Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

มดลูก  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ทารกในครรภ์ดิ้นลดลง 

ภาวะเครียดของทารกในครรภ์คืออะไร?

ภาวะเครียดของทารกในครรภ์ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Fetal distress เป็นการบ่งบอกว่า ทารกที่อยู่ในครรภ์อยู่ในภาวะที่อันตราย เกิดเนื่องจากทารกได้รับออกซิเจนจากเลือดของมารดาไม่เพียงพอ มักแสดงออกโดยทารกจะมีอาการการเต้นของหัวใจผิดปกติ ซึ่งหากให้การช่วยเหลือให้ทารกคลอดไม่ทันท่วงที สามารถทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตได้

ภาวะเครียดของทารกในครรภ์ เป็นภาวะที่พบได้น้อย มีรายงานพบได้ประมาณ 3%ของสตรีทั่วไปที่ผ่าท้องคลอดบุตร แต่พบได้สูงขึ้นเป็นประมาณ 20% ถ้ามารดาอยู่ในกลุ่มมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้

ภาวะเครียดของทารกในครรภ์มีอันตรายหรือไม่?

ภาวะเครียดของทารกในครรภ์

ภาวะเครียดของทารกในครรภ์ เป็นภาวะที่อันตราย หากให้การช่วยเหลือให้ทารกคลอดไม่ทันท่วงที สามารถทำให้ทารกในครรภ์ มีความพิการทางสมอง หรือเสียชีวิตจากการขาดออกซิเจนที่รุนแรงได้

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเครียดของทารกในครรภ์?

ทารกในครรภ์ที่เกิดภาวะเครียด เกิดจากทารกได้รับออกซิเจนจากเลือดของมารดาไม่เพียงพอ ซึ่งออกซิเจนที่จะส่งไปยังทารกในครรภ์ จะถูกส่งผ่านไปยังรก และไปยังเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆของทารก ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงทารกในครรภ์ไม่เพียงพอ เช่น

1. รกลอกตัวก่อนกำหนด ทำให้เลือดไปเลี้ยงทารกไม่เพียงพอ

2. ภาวะสายสะดือย้อย/ภาวะสายสะดือโผล่แลบ (Umbilical cord prolapse) จึงทำให้ส่วนนำของทารก เช่น ศีรษะทารกในครรภ์ที่อยู่ในท่าปกติ หรือก้นทารกในทารกท่าก้นไปกดสายสะดือ ทารกจึงได้รับเลือด/ออกซิเจนน้อยลง

3. ภาวะน้ำคร่ำน้อย หรือ ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์คลอด จึงทำให้สายสะดือทารกถูกกดทับได้ง่ายเวลามีการหดรัดตัวของมดลูก

4. มีความผิดปกติของเส้นเลือดของมารดา และ/หรือของรก เช่น กรณีที่มารดามีความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไต การตั้งครรภ์เกินกำหนดที่ทำให้รกเสื่อม หรือมีรกเสื่อมจากเหตุอื่น(อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง รกเสื่อม)

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดภาวะเครียดของทารกในครรภ์?

หญิงตั้งครรภ์ที่มีปัจจัยเสี่ยงเกิดภาวะเครียดของทารกในครรภ์ ได้แก่

1. ผู้มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับเส้นเลือด ซึ่งทำให้เลือดไปเลี้ยงทารกในครรภ์ไม่เพียงพอ เช่น มีโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไต

2. ผู้มีภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง รกลอกตัวก่อนกำหนด ได้ในเว็บ haamor.com)

3. ผู้มีภาวะสายสะดือโผล่แลบ (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง สายสะดือโผล่แลบ ได้ในเว็บ haamor.com)

4. ผู้มีถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์คลอด หรือ มีน้ำคร่ำน้อย ซึ่งทำให้สายสะดือถูกกดทับกับส่วนต่างๆของทารก ส่งผลให้เส้นเลือดถูกอุดกั้น เลือดจึงไปเลี้ยงทารกได้น้อยลง(อ่านเพิ่มเติมทั้ง 2 เรื่องได้ในเว็บ haamor.com)

5. ผู้มีการตั้งครรภ์เกินกำหนด จะส่งผลให้รกมักเสื่อมประสิทธิภาพในการส่งเลือดไปเลี้ยงทารกจึงไม่ดี (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง การตั้งครรภ์เกินกำหนด ได้ในเว็บ haamor.com)

6. ผู้มีภาวะรกเสื่อม (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ภาวะรกเสื่อม ได้ในเว็บ haamor.com)

7. ผู้มีภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ ซึ่งมักเกิดจากรกทำงานไม่ดี/รกเสื่อม และ/หรือมีภาวะน้ำคร่ำน้อย (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ ได้ในเว็บ haamor.com)

8. ผู้ได้รับยากระตุ้นการบีบตัวของมดลูกมากเกินไป เช่น ยา Oxytocin จึงทำให้เส้นเลือดมดลูกหดตัว ส่งผลให้ขาดเลือดไปเลี้ยงรกและทารกในครรภ์เป็นเวลานาน

สตรีตั้งครรภ์จะรู้ได้อย่างไรว่ามีภาวะเครียดของทารกในครรภ์?

สตรีตั้งครรภ์จะรู้ได้ว่ามีภาวะเครียดของทารกในครรภ์ โดย

1. ส่วนมากสตรีตั้งครรภ์จะไม่ทราบว่า ทารกในครรภ์มีภาวะเครียด คือไม่รู้สึกว่ามีอาการผิดปกติของทารกมาก่อน จนกระทั่งทารกมีภาวะเครียดมากจนทารกเสียเสียชีวิต/ไม่ดิ้นแล้ว(อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง การดิ้นของทารกในครรภ์)

2. รู้สึกว่าทารกในครรภ์ดิ้นลดลง หรือไม่ดิ้น(อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง การดิ้นของทารกในครรภ์)

3. ในกรณีที่ทารกในครรภ์มีภาวะเครียดเรื้อรัง จะเกิดภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์มารดาอาจสังเกตได้ว่า ขนาดของครรภ์ไม่โตขึ้นตามอายุครรภ์

แพทย์วินิจฉัยภาวะเครียดของทารกในครรภ์ได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยภาวะเครียดของทารกในครรภ์ได้จาก การตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจทารกที่ผิดปกติไป ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจทารกที่ปกติจะอยู่ระหว่าง 110-160 ครั้งต่อนาที หากอัตราการเต้นฯเร็วกว่านี้หรือช้ากว่านี้ ถือว่าผิดปกติ

โดยการตรวจที่สำคัญ คือ การตรวจด้วยเครื่องมือที่บันทึกรูปกราฟลักษณะการเต้นของหัวใจทารกที่เรียกว่า Electronic fetal heart rate monitoring ซึ่งจะให้ข้อมูลได้มากกว่าการฟังเสียงการเต้นของหัวใจทารกด้วยหูฟังผ่านหน้าท้องมารดาเพียงวิธีการอย่างเดียว ซึ่งแบ่งผลการตรวจ Electronic fetal heart rate monitoring ได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มที่ 1 (Category I) ลักษณะผลการตรวจการเต้นของหัวใจทารก บ่งบอกว่า ทารกปกติ (Reassuring pattern) มีอัตราการเต้นของหัวใจเฉลี่ย 110-160 ครั้งต่อนาที

2. กลุ่มที่ 2 (Category II) ลักษณะผลการตรวจการเต้นของหัวใจทารก เป็นแบบก้ำกึ่ง คือ บอกไม่ได้ชัดเจนว่าทารกปกติหรือผิดปกติ

3. กลุ่มที่ 3 (Category III) ลักษณะผลการตรวจการเต้นของหัวใจทารก บ่งบอกว่าการเต้นฯผิดปกติ(ช้าหรือเร็วกว่าปกติอย่างชัดเจน) ซึ่งบอกได้ว่า ทารกผิดปกติ (Non-reassuring pattern)

รักษาภาวะเครียดของทารกในครรภ์อย่างไร?

แนวทางการรักษาภาวะเครียดของทารกในครรภ์ ได้แก่

ก. หากผลการตรวจ Electronic fetal heart rate monitoring บ่งบอกว่าทารกอยู่ใน Category I แสดงว่าทารกในครรภ์ยังมีสุขภาพดี สตรีตั้งครรภ์สามารถกลับไปพักที่บ้านได้ โดยแพทย์จะอธิบายให้สตรีตั้งครรภ์สังเกตอาการที่ต้องรีบมาโรงพยาบาลโดยด่วน/ฉุกเฉิน คือ ทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลง ซึ่งโดยทั่วไปผลการตรวจ Category I /ผลปกติ จะสะท้อนว่า น่าจะไม่มีปัญหากับทารกในครรภ์ภายใน 1 สัปดาห์นับจากการตรวจ ยกเว้นมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง เช่น ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด ซึ่งสตรีตั้งครรภ์กลุ่มนี้ แพทย์จะนัดมาติดตามอาการทุก 1 สัปดาห์

ข. หากผลตรวจ Electronic fetal heart rate monitoring อยู่ใน Category II สุขภาพทารกในครรภ์ต้องมีการเฝ้าระวังจากแพทย์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น แพทย์จะมีการตรวจวิธีอื่นเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความมีสุขภาพดีของทารก ได้แก่การตรวจทารกในครรภ์ด้วยเทคนิคเฉพาะจากอัลตราซาวด์ ที่เรียกว่า Biophysical profile และมักมีการนัดสตรีตั้งครรภ์มาตรวจ หรือทำการตรวจ Electronic fetal heart rate monitoring สัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือถี่กว่านั้น หากจำเป็นแพทย์อาจให้สตรีตั้งครรภ์นอนสังเกตอาการที่โรงพยาบาล

ค. หากอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ ช้าหรือเร็ว กว่าอัตราปกติ/ ผลตรวจ Electronic fetal heart rate monitoring อยู่ใน Category III แพทย์จะรีบทำการช่วยชีวิตทารกในครรภ์ (Intrauterine resuscitation) ดังนี้

  • จัดให้มารดาเปลี่ยนท่าจากนอนหงายเป็นนอนตะแคง เพื่อช่วยลดการที่มดลูกอาจไปกดเส้นเลือดใหญ่ของมารดาแล้วทำให้เลือดไหลเวียนกลับหัวใจมารดาน้อยลง ทำให้ส่งเลือดไปเลี้ยงทารกในครรภ์ได้ลดลง
  • ให้มารดาสูดดมออกซิเจน
  • หากแพทย์กำลังให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกแก่มารดา แพทย์จะหยุดให้ยาดังกล่าว
  • ให้น้ำเกลือ/สารน้ำเข้าเส้นเลือดดำมารดา เพื่อเพิ่มปริมาณเลือดและการไหลเวียนเลือดไปยังทารกในครรภ์
  • ฝ้าติดตามอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ และทำการบันทึกกราฟ หากเกิน 30 นาทีหลังจากที่ให้การช่วยเหลือทารกในครรภ์ด้วยวิธีการดังกล่าว แล้วอัตราการเต้นของหัวใจทารก ยังผิดปกติเหมือนเดิม แพทย์จะรีบนำมารดาไปผ่าท้องคลอดบุตร

การดูแลตนเองเมื่อมีภาวะเครียดของทารกในครรภ์?

ภาวะเครียดของทารกในครรภ์เป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรม อาการที่มารดาพอสังเกตได้บ้าง คือการที่ทารกดิ้นลดลง หรือไม่ดิ้น ซึ่งต้องรีบไปพบแพทย์/สูติแพทย์/ไปโรงพยาบาลรีบด่วน/ฉุกเฉิน ไม่ต้องรอจนถึงวันนัด (แนะนำอ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง การดิ้นของทารกในครรภ์)

สตรีตั้งครรภ์ต้องไปพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไหร่?

เมื่อไปฝากครรภ์ พอมารดารู้สึกว่าทารกเริ่มดิ้น ซึ่งในการตั้งครรภ์ครั้งแรก มารดาจะรู้สึกได้เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 18-20 สัปดาห์ หากเป็นการตั้งครรภ์ครั้งต่อๆไป มารดาจะรู้สึกถึงทารกดิ้นได้เร็วขึ้น คือเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 16 สัปดาห์ หลังจากนั้นมารดาต้องรู้สึกว่าทารกดิ้นทุกๆวัน และรู้สึกทารกดิ้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จำนวนการดิ้นต่อวันจะมากกว่า 100 ครั้ง แต่มารดาจะไม่รู้สึกทุกครั้งที่ทารกดิ้น โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้มารดาสังเกตว่า หากทารกดิ้นมากกว่า 10 ครั้ง ใน 12 ชั่วโมง บ่งบอกว่าวันนั้นๆ สุขภาพทารกยังดีอยู่ ดังนั้นหากมารดารู้สึกว่าทารกดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้งใน 12 ชั่วโมง ต้องรีบด่วนไปพบแพทย์/สูติแพทย์/ไปโรงพยาบาล ไม่ต้องรอจนถึงวันนัด เพื่อแพทย์ประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์

ทารกในครรภ์ที่มีภาวะเครียดเมื่อคลอดมีอันตรายไหม?

ทารกที่มีภาวะเครียดขณะอยู่ในครรภ์เกิดจากการขาดออกซิเจน และในการคลอดทางช่องคลอดต้องใช้เวลานาน ซึ่งเมื่อมดลูกหดรัดตัว จะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงทารกลดลงอีก แพทย์จึงต้องเตรียมให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่ส่วนมากมักต้องรีบทำคลอดโดยการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง อันตรายที่จะเกิดกับทารกขึ้นกับว่าทารกขาดออกซิเจนขณะอยู่ในครรภ์มากน้อยเพียงใด หากขาดออกซิเจนไม่นาน ได้รับการช่วยเหลือทันท่วงที ก็ไม่มีความพิการต่อสมองทารก แต่หากขาดออกซิเจนนานจะทำให้สมองทารกพิการได้เมื่อคลอดออกมา หรือหากรุนแรงมาก ทารกอาจเสียชีวิตได้

ดูแลตนเองอย่างไรหลังคลอดเมื่อมีภาวะเครียดของทารกในครรภ์?

การดูแลตนเองของมารดาหลังคลอดกรณีเมื่อมีภาวะเครียดของทารกในครรภ์ จะเหมือนในสตรีหลังคลอดทั่วไป ทั้งนี้ขึ้นกับวิธีการคลอดด้วยว่า คลอดทางช่องคลอด หรือผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง(อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com 3 บทความ คือเรื่อง การคลอดบุตร, ระยะหลังคลอด, และเรื่อง การผ่าท้องคลอดบุตร) รวมถึงต้องมีการรักษาภาวะต่างๆที่เป็นโรคประจำตัว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป

ทารกที่มีภาวะเครียดขณะอยู่ในครรภ์หลังคลอดมีปัญหาหรือไม่?

ความผิดปกติของทารกหลังคลอด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการขาดออกซิเจน หากทารกขาดออกซิเจนในครรภ์ไม่นาน ได้รับการช่วยเหลือให้คลอดทันท่วงทีก็ไม่มีความพิการต่อสมองทารก ทารกจะมีพัฒนาการทางสมองและร่างกายปกติ แต่หากทารกขาดออกซิเจนนานจะทำให้สมองพิการได้ ส่งผลให้พัฒนาการทางด้านสมองและร่างกายของทารกผิดปกติได้

สามารถตั้งครรภ์ครั้งต่อไปได้ไหม และเมื่อไหร่?

การตั้งครรภ์ครั้งต่อไปของมารดาที่มีภาวะเครียดของทารกในครรภ์ ขึ้นกับความพร้อมของมารดา และวิธีการคลอดในครั้งที่ผ่านมา คือคลอดทางช่องคลอด หรือผ่าตัดคลอด โดยทั่วไปสูติแพทย์จะแนะนำให้เว้นการตั้งครรภ์ไปสักระยะ เพื่อแก้ไข บำบัด รักษาโรคประจำตัว หรือปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ทำให้เกิดภาวะเครียดของทารกในการตั้งครรภ์ครั้งที่ผ่านมา ดังนั้นระยะเวลาในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป จึงแตกต่างกันเป็นกรณีไป ตามดุลพินิจของสูติแพทย์

ในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำอีกหรือไม่?

ในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป อาจเกิดภาวะเครียดของทารกในครรภ์ซ้ำได้ ถ้ามารดายังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ อย่างไรก็ตาม แม้มารดาไม่มีปัจจัยเสี่ยง สตรีตั้งครรภ์ทุกคนต้องระวังไว้เสมอว่า สามารถเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ทำให้เกิดภาวะเครียดของทารกในครรภ์ได้ตลอดเวลา การตั้งครรภ์ทุกครรภ์มีความเสี่ยง เพียงแต่จะเป็นการตั้งครรภ์ความเสี่ยงต่ำ หรือการตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูงเท่านั้น ดังนั้น ก่อนตั้งครรภ์ครั้งใหม่ จึงควรปรึกษาสูติแพทย์ก่อนเสมอ

บรรณานุกรม

  1. http://americanpregnancy.org/labor-and-birth/fetal-distress/ [2016,July23]
  2. https://en.wikipedia.org/wiki/Fetal_distress [2016,July23]
  3. http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12719676 [2016,July23]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 7 คน sirikul padungchob19 Nongbeer eurokungza a1v4d PPaapp Panupol
Frame Bottom