Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ทั้งตัว  อื่นๆ  ทั่วตัว  ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ไข้  ปวดศีรษะ  ติดเชื้อแบคทีเรีย  โรคติดเชื้อ 

บทนำ

โรคไข้รากสาดใหญ่ หรือ Typhus เป็นชื่อเรียกโดยรวมของกลุ่มโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียในกลุ่ม ริกเก็ตเซีย (Rickettsia) โดยมีแมลงต่างๆเช่น เหา หมัด ไร เป็นพาหะนำโรค โรคในกลุ่มนี้ได้แก่

โรคไข้รากสาดใหญ่แต่ละชนิดจะพบในพื้นที่ที่แตกต่างกัน

1. ไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาด (Epidemic typhus): พบได้ในทุกทวีปทั่วโลก โดยเคยเกิดการระบาดใหญ่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ทำให้มีทหารเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก และในปี พ.ศ. 2540 เกิดการระบาดในค่ายผู้ลี้ภัยที่ประเทศบูรันดี (Burundi) ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปประมาณ 100,000 ราย นอกจากนี้มีรายงานการระบาดในประเทศรัสเซีย แอลจีเรีย และเปรู ส่วนในประเทศอื่นๆมีการรายงานการเกิดโรคประปราย สำหรับประเทศไทยไม่มีสถิติข้อมูลที่ชัดเจน

2. ไข้รากสาดใหญ่จากหนู (Murine typhus): พบได้ทั่วโลกเช่นกัน โดยโรคจะเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี หากเป็นประเทศในเขตที่มีอากาศหนาวจะพบมากในช่วงฤดูร้อน สำหรับประเทศไทยไม่มีสถิติข้อมูลที่ชัดเจนแต่พบเจอได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย

3. ไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะ (Scrub typhus): พบในทวีปเอเชียและออสเตรเลียรวม ทั้งประเทศในหมู่เกาะมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกและหมู่เกาะมหาสมุทรอินเดีย

ในประเทศไทยพบโรคไข้รากสาดใหญ่ชนิดนี้มากที่สุด ในสมัยก่อนมีรายงานผู้ป่วยประ มาณ 1,000 - 1,500 รายต่อปี แต่ในช่วง 10 ปีนี้พบรายงานประมาณ 4,000 รายต่อปี แต่คาดว่ายังคงน้อยกว่าความเป็นจริงเนื่องจากอาการ/อาการแสดงของโรคที่ไม่จำเพาะ ผู้ป่วยที่อาการน้อยก็ไม่ได้มาพบแพทย์ นอกจากนั้นการพิสูจน์/การวินิจฉัยโรคให้แน่นอนก็ค่อนข้างยุ่งยาก

โรคไข้รากสาดใหญ่มีสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงจากอะไร?

ไข้รากสาดใหญ่

ไข้รากสาดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Rickettsia เป็นแบคทีเรียที่มีรูปร่าง หลายแบบ อาจเป็นแท่งสั้นๆ (Short bacilli) หรือเป็นรูปทรงกลมกึ่งแท่ง (Coccobacilli) เชื้อกลุ่มนี้มีอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดก็ทำให้เกิดโรคที่แตกต่างกันไปได้แก่

  • เชื้อชนิด Rickettsia rickettsii ทำให้เกิดโรคไข้พุพองเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountain spotted fever)
  • เชื้อชนิด Coxiella burnetii ทำให้เกิดโรคไข้คิว (Q fever) เป็นต้น เชื้อกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในแมลงต่างๆคือ เหา ไร เห็บ หมัด ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อโรคมาสู่คน สำหรับโรคไข้รากสาดใหญ่เองก็มีสาเหตุจากเชื้อ Rickettsia แต่ละชนิดคือ

1. ไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาด มีสาเหตุจากเชื้อชนิด Rickettsia prowazekii มีเหา (Louse) เป็นพาหะนำเชื้อโรคจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า Louse-borne typhus โดยเหาจะรับเชื้อมาจากคนที่เป็นโรคนี้จากการดูดเลือด หลังจากนั้นเชื้อโรคก็จะเข้าไปอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของตัวเหา เหาที่มีเชื้อโรคนี้เมื่อติดไปยังคนอื่นและได้ดูดเลือดกินก็จะถ่ายขี้ที่มีเชื้อโรคปนออกมา เมื่อคนเกาจนเป็นแผลถลอก เชื้อโรคก็จะเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีแผลและทำให้เกิดโรคได้ในที่สุด สำหรับตัวเหาที่มีเชื้อโรคนี้อยู่ในตัวในที่สุดก็จะป่วยตายไปภายใน 2 - 3 สัปดาห์

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อก็คือผู้ที่เป็นเหาโดยเฉพาะเหาที่ลำตัวได้แก่ คนที่ไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าหรือซักเสื้อผ้า ผู้ที่อยู่ในค่ายกักกัน ค่ายผู้อพยพ ในคุก หรือพบในคนเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่อาศัย

2. ไข้รากสาดใหญ่จากหนู มีสาเหตุจากเชื้อชนิด Rickettsia typhi เชื้อโรคอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของหมัดหนูและหมัดแมวและทำให้สัตว์เหล่านี้ติดเชื้อโรค แต่สัตว์จะไม่แสดงอาการใดๆ หมัดเหล่านี้บางครั้งบังเอิญติดมาสู่คนและกัดดูดเลือดคนเป็นอาหารได้ (เรียกคนว่าเป็น Accidental host) และเชื้อโรคจากขี้ของหมัดก็จะเข้าสู่ร่างกายคนและทำให้เกิดโรคได้ นอกจากนี้แล้วการติดเชื้ออาจเกิดได้โดยการหายใจเอาขี้ของหมัดที่มีเชื้คโรคเข้าสู่ร่างกายได้ด้วย สำหรับหมัดที่เชื้อโรคนี้อยู่ในตัวจะไม่ตายและตัวเมียสามารถถ่ายทอดเชื้อโรคไปสู่ลูกในท้องของมันได้ด้วย

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้แก่ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับหนูหรือแมวที่มีหมัด

3. ไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะหรือไข้รากสาดพุ่มไม้ มีตัวไรอ่อนเป็นพาหะจึงเรียกอีกชื่อว่าไข้รากสาดไรอ่อน (Chigger-borne typhus) เชื้อโรคอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของตัวไร (Mite) ซึ่งตัวไรมีระยะเจริญเติบโตอยู่ 4 ระยะ เฉพาะระยะที่เป็นตัวอ่อนที่เรียกว่า Chigger หรือไรแดง เท่านั้นที่จะอาศัยบนตัวสัตว์ตระกูลฟันแทะเช่น หนูกระรอก กระแต รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ และดูดเลือดกินเป็นอาหาร ตัวไรในระยะอื่นๆจะอาศัยอยู่ตามใบหญ้าใบไม้ใกล้ๆกับพื้นดิน ตัวไรเหล่านี้บางครั้งอาจติดมาสู่คนและกัดดูดเลือดคนเป็นอาหารได้ เรียกคนว่าเป็น Accidental host ตัวไรที่เชื้อโรคนี้อยู่ในตัวจะไม่ตายและตัวเมียสามารถถ่ายทอดเชื้อโรคไปสู่ลูกในท้องของมันได้ด้วย

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ได้แก่ ผู้ที่ทำงานอยู่กับต้นไม้หรือพุ่มเตี้ยๆ หรือการไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติต่างๆที่มีต้นไม้หรือพุ่มไม้เตี้ยๆ

อนึ่งไข้รากสาดใหญ่ทุกประเภทสามารถเกิดได้ในคนทุกวัย เพศหญิงและเพศชายพบได้เท่าๆกัน

เชื้อไข้รากสาดใหญ่ก่อโรคได้อย่างไร?

เชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Rickettsia มีวิธีการก่อโรคที่เหมือนกันคือ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะกระจายไปตากระแสเลือด/โลหิต และเคลื่อนตัวเข้าสู่เซลล์ที่บุหลอดเลือด แบ่งตัวเจริญเติบโตทำให้เซลล์เหล่านี้ขยายขนาดโตขึ้น เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆก็จะเข้ามาพยายามจับกินเชื้อโรคเหล่านี้ มีการหลั่งสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบ ซึ่งการอักเสบของหลอดเลือดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกอวัยวะของร่างกาย จึงทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการได้หลายระบบ การอักเสบของหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกและเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันตามมาได้ ซึ่งหากเกิดขึ้นรุนแรงอาจส่งผลให้อวัยวะที่หลอดเลือดมีการอุดตันเกิดการเน่าตายจากขาดเลือดได้ นอกจากนี้การเกิดหลอดเลือดอักเสบทำให้สูญเสียโปรตีนออกนอกหลอดเลือด เกิดความดันโลหิตต่ำและอาจช็อกได้

ระยะฟักตัวของโรคไข้รากสาดใหญ่คือ ตั้งแต่รับเชื้อจนกระทั่งแสดงอาการจะใกล้เคียงกัน ในแต่ละโรคคือใช้เวลาประมาณ 6 - 20 วัน

โรคไข้รากสาดใหญ่มีอาการอย่างไร?

โรคไข้รากสาดใหญ่ทั้ง 3 ประเภทรวมถึงโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Rickettsia นี้ ในช่วงประมาณ 5 วันแรกอาการจะเหมือนกันได้แก่ มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย หลังจากนั้นแต่ละโรคจะมีอาการเด่นที่แตกต่างกันไป แต่โดยรวมก็จะคล้ายคลึงกันคือ

1. อาการไอ: ส่วนใหญ่เป็นอาการไอแห้งๆไม่มีเสมหะ ในผู้ป่วยที่เป็นไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาด พบอาการไอได้มากถึง 70% ถ้าเป็นไข้รากสาดใหญ่จากหนูหรือไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะ พบผู้ป่วยเกิดอาการได้น้อยกว่า

2. ผื่นที่ผิวหนัง: ผู้ป่วยไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาดและไข้รากสาดใหญ่จากหนูพบผื่นที่ผิวหนังได้ถึง 80% ในขณะที่ผู้ป่วยไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะพบเป็นผื่นได้ประมาณ 50% และหากเป็นคนในพื้นที่ที่มีความชุกของโรคสูงแล้วแทบจะไม่พบผื่นเลย ผื่นที่ขึ้นในช่วงแรกจะเป็นผื่นชนิดแบนเรียบสีแดง ต่อมาจะเป็นตุ่มนูนเล็กๆ ผื่นจะเริ่มเกิดที่บริเวณลำตัวช่วงบน รักแร้ แล้วกระจายออกไปตามแขนและขาจนทั่วตัว ยกเว้นที่บริเวณใบหน้า ฝ่ามือและฝ่าเท้า ในไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาดจะพบผื่นที่เป็นจุดเลือดออกเล็กๆด้วย (เรียกว่า Petechiae) ซึ่งแทบจะไม่พบในผู้ป่วยที่เป็นไข้รากสาดใหญ่จากหนูและไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะ

3. ต่อมน้ำเหลืองโต: อาจโตเฉพาะบางแห่งหรือโตทั่วตัว โดยมักจะคลำพบได้ในผู้ป่วยไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะ แทบไม่พบในไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาดและในไข้รากสาดใหญ่จากหนู

4. อาการทางสมอง: เช่น สับสน สั่น ชัก ซึม เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่เป็นไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาด ไข้รากสาดใหญ่ชนิดอื่นพบได้น้อยกว่า

5. แผลที่ผิวหนัง (Eschar): พบเฉพาะในผู้ป่วยไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะ ไม่พบในไข้รากสาดใหญ่ชนิดอื่นๆ แต่จะพบในโรคอื่นๆที่เกิดจากแบคทีเรียกลุ่ม Rickettsia ได้ โดยจะเกิดตรงผิวหนังบริเวณที่ตัวไรอ่อนกัด เริ่มแรกจะปรากฏเป็นตุ่มนูนที่ไม่เจ็บ ต่อมาจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและแข็ง ตรงกลางของตุ่มจะเน่ากลายเป็นเนื้อตายสีดำดูคล้ายแผลที่ถูกบุหรี่จี้เรียกว่าแผล Eschar ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาณ 60% ตำแหน่งที่มักจะพบได้แก่ รักแร้ ซอกคอ ขาหนีบ

6. อาการอื่นๆ: ได้แก่ อาการตากลัวแสง (น้ำตาไหล ตาพร่าเมื่อเจอแสงสวาง) ตาแดง ปวดตา ตับโต ม้ามโต เป็นต้น

แพทย์วินิจฉัยโรคไข้รากสาดใหญ่ได้อย่างไร?

การวินิจฉัยโรคไข้รากสาดใหญ่ในช่วงแรกๆนั้นทำได้ค่อนข้างยากเนื่องจากอาการและอาการแสดงที่ไม่จำเพาะดังกล่าว แพทย์จะอาศัยข้อมูลทางระบาดวิทยาของการเกิดโรคในพื้นที่นั้นๆ รวมทั้งประวัติการเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดหรือมีความชุกของโรคสูง ประวัติการถูกหมัดกัด (สำหรับประวัติการถูกไรกัด ผู้ป่วยมักไม่ค่อยรู้ตัวเนื่องจากไม่เจ็บและไม่มีรอยให้เห็นในทันทีเหมือนหมัด) มาประกอบร่วมกับอาการแสดงต่างๆ และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น หากอยู่ในเกณฑ์น่าสงสัยว่าอาจป่วยเป็นโรคนี้ แพทย์ก็จะให้ยาปฏิชีวนะรักษาไปก่อนในระหว่างที่รอผลยืนยันการตรวจวินิจฉัย (ซึ่งอาจทำไม่ได้ในทุกราย)

การตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้นที่จะพบในผู้ป่วยไข้รากสาดใหญ่ได้แก่ การตรวจเลือด ซีบีซี (CBC) พบเม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือต่ำกว่าปกติ ปริมาณเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ พบค่าเอนไซม์ (Enzyme)/ค่าการทำงานของตับขึ้นสูงกว่าปกติ ตรวจเกลือแร่ในเลือด พบค่าเกลือแร่โซเดียมต่ำกว่าปกติ ตรวจเลือดดูการทำงานของไต พบมีค่าของเสียยูเรีย (Urea) ขึ้นสูงกว่าปกติ เป็นต้น

สำหรับการตรวจที่ช่วยยืนยันการวินิจฉัยคือ การตรวจเลือดหาแอนติบอดี (Antibody)/สารภูมิต้านทานที่มีต่อเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ 2 ครั้งห่างกัน 10 - 14 วันซึ่งจะต้องมีค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าขึ้นไป หรือใช้วิธีตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อจากเลือด หรือจากชิ้นเนื้อผิวหนังที่เป็นผื่นโดยวิธีที่เรียกว่า พีซีอาร์ (PCR, Polymerase chain reaction) ซึ่งเป็นวิธีที่ยุ่งยากและราคาแพง การตรวจอื่นๆเช่น การตรวจหาแอนติบอดีโดยวิธีที่เรียกว่า Weil-Felix test ซึ่งมีความไวและความจำเพาะต่ำ ปัจจุบันจึงเลิกใช้แล้ว หรือการใช้ชุดทดสอบแอนติบอดีสำหรับโรคไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะ (Dipstick dot-blot immunoassay) มีข้อดีคือได้ผลรวดเร็ว มีความไวและความจำเพาะสูง แต่ราคาแพง

รักษาโรคไข้รากสาดใหญ่อย่างไร?

แนวทางการรักษาหลักของไข้รากสาดใหญ่คือ การให้ยาปฏิชีวนะ ยาที่ใช้เช่น Doxycycline, Chloramphenicol และ Tetracycline ซึ่งอาจให้ในรูปแบบกินหรือรูปแบบฉีด สำหรับยาในกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin) ไม่พบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษา ปัจจุบันในประเทศไทยพบว่า เชื้อที่ทำให้เกิดโรคไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะมีการดื้อยา (เชื้อดื้อยา) มากขึ้น การรักษาแบบประคับประคองจะทำร่วมไปกับการให้ยาปฏิชีวนะได้แก่ การให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด การให้สารน้ำและเกลือแร่ ให้ยาลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น

ผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงจะให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอก แต่ในรายที่อาการรุนแรงก็จะต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล

โรคไข้รากสาดใหญ่มีผลข้างเคียงจากโรคและมีความรุนแรงอย่างไร?

โรคไข้รากสาดใหญ่มีผลข้างเคียงจากโรคและมีความรุนแรง/การพยากรณ์โรคดังนี้

1. ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง แม้ไม่ได้รับยาปฏิชีวนะรักษาก็มีโอกาสหายเองได้ในระยะเวลาประมาณ 1 - 2 สัปดาห์

2. ผู้ป่วยส่วนน้อยอาจเกิดอาการรุนแรงได้แก่ ระบบการหายใจล้มเหลว เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดทั่วร่างกาย (Disseminated intravascular coagulation) ซึ่งอาจทำให้อวัยวะส่วนปลายเช่น นิ้วมือ-นิ้วเท้าเกิดขาดเลือดไปเลี้ยงและเน่าตายได้ ภาวะนี้ยังทำให้กระบวนการ แข็งตัวของเลือดขาดสมดุล อาจทำให้เกิดเลือดออกในอวัยวะสำคัญเช่น สมอง ผู้ป่วยก็จะมีชักและมีอาการซึมขั้นโคม่าได้ หลอดเลือดที่อักเสบหากเกิดขึ้นรุนแรงทั่วร่างกาย ผู้ป่วยจะสูญเสียน้ำออกจากหลอดเลือด ทำให้ความดันโลหิตต่ำจนถึงขั้นช็อกได้ และส่งผลให้อวัยวะต่างๆทำงานล้มเหลวตามมาและเสียชีวิตได้

3. ผู้ป่วยโรคไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาด หากไม่ได้รับยาปฏิชีวนะรักษามีอัตราการเสียชีวิตประ มาณ 20% แต่หากเป็นผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัวโอกาสเสียชีวิตจะสูงถึง 60% แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับยารักษาโอกาสเสียชีวิตจะเหลือเพียง 3 - 4% ส่วนผู้ป่วยไข้รากสาดใหญ่จากหนูและไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะถ้าได้รับยารักษามีโอกาสเสียชีวิตเพียงประมาณ 1%

4. ผู้ป่วยโรคไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาดในบางราย เมื่อได้ยาปฏิชีวนะรักษาจนอาการหายไปแล้ว เชื้ออาจจะยังไม่ตายทั้งหมดและหลบซ่อนอยู่ในร่างกายของเราได้โดยไม่ทำให้เกิดอาการ เมื่อเวลาผ่านไปหลายๆเดือนหรือหลายสิบปี เชื้อจะกลับมาก่อโรคและทำให้เกิดอาการอีกครั้งได้ ซึ่งเรียกว่า Brill-Zinsser disease โดยโรคนี้มักพบในผู้ป่วยที่ได้รับยาปฏิชีวนะไม่เหมาะสมและไม่ครบเวลาที่กำหนด และในผู้ป่วยที่มีภาวะทุพโภชนาการ

5. ผู้ที่เคยป่วยโรคไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาดและไข้รากสาดใหญ่จากหนู จะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิตและจะไม่ป่วยอีก ยกเว้นแต่ในไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาดที่อาจเกิด Brill-Zinsser disease ขึ้นมาดังกล่าว ส่วนผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะมีโอกาสเป็นซ้ำได้อีกเรื่อยๆ เพราะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคนี้จะลดลงตามกาลเวลา อีกทั้งเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคนี้ก็มีอยู่หลายชนิดย่อย

ป้องกันโรคไข้รากสาดใหญ่ได้อย่างไร?

โรคไข้รากสาดใหญ่ป้องกันได้โดย

1. การป้องกันตนเองจากการเป็นโรคไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาดคือ การป้องกันตนเองไม่ให้เป็นเหาโดยเฉพาะการเป็นเหาที่ลำตัวได้แก่ การอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกวัน การไม่ใช้เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวอื่นๆร่วมกับผู้อื่น เมื่อพบว่าตนเองเป็นเหาก็ต้องรีบรักษา เป็นต้น

2. การป้องกันตนเองจากการเป็นไข้รากสาดใหญ่จากหนูคือ การป้องกันการถูกหมัดจากหนูและแมวกัดได้แก่ การกำจัดหมัดให้แมวหรือหนูพันธุ์ที่เลี้ยงไว้อย่างสม่ำเสมอ ส่วนหนูบ้านที่ไม่ได้เลี้ยงไว้ก็พยายามกำจัดให้หมดไป รวมทั้งการเก็บอาหารที่หนูจะมากินให้มิดชิด กำจัดขยะให้ถูกวิธี

3. การป้องกันตนเองจากการเป็นไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะคือ การป้องกันการถูกไรกัด ได้แก่ การใส่เสื้อผ้าแขนขายาวให้มิดชิดเมื่อจะต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับพุ่มไม้หรือต้นไม้เตี้ยๆ หรือเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติต่างๆที่มีต้นไม้พุ่มไม้เตี้ยๆ และหากจะนั่งหรือนอนอยู่กับต้นไม้ควรทายากันแมลง เป็นต้น

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคไข้รากสาดใหญ่? ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

ผู้ที่มีประวัติถูกหมัดกัด หรือทำงานเกี่ยวกับต้นไม้ หรือพุ่มไม้เตี้ยๆ หรือเดินทางไปเที่ยวทางธรรมชาติ หรือเป็นเหาอยู่ หากมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากโรคไข้ราก สาดใหญ่หรือไม่ เพื่อรีบรับยาปฏิชีวนะรักษา เพื่อป้องกันการเกิดโรคชนิดรุนแรง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หรือมีโรคประจำตัว สำหรับผู้ที่ไม่มีประวัติดังกล่าว ควรสังเกตอาการต่อไป หากกินยา สามัญประจำบ้าน เช่น ยาลดไข้/ยาแก้ปวด พาราเซตามอล (Paracetamol) แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการอื่นๆเพิ่มขึ้น เช่น ไอ มีผื่น มีต่อมน้ำเหลืองโต หรืออื่นๆ ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาล

บรรณานุกรม

  1. David Walker, Didier Raoult, J. Stephen Dumler, Thomas Marrie, rickettsial diseases, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  2. http://emedicine.medscape.com/article/231374-clinical#showall [2016,April9]
  3. http://th.wikipedia.org/wiki/ไข้รากสาดใหญ่ [2016,April9]
Updated 2016, April 9


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom