Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ทั้งตัว  อวัยวะในระบบทางเดินหายใจ  ระบบทางเดินหายใจ  ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ไข้  เจ็บคอ  ปวดศีรษะ  อ่อนเพลีย  มีไข้ 

บทนำ

ไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza หรือ flu) เป็นอีกโรคพบบ่อยในทุกอายุทั้งในเด็กจน ถึงผู้สูงอายุ และมีโอกาสเกิดใกล้เคียงกันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย เป็นโรคเกิดได้ตลอดปี แต่พบได้สูงขึ้นในช่วงฤดูหนาว

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดได้อย่างไร?

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคเกิดจากติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza viruses) เป็นโรคติด ต่อทางเดินหายใจเช่นเดียวกับโรคหวัด (ไข้หวัดธรรมดา หรือ ไข้หวัด) แต่จากไวรัสคนละชนิด และมีความรุนแรงสูงกว่าโรคหวัดธรรมดามาก

ไวรัสอินฟลูเอนซา/ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่ก่อโรคในคน มี 3 ชนิด(Type)โดยแบ่งตามลักษณะสารก่อภูมิต้านทานของไวรัสชนิดย่อยนั้นๆ ได้แก่ Influenza A virus, Influenza B virus, Influenza C virus, แต่อีก1ชนิด เป็นชนิดไม่ก่อโรคในคน โดยก่อโรคไข้หวัดใหญ่ใน วัว ควาย คือ Influenza D virus

ก. Influenza A virus บางคนเรียกว่า Influenzavirus A : เป็นชนิดที่ก่อโรคบ่อยที่สุด และก่ออาการรุนแรงได้ ร่วมถึงมักก่อการระบาดได้เสมอและรวดเร็ว และยังสามารถกลายพันธ์เป็นพันธ์รุนแรงที่ก่อการระบาดในวงกว้างได้ง่าย ไวรัสชนิดนี้มีหลายชนิดย่อย(Subtype)ที่แบ่งตามสารโปรตีน2ชนิดที่อยู่บนผิวของไวรัส คือสาร Hemagglutinin (ย่อว่า H บางคนย่อว่า HA)ซึ่งสาร H มีทั้งหมด 18 ชนิดย่อย(H1-H18) และสาร Neuraminidase (ย่อว่าN บางคนย่อว่า NA) ซึ่งสาร N มีทั้งหมด 11ชนิดย่อย(N1-N11) ดังนั้น Influenza A virus จึงมีได้หลากหลายสายพันธ์ย่อยมาก แต่ละสายพันธ์ย่อยจะมีอาการโรคเหมือนกัน แต่มีความรุนแรงของอาการต่างกัน สายพันธ์ย่อยต่างๆ เช่น H1N1 ที่ระบาดในปี2009, H5N1 คือไข้หวัดนกที่ระบาดในปี 2004 เป็นต้น

ข. Influenza B virus บางคนเรียกว่า Influenzavirus B : ชนิดนี้ไม่มีการแบ่งเป็นสายพันธ์ย่อยด้วยH,N, แต่แบ่งเป็น 2 ชนิดย่อย คือ B/Yamagata และ B/Victoria เป็นโรคที่พบได้น้อยกว่า ชนิดA มาก ไม่ค่อยพบมีการกลายพันธ์ และพบก่อโรคได้ในแมวน้ำ

ค. Influenza C virus บางคนเรียกว่า Influenzavirus C : พบก่อโรคได้ใน คน สุนัข และหมู ความรุนแรงของโรคอาจมากจนเกิดเป็นการระบาด หรือ พบความรุนแรงน้อยก็ได้ ทั่วไปพบไข้หวัดใหญ่ที่เกิดจากไวรัสชนิดนี้ได้น้อย รวมถึงไม่ค่อยมีความรุนแรงเมื่อเกิดในเด็ก

อนึ่ง “ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูการ (Seasonal flu หรือ Flu season หรือ Seasonal influenza)” คือ ไข้หวัดใหญ่ที่พบได้ทั่วไปในทุกๆปี ที่เกิดตามฤดูการ คือ ช่วงฤดูที่มีอากาศค่อนข้างเย็น เช่น ปลายฤดูฝน และตลอดฤดูหนาว ดังนั้น ไวรัสตามฤดูกาล ก็คือ ไวรัสไขหวัดใหญ่ที่เกิดได้จากทั้ง3 ชนิดดังได้กล่าวแล้วนั่นเอง แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดที่กว้างขวางทั่วประเทศ หรือ ระหว่างประเทศ

โรคไข้หวัดใหญ่มีอาการอย่างไร?

อาการสำคัญของโรคไข้หวัดใหญ่ที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้สูง บางครั้งสูงมาก 38 - 41 อง ศาเซลเซียส (Celsius) โดยไข้ขึ้นสูงภายใน 1 วัน ปวดศีรษะมาก ปวดกระบอกตาเวลาตาเคลื่อนไหว มีน้ำตาไหลเมื่อมีแสงสว่าง ปวดกล้ามเนื้อ/ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลียมาก ไอแห้ง ๆ เจ็บคอ คัดจมูก เบื่ออาหาร ทั้งหมดเป็นอาการที่พบได้บ่อย แต่อาการที่อาจพบได้และเป็นอา การรุนแรงกว่า เช่น หายใจเหนื่อย หอบ หายใจมีเสียงหวีด ไอรุนแรง หนาวสั่น คลื่นไส้ ท้อง เสีย มึนงง ซึม และ/หรือ หัวใจล้มเหลว

โรคไข้หวัดใหญ่รุนแรงไหม? มีโรคแทรกซ้อนไหม?

โดยทั่วไป ในโรคไข้หวัดใหญ่ ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน/ภาวะแทรกซ้อน/อาการแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) อาการไข้ และอาการต่างๆจะดีขึ้นภายใน 5 - 7 วัน ผู้ป่วยจะค่อยๆฟื้นตัวกลับเป็นปกติ แต่ในเด็กเล็ก คนท้อง/หญิงตั้งครรภ์ ในผู้สูงอายุโดยเฉพาะอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป หรือเมื่อมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ ที่เรียกกันทั่วไปว่า “กลุ่มเสี่ยง” คือผู้ป่วยกลุ่มที่โรคมักมีอาการรุนแรง และ/หรือมักมีโรคแทรกซ้อน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ภายหลังไข้ลง อาจยังมีอาการอ่อนเพลียมากต่อเนื่องได้อีกหลายสัปดาห์

โรคแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่ มีทั้งชนิดไม่รุนแรงและชนิดรุนแรง

โรคไข้หวัดใหญ่ติดต่ออย่างไร?

โรคไข้หวัดใหญ่ติดต่อได้โดยวิธีเช่นเดียวกับโรคหวัด โดยติดต่อทางการหายใจ จากการไอ จามของผู้ป่วย, จากเชื้อที่อยู่ในละอองอากาศเข้าสู่จมูกจากการหายใจ หรือสัมผัสกับเยื่อตา หรือ เยื่อเมือกช่องปาก, และจากสัมผัสเชื้อโดยตรง เช่น จากมือสัมผัสเชื้อ แล้วมือเช็ดปาก หรือขยี้ตา ซึ่งการแพร่กระจายเกิดได้สูงในสัปดาห์แรกของอาการ

แพทย์วินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ได้อย่างไร?

โดยทั่วไป แพทย์วินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ได้จากอาการและการตรวจร่างกาย แต่ที่ให้ผลแน่นอนจะโดยเป็นการตรวจคัดกรอง คือการตรวจหาสารก่อภูมิต้านทานจากสารคัดหลั่งที่ป้ายมาจากโพรงจมูก/โพรงหลังจมูก(Swab)โดยเป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เรียกว่า “Rapid influenza diagnostic test ย่อว่า RIDT ”ซึ่งจะทราบผลตรวจภายใน15-30นาที แต่ที่จะให้ได้ผลแน่ชัดว่าเป็นเชื้อไวรัสชนิดใดแน่ จะเป็นการตรวจที่ใช้เทคโนโลยีสูง ตรวจได้เฉพาะในบางโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และใช้เวลาหลายวันกว่าจะทราบผล เช่น โรงพยาบาลที่มีโรงเรียนแพทย์ เช่น การตรวจเลือดดูสารภูมิต้านทานของแต่ละชนิดไวรัส การตรวจเพาะเชื้อไวรัส หรือ การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีที่เรียกว่า PCR (Polymerase chain reaction)

โรคไข้หวัดใหญ่รักษาอย่างไร?

โรคไข้หวัดใหญ่มีแนวทางดูแลรักษาเช่นเดียวกับในโรคหวัด ซึ่งที่สำคัญคือ พักผ่อนมาก ๆ/พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ (เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม) ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลหรือตามแพทย์แนะนำ (ห้ามใช้ยาแอสไพริน โดยเฉพาะในเด็ก เพราะอาจเกิดการแพ้ยาแอสไพริน) ไม่ควรกินยาปฏิชีวนะเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ในรายที่อาการรุนแรงหรือในกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจรักษาโดยยาต้านไวรัสตั้งแต่เริ่มมีอาการ เช่น ยา Oseltamivir (ยาชื่อการค้าคือ Tamiflu)

มีวิธีดูแลตนเองอย่างไร? และควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเอง/การพบแพทย์ เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่ที่สำคัญ คือ

โรคไข้หวัดใหญ่ป้องกันได้ไหม?

โรคไข้หวัดใหญ่ป้องกันได้ที่สำคัญ คือ

  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) พักผ่อนให้มากๆให้เพียงพอ กินอาหารมีประโยชน์ให้ครบห้าหมู่ทุกวัน โดยเพิ่มผัก/ผลไม้มากๆ
  • ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆและทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการคลุกคลีสัมผัสผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการไปในที่แออัด
  • รักษาความสะอาดของใช้ส่วนตัว เช่น ไม่ใช้ช้อน แก้วน้ำ ร่วมกับบุคคลอื่น
  • ไม่ใช้มือไม่สะอาดขยี้ตา ล้างมือก่อนเมื่อจะสัมผัสดวงตา
  • รู้จักใช้หน้ากากอนามัย
  • เมื่อเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือต้องดูแลผู้ป่วย ควรปรึกษาแพทย์ขอรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด คือ” ล้างมือบ่อยๆ กินร้อน ช้อนกลาง รู้จักใช้หน้ากากอนามัย”
  • ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามคำแนะนำของแพทย์/กระทรวงสาธารณสุข

โรคไข้หวัดใหญ่ต่างจากโรคหวัดไหม?

โรคไข้หวัดใหญ่และโรคหวัด เป็นคนละโรค แต่มีวิธีติดต่อ อาการ วิธีวินิจฉัย และแนว ทางการรักษาในระยะแรกเหมือนกัน ที่แตกต่าง คือ

บรรณานุกรม

  1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’s:Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill.
  2. http://emedicine.medscape.com/article/219557-overview#showall [2018,April28]
  3. https://www.cdc.gov/flu/about/index.html [2018,April28]
  4. https://en.wikipedia.org/wiki/Influenza [2018,April28]
  5. http://www.who.int/mediacentre/factsheets/fs211/en/ [2018,April28]
  6. https://www.cdc.gov/flu/about/viruses/types.html [2018,April28]
  7. https://en.wikipedia.org/wiki/Flu_season [2018,April28]
Updated 2018,April28


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom