Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ทั้งตัว  ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

อ่อนเพลีย  ติดเชื้อง่าย  

บทนำ

โรคติดเชื้อเอชไอวี (HIV) คือ โรคจากการที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเอดส์ (AIDS, Acquired Immuno Deficiency Syndrome หรือ Acquired Immune Deficiency Syndrome) ซึ่งทั่วโลกเริ่มรู้จักโรคเอดส์ ประมาณปี ค.ศ. 1981 ทั้งนี้การติดเชื้อไวรัสเอชไอวีพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่ทารกในครรภ์ไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งในปลายปี ค.ศ. 2009 ประมาณว่ามีผู้ติดเชื้อ เอชไอวี ทั่วโลกทั้งหมดประมาณ 33.3 ล้านคน และเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวเนื่องกับการติดเชื้อนี้สูงถึง ประมาณ 1.8 ล้านคน โดยโรคจากติดเชื้อเอชไอวี พบได้ทั่วโลก เป็นโรคระบาด และเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ซึ่งพบได้มากที่สุดในประเทศแถบอัฟริกัน

เชื้อไวรัสเอชไอวีคืออะไร?

เชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV ย่อมาจากคำว่า Human Immunodeficiency Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มรีโทรไวรัส (Retrovirus) และอยู่ในตระกูล เลนติไวรัส (Lentivirus family)

เชื้อไวรัสเอชไอวีสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดตามลักษณะทางพันธุกรรม ได้แก่ เอชไอวี-1 (HIV-1) และเอชไอวี-2 (HIV-2) ทั้งสองชนิดสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในมนุษย์ได้ โดยเอชไอวี-1 พบมากกว่าและจะพบในผู้ป่วยในทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา และส่วนกลางของทวีปอัฟริกา ในขณะที่ เอชไอวี-2 จะพบในผู้ป่วยของประเทศอินเดีย และอัฟริกาตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ อาการ และการดำเนินโรคของเชื้อทั้งสองชนิดคล้ายคลึงกัน

รูปร่างของไวรัสเอชไอวี เป็นรูปร่างกลม แกนกลางเป็นรูปกรวยล้อม รอบด้วยชั้นไขมันบางๆ ภายในแกนกลางของเชื้อมีโปรตีนชื่อ p24 ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดที่กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์สร้างภูมิคุ้มกันต้านทาน หรือ แอนติบอดี(Antibody) ต่อไวรัสนี้ ซึ่ง แอนติบอดีตัวนี้ แพทย์ใช้ในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยว่าติดเชื้อนี้หรือไม่ นอกจากนั้น ยังประกอบด้วยเอ็นไซม์อีก 3 ชนิดที่ใช้ในการเจริญเติบโตของไวรัสนี้ คือ โปรตีเอส (Protease) รีเวิสทรานสคริปเตส (Reverse transcriptase) และอินตีเกรส (Integrase) เปลือกนอกสุดของไวรัสเป็นโมเลกุลของโปรตีนกับคาร์โบไฮเดรตรวมกัน (Glycoprotein) ชื่อ gp120 และ gp41 ซึ่งใช้ในการเข้าไปในเซลล์ที่เป็นเป้าหมายของไวรัสชนิดนี้

เซลล์ที่เป็นเป้าหมายหลักของไวรัสเอชไอวี คือ เม็ดเลือดขาวลิมโฟซัยท์ (Lymphocyte) ชนิด ทีเซลล์ (T-cell) ที่มี ซีดี 4 เป็นบวกที่บริเวณผิวนอกของเซลล์ (CD 4 positive T-cell, สารเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันต้านทานโรค) ซึ่งเซลล์นี้มีบทบาทสำคัญมากในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค

โรคติดเชื้อไวรัสเอชไอวีต่างจากโรคเอดส์อย่างไร?

เมื่อผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเอชไอวี จะมีอาการ และความผิดปกติแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  1. ระยะตั้งต้นเมื่อติดเชื้อไวรัสใหม่ๆ หรือ ระยะติดเชื้อปฐมภูมิ

    อาการผิดปกติของผู้ป่วยในระยะแรกนี้จะมีน้อย และสามารถหายไปเองได้ในเวลา 2 ถึง 4 สัปดาห์ ได้แก่ เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มี ไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย น้ำหนักลดเล็กน้อย ถ่ายอุจจาระเหลว ต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับอาการของ โรคไข้หวัดใหญ่ ทำให้วินิจฉัยถูกต้องได้ยาก ระยะแรกนี้ยังไม่เรียกว่า โรคเอดส์

    (Primary infection) เป็นระยะที่ไวรัสเข้าไปใน “ทีเซลล์” และทำให้เซลล์เหล่านี้ตายเป็นจำนวนมาก ทำให้ “ทีเซลล์” ในเลือดลดจำนวนลง เชื้อไวรัสจะแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต้านทานที่สร้างแอนติบอดี ให้สร้างแอนติบอดี้ต่อเชื้อไวรัสขึ้นมาภายในเวลา 3 ถึง 7 สัปดาห์ หลังจากติดเชื้อ ซึ่งแอนติบอดีนี้สามารถตรวจพบได้จากเลือด และเป็นสิ่งที่ใช้ในการวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ที่ชัดเจนมาก

  2. ระยะติดเชื้อเรื้อรังการติดเชื้อฉวยโอกาส อย่างรุนแรง ผู้ติดเชื้ออาจจะมีเชื้อราขึ้นที่ลิ้น หรือมี วัณโรค ปอดกำเริบ โรคเริม หรือโรคงูสวัด เกิดขึ้นได้ แต่อาการมักไม่รุนแรงมาก และมักจะรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล ระยะนี้ของโรคก็ยังไม่เรียกโรคเอดส์ เช่นกัน (Chronic infection) หรือระยะสงบทางคลินิก (Clinical latency) ระยะนี้ เชื้อไวรัสจะเข้าไปอยู่ในต่อมน้ำเหลือง และในม้าม และจะแบ่งตัวเพิ่มปริมาณในอวัยวะทั้งสองนี้เป็นส่วนใหญ่ ปริมาณของ CD 4 positive T-cell ในเลือด จะค่อยๆลดจำนวนลงอย่างช้าๆ ระบบภูมิคุ้ม กันต้านทานโรคของร่างกาย จะไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้ เพราะ CD 4 positive T-cell จะลดจำนวนลงเรื่อยๆ ระยะนี้ส่วนใหญ่จะกินเวลานาน 7-10 ปี โดยที่ผู้ติดเชื้อไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน นอกจากนั้นการได้รับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอจะเป็นการทำให้ผู้ติดเชื้อมีชีวิตอยู่ในระยะนี้ได้ยาวนานยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนสมัยที่ยังไม่มีการค้นพบยาต้านเชื้อไวรัส ซึ่งในระยะนี้ เซลล์ CD 4 positive T-cell ยังไม่ต่ำมากจนเป็นสาเหตุ

  3. ระยะที่เป็นโรคเอดส์ท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นประจำ ปริมาณของ CD 4 positive T-cell จะต่ำมาก ส่วนใหญ่ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อไมโครลิตร และจะมีการติดเชื้อฉวยโอกาส ในอวัยวะสำคัญอย่างรุนแรง เช่น ปอด มีอาการทางสมอง และมีมะเร็งชนิดต่างๆเกิดขึ้นได้ ที่พบบ่อย คือ โรคมะเร็งคาโปซิซาร์โคมา (Kaposi sarcoma) และโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ระยะนี้เป็นระยะที่ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายถูกทำลายเกือบทั้งหมดโดยเชื้อไวรัสนี้ ปริมาณเชื้อไวรัสในเลือดจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะมีไข้เรื้อรังนานเป็นเดือนๆ อ่อนเพลียมาก น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว

สรุป ก็คือระยะที่ 1 และ 2 ของการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ยังไม่เรียกว่าเป็นโรคเอดส์ เราจะเรียกระยะที่ 3 ของโรคว่าเป็นโรคเอดส์เท่านั้น

ชะลอหรือป้องกันไม่ให้เป็นโรคเอดส์ได้ไหม?

ปัจจุบัน วิธีที่จะชะลอให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะที่ 2 สามารถทำได้โดยให้ยาต้านเชื้อไวรัสอย่างสม่ำเสมอ (Antiretroviral therapy) ซึ่งยาที่ใช้ มักเป็นยาหลายตัวร่วมกันในอัตราส่วนต่างๆ ผู้ติดเชื้อต้องรับประทานยาตลอดไปไม่สามารถหยุดได้ ถ้าหยุดยาโรคจะกำเริบได้ และจะทำให้เชื้อดื้อยา และผู้ติดเชื้อต้องได้รับการเจาะเลือดเพื่อนับปริมาณเซลล์ CD 4 positive T-cell เป็นระยะๆ

การปฏิบัติตัวของผู้ติดเชื้อก็มีความสำคัญมากในการป้องกันไม่ให้โรคดำเนินไปเป็นโรคเอดส์ เช่น ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ส่ำส่อนทางเพศ (เพราะอาจไปรับเชื้อไวรัสเพิ่มเข้าร่างกายมาอีก ซึ่งอาจเป็นคนละสายพันธุ์กับที่มีอยู่แล้วในร่างกาย) ระมัดระวังไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยโรคติดเชื้ออื่นๆเช่น วัณโรค เพราะจะติดเชื้อต่างๆได้ง่าย พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายให้เหมาะสม หาวิธีการต่างๆในการลดความเครียดและวิตกกังวล ไม่กินยาพวก สเตียรอยด์เพราะจะทำให้ติดเชื้อต่างๆได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

เมื่อไรจึงสงสัยติดเชื้อเอชไอวี? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

เมื่อใดก็ตามที่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับคู่นอนที่ไม่รู้จัก ไม่ใช่สามี ภรรยา การเที่ยวสถานบริการทางเพศโดยไม่ใช้ถุง ยางอนามัย ถุงยางฉีกขาดขณะร่วมเพศ ให้สงสัยไว้ก่อนว่ามีโอกาสติดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและรับการตรวจได้เลย ซึ่งแพทย์อาจจะนัดตรวจมากกว่าหนึ่งครั้ง เพราะในระยะ 3-7 สัปดาห์หลังได้ รับเชื้อ อาจยังตรวจไม่พบแอนติบอดี เพราะร่างกายยังสร้างไม่ทัน อาจต้องตรวจเลือดซ้ำหลังจากนั้น

ถ้ามีปัจจัยเสี่ยง และเกิดมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไข้ต่ำต่อมน้ำ เหลืองโต ท้องเสีย ถ่ายเหลว อ่อนเพลีย ซึ่งอาจเป็นอาการของโรคในระยะที่หนึ่งได้ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจทันที

  • เมื่อน้ำหนักลดมากและรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรพบแพทย์
  • เมื่อมีไข้ต่อเนื่องเป็นเวลานานเป็นสัปดาห์โดยไม่ทราบสาเหตุ ควรพบแพทย์
  • เมื่อท้องเสีย ถ่ายเหลวเรื้อรังเป็นสัปดาห์ ควรพบแพทย์
  • เมื่อต่อมน้ำเหลืองที่คอ หรือขาหนีบ มีขนาดโตกว่าปกติ ควรพบแพทย์เช่นกัน

แพทย์วินิจฉัยได้อย่างไรว่าติดเชื้อเอชไอวีแล้ว?

การวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี วิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดว่ามีเชื้อไวรัสอยู่ในเลือดหรือไม่ หรือตรวจว่ามีภูมิคุ้มกันต้านทานต่อไวรัสเอชไอวี (แอนติบอดี) เกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามี เรียกว่าเลือดบวกต่อการตรวจไวรัสเอชไอวี (HIVPOSITIVE) แสดงว่าติดเชื้อแล้ว เราไม่ควรเรียกว่าเลือดบวกเฉยๆ อย่างเดียว เพราะการตรวจเลือดว่า มีผลบวก หรือลบ ในทางการ แพทย์นั้นสามารถตรวจได้หลายโรค เช่น โรคซิฟิลิส โรคไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น ซึ่งถ้ากล่าวเพียงสั้นๆว่า เลือดบวก จะไม่ทราบว่าเลือดบวกต่อโรคอะไร อาจจะทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดได้ ถ้าตรวจแล้วไม่พบเชื้อเอชไอวีเราเรียก ว่าผลเลือดเป็นลบต่อการตรวจไวรัสเอชไอวี (HIV – NEGATIVE) ในผู้ที่ตรวจเลือดครั้งแรกได้ผลบวก โดยมากแพทย์จะให้ตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่งโดยใช้วิธีที่เรียกว่า พีซีอาร์ (PCR-polymerase chain reaction) เพื่อให้มั่นใจแน่นอนว่าเลือดให้ผลบวกแน่นอน

การเจาะเลือดเพื่อนับจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด “ทีลิมโฟซัยท์ที่มีซีดี 4 เป็นบวก” จะพบว่าจำนวนลดลงมาก เพราะเชื้อไวรัสจะเข้าไปอยู่ในเซลล์ชนิดนี้ และจะทำลายเซลล์ชนิดนี้ไปเรื่อยๆ

การตรวจวิธีอื่นๆ เช่น เอ๊กซเรย์ ตรวจชิ้นเนื้อ (การตรวจทางพยาธิวิทยา) จะไม่สามารถให้การวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีได้

ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรก จะไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ต่อ มาเมื่อโรคเป็นมากขึ้นจึงจะมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตทั่วตัว น้ำหนักจะลดลงเรื่อยๆ ดังนั้น อาการต่างๆ เช่น อาการไข้ น้ำหนักลด ลิ้นเป็นฝ้าขาวจากเชื้อรา ซึ่งเป็นอาการของโรคที่อยู่ในระยะเป็นโรคเอดส์ แล้ว หรือมี การติดเชื้อฉวยโอกาส แล้ว จะไม่ช่วยการวินิจฉัยว่าติดเชื้อในระยะเริ่มต้นได้

ป้องกันติดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้อย่างไร?

การป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี มีหลายวิธี ได้แก่

  1. เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่สามี หรือภรรยาของตัวเอง ต้องใช้ถุง ยางอนามัยเสมอ ฝ่ายชายจะมีเพศสัมพันธ์กับใครต้องใช้ถุงยางอนามัยให้เป็นนิสัยโดยไม่มีข้อยกเว้น ฝ่ายหญิงจะมีเพศสัมพันธ์กับชายใด ต้องให้ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งโดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน ถ้าฝ่ายชายไม่ยอมใช้ ต้องปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์โดยเด็ดขาด รวมทั้งการมีเพศสัมพันธ์ทางปากและทางทวารหนักด้วย ก็ต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเช่นกัน
  2. ฝ่ายชายไม่ควรใช้ปากกับอวัยวะเพศหญิงที่ไม่ใช่ภรรยา เพราะอาจมีเชื้อไวรัสในน้ำเมือกจากช่องคลอดของฝ่ายหญิงได้ ถ้าเข้าปากฝ่ายชายแล้วอาจทำให้ฝ่ายชายติดเชื้อได้ เคยมีรายงานการติดเชื้อโดยวิธีนี้แล้วถึงแม้จะไม่มากเท่าการติดเชื้อจากน้ำอสุจิของฝ่ายชายก็ตา
  3. หลีกเลี่ยงการจูบปากกับคนที่ไม่รู้จัก หรือไม่ทราบว่าเป็นพาหะนำเชื้อหรือไม่ ถึงแม้ว่าในน้ำลายจะมีโอกาสน้อยที่จะมีเชื้อไวรัสเอชไอวี แต่ก็ไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าบังเอิญมีแผลภายในช่องปากก็อาจเป็นทาง เข้าของเชื้อไวรัสได้
  4. อย่าใช้การฉีดยาเสพติดชนิดเข้าเส้น อย่าใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วม กับคนอื่น
  5. หลีกเลี่ยงการสักตาผิวหนัง การเจาะส่วนต่างๆของร่างกายเพราะสถานบริการบางแห่งอาจรักษาความสะอาดของเครื่องมือไม่ดีพอ
  6. บุคคลากรทางการแพทย์ ถ้าเกิดอุบัติเหตุเข็มตำต้องรีบแจ้งหน่วยที่ดูแลทางการติดเชื้อ เพื่อรับยาต้านไวรัสอย่างทันท่วงที วิธีนี้สามารถป้อง กันการติดเชื้อได้มาก
  7. ปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ ยังอยู่ในระยะของการศึกษาวิจัย ยังไม่มีการผลิตออกมาใช้ในวงกว้าง ในระยะใกล้นี้ จึงไม่สามารถใช้วัคซีนในการป้องกันได้
  8. ต้องเตือนตนเองไว้เสมอว่า เราไม่สามารถรู้ว่าใครติดเชื้อไวรัสเอชไอวีจากการดูลักษณะภายนอก คนที่ดูภายนอกสวยงาม หรือหล่อเหลาสะอาดสะอ้านเพียงใด ก็ไม่สามารถไว้ใจได้ว่า เขาหรือเธอจะไม่ใช่พาหะนำโรคไวรัสเอชไอวีมาสู่เรา จึงต้องป้องกันไว้ก่อนเสมอ
  9. ก่อนแต่งงานกับใคร ต้องตรวจเลือดของผู้ที่จะมาแต่งงานกับเราก่อนเสมอทั้งหญิงและชายว่า มีเชื้อโรคอะไร หรือเป็นพาหะของโรคใด ทั้ง นี้ไม่เฉพาะโรคเอดส์ แต่รวมถึง โรคซิฟิลิส โรคไวรัสตับอักเสบ และโรคธาลัสซีเมีย ด้วย

ปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อติดเชื้อเอชไอวีแล้ว?

การปฏิบัติตนเมื่อติดเชื้อไวรัสเอชไอวีแล้ว ที่สำคัญ ได้แก่

  1. หาความรู้เกี่ยวกับโรคให้มากที่สุด
  2. ศึกษาวิธีป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่น
  3. รับยาต้านไวรัส (Antiretroviral therapy) เป็นประจำ อย่าให้ขาดยา
  4. รักษาสุขภาพทั่วไปให้แข็งแรง ผู้ที่ติดเชื้อแล้วจะยังไม่เกิดอาการรุนแรง หรือไม่มีอาการอยู่เป็นเวลานาน บางคนไม่มีอาการผิดปกติเป็นเวลาหลายๆปี ในช่วงเวลาเหล่านี้ควรออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ (อาหารมีประโยชน์ห้าหมู่ ในปริมาณที่ไม่ทำให้เกิดโรคอ้วน และน้ำหนักตัวเกิน) พักผ่อนให้เพียงพอ เลิกดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ เลิกพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม
  5. หาวิธีลดความเคร่งเครียดทางจิตใจด้วยวิธีการต่างๆ

รักษาอย่างไรเมื่อติดเชื้อเอชไอวีแล้ว?

แนวทางการรักษาเมื่อติดเชื้อเอชไอวี คือ

  1. การใช้ยายับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส หรือยาต้านเชื้อไวรัสซึ่งต้องรับประทานตลอดชีวิตเรียกว่า Antiretroviral therapy เราสามารถติดตามผลการรักษาได้จากการเจาะเลือดดูปริมาณเม็ดเลือดขาว CD 4 positive T cell ว่า อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ และนับปริมาณไวรัสในเลือดได้โดยตรง (Viral load) เป้าหมายในการให้ยาก็เพื่อให้โรคอยู่ในระยะที่ 2 หรือระยะสงบต่อไปนานๆโดยไม่เป็นโรคเอดส์
  2. การใช้ยารักษาโรคติดเชื้อต่างๆที่เกิดขึ้นจากการมีภูมิคุ้มกันต้าน ทานโรคบกพร่อง ขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยติดเชื้อชนิดใด เช่น ติดเชื้อวัณโรคก็ให้ยารักษา วัณโรค ติดเชื้อราก็ให้ยารักษาเชื้อรา หรือถ้าเป็นโรคมะเร็งก็รักษาโรคมะเร็ง เป็นต้น

เมื่อติดเชื้อเอชไอวีแล้วป้องกันการแพร่เชื้อให้คนอื่นได้อย่างไร?

คนที่ติดเชื้อเอชไอวีแล้วสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นๆได้ตลอดไป ถึง แม้จะกินยาควบคุมการเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัสอยู่ ก็ยังสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นๆได้ ดังนั้น คนที่ติดเชื้อแล้ว ควรมีวิธีการปฏิบัติตัว ดังนี้

  • ถ้าเป็นเพศชายที่ติดเชื้อ ให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของตนเอง กับหญิง หรือชายอื่น แม้แต่ผู้ที่ติดเชื้อเหมือนกันก็ต้องใช้ถุงยางอนามัยเช่นกัน เพราะเชื้อที่แต่ละคนมี อาจมีความแตกต่างในสายพันธุ์ ทำให้การตอบสนองต่อยา ความรุนแรงของเชื้อ หรือการดื้อยาแพร่กระจายไปได้ แม้แต่การมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก หรือทางทวารหนัก ก็ต้องใช้ถุงยางอนามัย และห้ามปล่อยน้ำอสุจิเข้าปากให้อีกฝ่ายกลืนเข้าไปโดยเด็ดขาด การจูบปากกับผู้อื่น ควรหลีกเลี่ยง ถึงแม้จะมีโอกาสแพร่เชื้อได้ยากกว่าทางอื่นแต่ก็ไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์เพราะเคยมีรายงานการพบเชื้อไวรัสเอชไอวีในน้ำลายได้ ถึงแม้ปริมาณจะน้อยก็ตา
  • ถ้าเป็นเพศหญิงที่ติดเชื้อ ต้องให้ชายที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นสามีหรือชายอื่น อย่าให้คู่ที่มีเพศสัมพันธ์ใช้ปากกับอวัยวะเพศของฝ่ายหญิงที่ติดเชื้อ เพราะในน้ำเมือก หรือสารคัดหลั่ง (Secretion) จากช่องคลอด สามารถมีเชื้อไวรัสออกมาได้ การมีเพศ สัมพันธ์ทางปากก็ต้องใช้ถุงยางอนามัยเช่นกัน ควรหลีกเลี่ยงการจูบปากกับผู้อื่น ห้ามฝ่ายชายที่มีเพศสัมพันธ์ด้วย นำถุงยางอนามัยที่ร่วมเพศกับหญิงที่ติดเชื้อไปใช้ร่วมเพศกับหญิงอีกคนหนึ่งในกรณีที่เป็นการมีเพศสัมพันธ์หมู่เพราะอาจเป็นการแพร่เชื้อได้ทางหนึ่ง
  • ผู้ติดเชื้อห้ามบริจาคโลหิตให้ผู้อื่น เพราะในเลือดจะมีเชื้อไวรัสเป็นจำนวนมาก แต่สามารถรับโลหิตจากผู้อื่นได้
  • ผู้ติดเชื้อเพศหญิง ควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ เพราะในช่วงการตั้ง ครรภ์ร่างกายจะอ่อนแอลง โรคอาจจะกำเริบ และบุตรที่เกิดมาอาจติดเชื้อจากมารดาได้ แต่ในเรื่องการตั้งครรภ์นี้ยังมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่บ้างเพราะบางรายงานบอกว่าผู้ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการของโรคสามารถตั้ง ครรภ์และคลอดได้ตามปกติ
  • เมื่อผู้ติดเชื้อจำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล หรือผ่าตัด หรือคลอดบุตรควรแจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบว่าตนเองติดเชื้อ เพราะบุคลากรทางการแพทย์อาจติดเชื้อจากเลือดของท่านได้ ถ้าทราบก่อนจะได้ป้องกันอย่างถูกต้อง
  • เมื่อผู้ติดเชื้อจะแต่งงาน ควรแจ้งให้คู่แต่งงานทราบก่อนว่า เป็นผู้ติดเชื้อ เพื่อจะได้ปฏิบัติตนในการป้องกันให้ถูกต้องต่อไป
  • ผู้ติดเชื้อไม่ควรบ้วนน้ำลาย วัณโรค ซึ่งผู้ติดเชื้อมีโอกาสเป็นได้มาก และสามารถแพร่กระจายทางเสมหะได้ ขากเสมหะในที่สาธารณะทั่วไป ถึงแม้จะไม่ใช่ทางแพร่เชื้อไวรัสเอชไอวี แต่ในน้ำลาย หรือเสมหะนั้นอาจมีเชื้อโรคชนิดอื่นๆ เช่น เชื้อ

เมื่อติดเชื้อเอชไอวีแล้วทำอย่างไรจึงจะมีชีวิตยืนยาวและมีความสุข?

สิ่งแรกในการดำเนินชีวิตเมื่อติดเชื้อเอชไอวีแล้ว คือ ผู้ติดเชื้อต้องหาความรู้เกี่ยวกับโรคนี้จากบุคคลากรทางการแพทย์ จากหนังสือ จากอินเตอร์เนท จากผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้วและเต็มใจมาให้คำแนะนำ หรือรวม กลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การมีความรู้ที่ถูกต้องจะทำให้ผู้ติดเชื้อไม่ตื่นตระหนก หรือวิตกกังวลจนเกินควร และสามารถปฏิบัติตนในการป้องกันการแพร่เชื้อ และป้องกันการติดเชื้อโรคอื่นๆที่จะเข้ามาแทรกซ้อนได้อย่างถูกต้อง

กินยาที่ใช้ควบคุมการเพิ่มปริมาณของเชื้อไวรัสนี้ จากสถานพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้ขาดยา เพราะการขาดยาจะทำให้เชื้อเพิ่มปริมาณมากขึ้น และเกิดการดื้อยาได้ ทำให้ยาที่เคยใช้ได้ผลกลับเป็นใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ผู้ที่ติดเชื้อแล้วไปรับยาอย่างสม่ำเสมอสามารถมีชีวิตยืนยาวอย่างคนปกติได้ก็มีเป็นจำนวนมาก

อย่าทำให้ร่างกายอ่อนแอด้วยอบายมุขต่างๆ เช่น การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การเที่ยวกลางคืนทั้งๆที่ควรจะพักผ่อนนอนหลับให้พอเพียง การใช้ยาเสพติด การที่ร่างกายอ่อนแอลงจะทำให้โรคกำเริบได้

ควรศึกษาวิธีการต่างๆทั้งทางจิตวิทยา ศาสนาที่ผู้ติดเชื้อนับถือ มีเพื่อน หรือญาติพี่น้องที่คอยเป็นที่ปรึกษาและให้กำลังใจ เพื่อให้ลดความ เครียดของจิตใจลงได้ ความเครียดที่มากเกินไปนั้น จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคอ่อนแอลง และเชื้อไวรัสนี้สามารถเพิ่มจำนวนได้

อย่าซื้อยาต่างๆกินเองโดยเฉพาะยาชุด หรือยาลูกกลอนที่ไม่รู้ที่มาหรือผู้ผลิตที่ชัดเจน เพราะอาจจะได้รับยากดภูมิคุ้มกันต้นทานโรคจำพวก สเตียรอยด์ (Steroid) โดยไม่รู้ตัว ยาพวกนี้จะยิ่งกดภูมิคุ้มกันต้านทานโรค ทำให้ติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อฉวยโอกาสต่างๆได้ง่ายขึ้น และอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

ปัจจุบันมีกลุ่มผู้ติดเชื้อและองค์กรเอกชนที่ทำงานเพื่อให้กำลังใจและช่วยเหลือผู้ติดเชื้อด้วยกันหลายกลุ่ม การเข้ากลุ่มเหล่านี้นอกจากจะทำให้ผู้ติดเชื้อได้รับการช่วยเหลือแล้ว การช่วยเหลือผู้อื่นในกลุ่ม ยังทำให้เกิดความสุขที่เกิดจากการให้ ซึ่งมีผลดีต่อทั้งร่างกายและจิตใจในทางที่ดีเป็นอย่างยิ่ง สามารถหาชื่อองค์กรเหล่านี้ได้ทางอินเตอร์เนท

หลีกเลี่ยงความคิดแก้แค้น ผูกพยาบาท อยากแก้แค้นสังคม หรือผู้ อื่นที่คิดว่าเป็นต้นเหตุการติดเชื้อ การพยายามแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดยตั้งใจ ความคิดด้านลบเหล่านี้ ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจโดยรวม

หลีกเลี่ยงความคิดว่าตนเองต้องตายแน่ ตายในเวลาไม่นาน ตายโดยไม่มีคนดูแล ความคิดทางลบแบบนี้ ทำให้ซึมเศร้าและหดหู่ ไม่เป็นผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายแต่อย่างใด

เมื่อติดเชื้อเอชไอวีแล้วมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนอะไรบ้าง?

โรคแทรกซ้อนจากติดเชื้อเอชไอวี ที่พบได้บ่อย คือ

  1. การติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น เชื้อราแอสเปอจิลลัส (Aspergillosis) เชื้อราแคนดิดา (Candidiasis) เชื้อราฮิสโตพลาสโมสิส (Histoplasmosis) เชื้อราเพนนิซิลเลียม (Penicillosis) เชื้อทอกโซพลาสมา (Toxoplasmosis) เชื้อนิวโมซิสตีส (Pneumocystis jiroveci) เชื้อ วัณโรค เชื้อไวรัสซัยโตเมกาโลไวรัส (Cytomegalovirus หรือ CMV) เชื้อไวรัส เริม (Herpes simplex) เชื้อไวรัส งูสวัด (Herpes zoster) เป็นต้น ซึ่งเชื้อฉวยโอกาสเหล่านี้มักจะทำให้เกิดการติดเชื้อที่อวัยวะภายใน เช่น ปอด สมอง ตับ ไต ต่อมน้ำ เหลือง และมักจะมีความรุนแรงของโรคมากกว่าปกติ รักษายากกว่าปกติ เพราะร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคที่จะมาต่อสู้กับเชื้อโรคฉวยโอกาสเหล่านี้ ยาที่จะใช้รักษาก็มักมีผลข้างเคียงได้หลายอย่าง และมีโอกาส เชื้อดื้อยา สูง โดยมากโรคแทรกซ้อนเหล่านี้จะเกิดภายในเวลา 7-10 ปีนับตั้งแต่เริ่มติดเชื้อไวรัส แต่ผู้ป่วยบางคนก็มีอาการเร็วกว่านั้น เช่น เกิดอาการน้ำหนัก ลด ต่อมน้ำเหลืองโต ติดเชื้อฉวยโอกาสภายในเวลา 2-3 ปีนับจากได้รับเชื้อได้ แต่เป็นส่วนน้อย
  2. โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และ โรคมะเร็งคาโปซิซาร์โคมา รวมทั้งมะเร็งชนิดอื่นๆด้วย เช่น โรคมะเร็งไต โรคมะเร็งปากมดลูก และ โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะมะเร็งที่เกิดในร่างกายตลอดเวลา เมื่อระบบภูมิ คุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง เซลล์มะเร็งก็มีโอกาสเจริญแบ่งตัวมากขึ้น จนกลายเป็นก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ได้ เป็นต้น มีสมมุติฐานว่าระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายจะคอยทำลายเซลล์
  3. โรคแทรกซ้อนทางสมองได้แก่ อาการที่เกิดจากเชื้อไวรัสทำลายเนื้อสมองจากการที่เชื้อไวรัสเข้าไปอยู่ในเซลล์ของสมองชนิดหนึ่ง ชื่อ ไมโครเกลีย (Microglia) ไวรัสจะทำให้เซลล์ไมโครเกลียนี้ ปล่อยสารเคมีออก มาหลายชนิด เช่น อินเตอลูคิน 1 และ 6 (Interleukin 1,6) สารทีเอ็นเอฟ (TNF-Tumor Necrotic Factor) ซึ่งสารเหล่านี้จะทำลายเซลล์สมองส่วนอื่นๆด้วย ผู้ป่วยอาจมีอาการทางสมองได้หลายอย่าง เช่น ซึม โวยวาย ความจำเสื่อม หมดสติ ชัก อาการคล้าย โรคจิต เป็นต้น

ผู้ที่อยู่บ้านเดียวกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

การปฏิบัติตัวของผู้ที่อยู่บ้านเดียวกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่สำคัญ คือ

  • การปฏิบัติตัวต่อผู้ติดเชื้อควรทำเหมือนปกติ ให้กำลังใจ อย่าแสดงท่ารังเกียจ
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ติดเชื้อจากผู้ป่วยได้
  • รับประทานอาหารร่วมกันได้ แต่ควรใช้ช้อนกลางตักกับข้าว รักษา อนามัยส่วนบุคคลให้ดี ล้างมือบ่อยๆ ซึ่งคือ การรักษา สุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) นั่นเอง
  • ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยาต้านเชื้อไวรัสอย่างสม่ำเสมอ
  • ไม่จำเป็นต้องแยก ห้องน้ำ ห้องส้วม
  • หาความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อเอชไอวี และ โรคเอดส์ เช่น ควรรู้ว่าโรคนี้ ไม่สามารถติดต่อทางยุง หรือการสัมผัสเนื้อตัวภายนอก เป็นต้น

ถ้าผู้ติดเชื้อเอชไอวีตั้งครรภ์จะปฏิบัติตัวอย่างไร?

การปฏิบัติตัวของผู้ติดเชื้อเอชไอวีเมื่อตั้งครรภ์ ที่สำคัญ คือ เด็กในครรภ์มีโอกาสติดเชื้อจากแม่ได้ โอกาสของการติดเชื้อของลูกมีรายงานว่าอยู่ระหว่าง 7-49 % แสดงว่าเด็กทารกส่วนใหญ่ไม่ติดเชื้อจากแม่ ควรฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ และบางครั้งแพทย์อาจให้ยาต้านเชื้อไวรัสในระหว่างการตั้ง ครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของเด็กด้วย

เมื่อคลอดบุตรแล้วไม่ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมของมารดาที่ติดเชื้อ เพราะเชื้ออาจอยู่ในน้ำนมได้ถึงแม้จะไม่มากก็ตาม เพราะบุตรที่รอดจากการติดเชื้อในครรภ์ และจากในระหว่างการคลอด อาจจะมาติดเชื้อจากนมแม่ได้อีกทางหนึ่ง

ถ้าสามีหรือภรรยาติดเชื้อจากคนอื่น คู่ครองควรทำอย่างไร?

ถ้าสามีหรือภรรยาติดเชื้อจากคนอื่น คู่ครองควรปฏิบัติดังนี้

  • ที่สำคัญคืออย่าปิดบังความจริงจากคู่ครอง และทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้คู่ครองติดเชื้อได้ ในความเป็นจริงกรณีนี้มักเกิดจากฝ่ายชายที่ไปเที่ยวสำส่อนนอกบ้านจนติดโรคแล้วนำมาแพร่เชื้อให้ภรรยาที่บ้านโดยภรรยาไม่รู้ตัวและไม่เคยคิดป้องกันการติดเชื้อที่มาทางสามีเลย เพราะไม่ทราบว่าสามีไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นนอกบ้าน กว่าจะทราบก็ติดเชื้อไปแล้ว
  • ถ้าสามีเป็นฝ่ายติดเชื้อ การมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาทุกครั้งต้องใช้ถุง ยางอนามัยตลอดไป และปรับพฤติกรรมที่อาจจะแพร่เชื้อให้ภรรยาได้
  • ถ้าภรรยาติดเชื้อจากสามีแล้ว สามีก็ต้องใช้ถุงยางอนามัยเช่นกันเพื่อไม่ให้ภรรยารับเชื้อไวรัสเพิ่มเข้าไปอีก และต้องไปรับการรักษาทั้งสามีและภรรยาตลอดไป
  • ควรต้องพบแพทย์ทั้งสามีและภรรยา ไม่ว่าใครติดเชื้อ

สาเหตุการตายที่สำคัญของผู้ป่วยโรคเอชไอวีคืออะไร?

สาเหตุการตายที่สำคัญของผู้ติดเชื้อเอชไอวี คือ

บรรณานุกรม

  1. Robbins and Cotran Pathologic Basis of Diseases, Eighth edition 2010.
  2. HIV. http://en.wikipedia.org/wiki/HIV [2011, Sept 25].

เว็บบอร์ด
User โรคมือเท้าปาก จากโรงเรียนหนูน้อย อาการเจ็บซี่โครง อาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และ/หรือของกระดูกซี่โครง ดังนั้นจึงขึ้นกับว่าคุณไปทำอะไรมา เช่น การออกแรงใช้กล้ามเนื้อ/กระดูก.... โดย Tippatai » 02/05/2012

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 10 คน sirikul mikai.riori little115 tspytn jinkasama wizklfth atnoon034 Lek.Nuttawan puang willsmith-s
Frame Bottom