Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

มดลูก  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

การชักนำการคลอด 

การชักนำให้เจ็บครรภ์คลอดคืออะไร?

ในภาวะปกติ เมื่อตั้งครรภ์ครบกำหนด ร่างกายจะมีกลไกทำให้เกิดการหดรัดตัวของมดลูกมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เรียกว่า “เจ็บครรภ์คลอด” แล้วคลอดทารกออกมา แต่ในบางกรณีที่ไม่มีการเจ็บครรภ์คลอดตามธรรมชาติ หรือมีเหตุการณ์ที่ต้องทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงก่อนกำหนดเพราะจะมีอันตรายต่อสุขภาพมารดาหรือต่อทารกในครรภ์ แพทย์จะทำการรักษาโดย “การชักนำให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอด หรือ การชักนำให้เกิดการคลอด(Labour/Labor induction หรือ Inducing labour หรือ Induced labour)” โดยให้ยากระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกระบวนการเจ็บครรภ์คลอดตามธรรมชาติ แล้วทำให้เกิดการคลอดทารกออกมาทางช่องคลอดตามปกติ

อนึ่ง การชักนำให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอด เป็นหัตการทางสูติกรรมที่พบได้บ่อย โดยในสหรัฐอเมริกา มีรายพบได้ประมาณ 9 -23% ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด

ทำไมต้องมีการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด?

การชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด

สาเหตุที่ทำให้ต้องมีการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด จนเกิดมีการคลอด หรือมีการสิ้นสุดการตั้งครรภ์ ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของทารกในครรภ์และของมารดา ที่แพทย์พิจารณาแล้วว่า หากยังคงให้ทารกอยู่ในครรภ์ต่อไป จะมีอันตรายทั้งต่อตัวทารกเอง และ/หรือต่อชีวิตมารดา

สตรีตั้งครรภ์กลุ่มใดมีปัจจัยเสี่ยงต้องทำการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด?

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ต้องมีการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด แบ่งเป็น 2 ปัจจัยหลัก คือ

1. ปัจจัยจากตัวมารดา: ได้แก่

2. ปัจจัยจากทารกในครรภ์: ได้แก่

สตรีตั้งครรภ์กลุ่มมีปัจจัยเสี่ยงต่อการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอดควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไร?

สตรีตั้งครรภ์กลุ่มมีปัจจัยเสี่ยงต่อการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด ต้องพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลตรงตามแพทย์นัดเสมอ และหากมีอาการเจ็บครรภ์ หรือเจ็บครรภ์คลอด หรือมีความผิดปกติต่างๆ ควรต้องรีบไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัด

วิธีในการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอดมีอะไรบ้าง?

วิธีในการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด ได้แก่

1. การใช้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก: ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบัน โดยมียาที่ใช้ในการนี้หลายชนิด เช่น

  • Oxytocin drug: โดยต้องผสมยานี้ในน้ำเกลือแล้วหยดเข้าเส้นเลือดดำของมารดา ยานี้จะไปกระตุ้นให้เกิดการหดรัดตัวของมดลูก แล้วมีการคลอดตามมา ข้อดีของวิธีนี้ คือ แพทย์สามารถควบคุมการหดรัดตัวของมดลูกได้ และ สามารถเพิ่มหรือลดขนาดยาที่ใช้ได้ง่าย
  • Prostaglandins: ยากลุ่มนี้ มีทั้งรูปแบบยาเหน็บช่องคลอด และแบบ Gel/เจลใส่ในช่องคลอด ยานี้จะไปกระตุ้นให้เกิดการหดรัดตัวของมดลูกแล้วมีการคลอดตามมาเช่นกัน ข้อด้อยของวิธีนี้คือ เมื่อให้ยาไปแล้วไม่สามารถเอายาออกได้ หากเกิดปัญหามดลูกหดรัดตัวถี่เกินไป ก็จำเป็นที่ต้องผ่าท้องคลอดเพื่อช่วยชีวิตลูก

2. การเจาะถุงน้ำคร่ำ(Artificial rupture membrane): สามารถทำได้เมื่อมีการเปิดของปากมดลูกพอประมาณ โดยแพทย์จะทำการตรวจภายในเพื่อประเมินท่าของทารก และตรวจสอบว่าไม่มีสายสะดือย้อยมาอยู่ต่ำๆ จากนั้นจะใช้อุปกรณ์ใส่เข้าไปในช่องคลอด แล้วสะกิดให้ถุงน้ำคร่ำฉีกขาด/แตก น้ำคร่ำจะไหลออกมา เมื่อถุงน้ำคร่ำแตก ขนาดถุงฯจะหดเล็กลง และลอกตัวจากผนังมดลูก ซึ่งจะเป็นกลไกไปกระตุ้นให้ร่างกายมีการหลั่งสาร Prostaglandin ออกมา สารนี้จะทำให้กล้ามเนื้อมดลูกเกิดการหดรัดตัว เพื่อเกิดการคลอดต่อไป ในบางครั้ง เมื่อถุงน้ำคร่ำแตกแล้ว แต่ยังไม่เกิดการเจ็บครรภ์ ก็ต้องพิจารณาให้ยา Oxytocin เพื่อกระตุ้นมดลูกเพิ่มเติม เพราะหากปล่อยให้เวลาเนิ่นนาน ก็จะมีปัญหาการติดเชื้อในถุงน้ำคร่ำตามมา ที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์

3. การเซาะเยื่อถุงน้ำคร่ำ(Membrane stripping): แพทย์จะทำการตรวจภายในประเมินความพร้อมของปากมดลูก หากปากมดลูกเริ่มเปิด แพทย์จะใช้นิ้วทำการเซาะเยื่อหุ้มทารก(Stripping membrane)ส่วนล่างที่อยู่รอบๆปากมดลูก เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายมีการหลั่งสาร Prostaglandins ที่จะทำให้เกิดการหดรัดตัวของมดลูกตามมา ซึ่งการหดรัดตัวของมดลูกจะช้าหรือเร็ว ขึ้นกับความพร้อม/การเปิดขยายของปากมดลูก แต่ถ้าปากมดลูกยังไม่เปิด ก็ไม่สามารถชักนำการคลอดด้วยวิธีนี้ได้ ต้องใช้การผ่าท้องคลอด

4. การใช้อุปกรณ์ไปถ่างขยายรูปากมดลูกให้กว้างขึ้น(Mechanical cervical dilatation): อุปกรณ์ขยายรูปปากมดลูกนี้ จะมีลักษณะเป็นแท่ง เรียกว่า Dilator ขณะที่แท่งนี้แห้ง จะเป็นแท่งเล็กๆ แต่เมื่อสอดเข้าไปในรูปากมดลูก แท่งนี้จะดูดซึมน้ำเข้าไปในแท่ง จึงทำให้แท่งขยายขนาดใหญ่ขึ้น แล้วจึงไปช่วยถ่างขยายรูปากมดลูกให้กว้างขึ้นๆ นอกจากนั้น บางครั้งอาจใช้กระเปาะของสายสวนปัสสาวะ(Forley balloon)ช่วยขยายปากมดลูกได้ วิธีใช้อุปกรณ์ถ่างขยายรูปากมดลูกนี้ มักต้องใช้ร่วมกับการให้ยา Oxytocin

5. การใช้วิธีทางธรรมชาติ(Natural way to induce labor): เช่น การกระตุ้นที่หัวนม(Nipple stimulation)ในกรณีที่ตั้งครรภ์ครบกำหนดแล้วยังไม่มีอาการเจ็บครรภ์คลอด การใช้นิ้วคลึงที่บริเวณหัวนมและที่ลานนมไปมา คล้ายการดูดนมของทารก จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหดรัดตัวของมดลูกได้ ซึ่งควรกระตุ้นที่เต้านมทีละข้าง ทำข้างละประมาณ 5 นาที แล้วรอดูอาการหลังจากนั้นประมาณ 15 นาที สังเกตว่าเริ่มมีการหดรัดตัวของมดลูกหรือไม่ แล้วจึงเริ่มทำการกระตุ้นรอบใหม่ หากมีการหดรัดตัวของมดลูกถี่ขึ้น ต้องหยุดการกระตุ้น หรือมีการหดรัดตัวของมดลูก 3 ครั้งใน10 นาที ต้องหยุดกระตุ้น การกระตุ้นนี้จะไปทำให้ร่างกายมีการหลั่งสาร Oxytocin ออกมา จึงทำให้มดลูกหดรัดตัว ทำให้ปากมดลูกขยายตามมา อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นอาจใช้เวลานาน หรืออาจควบคุมความรุนแรงของการหดรัดตัวของมดลูกไม่ได้ กรณีที่มีเกิดการหดตัวของมดลูกมากเกินไป ก็จะเป็นอันตรายต่อทารกได้ ซึ่งอาจต้องช่วยเหลือทารก ด้วยการผ่าท้องคลอดบุตร

การเตรียมตัวก่อนทำการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอดมีอย่างไรบ้าง?

ในบทความนี้ ขอกล่าวถึงการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอดเฉพาะวิธีใช้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก เพราะเป็นวิธีที่แพทย์นิยมใช้ในปัจจุบัน โดยการเตรียมตัวก่อนทำการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด คือ แพทย์จะนัดมารดาให้ไปนอนพักที่โรงพยาบาล และพิจารณาเลือกใช้ยาชักนำการเจ็บครรภ์คลอดตามดุลพินิจของแพทย์ อาจเป็นยาที่ผสมในน้ำเกลือแล้วหยดเข้าเส้นเลือด หรือใช้เป็นยาเหน็บในช่องคลอด การชักนำให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอดอาจใช้เวลาหลายวัน ขึ้นอยู่กับสภาพปากมดลูกพร้อมที่จะคลอดหรือไม่ หากปากมดลูกพร้อม(ปากมดลูกเปิด) การชักนำการคลอดมีโอกาสสำเร็จสูง ใช้เวลาไม่นานก็เกิดการเจ็บครรภ์และเกิดการคลอด แต่หากสภาพปากมดลูกไม่พร้อม มีโอกาสที่จะเกิดความล้มเหลวในการชักนำการเจ็บครรภ์คลอดสูง หากชักนำให้เจ็บครรภ์คลอดให้เกิดการคลอดทางช่องคลอดไม่สำเร็จ ก็ต้องทำการผ่าตัดคลอด/การผ่าท้องคลอดบุตร

ข้อดีของการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอดมีอะไรบ้าง?

ข้อดีของการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด ได้แก่

1. ในกรณีที่มีถุงน้ำคร่ำแตกนานแล้วแต่ยังไม่มีการคลอด การชักนำให้เจ็บครรภ์คลอดจะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อในถุงน้ำคร่ำ

2. ลดความรุนแรงของภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือความดันโลหิตสูงจากการตั้งครรภ์ ที่จะมีอันตรายต่อทั้งมารดาและต่อทารกในครรภ์

3. ทารกมีความเสี่ยงในการเสียชีวิต น้อยกว่าการให้คลอดออกมา หากสภาพในครรภ์ไม่เหมาะสมต่อทารกในครรภ์ เช่น ตั้งครรภ์เกินกำหนด หรือ ทารกฯมีความผิดปกติทางโครโมโซม

ข้อด้อยหรือภาวะแทรกซ้อนของการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอดมีอะไรบ้าง?

ข้อด้อยหรือภาวะแทรกซ้อน(ผลข้างเคียง)ของการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด ได้แก่

1. หากมดลูกหดรัดตัวถี่เกินไป จะทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงทารกในครรภ์ จึงอาจเป็นอันตรายต่อทารกฯได้

2. หากมดลูกหดรัดตัวถี่เกินไป อาจเกิดภาวะมดลูกแตก โดยเฉพาะสตรีที่มีแผลผ่าตัดที่กล้ามเนื้อมดลูก เช่น กรณีเคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูก หรือ เคยผ่าท้องคลอดบุตร

3. อาจทำให้เกิดการคลอดแบบรวดเร็วเกินไป จนแพทย์/พยาบาลควบคุมไม่ได้ ทำให้เกิดการฉีกขาดของช่องทางคลอด เช่น ปากมดลูก และ/หรือ ผนังช่องคลอด

4. การที่ทำให้เกิดถุงน้ำคร่ำแตก สามารถทำให้เกิดภาวะสายสะดือย้อยได้ หรือ มีความเสี่ยงในการติดเชื้อในถุงน้ำคร่ำ หากถุงน้ำคร่ำแตกนานเกินไป

5. เกิดภาวะน้ำคร่ำไปอุดตันที่ปอด(ภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือด) ทำให้มารดาเสียชีวิตได้

6. เกิดภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด จากการที่มดลูกหดรัดตัวแรง ทารกฯจึงอาจเกิดอันตรายได้

7. มีโอกาสที่จะตกเลือดหลังคลอดได้เนื่องจากกล้ามเนื้อมดลูกหดรัดตัวไม่ดี เพราะการให้ยาชักนำให้เจ็บครรภ์คลอดเป็นเวลานานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อมดลูกล้า จนหดรัดตัวไม่ดี

8. เพิ่มอุบัติการณ์ของการผ่าท้องคลอดบุตร เนื่องจากปากมดลูกขยายตัวไม่ดี หรืออาจเกิดจาก มดลูกที่หดรัดตัวมากเกินไป ทำให้ทารกอยู่ในภาวะอันตรายต้องรีบผ่าตัดคลอดเพื่อช่วยชีวิตทารก

สตรีตั้งครรภ์กลุ่มใดที่ไม่ควรหรือห้ามชักนำให้เกิดเจ็บครรภ์คลอด?

สตรีตั้งครรภ์กลุ่มที่ไม่ควร หรือที่ห้ามชักนำให้เกิดเจ็บครรภ์คลอด ได้แก่

1. สตรีที่เคยผ่าตัดคลอด และ/หรือ สตรีที่เคยผ่าตัดที่กล้ามเนื้อมดลูก เช่น ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก เพราะมีความเสี่ยงในการเกิดมดลูกแตก เนื่องจากมีแผลที่มดลูก ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกบริเวณนั้นมีความอ่อนแอ

2. สตรีผู้ที่มีรูปร่างมดลูกผิดปกติแต่กำเนิด เช่น มีโพรงมดลูก 2 โพรง(ปกติจะมีโพรงมดลูกโพรงเดียว) เพราะมีความเสี่ยงในการเกิดมดลูกแตก เนื่องจากมีผนังมดลูกอ่อนแอ มดลูกจึงมีโอกาสแตกได้ง่าย

3. สตรีที่มดลูกมีการขยายตัวมากผิดปกติ เช่น ในกลุ่มสตรีที่ตั้งครรภ์แฝด หรือ ผู้ที่มีภาวะน้ำคร่ำมากกว่าปกติ หรือ มีเนื้องอกมดลูกขณะตั้งครรภ์ กล้ามเนื้อมดลูกที่ขยายมาก จึงมีความอ่อนแอ จึงเกิดมดลูกแตกได้ง่าย

4. ทารกในครรภ์อยู่ในท่าที่ไม่สามารถคลอดทางช่องคลอดได้ เช่น ทารกท่าขวาง หรือ ทารกท่าก้นที่มีขายื่นลงมา หรือทารกท่าหน้า

5. สตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะรกเกาะต่ำ เพราะจะทำให้เลือดออกจากมดลูกมากจนเป็นอันตรายต่อชีวิตมารดา และ/หรือต่อทารกฯได้

6. สตรีตั้งครรภ์ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกชนิดลุกลาม เพราะจะเกิดการอุดกั้นช่องทางทารกคลอดจากตัวก้อนเนื้อมะเร็ง จนอาจเกิดมดลูกแตก และ/หรือ เป็นอันตรายต่อทารกฯได้

7. ทารกในครรภ์มีภาวะเครียดของทารกในครรภ์ จึงอยู่ในภาวะอันตราย คับขัน ต้องรีบช่วยชีวิต โดยการผ่าตัดคลอด

ทารกที่เกิดจากการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอดจะมีปัญหาหรือไม่?

ทารกที่เกิดจากการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอดโดยส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา จะเหมือนทารกคลอดปกติทั่วไป ยกเว้นกรณีที่ทารกมีการขาดออกซิเจนนานเกินไป ก็จะเกิดผลข้างเคียงตามมาได้ เช่น ทารกมีการพัฒนาล่าช้า เป็นต้น

การตั้งครรภ์ครั้งต่อไปต้องทำการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอดอีกหรือไม่?

หากสตรีตั้งครรภ์ไม่มีปัจจัยเสี่ยง หรือปัญหาต่างๆดังกล่าวในหัวข้อ “ปัจจัยเสี่ยงฯ” ก็สามารถคลอดตามปกติ ไม่ต้องทำการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด

ดูแลตนเองอย่างไรหลังการคลอดจากการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด?

การดูแลตนเองหลังคลอดภายหลังจากมีการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด จะเหมือนการดูแลตนเองหลังคลอดทั่วไป ขึ้นกับว่า เป็นการคลอดทางช่องคลอด หรือคลอดโดยการผ่าตัดคลอด/การผ่าท้องคลอดบุตร(อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com, 2 บทความ คือ บทความ เรื่อง ภาวะหลังคลอด และเรื่อง การผ่าท้องคลอดบุตร)

หลังคลอดควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไร?


หลังคลอดด้วยการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด ควรรีบพบแพทย์/มาโรงพยาบาลก่อนนัดเสมอ หากมีอาการผิดปกติต่างๆ เช่น มีไข้สูง หนาวสั่น น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น และ/หรือ น้ำคาวปลาออกมาก/ปริมาณน้ำคาวปลาไม่ค่อยๆลดน้อยลง เป็นต้น

ป้องกันไม่ให้มีการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอดได้อย่างไร?

สามารถป้องกันไม่ให้มีการชักนำการเจ็บครรภ์คลอดจากการใช้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก หรือใช้อุปกรณ์ขยายปากมดลูก หรือ การเจาะถุงน้ำคร่ำ ได้โดย เมื่อตั้งครรภ์ครบกำหนด แล้วยังไม่มีอาการเจ็บครรภ์ แพทย์มักตรวจภายในเพื่อประเมินความพร้อมของปากมดลูก ในบางครั้งหากปากมดลูกเริ่มเปิดเล็กน้อยแพทย์จะใช้นิ้วทำการเซาะเยื่อหุ้มทารก (Stripping membrane)ที่อยู่ส่วนล่างรอบๆปากมดลูก เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายมีการหลั่งสาร Prostaglandins ที่จะทำให้เกิดการหดรัดตัวของมดลูกตามมา ซึ่งจะเกิดช้าหรือเร็ว ขึ้นกับความพร้อมของปากมดลูก นอกจากนั้น แพทย์จะแนะนำการใช้วิธีทางธรรมชาติที่กล่าวมาแล้ว คือ การกระตุ้นหัวนม

การตั้งครรภ์ครั้งต่อไปต้องทำการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอดอีกหรือไม่?

หากไม่มีปัจจัยเสี่ยงหรือไม่มีปัญหาต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อ “ปัจจัยเสี่ยงฯ” สตรีตั้งครรภ์สามารถคลอดได้ตามปกติเช่นเดียวกับสตรีตั้งครรภ์ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องทำการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด

การตั้งครรภ์ครั้งต่อไปควรเป็นเมื่อใด?

การตั้งครรภ์ครั้งต่อไป หลังมีการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด ขึ้นอยู่กับว่า เป็นการคลอดทางช่องคลอด หรือการผ่าตัดคลอด/การผ่าท้องคลอดบุตร อย่างไรก็ตามควรเว้นระยะมีบุตรไปประมาณ 2 ปี เพื่อให้สามารถเลี้ยงดูบุตรคนที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ และเพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์ของมารดา

บรรณานุกรม

  1. http://americanpregnancy.org/labor-and-birth/inducing-labor/ [2016,Aug20]
  2. https://www.uptodate.com/contents/induction-of-labor?source=search_result&search=induction+of+labor&selectedTitle=1%7E124 [2016,Aug20]
  3. http://www.webmd.com/baby/guide/inducing-labor#3 [2016,Aug20]
  4. http://www.uptodate.com/contents/induction-of-labor [2016,Aug20]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom