Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ท่อนำไข่  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ปวดท้องน้อยมาก 

ท่อนำไข่อักเสบคืออะไร?

ท่อนำไข่ (Follopian tube) เป็นอวัยวะที่ยื่นต่อออกจากตัวมดลูก คล้ายแขนยื่นออกไป 2 ข้างซ้ายและขวา โดยปลายด้านหนึ่งของท่อจะมีลักษณะคล้ายนิ้วมือไปคลุมด้านบนของรังไข่

ท่อนำไข่อักเสบ (Salpingitis) จึงหมายถึงมีการอักเสบบริเวณท่อนำไข่ดังได้กล่าวนี้ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ของการอักเสบเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การอักเสบของท่อนำไข่มักไม่ได้อักเสบเฉพาะที่ท่อเดี่ยวๆ แต่มักจะมีการอักเสบที่มดลูก/เยื่อบุมดลูกร่วมด้วยที่รวมเรียกว่าการอักเสบ/การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (Pelvic inflammatory disease)

ท่อนำไข่อักเสบมีอาการอย่างไร?

ท่อนำไข่อักเสบ

อาการจากท่อนำไข่อักเสบได้แก่

  1. ปวดท้องน้อยที่ด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้ง 2 ด้าน
  2. มีตกขาวผิดปกติ
  3. มีเลือดออกผิดปกติ/เลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอด
  4. มีก้อนถุงน้ำที่ปีกมดลูก (Hydrosalpinx) พบในกรณีที่มีการอักเสบเรื้อรังที่ทำให้ปลายท่อนำไข่อุดตัน จึงมีการคั่งของของเหลวในท่อ ทำให้เกิดเป็นก้อนขึ้นมา

ใครที่มีปัจจัยเสี่ยงเกิดท่อนำไข่อักเสบ?

สตรีที่มีปัจจัยเสี่ยงเกิดท่อนำไข่อักเสบคือ

  1. สตรีที่มีเพศสัมพันธ์
  2. มีคู่นอนที่มีการอักเสบของอวัยวะสืบพันธุ์
  3. สตรีที่มีคู่นอนหลายคน
  4. ไม่ใช้ถุงยางอนามัยชายเมื่อมีเพศสัมพันธ์
  5. สวนล้างช่องคลอด
  6. มีประวัติเคยมีการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน
  7. สตรีที่ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายบกพร่องเช่น โรคเบาหวาน, โรคเอสแอลอี/SLE, โรคติดเชื้อเรื้อรังต่างๆเช่น เอชไอวี

แพทย์วินิจฉัยท่อนำไข่อักเสบอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยท่อนำไข่อักเสบได้จาก

ก. ประวัติทางการแพทย์: ที่สำคัญคือ มีอาการปวดท้องน้อยด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง บางครั้งอาจมีไข้หรือตกขาวผิดปกติ และประวัติที่มีปัจจัยเสี่ยงดังได้กล่าวในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยง

ข. การตรวจร่างกาย: หากอาการไม่มากจะไม่พบการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพ ถ้าอาการรุนแรงสามารถตรวจพบว่ามีไข้ได้ นอกจากนั้นจะมีการกดเจ็บตำแหน่งที่มีอาการปวดท้องน้อยด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้างหรือรวมทั้งบริเวณเหนือหัวหน่าวด้วย

ค. การตรวจภายใน: พบตกขาวที่ผิดปกติ และเมื่อแพทย์โยกปากมดลูกจะมีอาการเจ็บบริเวณปีกมดลูก หากมีภาวะแทรกซ้อนเป็นก้อนฝี/หนองจะคลำพบก้อนที่ปีกมดลูก

ง. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: เมื่อตรวจเลือด (การตรวจซีบีซี) อาจมีการเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาวมากขึ้น การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องหรือช่องท้องน้อย มักไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในกรณีที่ท่อนำไข่มีการอักเสบแบบเฉียบพลัน ยกเว้นหากมีภาวะแทรกซ้อนมีก้อนฝี/หนองจะพบก้อนฝีหนองที่ปีกมดลูก หรือหากเคยมีการอักเสบเรื้อรังมาก่อน ปลายท่อนำไข่ตีบตัน จะทำให้มีของเหลวคั่งอยู่ในท่อนำไข่ได้ จึงทำให้เห็นภาพท่อนำไข่ขยาย/ถุงน้ำ (Hydrosalpinx) เห็นได้ชัดเจน

ควรไปพบแพทย์เมื่อไหร่?

เมื่อมีอาการผิดปกติตามที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อ อาการ หรือสงสัยว่าจะเป็นท่อนำไข่อักเสบ ควรไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเพื่อรับคำแนะนำและรับการตรวจรักษาอย่างถูกต้อง ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง เพราะอาจไม่ครอบคลุมชนิดเชื้อโรค หรือรับประทานยาไม่ครบระยะเวลา ทำให้รักษาได้ไม่หายขาด หรืออาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

รักษาท่อนำไข่อักเสบอย่างไร?

การรักษาท่อนำไข่อักเสบจะเหมือนกับการรักษาภาวะอักเสบ/การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (Pelvic inflammatory disease) หรือการอักเสบของปีกมดลูก/ปีกมดลูกอักเสบ (Adnexitis) กล่าวคือ

ในกรณีที่อาการไม่รุนแรง แพทย์จะรักษาแบบผู้ป่วยนอก โดยให้ยาปฎิชีวะนะ Ceftriaxone 250 มก.(มิลลิกรัม) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียวร่วมกับให้รับประทานยา Doxycycline 100 มก. หลังอาหารเช้าและเย็นนานประมาณ 2 สัปดาห์

ในกรณีอาการรุนแรงเช่น ที่มีไข้ มีก้อนหนองที่ท่อนำไข่ มีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายบกพร่อง แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล และให้ยาปฎิชีวะนะเหมือนการรักษาผู้ป่วยในที่มีภาวะอักเสบในอุ้งเชิงกรานแบบเฉียบพลัน

การรักษาร่วมอย่างอื่นได้แก่ การรักษาประคับประคองตามอาการเช่น ให้ยาแก้ปวด ยาลดไข้ ให้ประคบหน้าท้องด้วยน้ำอุ่น เป็นต้น

ดูแลตนเองเมื่อมีท่อนำไข่อักเสบอย่างไร?

การดูแลตนเองที่บ้านเมื่อมีท่อนำไข่อักเสบคือ

  1. ปฏิบัติตามแพทย์พยาบาลแนะนำ
  2. รับประทานยาให้ครบตามแพทย์แนะนำ ไม่หยุดยาเอง
  3. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง เช่น การรักษาสุขอนามัยพื่นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ)
  4. งดมีเพศสัมพันธ์ช่วงที่กำลังรักษาจนกว่าอาการจะปกติและแพทย์อนุญาตให้มีเพศสัมพันธ์ได้แล้ว
  5. พิจารณาใช้ถุงยางอนามัยชายในการมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง
  6. พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลตามนัดเสมอ

ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไหร่?

ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเสมอเมื่อ

ภาวะแทรกซ้อนของท่อนำไข่อักเสบมีอะไรบ้าง?

ภาวะแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงจากท่อนำไข่อักเสบที่พบได้มีดังนี้เช่น

  1. ทำให้รังไข่อักเสบและ/หรือมดลูก/เยื่อบุมดลูกอักเสบร่วมด้วย
  2. ทำให้เกิดเป็นก้อนฝี/หนองที่ปีกมดลูก (Tubo-ovarian abscess)
  3. ทำให้ปลายท่อนำไข่อุดตัน เกิดการคั่งของของเหลว ทำให้ท่อนำไข่โตขึ้น (Hydrosal pinx)
  4. ท่อนำไข่อุดตันทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก
  5. ทำให้ปวดท้องน้อยเรื้อรังจากการมีพังพืดในอุ้งเชิงกราน
  6. มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก/ท้องนอกมดลูกสูงขึ้น

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) จากท่อนำไข่อักเสบที่พบบ่อย คือ

ท่อนำไข่อักเสบมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

โดยทั่วไป ท่อนำไข่อักเสบมีการพยากรณ์โรคที่ดี รักษาหายได้ แต่การพยากรณ์โรคขึ้น กับหลายปัจจัยที่สำคัญคือ การรักษาที่ทันท่วงที การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยตามคำแนะนำของแพทย์พยาบาล การรับประทานยาปฏิชีวนะครบตามแพทย์แนะนำ ซึ่งจะทำให้การรักษาโรคมีโอกาสหายมากขึ้น การพยากรณ์โรคดีขึ้น โอกาสมีภาวะแทรกซ้อนน้อยลง

นอกจากนั้น ปัจจัยต่อการพยากรณ์โรคยังรวมถึงการเป็นผู้ป่วยในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน

ท่อนำไข่อักเสบสามารถเป็นซ้ำได้หรือไม่?

ท่อนำไข่อักเสบสามารถกลับเป็นซ้ำได้ หากยังไม่หลีกเลี่ยง/แก้ไขปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดดังกล่าวแล้วในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค

ตั้งครรภ์ได้เมื่อไหร่หลังการรักษาแล้ว?

การอักเสบของท่อนำไข่ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์/โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คู่นอนจึงควรได้รับการตรวจรักษาด้วยเพื่อลดโอกาสกลับมาเป็นโรคซ้ำ ช่วงที่กำลังรับประทานยารักษา ควรต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ไปสักระยะก่อนหรือต้องใช้ถุงยางอนามัยชายร่วมด้วย หลังรักษาโรคหายแล้วไม่มีข้อห้ามในการตั้งครรภ์ แต่เพื่อให้สุขภาพกลับมาแข็งแรง ฝ่ายชายควรจะใช้ถุงยางอนามัยไปอีก 2 - 3 เดือน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์เสมอ

ป้องกันท่อนำไข่อักเสบอย่างไร?

ป้องกันท่อนำไข่อักเสบได้โดย

  1. มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยใช้ถุงยางอนามัยชาย
  2. งดมีเพศสัมพันธ์กับชายที่มีการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศ
  3. ไม่สวนล้างช่องคลอด
  4. รักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ)
  5. งดดื่มสุรา เพราะจะทำให้ขาดสติ เกิดการเสี่ยงต่อเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยจึงเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

บรรณานุกรม

1. http://emedicine.medscape.com/article/253402-overview [2015,May2]
2. http://www.emedicinehealth.com/cervicitis/article_em.htm [2015,May2]
3. Soper DE. Genitourinary infection and sexually transmitted disease. In: Berek JS ,editor. Berek & Novak’s Gynecology. 15th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer 2012:557-73. [2015,May2]



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน montreeza66666 misterT
Frame Bottom