพื่อลดแรงเสียดสีและแรงกดผิวหนังตรงปุ่ม หรือแพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดก็ได้
  • ผู้ที่อ้วนมีน้ำหนักมากและมีตาปลาที่เท้า อาจต้องลดน้ำหนักเพื่อลดแรงกดของเท้ากับพื้น
  • ผู้ที่เป็นตาปลาที่มือ ควรใส่ถุงมือเวลาทำงานเพื่อลดการเสียดสีของผิวหนัง

ตาปลา เป็นการหนาตัวของผิวหนังชั้นนอก ซึ่งมักเกิดจากการเสียดสีซ้ำ ๆ ในขณะที่หูดเป็นการติดเชื้อไวรัสที่ผิวหนัง โดยกรณีที่เป็นหูด เมื่อมีการฝานผิวหนังด้านบนอาจเห็นจุดเลือดออกหรือมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อยได้ ในขณะที่ตาปลาจะไม่เห็นจุดเลือดออก

พจนานุกรมศัพท์แพทยศาสตร์ อังกฤษ-ไทย ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2547 ให้ความหมายคำว่า เลือดออก / ตกเลือด ว่าได้แก่ อาการที่มีเลือดที่ตามปกติต้องอยู่ในหลอดเลือด ไหลออกมาอยู่ภายนอกหลอดเลือด แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

  • เลือดออกภายใน (Internal bleeding) - เกิดกับหลอดเลือดของอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ในทางเดินอาหาร สมอง ม้าม ปอด
  • เลือดออกภายนอก (External bleeding) - เกิดกับหลอดเลือดของผิวหนัง และ/หรืออวัยวะที่เป็นช่อง (ทวาร) ที่ติดต่อกับภายนอกร่างกาย เช่น ช่องปาก หู จมูก ท่อปัสสาวะ ช่องคลอด และทวารหนัก

องค์การอนามัยโลก (WHO, World Health Organization) แบ่งความรุนแรงของการมีเลือดออกเป็น 5 ระดับ คือ

  • ระดับ 0 ไม่มีเลือดออก
  • ระดับ 1 เลือดออกเป็นจุดเล็กๆ แดงๆ เช่น ในโรคไข้เลือดออก (Petechial bleeding) เป็นระดับไม่ต้องมีการรักษาด้วยการให้สารน้ำ/น้ำเกลือ หรือ ให้เลือด
  • ระดับ 2 เลือดออกให้เห็น แต่ไม่มาก ไม่ก่ออาการผิดปกติอื่นๆ จึงยังไม่ต้องมีการให้น้ำ เกลือ หรือ ให้เลือด
  • ระดับ 3 เลือดออกมาก ผู้ป่วยจะมีอาการ เช่น ใจสั่น ซีด เป็นระดับที่ต้องได้รับการรักษาด้วยน้ำเกลือ และ/หรือ การให้เลือด
  • ระดับ 4 เลือดออกรุนแรงมาก ความดันโลหิตต่ำมาก ต้องได้รับการให้เลือด ผู้เสียเลือด อาจเสียชีวิตได้ หรือ มีเลือดออกในอวัยวะสำคัญที่ส่งผลถึงคุณภาพชีวิต เช่น เลือดออกในสมอง หรือ เลือดออกในจอตา

ทั้งนี้ โดยทั่วไปในคนปกติ เมื่อเสียเลือดน้อยกว่า 10-15% ของปริมาณเลือดในร่างกาย (Blood volume) จะไม่ก่ออาการผิดปกติ อาจเพียงอ่อนเพลียเล็กน้อย ซึ่งในการบริจาคเลือดในแต่ละครั้ง มักอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 8-10% ของปริมาณเลือดทั้งหมดในร่างกาย (ในคนปกติจะมีปริมาณเลือดอยู่ที่ประมาณ 4.7-5 ลิตร โดยผู้หญิงจะมีปริมาณเลือดน้อยกว่าผู้ชายเล็กน้อย)

  • โรคเลือดเช่น ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
  • มีแผลในอวัยวะนั้นๆ เช่น แผลในกระเพาะอาหาร โรคแผลเปบติค แผลในทวารหนัก
  • โรคความดันโลหิตสูงเช่น โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคติดเชื้อบางชนิดเช่น โรคไข้เลือดออก
  • ภาวะอักเสบ เช่น ช่องคลอดอักเสบ เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิดเช่น ยาต้านการอักเสบ/ยาแก้อักเสบในกลุ่มเอ็นเสด/NSAIDs และยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • โรคมะเร็งบางชนิดที่ทำให้มีเกล็ดเลือดต่ำเช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
  • ภาวะตับวาย และไตวาย

สะเก็ดเงิน (Psoriasis) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่งจากผิวหนังขึ้นผื่นเป็นปื้น แดง หนา คัน เจ็บ ตกสะเก็ดเป็นมันและมีสีเงิน จึงได้ชื่อว่า ‘โรคสะเก็ดเงิน’ มีหลายปัจจัยร่วมที่กระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น เชื้อชาติ พันธุกรรม ภาวะมีความเครียด โรคอ้วน สิ่งแวดล้อม ผลข้างเคียงจากกินยาบางชนิด และอาจพบเกิดร่วมกับโรคเรื่อรังอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจ

โรคนี้จัดอยู่ในกลุ่มโรคออโตอิมมูนที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันตานทานโรคต่อต้านเซลล์/เนื้อเยื่อผิวหนังจึงส่งผลให้เนื้อเยื่อผิวหนังเกิดการอักเสบเรื้อรัง ไม่ใช่โรคติดต่อ เกิดกับผิวหนังได้ทุกส่วน แต่ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ

  • ผิวหนังส่วนข้อศอก (ด้านนอกไม่ใช่ด้านในข้อพับ)
  • เข่า (ด้านนอกไม่ใช่ส่วนในข้อพับ)
  • ผิวหนังส่วน ด้านหลัง หลังมือ หลังเท้า
  • หนังศีรษะ และใบหน้า

สะเก็ดเงิน เป็นโรคเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ ตลอดชีวิต แม้จะรักษาอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม แนวทางการรักษาโรคสะเก็ดเงิน มีหลายวิธี และอาจใช้หลายวิธีรักษาร่วมกัน ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ การตอบสนองของอาการต่อวิธีรักษาต่าง และดุลพินิจของแพทย์ เช่น

  • การใช้ ’ยาทา’ ต่างๆ เช่น ยา Salicylic acid ยาสเตียรอด์ ยา Retinoid ยา Anthralin วิตามินดี และรวมถึงการใช้ครีม/โลชั่นบำรุงผิวชนิดที่อ่อนโยน
  • การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่างๆ
  • การฉายแสงรอยโรคด้วย แสง UV-A หรือ UV B จากแสงแดด
  • การกินยากดภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดบางชนิด
  • การฉายรังสีรักษาที่รอยโรค
  • การป้องกัน ควบคุม รักษา โรคต่างๆ ที่มักเกิดร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต
  • บางครั้ง/บางรายที่ดื้อต่อการรักษาวิธีต่างๆ อาจมีการผ่าตัดต่อมทอนซิล กรณีแพทย์เชื่อว่าเป็นต้นเหตุการติดเชื้อเรื้อรังที่ส่งผลกระตุ้นอาการของสะเก็ดเงิน
  • โรคข้ออักเสบ ที่พบได้ประมาณ 10-15% และ
  • อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด ข้ออักเสบสะเก็ดเงิน โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และโรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่มะเร็งผิวหนังเมลาโนมา

เนื่องจากเป็นโรคในกลุ่มโรคออโตอิมมูน จึงไม่สามารถป้องกันได้ 100% ยกเว้นการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงฯ/ปัจจัยกระตุ้น

โรคอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่เกิดจากกินอาหาร และ/หรือ ดื่มน้ำ/เครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย รองลงไปคือเชื้อไวรัส นอกจากนั้นที่พบได้บ้าง คือ การปนเปื้อนปรสิต (Parasite) เช่น บิดมีตัว (Amoeba) ส่วนการปนเปื้อนสารพิษที่พบบ่อยคือ จากเห็ดพิษ สารพิษปนเปื้อนในอาหารทะเล สารหนู และสารโลหะหนัก

โดยแบคทีเรียที่พบก่อโรคอาหารเป็นพิษมีหลายชนิดที่พบบ่อย คือ สแตฟฟีโลคอกคัส (Staphylococcus) อีโคไล (E. coli) บิดชิเกลลา (Shigella) ไทฟอยด์ (Salmonella) เชื้อแบคทีเรียในกลุ่มเดียวกับบาดทะยัก (Clostridium) อหิวาตกโรค (Cholera) และ ลิสทีเรีย (Listeria monocytogenes) ส่วนไวรัสที่พบเป็นสาเหตุโรคอาหารเป็นพิษที่พบบ่อย คือ ไวรัสตับอักเสบ เอ และ อะดีโนไวรัส (Adenovirus)

เมื่อเชื้อหรือสารพิษเข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดอาการเร็วหรือช้า (ระยะฟักตัว) ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของเชื้อ/สารพิษ ซึ่งเกิดอาการได้ตั้งแต่ 2-6 ชั่วโมงหลังกินอาหาร/ดื่มน้ำ ไปจนเป็นวันหรือสัปดาห์หรือเป็นเดือน แต่โดยทั่วไปมักเกิดอาการภายใน 2-6 ชั่วโมง หรือ 2-3วัน โดยอาการโดยทั่วไปที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ท้องเสีย อาจเป็นน้ำ มูก หรือ มูกเลือด
  • ปวดท้อง อาจมากหรือน้อยขึ้นกับความรุนแรงของโรค (มักเป็นการปวดบิด)
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้สูง อาจหนาวสั่น แต่บางครั้งอาจมีไข้ต่ำได้
  • ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยเนื้อตัว อาจปวดข้อ ขึ้นกับชนิดของเชื้อ/สารพิษ
  • อาจมีผื่นขึ้นตามเนื้อตัว
  • อาจมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ผลข้างเคียงจากโรคอาหารเป็นพิษโดยทั่วไปคือ ภาวะขาดน้ำเมื่อท้องเสียมาก (อ่อนเพลียมาก ตัวแห้ง ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย/ไม่มีปัสสาวะ ความดันโลหิตอาจต่ำ สับสน และโคม่า) นอกจากนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรค/สารพิษ เช่น กล้ามเนื้อไม่มีแรงเมื่อได้รับเชื้อแบคทีเรียกลุ่มบาดทะยัก เลือดออกตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะไตเมื่อเกิดจากเชื้ออีโคไลชนิดรุนแรง หรือทำให้เกิดการแท้งบุตรในหญิงตั้งครรภ์เมื่อเกิดจากเชื้อลิสทีเรีย

  • ในขณะปวดท้อง หรือ คลื่นไส้อาเจียน ไม่ควรกินอาหารหรือดื่มน้ำเพราะอาการจะรุนแรงขึ้น
  • ไม่ควรกินยาหยุดถ่ายท้อง เพราะการท้องเสียจะช่วยขับเชื้อและสารพิษออกจากร่างกาย
  • จิบน้ำ อมน้ำแข็งสะอาด หรือ น้ำเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • เมื่ออาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือ ปวดท้อง บรรเทาลง ควรเริ่มอาหารด้วยอาหารน้ำที่มีรสจืด เช่น น้ำซุปครั้งละน้อยๆ ก่อนแล้วสังเกตอาการดู หลังจากนั้นจึงค่อยปรับอาหารไปตามอาการ
  • ดื่มน้ำสะอาดให้มากหรืออย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เมื่อแพทย์ไม่สั่งให้จำกัดน้ำดื่ม
  • พักผ่อนให้มาก
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐานเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นที่สำคัญ คือ การล้างมือให้สะอาดเสมอโดยเฉพาะหลังการขับถ่ายและก่อนกินอาหาร
  • รีบพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง หรือฉุกเฉินกรณีที่มีอาการรุนแรง มีไข้สูง อุจจาระเป็นเลือด หรือกรณีที่อาการท้องเสียถึงแม้จะดีขึ้น แต่ยังคงมีอาการอยู่นานเกิน 3 วัน

ก. ไขมันคอเลสเตอรอล มีประโยชน์ในการช่วยสร้างผนังของเซลล์ ฮอร์โมนบางชนิด วิตามินดี และเป็นส่วนประกอบในน้ำดี แบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก คือ

  • ไขมันแอลดีแอล (LDL) - เป็นไขมันไม่ดี ส่งเสริมให้หลอดเลือดแดงแข็งจากการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
  • ไขมันเอชดีแอล (HDL) - เป็นไขมันที่ดี ช่วยกำจัดไขมันแอลดีแอลออกจากผนังหลอดเลือด

ข. ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (TG/TAG) เป็นไขมันอีกชนิดที่เป็นสาเหตุให้หลอดเลือดแข็ง อาจเพิ่มโอกาสให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

  • อายุ: ผู้สูงอายุมักมีไขมันในเลือดสูงกว่าคนวัยอื่น โดยเฉพาะในหญิงวัยหมดประจำเดือน
  • เพศ: เพศหญิงมักมีไขมันในเลือดโดยเฉพาะชนิด LDL สูง
  • น้ำหนักตัว: ไขมันในเลือดมักจะสูงในผู้ที่เป็นโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
  • อาหารที่บริโภค: ไขมันในเลือดจะสูงขึ้นเมื่อบริโภคอาหารไขมันสูงต่อเนื่อง
  • พันธุกรรม: ผู้มีคนในครอบครัวโดยเฉพาะครอบครัวสายตรงเป็นโรคไขมันในเลือดสูง มีโอกาสมีไขมันในเลือดสูงกว่าคนทั่วไปที่ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไขมันในเลือดสูง
  • การออกกำลังกาย: คนที่ขาดการออกกำลังกาย ไขมันในเลือดมักสูง
  1. สาเหตุจากกระบวนการเมตาบอลิซึมของไขมันที่ผิดปกติเอง แบ่งออกตามชนิดของไขมันในเลือดดังนี้
    • ระดับคอเลสเตอรอลสูงกว่าปกติแต่ระดับไตรกลีเซอไรด์ปกติ
    • ทั้งระดับไตรกลีเซอไรด์และระดับคอเลสเตอรอลสูงกว่าปกติ
  2. สาเหตุจากการเป็นโรคอื่นๆ แล้วทำให้ระบบเมตาบอลิซึมของไขมันผิดปกติ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคอ้วน ภาวะฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ต่ำ (ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน) ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนสูง (ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ) โรคตับ โรค กลุ่มอาการคุชชิง (Cushing syndrome)

ปริมาณคอเลสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอล (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงจะทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายเกิดการตีบตัน/หลอดเลือดแดงแข็ง เป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ (กลุ่มโรคเอนซีดี) เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบ

  • จำกัดอาหารไขมันให้น้อยที่สุดหรือดังกล่าวแล้ว หลีกเลี่ยงอาหารทอดและใช้น้ำมันพืชแทนน้ำมันจากสัตว์
  • จำกัดอาหารแป้งและน้ำตาลเพื่อลดโอกาสเกิดโรคเบาหวาน
  • กินอาหารจืดเพื่อลดโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งมักพบเกิดร่วมกับโรคไขมันในเลือดสูง
  • ไม่สูบบุหรี่เพราะสารพิษในควันบุหรี่เพิ่มการจับตัวของไขมันในหลอดเลือด เพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดแข็ง
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอตามควรกับสุขภาพ

ก. การติดเชื้อ ซึ่งเกิดได้จากเชื้อโรคทุกชนิด

  • แบคทีเรีย: เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบได้บ่อยที่สุด โดยแบคทีเรียที่พบบ่อย คือ อีโคไล (E.coli) และ Staphylococcus และโรคลำไส้อักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียที่พบบ่อย เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด โรคไทฟอยด์ อหิวาตกโรค
  • ไวรัส เช่น ไวรัสโรตาที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วงจากไวรัสโรตา อะดีโนไวรัส (Adenovirus) ที่ทำให้ท้องเสียที่เรียกว่า ไข้หวัดลงกระเพาะ (Stomach flu) หรือ ไวรัสซีเอมวี (CMV, Cytomegalovirus) ที่ทำให้เกิดลำไส้อักเสบในคนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง เป็นต้น
  • ปรสิต เช่น อะมีบา (Amoeba) ในโรคบิดมีตัว พยาธิต่างๆ เช่น พยาธิตัวกลมที่เรียกว่า พยาธิสตรองจิลอยด์ สตรองจิลอยดิอาซิส (Strongyloidiasis)
  • เชื้อรา ที่มักเป็นสาเหตุให้เกิดลำไส้อักเสบในคนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง เช่น โรคเอดส์

ข. ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่เป็นโรคที่พบได้ประปราย เช่น

  • ลำไส้ขาดเลือด (Ischemic colitis) จากมีโรคหลอดเลือดแดงแข็ง
  • มีเนื้อเยื่ออักเสบในทุกอวัยวะ รวมทั้งลำไส้อักเสบจากโรคออโตอิมมูน/โรคภูมิต้านตนเอง เป็นต้น
  • ท้องเสียหรือท้องร่วงร่วมกับปวดท้อง (ปวดบีบ)
  • ลักษณะอุจจาระอาจ เหลว เป็นน้ำ เป็นมูก หรือเป็นมูกเลือด มักมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ โดยสีอาจปกติ หรือ ซีดกว่าเดิม
  • มีไข้หนาวสั่น พบได้ทั้งไข้สูงหรือไข้ต่ำ ขึ้นกับสาเหตุ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • อ่อนเพลีย
  • อาการจากภาวะขาดน้ำ เช่น ตาโหล ปากแห้ง วิงเวียน เป็นลม ใจสั่น เป็นต้น
  • ติดเชื้อในกระแสโลหิต
  • เยื่อบุช่องท้องอักเสบ
  • ลำไส้ทะลุ
  • ภาวะลำไส้ขาดเลือดจนเน่าตาย  
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐานเสมอ
  • รักษาความสะอาดของอาหาร น้ำดื่ม โดยเฉพาะน้ำแข็ง ห้องครัว เครื่องใช้ในการปรุงอาหาร และในการกิน/ดื่ม
  • กินอาหารปรุงสุกทั่วถึงเสมอ
  • ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ และทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • ไม่ใช้ ช้อน ซ่อม แก้วน้ำ ร่วมกับผู้อื่น และใช้ช้อนกลางในการกินอาหารทุกครั้ง