Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

กระเพาะอาหาร  ลำไส้เล็ก  ระบบทางเดินอาหาร  ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ปวดท้อง  ท้องเฟ้อ  ท้องอืด 

บทนำ

เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร หรือย่อว่า เอชไพโลไร (Helicobacter pylori หรือย่อว่า H.pylori) เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งการติดต่อเกิดขึ้นระหว่างคนสู่คน เชื้อที่เข้าสู่ร่างกายแล้ว จะไปอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหาร และทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหาร ส่วนใหญ่ของผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการ แต่ในบางราย เชื้ออาจทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น รวมถึงมะเร็งกระเพาะอาหารด้วย ซึ่งมียาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อนี้ สำหรับรัก ษาให้โรคติดเชื้อนี้หายได้

โรคติดเชื้อเอชไพโลไร หรือ การติดเชื้อเอชไพโลไร (H. pylori infection) เป็นโรคพบได้ทั่วโลก โดยประมาณการว่าประชากรทั่วโลกอย่างน้อย 50% มีการติดเชื้อชนิดนี้อยู่ โดยประ เทศด้อยพัฒนาพบมีการติดเชื้อมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากการดูแลด้านสุขอนามัยแตกต่างกัน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประมาณ 30% ของประชากรพบการติดเชื้อชนิดนี้ โดยพบในคนอเมริกันผิวดำ (African-American) มากกว่าคนอเมริกันผิวขาว สำหรับในประเทศไทย ไม่มีการศึกษาทางด้านระบาดวิทยาของโรคนี้ที่ชัดเจน

อะไรเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อเอชไพโลไร?

โรคติดเชื้อเอชไพโลไร

นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันเป็นคนแรกที่ค้นพบว่า มีแบคทีเรียชนิดหนึ่งรูปร่างเป็นเกลียว สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของเราได้ ทั้งๆที่กระเพาะอาหารของเราเป็นกรดและมีน้ำย่อยที่สามารถทำลายเชื้อโรคหลายๆชนิดได้ โดยพบเมื่อปี พ.ศ. 2418 แต่ไม่สามารถเพาะเชื้อพิสูจน์ได้ ต่อมา Walery Jaworski แพทย์ชาวโปแลนด์ ก็พบแบคทีเรียที่มีรูปร่างเป็นเกลียวเช่นกันจากน้ำล้างกระเพาะอาหาร และเป็นคนแรกที่ให้ข้อสันนิษฐานว่า เชื้อชนิดนี้น่าจะทำให้เกิดโรคของกระเพาะอาหาร การศึกษาและค้นพบต่อๆมา ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน จน กระทั่งในปี พ.ศ. 2525 พยาธิแพทย์ Robin Warren และนักวิทยาศาสตร์ Barry Marshall ชาวออสเตรเลีย สามารถเพาะเชื้อแบคทีเรียที่เก็บมาจากกระเพาะอาหารได้สำเร็จ จึงเป็นการพิ สูจน์ว่า แบคทีเรียชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของเราได้จริง นอกจากนี้ Marshall ยังเป็นคนพิสูจน์ว่า แบคทีเรียชนิดนี้เป็นสาเหตุให้เกิดโรคในกระเพาะอาหาร โดยทดลองดื่มเอาเชื้อแบคทีเรียที่เพาะขึ้นมาเข้าไป หลังจากนั้นหลายวันเขารู้สึกมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเมื่อครบ 10 วัน เขาได้ส่องกล้องตรวจดูกระเพาะอาหาร พบว่ากระเพาะอาหารมีลักษณะของการอักเสบ และพบเชื้อแบคทีเรียอยู่ การค้นพบในครั้งนี้ทำให้ทั้ง 2 คนได้รับรางวัลโนเบิล สา ขาแพทยศาสตร์และสรีรวิทยาในปี พ.ศ. 2548

การค้นพบในช่วงแรก ได้ให้ชื่อแบคทีเรียชนิดนี้ว่า Campylobacter pyloridis หรือ Campylobacter pylori เนื่องจากแบคทีเรียมีรูปร่างเป็นเกลียวเหมือนกับแบคทีเรียในสกุล Campylobacter spp. ต่อมาเมื่อศึกษาถึงคุณสมบัติของเชื้อมากขึ้น ทำให้ทราบว่า เชื้อเป็นคนละสกุลกับแบคทีเรีย Campylobacter spp. จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น Helicobacter pylori หรือ ย่อว่า H. pylori

เชื้อแบคทีเรีย เอชไพโลไร อาศัยอยู่ในร่างกายของคนเป็นหลัก แทบไม่พบในสัตว์หรือสิ่งแวดล้อมอื่นๆ และคาดว่าอาศัยอยู่กับมนุษย์มาหลายหมื่นปีแล้ว สำหรับวิธีการแพร่เชื้อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งนั้นยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่าน่าจะติดต่อกันทางน้ำลาย (Oral-oral route) โดยอาจติดจากการกินอาหารโดยใช้ช้อนร่วมกัน การจูบปากกัน เป็นต้น ดังนั้น การติดต่อมักมาจากบุคคลในบ้านเป็นหลัก นอกจากนี้การกินอาหารที่ปนเปื้อนอุจจาระ (Fecal-oral route) ก็อาจทำให้ติดเชื้อได้ เพราะพบว่าสามารถเพาะเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร จากอุจจาระของผู้ที่มีเชื้อได้

นอกจากเชื้อเอชไพโลไรแล้ว ยังพบเชื้อชนิดอื่นๆที่มีคุณสมบัติคล้ายกันอีก ได้แก่ Helicobacter heilmanii ซึ่งพบอยู่ในสัตว์หลายชนิดรวมถึงหมาและแมว ซึ่งเชื้ออาจติดมาสู่คนและทำให้เกิดโรคของกระเพาะอาหารได้ด้วย ถือได้ว่าเป็นโรคติดต่อจากสัตว์มาสู่คนโรคหนึ่ง (เรียกว่า Zoonosis) นอกจากนี้ ก็มีเชื้อ Helicobacter felis พบในหมาและแมวเป็นหลัก เชื้อ Helicobactor acinonychis พบในเสือชนิดต่างๆเป็นหลัก และเชื้อ Helicobactor mustelae พบในตัวเฟอเรท (Ferret/สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง) เป็นต้น

โรคติดเชื้อเอชไพโลไรมีพยาธิกำเนิดอย่างไร?

พยาธิกำเนิดหรือกลไกในการติดเชื้อเอชไพโลไร ได้แก่ เมื่อคนเรากินอาหารที่มีเชื้อแบคทีเรียนี้เข้าไปแล้ว เชื้อก็จะเข้าสู่กระเพาะอาหารของเรา และใช้หนวดที่ยื่นยาว (Flagellum ) รวมถึงรูปร่างที่เป็นเกลียว ช่วยในการเคลื่อนไหวตัวเข้าไปอยู่ในชั้นเยื่อเมือก (Mucous) ที่เคลือบอยู่บนเยื่อบุผิวของกระเพาะอาหาร และเข้าไปเกาะอยู่กับเซลล์เยื่อบุผิว ทั้งนี้การอยู่ในชั้นเยื่อเมือก จะช่วยป้องกันไม่ให้แบคทีเรียถูกขับออกไปจากกระเพาะอาหาร จากการบีบรัดตัวของกระเพาะอาหารเวลาย่อยอาหาร อีกทั้งค่าความเป็นกรดในชั้นเยื่อเมือกนี้ก็จะไม่เป็นกรดมากเท่าบริเวณที่อยู่นอกชั้นเยื่อเมือก นอกจากนี้แบคทีเรียนี้ยังมีเอนไซม์ชื่อ Urease ที่สามารถย่อยสลายสารยูเรียที่มีอยู่ในกระเพาะอาหาร ให้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และแอมโมเนีย ซึ่งช่วยให้เกิดภาวะความเป็นด่าง ช่วยทำให้ความเป็นกรดรอบๆตัวของแบคทีเรียอ่อนลงได้ แบคทีเรียชนิดนี้จึงสามารถเอาตัวรอดอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของเราได้

เมื่อมีแบคทีเรียเข้ามาในร่างกาย ร่างกายก็พยายามจะกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ทั้งการส่งเม็ดเลือดขาว และสร้างแอนติบอดี/สารภูมิต้านทาน (Antibody) มาเพื่อทำลายแบคทีเรีย แต่ก็ไม่สามารถกำจัดแบคทีเรียนี้ได้

เชื้อ เอช ไพโลไร มีอยู่หลายชนิดย่อย แต่ละชนิดย่อยมีความแตกต่างในการสร้างชนิดโปรตีน และสารเคมีที่มีปฏิกิริยาต่อเซลล์เยื่อบุผิวที่แตกต่างกันไป แต่โดยภาพรวมแล้ว โปรตีนและสารเคมีที่สร้างขึ้นมา จะไปกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆที่อยู่ในกระแสเลือด เดินทางมาที่บริเวณเซลล์เยื่อบุผิวของกระเพาะอาหาร และปล่อยสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบออก มา เซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารก็จะเกิดการอักเสบ เชื้อชนิดย่อยๆบางชนิด สามารถกระตุ้นการอักเสบได้รุนแรง และทำให้มีโอกาสเป็นแผลในกระเพาะอาหารหรือในลำไส้เล็กส่วนต้นได้มาก กว่าชนิดย่อยๆอื่นๆ เช่น ชนิดย่อยที่มีสารพันธุกรรมที่เรียกว่า Cag pathology island (cag PAI )

ดังนั้นในผู้ที่ติดเชื้อ เอช ไพโลไร ทุกราย จะมีการอักเสบของเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดขึ้น เรียกว่า กระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) ซึ่งการอักเสบจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของเชื้อ และชนิดย่อยของเชื้อ ทั้งนี้ การอักเสบจะเกิดขึ้นตลอดเวลาที่ยังมีเชื้ออยู่ ใน ขณะที่มีผู้ติดเชื้อเพียง 15% ที่จะเกิดแผลในกระเพาะอาหาร (Gastric ulcer) หรือแผลในลำ ไส้เล็กส่วนต้น (Duodenal ulcer) ที่รวมเรียกว่า แผลเปบติค (Peptic ulcer) หรือกลายเป็นมะ เร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งการจะเกิดโรคเหล่านี้ ต้องมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ทั้งปัจจัยจากเชื้อแบคทีเรีย ที่มักเกิดจากชนิดย่อยที่มีความรุนแรงในการทำให้เกิดการอักเสบ, ปัจจัยจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคในผู้ติดเชื้อแต่ละคน, และปัจจัยภายนอกอื่นๆที่ร่วมกระตุ้นให้เกิดโรคนั้นๆได้มากขึ้น เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การดื่ม ชา กาแฟ การกินยาแก้ปวดลดอักเสบกลุ่ม เอ็นเสด (NSAIDs) การสูบบุหรี่ การกินอาหารที่มีสารไนโตรซามีน (Nitosa mine) ซึ่งมักพบในปลาเค็ม แหนม ไส้กรอก หมูยอ ปลาส้ม เป็นต้น

กลไกในการเกิดแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenum) เริ่มจากเมื่อมีการอักเสบของเยื่อบุผิวของกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะบริเวณกระเพาะอาหารส่วนปลาย (Antrum) ทำให้เซลล์เยื่อบุผิวชนิดที่สร้างฮอร์โมน Somatostatin มีจำนวนลดลง ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะไปยับยั้งการทำงานของฮอร์โมน Gastrin เมื่อการสร้างฮอร์โมน Somatostatin ลดลง ฮอร์โมน Gastrin ก็จะเพิ่มขึ้น ฮอร์โมน Gastrin นี้จะไปกระตุ้นเซลล์เยื่อบุผิวชนิดที่หลั่งกรด ให้หลั่งกรดมากขึ้น อา หารจากกระเพาะอาหารที่มีความเป็นกรดสูง ก็จะเคลื่อนสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น โดยปกติเยื่อบุผิวของลำไส้เล็กจะไม่ทนต่อความเป็นกรดสูงๆ เมื่อโดนความเป็นกรดสูงๆจากอาหารเข้าบ่อยๆ ลำ ไส้เล็กก็จะสร้างเซลล์เยื่อบุผิวขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีรูปร่างและคุณสมบัติเช่นเดียวกับเซลล์เยื่อบุกระ เพาะอาหาร เรียกว่าเกิด Gastric metaplasia เชื้อเอช ไพโลไร จากกระเพาะอาหารก็จะเข้ามาเกาะที่เซลล์เยื่อบุผิวชนิดใหม่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้นสร้างขึ้นนี้ และทำให้เกิดการอักเสบจนกลาย เป็นแผลได้ในที่สุด

ในผู้ป่วยที่มีแผลในกระเพาะอาหาร เริ่มต้นจากมีการอักเสบของเยื่อบุผิวบริเวณกระเพาะอาหารส่วนกลาง (Corpus) หรือมีการอักเสบในทั้งสามส่วนของกระเพาะอาหาร (ทั้ง Fundus/ส่วนต้น, Corpus/ส่วนกลาง และ Antrum/ส่วนปลาย) เซลล์เยื่อบุผิวชนิดที่หลั่งกรด ซึ่งอยู่บริ เวณกระเพาะอาหารส่วนต้นและส่วนกลาง จะมีปริมาณลดลง และทำให้การหลั่งกรดลดลงไปด้วย ซึ่งแตกต่างจากผู้ป่วยที่มีแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นที่การหลั่งกรดจะเพิ่มขึ้น แผลมักจะเกิดบริเวณรอยต่อของกระเพาะอาหารส่วนกลางและส่วนปลาย ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการอักเสบมาก

เซลล์เยื่อบุผิวชนิดที่หลั่งกรด ยังมีหน้าที่หลั่งสารที่เรียกว่า Intrinsic factor ซึ่งมีหน้าที่ช่วยในการดูดซึมวิตามินบี 12 ที่ลำไส้เล็กส่วนปลาย ซึ่งวิตามินชนิดนี้ มีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งเมื่อมีการอักเสบของกระเพาะอาหาร จึงมีจำนวนเซลล์ชนิดนี้ลดลง จึงส่งผลให้การดูดซึมวิตามินบี 12 ลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางชนิด Pernicious anemia (โลหิตจางจากขาดวิตามินบี 12) ได้ นอกจากนี้ หากการหลั่งกรดลดลงมาก กระเพาะอาหารก็จะอยู่ในสภาพที่แทบไม่มีความเป็นกรด (Hypochlorhydria) ซึ่งมีผลให้การดูดซึมธาตุเหล็กที่ลำไส้เล็กลดลงเช่นกัน ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency anemia) ร่วมได้อีกด้วย

การอักเสบของเยื่อบุผิวของกระเพาะอาหารที่เกิดต่อเนื่องยาวนาน ทำให้สารพันธุกรรมบางตัวถูกทำให้เสียหาย หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงไป หากมีจำนวนเซลล์ที่มีสารพันธุกรรมที่เสียหาย หรือมีการเปลี่ยนแปลงนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็มีโอกาสพัฒนากลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ในที่ สุด โดยจะเกิดเป็นมะเร็งของเยื่อบุผิวชนิด Adenocarcinoma (มะเร็งกระเพาะอาหาร) หรือ มะ เร็งต่อมน้ำเหลืองของกระเพาะอาหาร ชนิด Mucosa-associated lymphoid tissue lympho ma (MALT lymphoma)

นอกจากนี้ มีรายงานว่า การติดเชื้อ H.pylori อาจมีความเกี่ยวข้องในการทำให้เกิดโรคอื่นๆด้วย เช่น โรค/ภาวะเกล็ดเลือดต่ำชนิดไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic thrombocytopenic purpura) โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง แต่หลักฐานและพยาธิสภาพในการเกิดโรคมะเร็งเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน ต้องรอการศึกษาต่อไป

โรคติดเชื้อเอชไพโลไรมีอาการอย่างไร?

ผู้ที่ติดเชื้อเอชไพโลไรเข้าไปแล้ว จะเกิดพยาธิสภาพของกระเพาะอาหารอักเสบ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ ในบางรายที่มีอาการ ก็จะมีอาการเหมือนอาการของโรคกระเพาะอาหารจากทุกสาเหตุ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง แน่นท้อง จุกเสียดลิ้นปี่ ท้องอืด อาหารไม่ย่อย บางรายอาจมีอาการอิ่มเร็วหลังกินอาหาร หรือมีอาการหิวมากในตอนเช้าที่ตื่นนอน

ในผู้ป่วยบางราย เมื่อมีการอักเสบที่รุนแรงเกิดขึ้น จนเกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น (แผลเปบติก) อาการดังกล่าวข้างต้น ก็จะรุนแรงมากขึ้น นอกจาก นี้ อาจมีถ่ายอุจจาระเป็นสีดำมีลักษณะเหมือนยางมะตอยได้ (อุจจาระเป็นเลือด) จากแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก อาจมีเลือดออก ซึ่งส่วนใหญ่เลือดจะค่อยๆซึมออกจากแผล เมื่อเลือดค่อยๆไหลผ่านลำไส้ใหญ่ ธาตุเหล็กซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเม็ดเลือดแดง จะทำปฏิ กิริยากับอากาศ ทำให้มองเห็นเป็นสีดำ เมื่อเราถ่ายอุจจาระออกมา จึงเห็นอุจจาระเป็นสีดำ

ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารจากเชื้อ เอชไพโลไร จะมีอาการของกระเพาะอาหารอักเสบที่เป็นเรื้อรัง และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การใช้ยาลดกรด และยาแก้ปวดท้อง มักไม่ช่วยให้อา การดีขึ้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร และน้ำหนักลดอย่างมีนัยสำคัญ

แพทย์วินิจฉัยโรคติดเชื้อเอชไพโลไรได้อย่างไร?

โดยทั่วไป เมื่อผู้ป่วยมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดแน่นท้อง จุกเสียดลิ้นปี่ ท้องอืด มักได้รับการวินิจฉัยจากอาการเหล่านี้ว่า เป็นโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจเกิดจากการอักเสบของกระเพาะอาหาร หรือมีแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิด อาจเป็นผลจากการติดเชื้อเอชไพโลไร หรือจากสาเหตุอื่นๆก็ได้ เช่น การใช้ยาแก้ปวดลดอักเสบกลุ่ม เอ็นเสด (NSAIDs) เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน เป็นต้น ดังนั้นในเบื้องต้น แพทย์จะทำการรักษาโดยการให้ยาลดกรด ยาลดอาการปวดท้อง และให้ลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่อาจเป็นสาเหตุไปก่อน หากอาการของผู้ป่วยเป็นเรื้อรัง ไม่ดีขึ้น อาการรุนแรง หรือมีอาการที่น่าสง สัยว่าอาจเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร จึงจะใช้การตรวจด้วยการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น (Gastroscope) ร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อจากรอยโรคที่พบจากการส่องกล้องเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ป่วยมีแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นหรือไม่ และเป็นมะเร็งของกระ เพาะอาหาร รวมทั้งการพิสูจน์ว่ามีการติดเชื้อเอชไพโรไล ร่วมด้วยหรือไม่

การพิสูจน์ว่ามีการติดเชื้อเอช ไพโลไรหรือไม่นั้น ทำได้หลายวิธี ได้แก่

รักษาโรคติดเชื้อเอชไพโลไรอย่างไร?

การรักษาโรคติดเชื้อเอชไพโลไร คือ การให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ ร่วมกับการให้ยาลดกรด จะให้ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการส่องกล้อง และตรวจพบแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น ร่วมกับการตรวจพบเชื้อเอช ไพโลไร หรือให้ในผู้ป่วยที่มีอาการของโรคกระเพาะอาหาร แล้วไม่ได้ส่องกล้องตรวจ แต่ตรวจพบเชื้อ เอช ไพโลไร ด้วยวิธีต่างๆดังกล่าวในหัวข้อ การวินิจ ฉัย

ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาเชื้อแบคทีเรีย จะประกอบด้วยยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 2 ชนิด การใช้ยาชนิดเดียวพบว่า ไม่สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้ นอกจากนี้ จะต้องให้ยาลดกรดควบคู่ไปด้วย การให้ยาจะอยู่ในรูปแบบรับประทาน โดยให้นานประมาณ 7-14 วัน หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน จะตรวจดูอีกครั้งว่า ยังมีเชื้อแบคทีเรียอีกหรือไม่ ซึ่งอาจใช้วิธี Urea breath test หรือ Stool antigen test หากยังพบเชื้ออยู่ จะต้องรักษาอีกครั้ง โดยเปลี่ยนชนิดยาปฏิชีวนะที่ให้ หลังจากนั้นก็จะตรวจซ้ำเช่นเดิม หากยังไม่หาย ต้องมีการนำเชื้อแบคทีเรียไปเพาะเชื้อ เพื่อทด สอบความไวของยาปฏิชีวนะต่อเชื้อ

สำหรับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองของกระเพาะอาหารชนิด (MALT lymphoma) ที่ตรวจพบเชื้อ เอช ไพโลไร พบว่าการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ มีโอกาสทำให้โรคหายได้ ส่วนโรคมะเร็งกระเพาะอาหารชนิด Adenocarcinoma การให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อไม่สามารถทำให้โรคหายได้ ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ได้แก่ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด การฉายรังสีรักษา

ผลข้างเคียงจากโรคและการพยากรณ์โรคของโรคติดเชื้อเอชไพโลไรเป็นอย่างไร?

ผลข้างเคียงจากโรคและการพยากรณ์โรคของโรคติดเชื้อเอช ไพโลไร คือ

โรคติดเชื้อเอชไพโลไรมีการดูแลตนเองและการป้องกันอย่างไร?

การดูแลตนเองและการป้องกันการติดเชื้อเอชไพโลไร ได้แก่

ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

ผู้ที่มีอาการของโรคกระเพาะอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดแน่นท้อง จุกเสียดลิ้นปี่ ท้องอืด หลังจากได้กินยาลดกรดรักษา ร่วมกับการงดปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่อาจเป็นเหตุให้กระ เพาะอาหารอักเสบ เช่น งดการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม เอ็นเสด (NSAIDs) งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอ ฮอล์ ชา กาแฟ เป็นต้น หากอาการยังไม่ดีขึ้น รุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์ เพื่อประเมินโดยการส่องกล้องตรวจ ร่วมกับการตรวจหาเชื้อ เอช ไพโลไร

บรรณานุกรม

  1. John C. Atherton, Martin J. Blaser, Helicobacter pylori infections, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  2. “William D.Chey, Benjamin C.Y. Wong, American college of gastroenterology guideline on the management of Helicobacter pylori infection. Am J Gastroenterol, 2007;102:1808-1825.
  3. http://en.wikipedia.org/wiki/Helicobacter_pylori [2013,Dec15].


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom