Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ต่อมลูกหมาก  ระบบศัลยศาสตร์ทางเดินปัสสาวะ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ปัสสาวะพุ่งไม่แรงในชายสูงวัย 

บทนำ

ต่อมลูกหมาก เป็นอวัยวะเฉพาะเพศชายที่อยู่ในอุ้งเชิงกราน โดยมีหน้าที่ใน การสร้างน้ำอสุจิ ทั้งนี้ ต่อมลูกหมากจะอยู่ล้อมรอบส่วนโคนของท่อปัสสาวะช่วงที่ต่อออกมาจากตัวกระเพาะปัสสาวะ เมื่อต่อมลูกหมากโตเกินปกติที่มักพบในผู้ชายที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ที่เรียกว่า “โรคต่อมลูกหมากโต หรือโรคบีพีเอช (Benign prostatic hypertrophy ย่อว่า BPH)” ซึ่งต่อไปในบทความนี้ ขอเรียกโรคนี้ว่า โรคบีพีเอช หรือ บีพีเอช

โรคบีพีเอช เป็นโรคพบบ่อยมากของผู้ชายวัยตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยพบได้ประมาณ 30-40% ของผู้ชายวัย 50-60 ปี และเมื่ออายุ 85 ปีจะพบโรคนี้ได้สูงถึง 90% โรคนี้พบได้ในผู้ชายทั่วโลก ทุกเชื้อชาติ

บีพีเอชมีสาเหตุจากอะไร?

ต่อมลูกหมากโต

ปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคบีพีเอช แต่แพทย์เชื่อว่า เมื่อชายสูงอายุขึ้นจะมีผลต่อการสร้างกลุ่มฮอร์โมนเพศชายจากอัณฑะที่ชื่อ Androgen จึงทำให้ร่างกายขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายชนิดต่างๆโดยเฉพาะระหว่างฮอร์โมน Testosterone กับฮอร์โมน Dihydrotestosterone (ย่อว่า DHT) ซึ่งภาวะนี้ส่งผลให้เซลล์ของต่อมลูกหมากมีการเจริญเติบโตผิดปกติได้ ที่เรียกว่า ภาวะ หรือ โรคบีพีเอช

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดบีพีเอช?

การศึกษาต่างๆในเรื่องปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคบีพีเอช ให้ผลว่า ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด คือ อายุของผู้ป่วย คือยิ่งอายุสูงขึ้นปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้ก็จะสูงขึ้น

ส่วนปัจจัยอื่นๆนอกจากอายุ ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ แต่บางการศึกษาให้ผลว่า ปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงได้ เช่น

  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
  • บางการศึกษา พบว่า ปัจจัยเสี่ยงอาจเกิดจากเชื้อชาติได้ เพราะพบโรคนี้ได้สูงขึ้นในคนผิวดำ พบได้สูงปานกลางในคนผิวขาว และพบได้น้อยกว่าเชื้อชาติอื่น คือ ชายเชื้อชาติเอเซีย
  • โรคอ้วน
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • บางการศึกษาพบว่า โรคนี้พบได้สูงขึ้นในผู้ชายที่เป็นโรคหัวใจ และ/หรือโรคเบาหวาน
  • บางการศึกษาพบว่า การใช้ยากลุ่ม Beta blocker อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงได้
  • มีภาวะอวัยวะเพศไม่แข็งตัว/นกเขาไม่ขัน

บีพีเอชมีอาการอย่างไร?

อาการของโรคบีพีเอชเกิดจากเมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้น จะไปก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อท่อปัสสาวะ และเมื่อต่อมฯยิ่งโตขึ้น ก็จะกดเบียดทับ หรือเบียดรัดรอบๆท่อปัสสาวะ จึงส่งผลให้ท่อปัสสาวะตีบแคบลง จนถึงอาจอุดตัน ซึ่งภาวะดังกล่าวก่อให้เกิดเป็นอาการผิดปกติต่างๆในการปัสสาวะที่รวมเรียกว่า อาการจากทางเดินปัสสาวะตอนล่าง (Lower urinary tract symptoms) ซึ่งทางเดินปัสสาวะตอนล่าง ได้แก่ ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ (อ่านเพิ่มเติมเรื่องของอวัยวะต่างๆในระบบทางเดินปัสสาวะได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง กายวิภาคและสรีรวิทยาของระบบทางเดินปัสสาวะ) ดังนั้นอาการของโรคบีพีเอชก็คือ อาการต่างๆที่เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะดังกล่าว ได้แก่

ก. อาการในการขับถ่ายปัสสาวะ: เช่น ลำปัสสาวะไม่พุ่ง ลำปัสสาวะไหลช้า ปัสสาวะไหลๆหยุดๆ ต้องเบ่งปัสสาวะถึงจะถ่ายปัสสาวะได้ ปัสสาวะลำบาก/ปัสสาวะขัด รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ปวดปัสสาวะบ่อย และปัสสาวะไม่ออก

ข. มีปัญหาในการกลั้นปัสสาวะ: เช่น กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ถ่ายปัสสาวะกลางคืนบ่อย เมื่อปวดปัสสาวะ ปัสสาวะจะไหลทันทีบังคับให้หยุดไหลไม่ได้

ค. อาการหลังการถ่ายปัสสาวะ: มักมีอาการปัสสาวะซึม หรือปัสสาวะหยดซึมหลังการปัสสาวะ

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

ควรพบแพทย์เสมอเมื่อเริ่มมีอาการดังกล่าวในหัวข้อ “อาการฯ”ต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่ออาการดังกล่าวกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งแพทย์เฉพาะทางของโรคบีพีเอช หรือของผู้มีอาการดังกล่าวในหัวข้อ “อาการฯ”คือ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ

แพทย์วินิจฉัยบีพีเอชได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคบีพีเอชได้จาก ประวัติอาการผู้ป่วย อายุ การตรวจร่างกาย การตรวจทางทวารหนักเพื่อตรวจคลำต่อมลูกหมาก ส่วนการตรวจสืบค้นเพิ่มเติมคือ การตรวจปัสสาวะ การตรวจเลือดดูค่าต่างๆตามดุลพินิจของแพทย์ เช่น ดูค่าสารมะเร็งที่สร้างจากต่อมลูกหมาก เช่น PSA (Prostate-specific antigen) เพื่อวินิจฉัยแยกจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก การตรวจปริมาณปัสสาวะที่เหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะหลังการปัสสาวะด้วยการใส่สายสวนปัสสาวะ(Post void residual volume) อาจมีการตรวจภาพและขนาดต่อมลูกหมากด้วย อัลตราซาวด์ และ/หรืออาจมีการตรวจภาพอุ้งเชิงกรานด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และ/หรือเอมอาร์ไอ) อาจมีการส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ และ/หรือรวมไปถึงอาจมีการตัดชิ้นเนื้อจากต่อมลูกหมากเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา ทั้งนี้ขึ้นกับ สิ่งที่แพทย์ตรวจพบจากการตรวจร่างกาย การตรวจทางทวารหนัก ผลจากการตรวจสืบค้นต่างๆ และดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา

รักษาบีพีเอชอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคบีพีเอชจะขึ้นกับ ความรุนแรงหรือผลกระทบของอาการจากการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย สุขภาพ/โรคประจำตัว อายุผู้ป่วย ดุลพินิจของแพทย์ และความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัวผู้ป่วย โดยแนวทางการรักษาจะเริ่มจากการรักษาที่มีผลข้างเคียงน้อยก่อน คือ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน การใช้ยาต่างๆเพื่อควบคุมอาการ และการผ่าตัด

ก. การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน: โดยแพทย์จะเลือกใช้วิธีการนี้ในกรณีผู้ป่วยมีอาการจากโรคบีพีเอชค่อนข้างน้อย และอาการของผู้ป่วยยังไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

การปรับพฤติกรรมฯ คือการลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้อาการผู้ป่วยแย่ลง ได้แก่

ข. การใช้ยาต่างๆ: ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ใช้วิธีการปรับพฤติกรรมฯไม่ได้ผล หรือในผู้ป่วยที่ตั้งแต่แรกมีอาการรุนแรงระดับปานกลาง หรือมีอาการที่มีผลต่อการใช้ชีวิติประจำวัน ซึ่งยารักษาโรคบีพีเอช คือยาในกลุ่ม Alpha blocker และในกลุ่ม 5 Alpha reductase inhibitor ซึ่งอาจใช้ยาเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือทั้งสองกลุ่มร่วมกัน ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์

ค. การผ่าตัด: แพทย์จะเลือกใช้วิธีการนี้เมื่อผู้ป่วยใช้ยาแล้วไม่ได้ผล โดยการผ่าตัดมีหลายวิธี ขึ้นกับ อาการ สุขภาพผู้ป่วย ความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัว และดุลพินิจของแพทย์ เช่น การใส่ท่อเพื่อขยายท่อปัสสาวะ(Prostatic stent)เพื่อช่วยให้ปัสสาวะได้สะดวกขึ้น, การรักษาโดยการจี้ต่อมลูกหมากด้วยไมโครเวฟ(Tranurethral microwave therapy), การจี้ต่อมลูกหมากด้วยคลื่นความถี่วิทยุ(Tranurethal needle ablation), การผ่าตัดต่อมลูกหมากด้วยเลเซอร์(Laser prostectomy), หรือ การผ่าตัดต่อมลูกหมากผ่าน เครื่องมือที่เรียกว่า Resectoscope (Tranurethral resection of prostate, ย่อว่า TURP), หรือ การผ่าตัดต่อมลูกหมากด้วยหุ่นยนต์

ทั้งนี้การจะเลือกใช้การผ่าตัดด้วยวิธีใดขึ้นกับ ความประสงค์ของผู้ป่วยและครอบครัว และดุลพินิจของแพทย์

อนึ่ง ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจเลือกใช้วิธีการรักษาหลายๆวิธีการร่วมกัน และบางครั้ง เมื่อผู้ป่วยกลับมามีอาการอีก ก็อาจมีการใช้วิธีการเหล่านั้นซ้ำอีกได้ ยกเว้นการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ผู้ป่วยควรต้องปฏิบัติตลอดไปเพื่อช่วยลดโอกาสเกิด/ป้องการการเกิดเป็นซ้ำของโรคนี้

อะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้อาการแย่ลง?

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้อาการโรคบีพีเอชแย่ลงได้แก่

บีพีเอชมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

ในโรคบีพีเอช มีการพยากรณ์โรค คือ โรคนี้มักมีธรรมชาติของโรคเรื้อรังที่ทำให้เกิดอาการ เป็นๆหายๆ แต่อาการจะดีขึ้นหลังได้รับการรักษา ทั้งนี้ยังไม่มีรายงานว่า โรคนี้เปลี่ยนไปเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่มะเร็งต่อมลูกหมากอาจเกิดขึ้นได้ในต่อมลูกหมากที่เกิดมีโรคบีพีเอช (เป็น 2 โรคร่วมกัน)ในอัตราการเกิดเช่นเดียวกับการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากของชายทั่วไป

บีพีเอชมีผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ในโรคบีพีเอช ได้แก่

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคบีพีเอช จะเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวแล้วในหัวข้อการรักษาด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งได้แก่

ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไร?

ผู้ป่วยโรคบีพีเอชควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเมื่อ

ป้องกันบีพีเอชอย่างไร?

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันโรคบีพีเอช เนื่องจากเป็นโรคยังไม่ทราบสาเหตุ และปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคืออายุที่มากขึ้น ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆดังได้กล่าวในหัวข้อ “ปัจจัยเสี่ยงฯ” ก็ยังไม่แน่ชัด แต่อย่างไรก็ตาม การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้น รวมไปถึงการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิติ แพทย์ทุกคนเชื่อว่า น่าช่วยลดโอกาสเกิดโรคนี้ลงได้บ้าง ซึ่งรวมไปถึงการลดโอกาสเกิดโรคนี้ย้อนกลับเป็นซ้ำภายหลังการรักษาได้ในระดับหนึ่ง

บรรณานุกรม

  1. Edwards,J. Am Fam Physician 2008;77(10): 1410-1413
  2. Pearson;R; and Williams; P. Am Fam Physician.2014;90(11):769-774
  3. http://emedicine.medscape.com/article/437359-overview#showall [2016,Nov26]
  4. https://www.niddk.nih.gov/health-information/health-topics/urologic-disease/benign-prostatic-hyperplasia-bph/Pages/facts.aspx [2016,Nov26]
  5. https://en.wikipedia.org/wiki/Benign_prostatic_hyperplasia [2016,Nov26]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom