ภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ: คือโรคอะไร? พบบ่อยไหม?

​ภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency) คือ ภาวะผิดปกติที่เกิดจากร่างกายมีธาตุเหล็ก/เกลือแร่เหล็กน้อยกว่าที่ควร ทั่วไปมักเกิดจากขาดธาตุเหล็กในอาหารที่บริโภค, หรือจากมีภาวะเลือดออกเรื้อรังจากอวัยวะต่างๆ เช่น มีแผลในกระเพาะอาหาร หรือในลำไส้ (มีเลือดออกในทางเดินอาหารจากแผลในทางเดินอาหาร) เป็นต้น

​ภาวะขาดธาตุเหล็ก เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคซีดหรือโลหิตจางทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและในประเทศด้อยพัฒนา

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว มักเกิดในผู้หญิงวัยยังมีประจำเดือน (พบประมาณ 4-8% ของหญิงวัยนี้) สาเหตุจากเสียเลือดจากความผิดปกติของประจำเดือน, หรือขาดธาตุเหล็กในภาวะตั้งครรภ์, หรือจากให้นมบุตรเพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการธาตุเหล็กสูงขึ้นเพราะต้องใช้เลี้ยงทารกด้วย, ทั้งนี้ ภาวะขาดธาตุเหล็กพบเกิดในผู้ชายและในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนได้น้อยกว่าในผู้หญิงวัยมีประจำเดือน  

ในประเทศด้อยพัฒนา การขาดธาตุเหล็กเกิดได้ ทุกอายุ ทุกเพศ จากภาวะขาดอาหารเนื้อสัตว์ จากปัญหาทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพราะธาตุเหล็กมีมากในเนื้อสัตว์ซึ่งเป็นธาตุเหล็กที่มีคุณภาพและเป็นชนิดที่ร่างกายดูดซึมได้ดี (Heme iron), ส่วนธาตุเหล็กที่มีในพืชซึ่งราคาถูกกว่า เป็นธาตุเหล็กชนิดที่ดูดซึมได้ไม่ดี (Nonheme iron), การขาดอาหารเนื้อสัตว์จึงเป็นสาเหตุของการขาดธาตุเหล็กจนก่อให้เกิดภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็กได้

​ภาวะขาดธาตุเหล็ก มักพบในผู้หญิงสูงกว่าในผู้ชาย เนื่องจาก ร่างกายผู้ชายเก็บสะสมธาตุเหล็กได้สูงกว่า, ผู้ชายไม่ต้องเสียเลือดจากประจำเดือน, ผู้ชายไม่มีการตั้งครรภ์, และผู้ชายไม่ได้ให้นมบุตร ซึ่งทั้งสองภาวะหลัง เป็นภาวะที่ทำให้ร่างกายต้องการธาตุเหล็กสูงกว่าปกติ จึงก่อให้เกิดการขาดธาตุเหล็กได้ง่าย

​ภาวะขาดธาตุเหล็กที่ก่อให้เกิดภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก มีรายงานพบได้ประมาณ 8.8% ของประชากรทั่วโลก พบในเพศหญิง (9.9%) สูงกว่าเพศชาย (7.8%) เล็กน้อย โดยพบในเด็กช่วงอายุ 1-3 ปีสูงถึง 15% และพบในหญิงตั้งครรภ์ได้ประมาณ 52%

ธาตุเหล็กมีในอาหารอะไรบ้าง?

ภาวะขาดธาตุเหล็ก

​ธาตุเหล็ก (Iron) เป็นธาตุอาหารสำคัญที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับอย่างเพียงพอจากอาหาร

​อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อสัตว์  อาหารทะเล ปลา เป็ด ไก่ ตับ ม้าม ไข่แดง อาหารเช้าซีเรียล (Cereal) หรือนมที่เสริมอาหารด้วยธาตุเหล็ก ในพืช เช่น  ผักที่มีใบเขียวเข้มทุกชนิด เช่น ใบตำลึง ผักโขม ถั่วแดง ถั่วดำ ข้าวโอต

​ธาตุเหล็กจะถูกดูดซึมในส่วนของลำไส้เล็ก  ซึ่งธาตุเหล็กจากแหล่งอาหารที่มาจากสัตว์ จะถูกดูดซึมได้ดีกว่าจากแหล่งอาหารที่มาจากพืช  นอกจากนี้ ธาตุเหล็กยังดูดซึมได้ดีในภาวะที่น้ำย่อยอาหารมีความเป็นกรด, (ดังนั้น ยาเคลือบกระเพาะอาหาร และยาลดกรด จึงลดการดูดซึมของธาตุเหล็ก), และวิตามินซี และอาหารที่มีวิตามินซีสูงจะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กด้วย

ส่วนสารที่ลดการดูดซึมธาตุเหล็ก เช่น ยาบางชนิดดังกล่าวแล้ว, สารTanninในชาและกาแฟเมื่อบริโภคในปริมาณสูง, อาหารที่มีใยอาหารสูง, และอาหารที่มีแคลเซียมสูง  

ธาตุเหล็ก เมื่อดูดซึมแล้ว ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้งาน บางส่วนร่างกายจะสะสมไว้ใน ตับ ม้าม และไขกระดูก,  โดยในภาวะปกติ ร่างกายจะกำจัดธาตุเหล็กส่วนเกินออกทางตับ (ทางน้ำดี) และทางไต (กำจัดออกทางปัสสาวะ แต่ในปริมาณน้อยมาก)

ร่างกายต้องการธาตุเหล็กวันละเท่าไร?

ตามคำแนะนำสำหรับการบริโภคสารอาหารในคนทั่วไปจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Institutes of Health, เมื่อ 5 เม.ย. ค.ศ. 2022) ในเรื่องธาตุเหล็ก ซึ่งได้แนะนำปริมาณควรบริโภคในแต่ละวันที่เพียงพอสำหรับคนปกติทั่วไปและที่จะไม่ก่อโทษ (Recommended Dietary Allowances ย่อว่า อาร์ดีเอ/RDA)

อายุ

เพศชาย
(มิลลิกรัม/มก.)

เพศหญิง
(มิลลิกรัม/มก.)

สตรีตั้งครรภ์
(มิลลิกรัม/มก.)

สตรีให้นมบุตร
(มิลลิกรัม/มก.)

แรกเกิด - 6 เดือน

0.27*

0.27*

-

-

7-12 เดือน

11

11

-

-

1-3 ปี

7

7

-

-

4-8 ปี

10

10

-

-

9-13 ปี

8

8

-

-

14-18 ปี

11

15

27

10

19-50 ปี

8

18

27

9

51+ ปี

8

8

-

-

 

ธาตุเหล็กมีประโยชน์และโทษอย่างไร?

1. ประโยชน์:

​ประโยชน์ หรือ หน้าที่ของธาตุเหล็ก ที่สำคัญที่สุด คือ เป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดงซึ่งเป็นตัวนำออกซิเจนจากปอดไปสู่เซลล์ต่างๆทั่วร่างกายเพื่อการทำงาน/ การใช้พลังงานของเซลล์ทุกๆเซลล์ของร่างกาย, ธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อไขกระดูกในการสร้างเม็ดเลือดแดงเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อขาดธาตุเหล็ก จะเป็นสาเหตุหลักให้เกิดโรคซีด หรือภาวะโลหิตจาง (โลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก)

​ประโยชน์/หน้าที่อื่นๆของธาตุเหล็ก เช่น ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต้านโรค ,ช่วยการเจริญเติบโตของเซลล์สมองส่วนที่เกี่ยวกับความเข้าใจและความจำ (Cognitive development), ช่วยการทำงานของกล้ามเนื้อต่างๆ,  และเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ต่างๆในการสันดาปพลังงาน/นำพลังงานต่างๆไปใช้

2. โทษ:

​โทษ หรือ ผลข้างเคียงจากการมีธาตุเหล็กในร่างกายมากเกินไป หรือจากการเสริมธาตุเหล็กในปริมาณสูงต่อเนื่อง มีอันตรายสูงถึงตายได้ โดยผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย เช่น ก่อการระคายเคืองต่อเยื่อบุต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อเยื่อเมือกบุทางเดินอาหาร เป็นสาเหตุให้มีเลือดออกในทางเดินอาหารได้ทั้งจากกระเพาะอาหารและจากลำไส้, คลื่นไส้อาเจียน, ท้องเสีย, ปวดท้อง, ปวดหัว, หายใจลำบาก/หอบเหนื่อย, อ่อนเพลีย, วิงเวียน, น้ำหนักลด/ผอมลง,ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเทา,  มีผลกดภูมิคุ้มกันต้านทานโรค (ติดเชื้อได้ง่าย), และอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคออโตอิมมูน/โรคภูมิต้านตนเอง หรือโรคมะเร็งได้

ซึ่งถ้ามีธาตุเหล็กสะสมในร่างกายมากผิดปกติ จะส่งผลต่อการทำงานของไขกระดูก ตับ ไต หัวใจ ปอด และสมอง ก่อให้เกิด อาการอ่อนเพลียมากขึ้นหัวใจเต้นผิดปกติ ตัวเขียวคล้ำ ชัก ตับวาย ไตวาย โคม่า และถึงตายได้ในที่สุด

ดังนั้น จึงไม่ควรกินธาตุเหล็กเสริมอาหารเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะในเด็ก

อะไรเป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงให้ขาดธาตุเหล็ก?

สาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงของ ภาวะขาดธาตุเหล็ก ทั่วไปได้แก่ ร่างกายได้รับธาตุเหล็กจากอาหารไม่เพียงพอ, และ/หรือ ภาวะที่ร่างกายมีความต้องการธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น

1. ร่างกายได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ: อาจจาก
  • ได้รับอาหารที่ขาดธาตุเหล็ก เช่น กินอาหารมังสวิรัติ  มีปัญหาทางเศรษฐกิจจึงขาดการบริโภคอาหารที่ได้จากสัตว์ซึ่งจะมีราคาสูงกว่า
  • จากโรคเรื้อรังที่ส่งผลให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อย เช่น โรคอักเสบเรื้อรังของกระเพาะอาหาร และ/หรือของลำไส้,  ภาวะกระเพาะอาหารขาดกรด/ภาวะไร้กรดเกลือ (Achlorhydria), และจากโรคออโตอิมมูน/โรคภูมิต้านตนเอง
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิดที่ลดการดูดซึมธาตุเหล็ก เช่น กินแคลเซียมเสริมอาหารหลังกินอาหารทันที, ยาลดกรด, หรือยาเคลือบกระเพาะอาหาร,เป็นต้น
  • กิน/ดื่มเครื่องดื่มที่มีสารต้านการดูดซึมธาตุเหล็กในปริมาณสูงต่อเนื่อง เช่น ชา กาแฟ
2. ภาวะที่ร่างกายต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น: ทั่วไปได้แก่ ช่วงวัยที่กำลังมีการเจริญเติบโต เช่น ทารกในครรภ์และในวัยเด็ก, ช่วงการตั้งครรภ์, ช่วงให้นมบุตร, การเสียเลือดเรื้อรัง เช่น มีเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร และ/หรือลำไส้  หรือจากโรคริดสีดวงทวาร, จากมีพยาธิลำไส้บางชนิด เช่น พยาธิปากขอ พยาธิตัวกลม, หญิงวัยมีประจำเดือนและมีประจำเดือนออกมากในแต่ละเดือน, หรือหญิงมีเลือดออกทางช่องคลอด/เลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอด หรือหญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด

ใครมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก?

​ผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการขาดธาตุเหล็ก เช่น

  • หญิงตั้งครรภ์, หญิงให้นมบุตร
  • ทารกในครรภ์, วัยเด็ก
  • หญิงที่มีประจำเดือนมากทุกเดือน
  • มีเลือดออกเรื้อรัง เช่น โรคริดสีดวงทวาร
  • มีโรคเรื้อรังของทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง  โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ขาดธาตุเหล็กแล้วจะมีอาการอย่างไร?

​อาการสำคัญที่สุดจากขาดธาตุเหล็ก คือ โรคซีด (โลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก) ส่วนอาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย วิงเวียน สับสน
  • สติปัญญาด้อยลง
  • ติดเชื้อต่างๆได้ง่าย
  • ลิ้นอักเสบโดยไม่มีการติดเชื้อ
  • ผมร่วง
  • อยากอาหารรสชาติแปลกๆ

แพทย์วินิจฉัยภาวะขาดธาตุเหล็กได้อย่างไร?

ทั่วไปแพทย์วินิจฉัยภาวะขาดธาตุเหล็กได้จาก

  • ประวัติทางการแพทย์ เช่น อาการของผู้ป่วย การมีปัจจัยเสี่ยง การกินอาหารที่ขาดธาตุเหล็ก
  • การตรวจร่างกาย
  • ตรวจเลือดซีบีซี (CBC) (ดูค่าเม็ดเลือดแดง )  
  • ตรวจเลือดดูค่าของธาตุเหล็กและสารต่างๆที่เกี่ยวกับธาตุเหล็ก  
  • นอกจากนั้นอาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุโดยขึ้นกับอาการผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์ เช่น
    • การตรวจอุจจาระ หาไข่หรือตัวพยาธิ
    • ตรวจไขกระดูกเพื่อการตรวจทางเซลล์วิทยา และ/หรือเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา ดูการทำงานผลิตเซลล์เม็ดเลือด  

รักษาภาวะขาดธาตุเหล็กอย่างไร?

แนวทางการรักษาภาวะขาดธาตุเหล็ก คือ การให้ธาตุเหล็กเสริมอาหาร อาจโดยการกิน หรือการฉีด ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของอาการและสาเหตุของโรค, และการให้อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง, นอกจากนั้น คือการรักษาสาเหตุ และการรักษาประคับประคองตามอาการ

การรักษาสาเหตุ: เช่น กินยาถ่ายพยาธิเมื่อการขาดธาตุเหล็กเกิดจากพยาธิ, หรือรักษาภาวะประจำเดือนผิดปกติเมื่อมีเลือดประจำเดือนออกมากผิดปกติ, หรือให้ยาเสริมธาตุเหล็กกรณีได้รับธาตุเหล็กจากอาหารไม่เพียงพอ หรือมีการเสียเลือด เช่น ยาเฟอรัสซัลเฟต (Ferrous sulfate), เฟอโรบีคัล (Ferro B Cal)

การรักษาประคับประคองตามอาการ: เช่น ให้เลือดกรณีเลือดออกมากหรือซีดมากจนเป็นเหตุให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว, ให้ยาธาตุเหล็กเสริมอาหารป้องกันโรคซีดกรณีมีปัจจัยเสี่ยงเกิดโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อขาดธาตุเหล็ก? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเองที่สำคัญที่สุด คือ การป้องกันตนเองไม่ให้เกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก โดยการกินอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างพอเพียง, และควรพบแพทย์เมื่อตนเองอยู่ในกลุ่มมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก เพื่อรักษาสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้น

​เมื่อมีอาการต่างๆดังกล่าวแล้วใน 'หัวข้ออาการฯ' ควรรีบพบแพทย์/มาโรงพยาบาลเสมอ เพื่อการตรวจวินิจฉัยและการรักษาแต่เนิ่นๆ, หลังจากนั้นควรปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ ซึ่งทั่วไป คือ

  • กินยา/ใช้ยาต่างๆ ที่แพทย์แนะนำให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ขาดยา
  • กินอาหารมีประโยชน์ห้าหมู่ให้ครบถ้วนในทุกมื้ออาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง
  • รักษา ควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
  • ไม่ซื้อธาตุเหล็กเสริมอาหารกินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์/เภสัชกร เพื่อป้องกันโทษ/ผลข้างเคียงจากธาตุเหล็ก
  • พบแพทย์/มาโรงพยาบาลตามนัดเสมอ
  • รีบพบแพทย์/มาโรงพยาบาลก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆไม่ดีขึ้น, แย่ลง, หรือผิดปกติไปจากเดิม

ป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็กอย่างไร?

สามารถป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็กได้ เช่น

  • กินอาหารมีประโยชน์ห้าหมู่ให้ครบถ้วนทุกวัน โดยเฉพาะอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง
  • หลีกเลี่ยง สาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง (ที่หลีกเลี่ยงได้) ที่ได้กล่าวแล้วใน”หัวข้อ สาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงฯ’
  • ป้องกัน รักษา ควบคุม สาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
  • เมื่ออยู่ในกลุ่มมีปัจจัยเสี่ยงควรพบแพทย์/มาโรงพยาบาลเพื่อได้รับคำแนะนำในการดูแลตนเอง
  • ควรนำเด็กพบแพทย์ พยาบาล ตั้งแต่แรกเกิดตามแพทย์นัดเสมอเพื่อการดูแลสุขภาพเด็ก และการคัดกรองภาวะซีด
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน(สุขบัญญัติแห่งชาติ)
  • ป้องกันโรคพยาธิต่างๆ

บรรณานุกรม

  1. Baker, R. et al. (2010). Diagnosis and prevention of iron deficiency and iron deficiency anemia in infants and young children Z0-3 years of age). Pediatrics. 126, 1040-1050.
  2. https://en.wikipedia.org/wiki/Iron-deficiency_anemia [2023,Feb18]
  3. https://en.wikipedia.org/wiki/Human_iron_metabolism   [2023,Feb18]
  4. https://ods.od.nih.gov/factsheets/Iron-HealthProfessional/   [2023,Feb18]
  5. https://www.ndhealthfacts.org/wiki/Iron   [2023,Feb18]
  6. https://en.wikipedia.org/wiki/Iron_deficiency   [2023,Feb18]
  7. https://emedicine.medscape.com/article/202333-overview#showall   [2023,Feb18]