Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ลำไส้ใหญ่ Large bowel  ระบบทางเดินอาหาร 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ท้องผูกในผู้สูงอายุ 

บทนำ

ปัจจุบันสังคมไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา แสดงถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการสาธารณสุขทำให้คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น จากการสำ รวจภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุไทยพบว่า ผู้สูงอายุมักมีปัญหาท้องผูกเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ลดลงที่เป็นผลมาจากการเสื่อมไปตามวัย ร่วมกับการบดเคี้ยวอาหารได้น้อยจากปัญหาสุขภาพในช่องปาก มีฟันเหลือน้อยลง การดื่มน้ำลดลง และการออกกำลังกายน้อย สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะท้องผูก

ท้องผูกเป็นอาการที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุและมีผลกระทบต่อผู้สูงอายุ ก่อให้เกิดความไม่สุขสบาย ท้องอืด แน่นท้อง ส่งผลกระทบทางด้านจิตใจเช่น อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ท้องผูกเป็นเพียงอาการที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นโรค แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้มีอาการท้องผูกเรื้อรังอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ดังนั้นการป้องกันท้องผูกจึงเป็นวิธีการในเชิงรุกที่สามารถช่วยให้ผู้สูง อายุที่เปรียบเสมือนหลักชัยของสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ในบทความนี้จึงขอนำเสนอการป้องกันท้องผูกในผู้สูงอายุ (Prevention of elderly constipation) เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ

ท้องผูกหมายความว่าอย่างไร?

การป้องกันท้องผูกในผู้สูงอายุ

ท้องผูก (Constipation) หมายถึง ความยากลำบากในการขับถ่ายอุจจาระและมีการเคลื่อนไหวของลำไส้ลดลง ซึ่งสิ่งบ่งชี้ที่แสดงถึงอาการท้องผูกเช่น อุจจาระแห้งและ/หรือแข็ง ท้องอืดและปวดท้อง ต้องออกแรงเบ่งอุจจาระมาก เกิดความปวดเมื่อถ่ายอุจจาระ และไม่ได้ถ่ายอุจจาระนานติดต่อกันเป็นเวลา 3 วันหรือถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จึงจะเรียก ว่ามีอาการท้องผูก และถ้ายังคงมีอาการท้องผูกอยู่นานเกิน 3 เดือนขึ้นไปเรียกว่า “มีอาการท้อง ผูกเรื้อรัง (Chronic Constipation)”

อะไรเป็นสาเหตุทำให้ท้องผูกในผู้สูงอายุ?

สาเหตุที่ทำให้เกิดท้องผูกในผู้สูงอายุได้แก่

  1. อายุ: อายุที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการทำงานของกระเพาะอาหารในการหลั่งกรดที่ช่วยในการย่อยอาหารลดลง ลำไส้เล็กบีบตัวเคลื่อนไหวลดลง และลำไส้ใหญ่มีการบีบตัวเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ จึงส่งผลให้มีอุจจาระคั่งค้างในลำไส้ใหญ่มากขึ้น นอกจากนี้การรับรสและการดมกลิ่นในผู้สูงอายุลดลง ส่งผลให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารน้อยลงและยังส่งผลต่อการขับถ่ายอุจจาระ รวมทั้งมีความตึงตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้องลดลงและกล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานหย่อน/ทำงานลดลงในผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุไม่มีแรงเบ่งอุจจาระตามธรรมชาติจึงทำให้เกิดท้องผูกตามมา
  2. เพศ: มีความสัมพันธ์กับภาวะท้องผูกในผู้สูงอายุ จากการศึกษาทั้งต่างประเทศและในประเทศไทยพบว่า ผู้สูงอายุเพศหญิงมีปัญหาท้องผูกมากกว่าผู้สูงอายุเพศชาย
  3. การกลั้นอุจจาระ: การกลั้นอุจจาระบ่อยๆ การไม่ถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา ทำให้มีอุจจาระค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่เป็นเวลานาน
  4. อาหาร: รับประทานอาหารที่มีใยอาหารน้อย ทำให้ไม่มีกากอาหารมากพอที่จะกระตุ้นการทางานของลำไส้ และที่ทำให้อุจจาระเป็นก้อน จึงเกิดภาวะท้องผูกได้
  5. การดื่มน้ำน้อยกว่าวันละ 8 แก้ว: เนื่องจากในผู้สูงอายุ ศูนย์ที่กระตุ้นความรู้สึกหิวน้ำทำงานลดลง ผู้สูงอายุจึงไม่ค่อยรู้สึกหิวน้ำ ในผู้สูงอายุบางรายมีปัญหากลั้นปัสสาวะไม่ได้จึงปรับตัวด้วยการดื่มน้ำน้อยลง เมื่อร่างกายได้รับน้ำน้อยไม่เพียงพอต่อการทำงานของร่างกาย ทำให้มีการดูดซึมน้าเข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อุจจาระเป็นก้อนแข็งมากขึ้น ถ่ายอุจจาระยากจึงเกิดปัญหาท้องผูก
  6. การออกกำลังกาย: การออกกำลังกายที่ไม่เพียงพอหรือไม่ได้ออกกำลังกายทำให้ร่าง กายเคลื่อนไหวน้อยลงหรือไม่ได้เคลื่อนไหว จึงทำให้แรงดันในลำไส้ใหญ่ลดลง ผู้สูงอายุจึงมีโอกาสเกิดท้องผูกได้ง่าย
  7. การรับประทานยาจากโรคประจำตัว: ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการท้องผูก เช่น ยาลดกรด ยาต้านการซึมเศร้า ยาต้านการอักเสบ/ยาแก้อักเสบ ยาขับปัสสาวะ การใช้ยาแก้ท้องผูก/ยาระบายต่อเนื่อง เป็นต้น
  8. ด้านจิตใจ: ในผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้านั้นมักพบว่าการเคลื่อนไหวร่างกายที่รวมถึงระบบทางเดินอาหารลดลงตามไปด้วย อาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะท้องผูกได้เนื่องจากมีผลลดการบีบตัวของลำไส้

ผลกระทบจากอาการท้องผูกในผู้สูงอายุมีอะไรบ้าง?

อาการท้องผูกจะส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุในหลายด้านดังนี้เช่น

1. ด้านร่างกาย: ทำให้ผู้สูงอายุเกิดอาการต่างๆเช่น

  1. แน่นท้อง/อึดอัดท้อง ท้องอืด ปวดท้อง ไม่สุขสบายในท้อง
  2. เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ วิงเวียน เนื่องจากมีความดันในลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น
  3. ปากแตก ลิ้นแตก ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น เนื่องจากมีการหมักหมมของอาหารที่ค้างในลำไส้
  4. เกิดริดสีดวงทวาร อุจจาระที่แห้งและแข็งจะไปกดหลอดเลือดดำรอบๆทวารหนัก ทำให้เลือดไหลเวียนกลับสู่ร่างกายไม่สะดวก จึงเกิดหลอดเลือดดำรอบทวารหนักโป่งพองจนเกิดเป็นริดสีดวงทวารขึ้น
  5. อันตรายจากการเบ่งถ่ายอุจจาระจะทำให้เพิ่มแรงดันในทรวงอก ลดปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ และอาจดันให้ลิ่มเลือดในหลอดเลือดไหลไปอุดตันที่สมองได้ จึงเกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่มีปัญหาโรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจ/โรคระบบหายใจ หรือในผู้สูงอายุที่มีการอุดตันของลิ่มเลือดในหลอดเลือดอยู่ก่อนแล้ว

2. ด้านจิตใจ: ท้องผูกทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกไม่สุขสบาย ทุกข์ทรมานจากอาการท้องผูก ทำให้ผู้ สูงอายุเกิดความกลัวและความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สูญเสียความมั่นใจในตนเอง ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ มีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุลดลง

3. ด้านเศรษฐกิจ: ท้องผูกนอกเหนือจากส่งผลกระทบต่อด้านร่างกายและด้านจิตใจแล้ว ยังส่ง ผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอาการท้องผูกในผู้สูงอายุและครอบครัวอีกด้วย

รักษาอาการท้องผูกในผู้สูงอายุอย่างไร?

การรักษาอาการท้องผูกในผู้สูงอายุมีหลายวิธีเช่น

  1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา: วิธีการรักษาที่ไม่ต้องใช้ยามีหลายวิธีเช่น การนวดเพื่อให้มีการตึงตัวของกล้ามเนื้อ การออกกำลังกาย แต่ยังไม่มีรายงานการศึกษาที่ชัดเจนถึงผลของการนวดหน้าท้องเพียงอย่างเดียวหรือการใช้การนวดร่วมกับวิธีอื่นๆเช่น การออกกำลังกายในผู้ที่มีอาการท้องผูก
  2. การรักษาโดยการใช้สารที่ไม่ใช่ยาระบาย: มีการแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์หลายชนิดในการป้องกันภาวะท้องผูกเช่น ขนมปังจมูกข้าว ว่านหางจระเข้ นํ้าแร่ และนํ้าผลไม้เช่น นํ้าลูกพรุน อย่างไรก็ตามประสิทธิผลของการป้องกันอาการท้องผูกของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังไม่ได้รับการทดสอบโดยการศึกษาทางการแพทย์ ในทางปฏิบัติมีการผสมผลิตภัณฑ์ทั้งหลายนี้เข้าด้วยกัน เช่น การใช้ร่วมกันระหว่างนํ้าลูกพรุนเข้มข้นกับแยม และพุดดิ้งหรือขนมปัง

    นอกจากนั้นยังมีการแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของลูกพรุน การดื่มนํ้ามากๆร่วมกับการรับประ ทานอาหารที่มีใยอาหารสูงในการป้องกันอาการท้องผูก เป็นเพียงคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเท่า นั้นยังไม่ได้พิสูจน์ด้วยวิธีการวิจัยที่ชัดเจนมายืนยัน แต่ก็เป็นที่ยอมรับของแพทย์ทุกคนว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันท้องผูก

  3. การใช้ยาระบายหรือการสวนอุจจาระ: เป็นวิธีการช่วยให้ขับอุจาระออกมาได้ดี อย่างไรก็ตามควรแนะนำให้ผู้สูงอายุที่มีอาการท้องผูกควรไปพบแพทย์เพื่อได้รับการรักษาอาการท้อง ผูกที่ถูกต้องมากกว่าการใช้ยาระบายหรือสวนอุจจาระเอง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ทั้งยังเป็นการสร้างสุขนิสัยที่ไม่ดีที่ต้องพึ่งพิงการใช้ยาช่วยระบายซึ่งอาจไปขัดขวางการขับถ่ายอุจจาระได้ตามปกติ

ป้องกันท้องผูกในผู้สูงอายุอย่างไร?

การป้องกันท้องผูกเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้สูงอายุที่ช่วยในการขับถ่ายอุจจาระได้ตาม ปกติ ผู้สูงอายุสามารถปฏิบัติด้วยตนเองในการป้องกันท้องผูกได้ดังนี้

1. ฝึกการถ่ายอุจจาระเป็นเวลา: ควรฝึกการถ่ายอุจจาระทุกวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังอาหารตอนเช้า (นั่งส้วมถึงแม้จะไม่ปวดอุจจาระควรใช้เวลาประมาณ 5 -15 นาที) เป็นการฝึกนิสัยให้ขับถ่ายเป็นประจำ นอกจากนั้นคือไม่กลั้นอุจจาระ เมื่อมีอาการปวดอุจจาระควรถ่ายอุจจาระทันที นอกจากนี้มีข้อแนะนำที่ช่วยให้ถ่ายอุจจาระได้คล่องง่ายขึ้นได้แก่

  1. ดื่มน้ำ 1-2 แก้วก่อนถ่ายอุจาระจะช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่
  2. ท่านั่งในการถ่ายอุจจาระ ควรโน้มตัวไปด้านหน้าจนหน้าท้องกดลงบนหน้าขาจะช่วยกดลำไส้ใหญ่ทำให้ถ่ายอุจจาระได้ง่ายขึ้น
  3. ใช้มือข้างที่ถนัดมือซ้ายหรือมือขวานวดเบาๆบริเวณหน้าท้องวนตามเข็มนาฬิกา จะกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ อุจจาระจะเคลื่อนออกมาได้สะดวกขึ้น

2. ปรับสิ่งแวดล้อม: สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมที่ส่งเสริมการถ่ายอุจจาระที่จะช่วยป้องกันภา วะท้องผูกได้ที่สำคัญเช่น

  1. มีความเป็นส่วนตัวในขณะขับถ่าย
  2. ที่นั่งขับถ่ายควรมีความสูงเหมาะสม มีราวสำหรับจับที่ฝาผนังที่สะดวกขณะลุกยืนหรือขณะนั่งในห้องน้ำ
  3. ถ้าผู้สูงอายุมีปัญหาในการเคลื่อนไหวควรได้รับการช่วยเหลือในการถ่ายอุจจาระ มีอุปกรณ์เพื่อช่วยเรียกผู้ดูแลเมื่อต้องการความช่วยเหลือในการไปห้องน้ำ

3. รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง: ในใยอาหารจะช่วยเพิ่มน้ำหนักของอุจจาระจึงช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวก ตามปกติผู้ใหญ่ควรได้รับใยอาหารที่มีอยู่มากในผักและผลไม้ประมาณวันละ 20 - 35 กรัม แต่ในผู้สูงอายุที่มีปัญหาท้องผูกควรได้รับอาหารที่มีใยอาหารประมาณวันละ 25 - 60 กรัม ผักและผลไม้ที่มีใยอาหารสูงเช่น คะน้า ผักบุ้ง ผักกาดขาว แตงโม สับปะรด มะ ละกอสุก ฝรั่งสุก ส้ม กล้วย มะม่วงสุก ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง งา และรำข้าว เป็นต้น ในผู้สูงอายุควรเลือกวิธีการปรุงอาหารที่ทำจากผักด้วยวิธีต้ม ผัดให้เปื่อยนุ่มง่ายต่อการรับประทาน ผลไม้ที่สุกเหมาะในการรับประทานมากกว่าผลไม้ที่ยังดิบ

4. การดื่มน้ำ: ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 -10 แก้ว แต่ถ้ามีอากาศร้อนมากเสียน้ำออกทางเหงื่อมาก ควรเพิ่มการดื่มน้ำวันละ 2,000-2,500 มิลลิลิตร ยกเว้นในบางคนเป็นโรคที่มีข้อห้ามการดื่มน้ำมากๆ หรือตามแพทย์แนะนำ เช่น โรคหัวใจ โรคไต เป็นต้น หลีกเลี่ยงการดื่ม ชา กาแฟ เพราะมีสารกาเฟอีนที่ขับน้ำ/ปัสสาวะมากขึ้น ร่างกายจึงขาดน้ำทำให้ท้องผูก

5. การออกกำลังกาย: การเคลื่อนไหวร่างกายจะมีผลต่อการบีบตัวของลำไส้ ช่วยให้ขับถ่ายอุจจาระได้ตามปกติ การฝึกการหายใจ การแขม่วหน้าท้อง เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรง การนอนหงายยกขาขึ้นแบบถีบจักรยานในอากาศ ก็ช่วยได้ อย่างไรก็ตาการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ ควรเลือกชนิดของการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้สูงอายุแต่ละรายด้วย

6. จิตใจ: ทำจิตใจให้สบาย คลายความเครียด ด้วยการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น สวดมนต์ ภาวนา การทำสมาธิ การฟังเพลง การทำสวน/ปลูกต้นไม้ ทำกิจกรรมที่ชอบยามว่าง การช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้านที่เป็นงานเบาๆ(เช่น กวาดบ้าน กวาดใบไม้) จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้เคลื่อนไหวร่างกาย และมีจิตใจที่ผ่อนคลาย ส่งเสริมให้มีการขับถ่ายอุจจาระได้ตามปกติ

สรุป:

ท้องผูกไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ หากผู้สูงอายุที่มีอาการท้องผูกแล้วส่งผลกระทบต่อร่างกาย เช่น ทำให้มีอาการ ปวดท้อง แน่นท้อง/อึดอัด ไม่สุขสบาย ด้านจิตใจทำให้ หงุดหงิด มีอารมณ์แปรปรวน และด้านเศรษฐกิจ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ช่วยแก้ไขอาการท้องผูก

การป้องกันท้องผูกในผู้สูงอายุ เป็นวิธีการที่ดีที่สุดสามารถทำได้ด้วยตนเอง เพียงแต่ผู้สูงอายุต้องทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดท้องผูก ขจัดสาเหตุที่ทำให้มีอาการท้องผูก โดยฝึกการขับถ่ายเป็นประจำทุกวัน รับประทานอาหารที่มีใยอาหารเพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดให้ได้ปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน เคลื่อนไหวร่างกาย/ออกกำลังกายสม่ำเสมอที่เหมาะสมกับวัย อาการท้องผูกก็จะไม่เกิดกับผู้สูงอายุ อันจะมีส่วนช่วยให้เป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี

บรรณานุกรม

  1. วิไลวรรณ ทองเจริญ. (2554). ศาสตร์และศิลป์การพยาบาลผู้สูงอายุ.กรุงเทพฯ: งานบริการวิชาการ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  2. สุปราณี เสนาดิสัย และวรรณภา ประไพพานิช.(บรรณาธิการ).(2554).การพยาบาลพื้นฐาน:แนวคิดและการปฏิบัติ. (พิมพ์ครั้งที่ 13).กรุงเทพฯ: จุดทอง.
  3. Eliopoulos,C.(2010). Gerontological Nursing. (7th ed). Philadelphia: Wolters Kluwer/Lippincott Williams &Wilkins.
  4. Laune,S.C & Ladner,P.K.(2011). Fundamentals of Nursing: Standards & Practice. (4th ed) New York: Delmar Cengage Learning.
  5. Perry, A.G; Potter ,P.A & Ostendorf,W.R. (2014). Clinical Nursing Skills & Techniques. (8th ed). St. Louis: Elsevier Mosby


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom