Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

กล่องเสียง  ช่องปาก  ทวารหนัก  ผิวหนัง  อวัยวะเพศชาย  อวัยวะเพศหญิง  อวัยวะสืบพันธ์ุ  อวัยวะเพศภายนอกทั้งหญิงชาย  รอบทวารหนัก  ระบบหูคอจมูก  ระบบอวัยวะสืบพันธุ์ชาย  ระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี  ระบบโรคผิวหนัง 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

โรคติดเชื้อเอชพีวี หรือโรคติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV infection หรือ Human papilloma virus infection) คือโรคที่เกิดจากร่างกายติดเชื้อไวรัสชนิดที่เรียกว่า ไวรัสเอชพีวี (HPV หรือ Human papillomavirus) ซึ่งเป็นไวรัสสายพันธุ์ในตระกูล (Family) Papillomavirus ซึ่งมีมากกว่า 130 สายพันธุ์ย่อย

เอชพีวีส่วนใหญ่ไม่ก่อการติดเชื้อในคน มีเพียงประมาณ 40 สายพันธุ์ย่อยเท่านั้นที่ก่อการติดเชื้อในคนโดยมีคนเป็นรังโรค

เอชพีวีที่ก่อการติดเชื้อในคนจะก่อการติดเชื้อเฉพาะในเซลล์ผิวหนังและเซลล์เยื่อเมือก (Mucosa, เซลล์บุผนังของอวัยวะ) เท่านั้น และจะเกิดการติดต่อได้เฉพาะจากการสัมผัสโดยตรง กับเชื้อ (Skin to skin contact) ดังนั้นจึงเป็นการติดเชื้อเฉพาะที่เฉพาะบางอวัยวะที่สัมผัสกับเชื้อได้โดยตรงเช่น อวัยวะเพศ (เช่น การติดเชื้อเอชพีวีอวัยวะเพศสตรี) ไม่มีการแพร่กระจายทางโลหิต /เลือดหรือทางระบบน้ำเหลือง

การติดเชื้อเอชพีวีพบได้ในทุกอายุตั้งแต่ทารกแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยโอกาสเกิดโรคใกล้เคียงกันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย

ติดเชื้อเอชพีวีได้อย่างไร?

เอชพีวี

การติดเชื้อเอชพีวีพบได้เป็น 3 ลักษณะคือ

ก. การติดเชื้อของอวัยวะเพศ รอบปากทวารหนัก และในเซลล์เยื่อเมือก (Anogenital or mucosal HPV): เป็นการติดเชื้อเอชพีวีที่พบได้บ่อย ซึ่งสามารถติดเชื้อได้จากทางเพศสัมพันธ์ทั้งทางช่องคลอด ปากมดลูก (การติดเชื้อเอชพีวีในอวัยวะเพศสตรี) ทางทวารหนัก และทางปาก การติดเชื้อผ่านทางมือ (มือสัมผัสกับเชื้ออาจที่อวัยวะเพศแล้วไปสัมผัสผิวหนังส่วนอื่นหรืออวัยวะเพศผู้อื่น) การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน และการติดเชื้อจากการคลอด

อนึ่งมีการศึกษาในผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์แล้วพบเชื้อเอชพีวีที่ปลายนิ้วได้ 26% พบเชื้อเอชพีวีที่ปลายนิ้วในผู้หญิงที่เป็นคู่นอนได้ 14% และ 10% เมื่อเป็นคู่ที่สัมผัสกันเพียงภายนอก ส่วนในผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์พบเชื้อนี้ที่ปลายนิ้วได้ 1%

การติดเชื้อผ่านทางเพศสัมพันธ์พบว่า เอชพีวีเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้สูงที่สุด สูงกว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกๆโรค พบว่าประมาณมากกว่า 50% ของผู้ที่มีเพศสัมพันธ์จะเคยติดเชื้อนี้อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ส่วนผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มีโอกาสติดเชื้อได้น้อยมากๆจากทางมือหรือจากการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน

การติดเชื้อของอวัยวะเพศ รอบปากทวารหนัก และในเซลล์เยื่อเมือก พบมีการติดเชื้อได้ที่อวัยวะเพศภายนอกส่วนผิวหนังทั้งของหญิงและชาย (โรคหูดอวัยวะเพศ) ที่เยื่อเมือกของอวัยวะเพศทั้งหญิงเช่น ช่องคลอด ปากมดลูก (อ่านเพิ่มเติมในบทความเรื่อง การติดเชื้อเอชพีวีอวัยวะเพศหญิง จาก www.haamor.com) และชาย (ส่วนหัวของอวัยวะเพศชาย) และผิวหนังรอบปากทวารหนัก (โรคหูด) และเนื้อในบริเวณใกล้เคียงปากทวารหนัก

การติดเชื้อเอชพีวีของเยื่อเมือกยังพบเกิดได้กับเนื้อเยื่อของช่องปากและช่องคอเช่น เพดานอ่อน ลิ้นไก่ และทอนซิล/ต่อมทอนซิล ทั้งนี้มักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก

การติดเชื้อทางการคลอดพบได้น้อย จากลูกกลืนน้ำเมือกจากช่องคลอดมารดาช่วงการคลอด และอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจและในกล่องเสียงของทารกได้

ส่วนการติดต่อทางมือเป็นสาเหตุติดเชื้อได้กับผิวหนังทุกส่วน อวัยวะเพศและเยื่อเมือกจากสัมผัสนิ้วที่มีเชื้อ

เชื้อเอชพีวีที่เป็นสาเหตุให้เกิด

ข. การติดเชื้อกับผิวหนังที่ไม่ใช่อวัยวะเพศ (Non genital cutaneous HPV): คือการติด เชื้อที่ผิวหนังส่วนอื่นๆที่ไม่ใช่ที่อวัยวะเพศเช่น โรคหูดผิวหนังโดยเอชพีวีสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคหูดที่ผิวหนังเช่น 1, 2, 3, 4, 6, 8, 10, 11, 42, 44, 68

ค. การติดเชื้อในโรค Epidermodysplasia verruciformis: โรคนี้เป็นโรคผิวหนังผิดปกติ ทางพันธุกรรมที่พบได้น้อยมากๆ โดยผิวหนังขึ้นตุ่มและผื่นเรื้อรังและกลายเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้ง่าย ซึ่งในโรคนี้มักพบผิวหนังในส่วนที่เกิดโรคมีการติดเชื้อเอชพีวีเสมอ เนื่องจากเป็นโรคที่พบได้น้อยมากๆจึงไม่มีข้อมูลที่จะเขียน ดังนั้นในบทความนี้จึงจะไม่กล่าวถึงการติดเชื้อเอชพีวีในโรคนี้

ใครมีปัจจัยเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอชพีวี?

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อเอชพีวีคือ

โรคติดเชื้อเอชพีวีรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงอย่างไร?

การติดเชื้อเอชพีวีโดยเฉพาะการติดเชื้อที่อวัยวะเพศ (เช่น การติดเชื้อเอชพีวีอวัยวะเพศสตรี) และรอบปากทวารหนัก เป็นการติดเชื้อที่ไม่รุนแรง โดยทั่วไปร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานและกำจัดเชื้อได้เอง โดยประมาณ 70% ของผู้ติดเชื้อ โรคจะหายได้เองภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี และประมาณ 90 - 95% ของผู้ติดเชื้อ โรคจะหายไปเองภายในระยะเวลาประมาณ 2 ปี แต่อย่างไรก็ตามประมาณ 5 - 10% ของโรค ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสเอชพีวีนี้ได้ ผู้ป่วยยังคงติดเชื้ออยู่ต่อเนื่อง (Persisted disease) ซึ่งการที่ร่างกายกำจัดเชื้อไม่ได้ เชื้อจะสร้างสารโปรตีนบางชนิดต่อเนื่อง ซึ่งสารเหล่านี้จะค่อยๆก่อให้เซลล์ปกติที่มีเชื้อไวรัสนี้อยู่เกิดการเปลี่ยนแปลงกลายพันธุ์เป็นเซลล์ที่จะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง (Precancerous lesion) และจะกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่ติดเชื้อจนกลายเป็นเซลล์ก่อนการเป็นมะเร็งและกลายเป็นเซลล์มะเร็งจะประมาณ 10 - 15 ปีซึ่งนานพอที่แพทย์จะตรวจพบและให้การรักษาได้ก่อนที่จะกลายเป็นโรคมะเร็ง ถ้าผู้ติดเชื้อพบแพทย์ต่อเนื่องสม่ำเสมอซึ่งก็คือ การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกนั่นเอง

อีกประการหนึ่งก็คือการเกิดโรคหูดซึ่งมีโอกาสเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งได้ แต่ตัวโรคหูดเองก็ส่งผลให้เกิดการลดคุณภาพชีวิตจากความรำคาญ ภาพลักษณ์ และอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน นอกจากนั้นหูดเองก็อาจกลายเป็นมะเร็งได้เช่นกันถึงแม้โอกาสจะไม่สูงมากนักก็ตา

เอชพีวีสายพันธุ์ที่จะทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นมะเร็งได้เรียกว่า High risk HPV หรือ Oncogenic HPV เช่น HPV สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33, 35, 39, 45, 51, 52, 56, 58, 59, 68, 73 และ 82

เอชพีวีสายพันธุ์ที่ยังไม่มีรายงานว่าก่อให้เกิดมะเร็งได้เรียกว่า Low risk HPV เช่น สายพันธุ์ 6, 11, 42, 43, 44, 54, 61, 70, 72 และ 81

เอชพีวีที่พบเป็นสาเหตุของโรคหูด (90% ของโรคหูด) คือสายพันธุ์ 6 และ 11

เอชพีวีสายพันธุ์ที่พบบ่อยที่อวัยวะเพศสตรีคือ สายพันธุ์ 16

เอชพีวีที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก 70% เกิดจากสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เหลือ นอกนั้นเป็นสายพันธุ์อื่นๆเช่น 31 และ 45 เป็นต้น

อนึ่งพบว่าประมาณ 95% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุสัมพันธ์กับปากมดลูกติดเชื้อเอชพีวีและพบว่า

มีสาเหตุสัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชพีวีของอวัยวะที่เกิดเป็นโรคมะเร็งนั้นๆ

โรคติดเชื้อเอชพีวีมีอาการอย่างไร?

โดยทั่วไปเมื่อติดเชื้อเอชพีวี ผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยมักไม่มีอาการและแพทย์มักไม่สามารถตรวจพบเชื้อและ/หรือความผิดปกติของเซลล์/เนื้อเยื่อที่ติดเชื้อได้ ซึ่งระยะนี้โอกาสที่จะแพร่เชื้อซึ่งก่อให้เกิดการติดต่อมีน้อยเนื่องจากปริมาณเชื้อยังมีน้อยอยู่ เรียกการติดเชื้อระยะนี้ว่า Latent period (ระยะตรวจไม่พบเชื้อ)

เมื่อเชื้อแบ่งตัวมากขึ้นแต่ไม่มากพอที่จะปรากฏให้เห็นเป็นรอยโรคด้วยตาเปล่า ยังเป็นระยะที่ผู้ติดเชื้อยังไม่มีอาการ เป็นระยะที่ตรวจพบเชื้อได้รวมทั้งสามารถตรวจพบความผิดปกติของเซลล์ และเนื้อเยื่อได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ และเป็นระยะที่โรคสามารถติดต่อได้ทางการสัมผัสเรียกการติดเชื้อระยะนี้ว่า Subclinical HPV infection

เมื่อเชื้อแบ่งตัวเพิ่มปริมาณมากขึ้นอีกและก่อให้เกิดความผิดปกติในเซลล์และในเนื้อเยื่อมาก ขึ้นจนปรากฏให้เห็นเป็นรอยโรคด้วยตาแปล่าเช่น ก้อนเนื้อหูดหรือก้อนเนื้อที่ปากมดลูก เรียกการติดเชื้อระยะนี้ว่า Clinical HPV infection

ระยะเวลาตั้งแต่ติดเชื้อจนปรากฏเป็นรอยโรคให้เห็นด้วยตาเปล่า (ระยะฟักตัว) จะแตกต่างกันไปขึ้นกับว่าเป็นการติดเชื้อสายพันธุ์ไหนเช่น

ทั้งนี้เมื่อเกิดเป็นรอยโรคให้เห็นแล้ว อาการของผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยก็จะแตกต่างกันไปขึ้นกับว่า เกิดรอยโรคกับอวัยวะใดเช่น โรคหูดที่ผิวหนัง หรือโรคมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

แพทย์วินิจฉัยโรคติดเชื้อเอชพีวีอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคติดเชื้อเอชพีวีได้จากประวัติอาการ การตรวจรอยโรค การตรวจย้อมเชื้อไวรัสเอชพีวีจากสารคัดหลั่ง และ/หรือการตรวจชิ้นเนื้อจากรอยโรคเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา

รักษาโรคติดเชื้อเอชพีวีอย่างไร?

ปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเอชพีวี การรักษาคือการจี้รอยโรคอาจด้วยยา ความเย็น เลเซอร์ หรือผ่าตัดรอยโรคด้วยวิธีทั่วไป (ตัดด้วยมีด)

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเองที่สำคัญคือ การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคปกติ และโดยเฉพาะในเรื่องของการไม่ส่ำส่อนทางเพศที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดในการติดเชื้อเอชพีวี

นอกจากนั้นคือควรสำรวจตนเองเสมอ เมื่อพบมีก้อนเนื้อผิดปกติเกิดขึ้นกับอวัยวะใด ควรพบแพทย์เสมอเพื่อการวินิจฉัยและการรักษาแต่เนิ่นๆ

และในผู้หญิงทุกรายที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรได้รับการตรวจจากแพทย์เพื่อการตรวจคัดกรอง โรคมะเร็งปากมดลูกสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพราะโรคมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคป้องกันได้ โดยเมื่อแพทย์ตรวจพบความผิดปกติของเซลล์ระยะก่อนเป็นมะเร็งจากการตรวจคัดกรอง แพทย์จะให้การรักษาโดยการผ่าตัดปากมดลูกหรือการผ่าตัดมดลูก ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน และมีผลข้างเคียงจากการผ่าตัดน้อยมาก

ป้องกันโรคติดเชื้อเอชพีวีอย่างไร?

ปัจจุบันกำลังมีการศึกษาอย่างต่อเนื่องในเรื่องของยาฆ่าเชื้อเอชพีวี ซึ่งในช่วงที่ยังไม่มียาที่มีประสิทธิภาพ การป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบันคือ

  • การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ลดปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อ และที่สำคัญคือการไม่ส่ำส่อนทางเพศที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อปัจจัยเสี่ยงที่สามารถหลีกเลี่ยงได้
  • ใช้ถุงยางอนามัยชายในการมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง (ลดโอกาสติดเชื้อได้ประมาณ 70%)
  • ฉีดวัคซีนเอชพีวี (วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก) แต่อย่างไรก็ตามวัคซีนยังมีราคาแพงมากเกินกว่าทุกคนจะเข้าถึงวัคซีนได้

บรรณานุกรม

  1. Cutaneous human papillomavirus infectionshttp://telemedicine.org/warts/cutmanhpv.html [2016,June25]
  2. Epidermodysplasia verruciformis http://en.wikipedia.org/wiki/Epidermodysplasia_verruciformis [2016,June25]
  3. Human papillomavirus http://emedicine.medscape.com/article/219110-overview#showall [2016,June25]
  4. Giuiano, A. et al. (2011). Efficacy of quadrivant HPV vaccine against HPV infection and diease in males. N Engl J Med. 364, 401-411.
  5. HPV and cancer http://www.cancer.gov/cancertopics/factsheet/Risk/HPV [2016,June25]
  6. Human papillomavirus http://en.wikipedia.org/wiki/Human_papillomavirus [2016,June25]
  7. Mammas, I. et al. (2009). Human papillomavirus infection in children and adolescents. Eur J Pediatr. 168, 267-273.
  8. Natural history of HPV infection http://www.jfponline.com/specialty-focus/women-s-health/article/natural-history-of-hpv-infections/c0dd5a1de3d6d1d0f9b381849eb930a2.html [2016,June25]
  9. Human papillomavirus http://www.cdc.gov/std/hpv/stdfact-hpv.html [2016,June25]
  10. Steben, M., and Daarte-Franco,E. ( 2007). Human papillomavirus infection: Epidemiology andpathophysiology. Gynecol Oncol. 107, s2-s5.
Updated 2016, June 25


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom