Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อวัยวะในทางเดินหายใจตอนบน  ระบบทางเดินหายใจ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ไข้สูง  มีผื่นขึ้น  ลิ้นอักเสบ 

บทนำ

ในเด็กที่มีไข้ เจ็บคอ จะเป็นอาการการติดเชื้อที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่พบได้บ่อยและเราคุ้นเคย เช่น โรคมือเท้าปาก โรคไข้หวัดใหญ่ โรคหัด หรือโรคต่อมทอนซิลอักเสบ แต่สามารถเกิดจากโรคติดเชื้ออื่นๆได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น เด็กชาย อายุ 5 ปี มีไข้สูง เจ็บคอมากมา 1 วัน ตรวจพบ คอแดง ลิ้นมีสีแดง ต่อมรับรสที่ปลายลิ้นบวมแดง ลักษณะของลิ้นเหมือนผิวของผลสตรอเบอร์รี ตามตัวจะมีผื่นขึ้น คลำดูสากๆเหมือนกระดาษทราย และตรงข้อพับที่แขนทั้งสองข้าง เห็นเป็นรอยคล้ำกว่าบริเวณอื่นๆ

กุมารแพทย์/หมอเด็ก เห็นลักษณะชัดเจนอย่างนี้ บอกได้ว่า เกิดจากโรคScarlet fever หรือชื่อโบราญ คือ Scarlatina ” ซึ่งคนไทยเรียกกันว่า “โรคไข้อีดำอีแดง

โรคไข้อีดำอีแดงมีสาเหตุจากอะไร?

ไข้อีดำอีแดง

ส่วนใหญ่ ไข้อีดำอีแดง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ สเตรปโตคอคคัส กรุ๊ปเอ (Group A streptococcus) หรือ Streptococcus pyogenes มีส่วนน้อยเกิดจากเชื้อสแตฟฟิโลคอคคัส (Staphylococcus) ที่มักพบมีการติดเชื้อที่ผิวหนังนำมาก่อน ส่วนเชื้อสเตรปโตคอคคัส มักมีอาการเจ็บคอร่วมด้วย

มนุษย์เป็นที่พักพิง หรือ รังโรค (Reservoir) ของสเตรปโตคอคคัส กรุ๊ปเอ แบคทีเรียชนิดนี้มีการติดต่อได้สูง และสามารถทำให้เกิดโรคในมนุษย์ได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็ก จนถึงผู้สูงอายุ แต่ในเด็กแรกเกิด จะพบโรคได้น้อย เนื่องจากยังมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคที่ได้จากแม่ หลงเหลืออยู่ในร่างกายของเด็ก

เชื้อสเตรปโตคอกคัสกรุ๊ปเอ เป็นเชื้อที่ชอบทำให้อวัยวะในระบบทางเดินหายใจตอนบน และลำคอคอ อักเสบ (Upper respiratory tract infection และ pharyngitis) ซึ่งพบบ่อยในอายุ 5-15 ปี โดยเฉพาะในเด็กนักเรียน

การติดต่อของเชื้อเสตรปฯ เกิดจากเด็กป่วยแพร่กระจายเชื้อนี้ทาง น้ำลาย น้ำมูก ที่ไอ จาม ออกไป ดังนั้นจึงติดต่อไปยังผู้ที่อยู่ใกล้ๆ ในบ้าน ในโรงเรียน หรือในค่ายทหาร โดยระยะฟักตัวของเชื้อนี้ประมาณ 2-5 วัน

อาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเสตรปฯ นี้ ทำให้เกิดการระบาดของการอักเสบในลำคอ และของต่อมทอนซิลได้ (โรคต่อมทอนซิลอักเสบ)

ในผู้ที่มีการติดเชื้อสเตร็ปฯนี้ การได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม รักษาเพียงวันเดียว ก็จะหยุดแพร่เชื้อโรคได้

เชื้อสเตร็ปฯนี้ นอกจากจะทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตอนบน และลำคออักเสบแล้ว ยังอาจทำให้ผิวหนังอักเสบ และทำให้มีอาการติดเชื้อรุกรานอย่างรุนแรง (Severe invasive group A streptococcal infection)

เชื้อสเตรปนี้ฯ มีการสร้างสารชีวพิษ (Toxin) ได้แก่ อีริโธรเจนิก ทอกซิน (Erythrogenic toxin) หรืออีกชื่อ คือไพโรเจนิกเอกโซทอกซิน (Pyrogenic exotoxin ชนิด A, B และ C) ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดผื่นใน ไข้อีดำอีแดง

ใครมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้อีดำอีแดง?

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้อีดำอีแดง คือ

  • ช่วงอายุ 5-15 ปี
  • ผู้คนที่มีถิ่นพำนักอย่างแออัด
  • คลุกคลี ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคไข้อีดำอีแดง

โรคไข้อีดำอีแดงมีอาการอย่างไร?

ไข้อีดำอีแดง เป็นการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจตอนบน ร่วมกับการออกผื่นของผิวหนัง จากเชื้อสเตร็ปโตคอคคัสกรุ๊ปเอ ในผู้ป่วยที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อชนิดนี้

ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคไข้อีดำอีแดงน้อยกว่าในอดีต ซึ่งขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ การแพร่ของเชื้อที่สร้างพิษนี้น้อยลง และ/หรือภาวะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของประชากรดีขึ้น

ผื่นที่เกิดจากโรคนี้ จะขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีไข้ แต่อาจพบผื่นเป็นอาการแรกก็ได้ ผื่นชอบขึ้นบริเวณรอบคอ แล้วกระจายไปทั่วตัวและแขนขา ลักษณะของผื่น เป็นเม็ดหยาบๆคล้ายกับกระดาษทราย ลักษณะของผื่นเป็นตุ่มเล็กๆ มองคล้ายหนังห่าน (Goose-pimple appearance) ผื่นมักไม่ขึ้นที่ใบหน้า แต่อาจพบลักษณะแก้มแดง และรอบปากซีด และที่ข้อพับต่างๆ เช่น ข้อศอก รักแร้ หรือขาหนีบตรงรอยข้อพับ จะดูมีสีเข้มมากขึ้นกว่าสีผิวในบริเวณอื่นๆ

ผื่นจะขึ้นอยู่ 3-4 วัน หลังจากนั้นจึงเริ่มลอกเป็นขุยหรือเป็นแผ่น เริ่มลอกจากใบหน้า ลำคอ ลงมาเรื่อยๆ ต่อจากนั้น จึงเห็น มือ เท้า ปลายมือ ปลายเท้า และเล็บ ลอก

เมื่อตรวจในลำคอ จะพบว่ามีคออักเสบร่วมด้วย ที่ลิ้น และต่อมรับรสบนลิ้น จะเห็นชัดเจนโดยเฉพาะบริเวณปลายลิ้นจะนูนแดง เมื่อผิวลอกแล้ว มักเห็นว่าที่ลิ้นตรงปลายเป็นลักษณะคล้ายผิวของสตรอเบอร์รี่ (Strawberry tongue)

แพทย์วินิจฉัยโรคไข้อีดำอีแดงได้อย่างไร?

โรคนี้วินิจฉัยจากอาการของผู้ป่วย และจากการตรวจร่างกาย ในผู้ป่วยที่อาการ โรคไข้อีดำอีแดงดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ อาการ (Typical scarlet fever) มักจะวินิจฉัยไม่ยาก หากมีประวัติการอักเสบของคอจากเชื้อสเตรปโตคอคคัส กรุ๊ปเอ ร่วมกับการออกผื่นด้วย จะวินิจฉัยได้ง่ายยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน วิธีวินิจฉัยเพิ่มเติม คือ การเพาะเชื้อจากสารคัดหลั่งในลำคอของผู้ป่วย (Throat swab culture) และในห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย อาจเจาะเลือดหาสารก่อภูมิต้านทาน (แอนติเจน, Antigen) ต่อเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส กรุ๊ปเอ ซึ่งการพิสูจน์ดังกล่าวจะใช้เวลาหลายวัน ดังนั้นส่วนใหญ่ หากอาการของผู้ป่วยเข้าได้กับโรคไข้อีดำอีแดง แพทย์จะให้การรักษาไปก่อนได้รับทราบผลวินิจฉัยจากทางห้องปฏิบัติการ

การวินิจฉัยแยกโรค: ไข้อีดำอีแดงในกลุ่มที่มีอาการน้อย แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการไม่ได้ชัดเจนว่าเป็น โรคไข้อีดำอีแดง จึงต้องแยกจากการติดเชื้อไวรัสหลายชนิดที่ทำให้มีอาการออกผื่นที่ผิวหนังร่วมด้วย เช่น โรคหัด โรคหัดเยอรมัน โรคมือ เท้า ปาก นอกจากนี้ต้องแยกจาก โรคคาวาซากิ และผื่นที่เกิดจากการแพ้ยา

รักษาโรคไข้อีดำอีแดงอย่างไร?

การติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส กรุ๊ป เอ เป็นโรคที่ต้องให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการเกิดโรคไข้รูมาติกเฉียบพลัน (Acute rheumatic fever) และเพื่อทำให้อาการของผู้ป่วยหายเร็วขึ้น อีกทั้งป้องกันการติดเชื้อระบาดไปสู่ผู้อื่น

ในผู้ป่วยที่มีอาการของโรคไข้อีดำอีแดง ชัดเจน ควรให้ยาปฏิชีวนะทันที สำหรับผู้ที่อาการไม่ชัดเจน อาจรอผลเพาะเชื้อจากสารคัดหลั่งในลำคอ หรือผลการตรวจแอนติเจน/สารก่อภูมิต้านทานสำหรับเชื้อสเตรปฯนี้ก่อน (การตรวจแอนติเจน ไม่มีในห้องปฏิบัติการทั่วไป) ส่วนการหาสารภูมิต้านทาน หรือ แอนติบอดี (Antibody) นั้นจะต้องใช้เวลานาน เพราะแอนติบอดี จะขึ้นในเลือดจนมีปริมาณเพียงพอให้ตรวจพบได้ ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งที่ร่างกายจะตอบสนองต่อการติดเชื้อ และต้องตรวจสองครั้งห่างกันประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้แน่ใจว่า แอนติบอดีครั้งที่สอง ขึ้นจากการติดเชื้อครั้งใหม่ เนื่องจากการติดเชื้อครั้งก่อนๆ อาจทำให้มีแอนติบอดีขึ้นได้ระดับหนึ่ง และยังคงระดับสูงกว่าปกติอยู่นาน

ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคไข้อีดำอีแดงได้ผลดีคือ ยาเพนนิซิลิน วี (Penicillin V) ให้รับประทานเป็นเวลา 10 วัน แม้ว่าอาการอาจจะหายไปใน 3-4 วันแล้วก็ตาม ต้องเน้นรับประทานยาให้ครบ

หากมีประวัติการแพ้ยา เพนิซิลิน(Penicillin) สามารถให้ยา อีริโธรมัยซิน (Erythromycin) แทนได้ แต่ต้องให้หลังอาหารทันที เพราะ ยาอีริโธรมัยซิน อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ และ/หรือปวดท้อง

โรคไข้อีดำอีแดงมีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง?

การติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส กรุ๊ปเอ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน หรือผลข้างเคียง คือ มีการอักเสบ ของ ต่อมน้ำเหลือง ต่อมทอนซิล (โรคต่อมทอนซิลอักเสบ) หูชั้นกลาง (หูติดเชื้อ) และของอวัยวะในระบบทางเดินหายใจ

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดในระยะยาวประมาณ 1-3 สัปดาห์หลังการติดเชื้อสเตรปฯ คือ โรคไข้รูมาติก ซึ่งจะทำให้มีโรคลิ้นหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจอักเสบ นอกจากนั้น คือ ภาวะแทรกซ้อนที่ไตคือ ไตอักเสบเฉียบพลัน (Acute post-streptococcal glomerulonephritis) ทั้งนี้ การรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้องดังกล่าว จะป้องกันการ การเกิดโรคไข้รูมาติกได้ แต่ยังไม่มีการศึกษาที่ยืนยันแน่ชัดว่า สามารถป้องกันการอักเสบที่ไตได้

ป้องกันโรคไข้อีดำอีแดงอย่างไร?

การป้องกันโรคไข้อีดำอีแดง คือ

1. เมื่อมีผู้ติดเชื้อสเตรปโตคอคคัสกรุ๊ปเอ เช่น โรคต่อมทอนซิลอักเสบ ต้องรีบรักษาเพื่อลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

2. ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคไข้รูมาติก หรือมีการอักเสบของหัวใจร่วมด้วย (Rheumatic heart disease) ต้องให้การป้องกันระยะยาวเพื่อไม่ให้มีการติดเชื้อ สเตรปฯซ้ำอีก โดยให้ยาฉีดเพนนิซิลลิน ฉีดเดือนละครั้ง

3. ขณะนี้ ยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อสเตรปฯ แต่กำลังศึกษาพัฒนาวัคซีนอยู่

เมื่อไรจะไปพบแพทย์

ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเสมอ เมื่อ

1. มีอาการไข้ เจ็บคอ โดยเฉพาะเมื่อมีผิวหนังขึ้นผื่นร่วมด้วย

2. เมื่อได้การรักษาแล้ว กลับเกิดอาการข้างเคียงแทรกซ้อนตามมา เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณลำคอโตขึ้น เจ็บ และปวดหู หรือ กลับมามีไข้อีก ไอ หายใจเร็ว (ซึ่งเป็นอาการของโรคปอดบวม)

3. เมื่อมีอาการ เหนื่อยง่าย ปวดข้อ มีตุ่ม หรือก้อน ขึ้นใต้ผิวหนัง หรือมีลักษณะคล้ายลมพิษขึ้น (เป็นอาการของโรคไข้รูมาติก)

4. มีอาการบวม ปัสสาวะมีสีแดง/สีเลือด (มีเลือดปน) ซึ่งเป็นอาการของไตอักเสบ

เมื่อเด็กมีไข้ควรดูแลเด็กอย่างไร? และดูแลอยู่นานกี่วันจึงควรพบแพทย์?

เมื่อเริ่มมีไข้ ยังไม่มีผื่นขึ้น ยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นโรคใด การมีไข้ขึ้นในเด็กเกิดจากสาเหตุต่างๆได้หลายสาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งส่วนมากเกิดจากเชื้อไวรัส รองลงมา คือ จากเชื้อแบคทีเรีย

หลักการดูแลคือ เมื่อเริ่มไข้ขึ้น ให้เช็ดตัว เริ่มต้นใช้น้ำอุ่นก่อน หากใช้น้ำเย็นความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างเด็กกับน้ำ ถ้าเกิน 4 องศาเซลเซียส จะทำให้เด็กหนาวสั่น ก่อนเช็ดตัว หรือขณะเช็ดตัว ให้รับประทาน ยาลดไข้ พาราเซตามอล (Paracetamol) ด้วย โดยขนาดยา คิดตาน้ำหนักตัว เช่น ถ้าเด็กหนัก 10 –12 กก.(กิโลกรัม) ให้ยาพาราเซตามอลขนาด 125 มิลลิกรัม 1 ช้อนชา

แม่ สามารถดูแลลูกอยู่ที่บ้านได้ตราบเท่าที่เด็กดูสบาย คือ เด็กมีไข้ต่ำ เด็กไม่ซึม กินได้ดี เล่นได้ ปัสสาวะออกได้ดี ไม่ไอมาก ไม่หอบเหนื่อย หรือหายใจเร็ว

หากเด็กไข้สูง กินไม่ได้ อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน ต้องระวังเรื่องโรคไข้เลือดออกต้องรีบนำเด็กไปพบแพทย์ ซึ่งในระยะแรก แพทย์อาจยังตรวจไม่พบสาเหตุ แต่แพทย์จะแนะนำการปฏิบัติตัว และนัดติดตามอาการ

หากเด็กมีไข้ ไอ หายใจเร็ว อย่านิ่งนอนใจเด็กอาจเป็นโรคปอดบวมได้

หากเด็กมีไข้สูง ตาแดง ปากแดง มีต่อมน้ำเหลืองที่คอโต และมีผื่น ต้องนึกถึง โรคคาวาซากิ ให้รีบไปพบแพทย์ เมื่อแพทย์วินิจฉัยเป็นโรคนี้ แพทย์จะให้ยา เพื่อป้องกันการอักเสบและโป่งพองของหลอดเลือดแดงหัวใจโดยเร็ว

แพทย์ต้องแยกโรคต่างๆดังกล่าว จากโรคไข้อีดำอีแดง ซึ่งจะมีการอักเสบที่คอ มีผื่นที่ผิวหนัง และมีลิ้นมีลักษณะเหมือนสตรอเบอร์รี่ โรคนี้ต้องรีบให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลินกินจนครบดังได้กล่าวแล้ว เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและเพื่อลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

เด็กที่มีไข้นานกว่า 7 วัน แล้วไข้ไม่ลง ต้องรีบไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุอื่นๆของไข้ต่อไป เพราะโดยปกติการติดเชื้อไวรัสโดยทั่วไป ไข้จะลงภายใน 7วัน

หลังรักษาหายแล้วต้องมีการดูแลเด็กเป็นพิเศษต่อเนื่องไหม? ต้องกลับไปพบแพทย์อีกไหม?

ในผู้ป่วยที่รักษาได้ยาปฏิชีวนะครบ 10 วัน และอาการต่างๆของเด็กกลับเป็นปกติดีแล้ว ไม่ต้องมีการติดตามผลรักษา ยกเว้นเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงตามมา กล่าวคือ เด็กยังมีอาการผิดปกติต่อเนื่อง หรือกลับมามีอาการผิดปกติอีก ซึ่งควรต้องรีบนำเด็กกลับมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาล

บรรณานุกรม

  1. Gerber MA. Group A Streptococcus. Kliegman Nelson Textbook of Pediatrics, 19th ed.
  2. Scarlet fever. Mandell: Mandell, Douglas, and Bennett’s Principles and Practice of Infectious Disease, 7th ed.
  3. Exanthems: Principle of Disease. Marx: Rosen’s Emergency Medicine, 7th ed.
  4. http://emedicine.medscape.com/article/1053253-overview#showall [2016,Oct29]
Updated 2016,Oct29


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom