สารให้ความหวาน (Sweeteners) น้ำตาลเทียม (Artificial sweetener)

บทความที่เกี่ยวข้อง


สารให้ความหวาน

สารให้ความหวานคืออะไร?

สารให้ความหวาน (Sweetener) เป็นสารที่ใช้แต่งรสหวาน แต่งกลิ่น ซึ่งปัจจุบันถูกนำมาใช้ ในการปรุงอาหาร เครื่องดื่ม และเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ

สารให้ความหวานมีกี่ประเภท?

สารให้ความหวานแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามคุณค่าทางโภชนาการได้แก่

1 สารให้ความหวานที่มีคุณค่าทางโภชนาการ (Nutritive sweetener) ซึ่งแบ่ง ย่อยออกเป็น 2 ชนิด

1.1 น้ำตาล (Sugar) เป็นอาหารที่อยู่ในหมู่คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) ที่ให้พลังงานแก่ร่างกายเช่น น้ำตาลกลูโคส (Glucose), ฟรักโตส (Fructose), แล็กโทส (Lactose), ซูโครส (Sucorse)

1.2 น้ำตาลแอลกอฮอล์ (Sugar alcohols) เป็นสารประกอบในกลุ่มแอลกอฮอล์ของน้ำตาลเช่น แมนนิทอล (Mannitol), ซอร์บิทอล (Sorbitol), ไซลิทอล (Xylitol), ไอโซมอลต์ (Isomalt), มอลทิ ทอล (Maltitol), แลคทิทอล (Lactitol), ทากาโลส (Tagalose), อิริทริทอล (Erythritol)

2 สารให้ความหวานที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ (Non-nutritive sweetener) หรือ “น้ำตาลเทียม หรือสารให้ความหวานเทียม (Artificial sweeteners, High intensity sweeteners หรือ Sugar substitute)” ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (The United states food and drug administration, U.S. FDA) ได้กำหนดชนิดของน้ำตาลเทียมที่อนุญาตให้ใช้ในอาหารได้อย่างปลอดภัยไว้ 6 ชนิดได้แก่

  • แซคคาริน หรือ ขัณฑสกร (Saccharin)
  • แอสพาแตม (Aspartame)
  • อะซีซัลเฟม โพแทสเซียม หรือ อะซีซัลเฟม เค (Acesulfame potassium, Acesulfame-K)
  • ซูคราโลส (Sucralose)
  • นีโอเทม (Neotame)
  • แอดแวนเทม (Advantame)

นอกจากนี้ยังมีสารให้ความหวานจากธรรมชาติอีก 2 ชนิดที่ U.S. FDA กำหนดให้เป็นสารจำพวกที่สามารถใช้เติมลงไปในอาหารได้อย่างปลอดภัย (Generally recognized as safe, GRAS) ได้แก่

  • สเตวิออลไกลโคไซด์ (Steviol glycosides) สกัดมาจากใบของหญ้าหวาน (Bertoni) มีสารสำคัญที่ให้ความหวานคือ สเตวิโอไซด์ (Stevioside) และเรบาวดิโอไซด์ เอ (Rebaudioside A)
  • สารสกัดจากหล่อฮังก๊วย (Luo Han Guo fruit extracts) มีสารให้ความหวานสำคัญคือ โมโกรไซด์ (Mogrosides)

สารให้ความหวานอยู่ในรูปแบบใดบ้าง?

รูปแบบสารให้ความหวานที่มีจัดจำหน่ายในประเทศไทยเช่น

  • เป็นผง (Powder)
  • เป็นผงบรรจุซอง (Sachet)
  • เป็นของเหลว (Liquid)
  • เป็นเม็ด (Tablet)

สารให้ความหวานมีข้อบ่งใช้อย่างไร?

สารให้ความหวานมีข้อบ่งใช้เช่น

ก. น้ำตาล: เป็นสารให้ความหวานที่ใช้ประกอบอาหารและเครื่องดื่มที่มี Sucrose เป็นน้ำตาลทรายที่ใช้กันทั่วๆไป ถูกย่อยและดูดซึมได้อย่างรวดเร็วจากระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็วจึงไม่เหมาะที่จะใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานเพราะทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ Sucrose เป็นตัวเปรียบเทียบความหวานกับน้ำตาลชนิดอื่นๆ โดยกำหนดให้ค่าความหวานของ Sucrose เท่ากับ 1, Fructose มีความหวาน 1.3 หมายความว่า หวานกว่า Sucrose 1.3 เท่า เป็นต้น

ข. Sugar alcohols: ให้ความหวานประมาณ 25 - 100 เท่าของ Sucrose แต่ให้พลังงานน้อยกว่า ไม่ทำให้ฟันผุ ร่างกายดูดซึมจากระบบทางเดินอาหารได้ช้าทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นช้าจึงสามารถใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ นอกจากนี้ยังใช้เป็นสารให้ความหวานในหมากฝรั่ง ลูกอมต่างๆ และคุกกี้เป็นต้น

ค. น้ำตาลเทียม: เป็นสารให้ความหวานที่มีความหวานมากทำให้ใช้ในอาหารได้ในปริมาณที่น้อยมาก ไม่ทำให้ฟันผุ ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดจึงใช้ในผู้ป่วยโรคอ้วนและโรคเบาหวานได้ นอกจากนี้ยังใช้ในการแต่งรสหวานและแต่งกลิ่นในอาหารเช่น หมากฝรั่ง, ขนมอบ, พุดดิ้ง, ขนมหวานแช่แข็ง, โรยหน้าขนมหวาน และเครื่องดื่มทั่วๆไปเช่น น้ำผลไม้, น้ำอัดลม, ชา, กาแฟสำเร็จรูป, ยา แก้ไอ

มีข้อห้ามใช้สารให้ความหวานอย่างไร?

มีข้อห้ามใช้สารให้ความหวานเช่น ห้ามใช้ Aspartame ในผู้ป่วยโรคฟีนิลคีโทนยูเรีย (Phenyl ketonuria) เนื่องจาก Aspartame ประกอบด้วยกรดอะมิโน 2 ชนิดคือ กรดแอสพาร์ติก (Aspartic Acid) และฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้ขาดเอนไซม์ที่ใช้ย่อย Phenylalanine หากบริโภคเข้าไปจะทำให้มี Phenylalanine สะสมในร่างกายสูงจนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง สีผมและสีผิวมีสีอ่อนกว่าปกติ และทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อนได้ ดังนั้นอาหารที่มี Aspartame ต้องมีคำเตือนบนฉลากว่า “ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคฟีนิลคีโทนยูเรีย”

มีข้อควรระวังในการใช้สารให้ความหวานอย่างไร?

มีข้อควรระวังในการใช้สารให้ความหวานเช่น

1. การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไปอาจทำให้ฟันผุได้ เพราะน้ำตาลเป็นอาหารของแบคทีเรียในช่องปากที่ย่อยน้ำตาลให้กลายเป็นกรดจนทำให้เคลือบฟันเสียไป

2. ผู้ป่วยโรค/ภาวะขาดเอนไซม์แลคเตส (Lactose intolerance แนะนำอ่านเพิ่มเติมบทความนี้ ในเว็บ haamor.com) โดยผู้ป่วยจะขาดเอนไซม์แล็กเทส (Lactase) ที่ใช้ในการย่อยน้ำตาล Lactose ดังนั้นหากดื่มนมหรือรับประทานผลิตภัณฑ์จากนมซึ่งมีน้ำตาล Lactose เป็นส่วนประกอบอยู่อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

3. การรับประทานน้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลเพียงอย่างเดียวนั้นอาจยังไม่สามารถลดระดับน้ำตาล ในเลือดและไขมันในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ ผู้ป่วยยังต้องลดการรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตจากอาหารประเภทแป้งเช่น ข้าว, ขนมปัง และลดไขมันจากน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร และอาหารที่มีไขมันสูงร่วมด้วย

4. น้ำตาลเทียมไม่ได้เป็นสิ่งที่จำเป็นในผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือในผู้ที่ต้องการลดไขมัน หรือลดน้ำหนัก โดยสามารถใช้น้ำตาลปกติได้แต่ต้องลดปริมาณอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสหวานจากน้ำตาลแทน

5. น้ำตาลเทียมมีความหวานมากกว่าน้ำตาลหลายเท่า ควรใช้ในปริมาณน้อยๆก่อนแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นจนกว่าจะได้รสชาติที่พอใจเพื่อหลีกเลี่ยงรสหวานจัดหรือรสขมติดลิ้นเมื่อใช้ในปริมาณมาก

6. การใช้น้ำตาลเทียมนั้นสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่ควรใช้เกินค่า Acceptable Daily Intake (ADI) ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดต่อวันที่ยอมรับว่าใช้ได้อย่างปลอดภัยในคน ซึ่งค่า ADI ที่กำหนดโดย U.S. FDA ของ Saccharin, Aspartame, Acesulfame-K, Sucralose, Neotame, Advantame เท่ากับ 15, 50, 15, 5, 0.3, 33 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวของผู้บริโภค (เป็นกิโลกรัม)/วันตามลำดับ

การใช้สารให้ความหวานในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรเป็นอย่างไร?

หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรสามารถบริโภคน้ำตาลได้อย่างปลอดภัย กรณีแพทย์ไม่สั่งจำกัดการบริโภคน้ำตาล (เช่น มารดาเป็นโรคเบาหวาน) ในขณะที่น้ำตาลเทียมนั้นควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมนั่นคือไม่เกินค่า ADI ของน้ำตาลเทียมแต่ละตัว และควรต้องปรึกษาแพทย์ก่อน เสมอถึงการบริโภคน้ำตาลเทียมรวมถึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำตาลเทียมในกรณีต่อไปนี้

  • หญิงตั้งครรภ์ที่ป่วยเป็นโรค Phenylketonuria ควรหลีกเลี่ยงการบริโภค Aspartame เนื่อง จากโรคนี้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่ทารกในครรภ์จะไม่สามารถย่อยสาร Phenylalanine ได้ จึงทำให้มีสาร Phenylalanine สะสมอยู่ในร่างกายทารกจนเกิดอันตรายต่อทารกได้ดังได้กล่าว ในหัวข้อ “ข้อห้าม”
  • หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการบริโภค Saccharin เพราะทารกในครรภ์ยังมีความสามารถในการกำจัด Saccharin ออกจากร่างกายได้ไม่เต็มที่ อาจทำให้มี Saccharin สะสมในร่างกายทารกได้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาว่า Saccharin อาจทำให้เกิดผลในระยะยาวได้อย่างไรเมื่อทารกเจริญเติบโตขึ้น

การใช้สารให้ความหวานในผู้สูงอายุควรเป็นอย่างไร?

ผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีโรคประจำตัวหลายชนิดอยู่แล้วเช่น โรคไขมันในเลือดสูง, โรคความดัน โลหิตสูง, โรคเบาหวาน ดังนั้นการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลปริมาณมากในผู้สูงอายุนั้น เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะอาจทำให้อาการของโรคประจำตัวต่างๆแย่ลง

ในทางกลับกันน้ำตาลเทียมเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคประจำตัวดังกล่าวเหล่านี้เพราะให้พลังงานต่ำและไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นทันที โดยผู้สูงอายุสามารถบริโภคน้ำตาลเทียมได้อย่างปลอดภัยเมื่อบริโภคไม่เกินค่า ADI ที่กำหนดไว้

การใช้สารให้ความหวานในเด็กควรเป็นอย่างไร?

ผู้ปกครองควรดูแลเด็กๆให้บริโภคอาหารหลากหลายและได้รับสารอาหารครบถ้วนเพื่อให้มีร่างกายแข็งแรง ไม่ควรให้เด็กรับประทานอาหารที่มีรสหวานจากน้ำตาลเช่น ลูกอม, ช็อกโกแลต หรือน้ำอัดลม ในปริมาณมากเกินไปเพราะอาจทำให้ฟันผุและเกิดภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน/โรคอ้วนในเด็กได้

ในส่วนของการบริโภคน้ำตาลเทียมในเด็กนั้นพบว่ายังสามารถบริโภคน้ำตาลเทียมได้ปลอดภัยหากไม่เกินค่า ADI ที่กำหนด แต่อย่างไรก็ตามผู้ปกครองไม่ควรใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลปกติในการประกอบอาหารหรือเครื่องดื่มให้เด็กรับประทานเป็นประจำในชีวิตประจำวัน เพราะปัจจุบันยังมีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้น้ำตาลเทียมในเด็กไม่มากนัก จึงยังไม่มีข้อมูลถึงความปลอดภัยที่ชัดเจนของการใช้น้ำตาลเทียมในเด็ก

อาการไม่พึงประสงค์จากสารให้ความหวานมีอะไรบ้าง?

โดยทั่วไปยังไม่มีรายงานที่พบอาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียง) จากการใช้น้ำตาลเทียมหากใช้ตามค่า ADI ที่กำหนด ซึ่งโดยทั่วไปพบว่าน้ำตาลเทียมขนาดทั่วไปที่คนบริโภคกันนั้นไม่เกินค่า ADI อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามน้ำตาลเทียมในกลุ่ม Sugar alcohols เป็นน้ำตาลชนิดที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นหากรับประทานในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสียได้

สรุป

น้ำตาลเทียมเป็นสารให้ความหวานที่ใช้แทนน้ำตาล และการใช้ในผู้ใหญ่โดยทั่วไปยังไม่มีรายงานพบผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายถ้าใช้ในปริมาณที่ไม่เกินค่า “ADI” แต่อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็ก ควรต้องใช้น้ำตาลเทียมเฉพาะตามคำ แนะนำของแพทย์เท่านั้น

บรรณานุกรม

  1. U.S. Food and Drug Administration. High-Intensity Sweeteners. http://www.fda.gov/food/ingredientspackaginglabeling/foodadditivesingredients/ucm397716.html [2016,July2]
  2. U.S. Food and Drug Administration. Additional Information about High-Intensity Sweeteners Permitted for use in Food in the United States. http://www.fda.gov/Food/IngredientsPackagingLabeling/FoodAdditivesIngredients/ucm397725.html [2016,July2]
  3. American Dietetic Association. The Truth about Artificial Sweeteners or Sugar Substitutes. http://www.andeal.org/files/Docs/NNSResourceDraft3.pdf [2016,July2]
  4. วรรณคล เชื้อมงคล. สารให้ความหวาน: การใช้และความปลอดภัย. Thai Pharmaceutical and Health Science Journal. 3 (January-April 2008): 161-168
  5. พิชญานิน เพชรล้อมทอง และปุณฑริกา รัตนตรัยวงศ์. น้ำตาลและสารให้ความหวานกับแนวทางการบริโภคในยุคปัจจุบัน. วารสารเกษตรพระจอมเกล้า. 32. (2557) : 77-86
  6. รองศาสตราจารย์วิมล ศรีสุข ภาควิชาอาหารเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. เป็นเบาหวาน...เลือกอะไรใส่กาแฟแทนน้ำตาล. http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/100/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99/ [2016,July2]