Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ลำไส้  ระบบทางเดินอาหาร 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ก้อนเนื้อ  ก้อนที่ขาหนีบ 

บทนำ

โรคไส้เลื่อน หรือ Hernia คือโรคที่อวัยวะภายใน (บางส่วน) เกิดการเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งที่อยู่เดิม ผ่านรูหรือดันตัวผ่านบริเวณกล้ามเนื้อหรือพังผืดที่เกิดความหย่อนยานสูญเสียความแข็งแรง ไปอยู่ยังอีกตำแหน่งหนึ่งและมักปรากฏเป็นก้อนตุงออกมา โดยส่วนที่เคลื่อนตัวออกไปจะยังคงถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อหุ้มเดิมของมัน อวัยวะที่เกิดไส้เลื่อนได้บ่อยคือ ลำไส้เล็ก

คำว่า Hernia มาจากภาษาลาตินแปลว่า Rupture (แตก) ทั้งนี้โรคไส้เลื่อนแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดตามตำแหน่งที่อวัยวะเคลื่อนไปอยู่และตามสาเหตุการเกิด การรักษาส่วนใหญ่ต้องอาศัยการผ่าตัด

ไส้เลื่อนแต่ละชนิดจะพบได้ในเพศและวัยที่แตกต่างกันไป แต่พบได้ในคนทุกเชื้อชาติทั้งนี้

1. ไส้เลื่อนตรงขาหนีบ (Inguinal hernia) พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 25 เท่า ส่วนมากพบในวัยกลางคนจนถึงสูงอายุ เป็นไส้เลื่อนชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดคือประมาณ 75% ของไส้เลื่อนทั้งหมด

2. ไส้เลื่อนที่สะดือ (Umbilical hernia) หรือที่เรียกกันว่าสะดือจุ่น มักพบตั้งแต่แรกเกิดถ้า เป็นทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะมีโอกาสพบมากขึ้น เพศหญิงพบบ่อยกว่าเพศชายในสัดส่วน 3:1 ส่วนใหญ่จะหายได้เองก่อนอายุ 2 ขวบ พบว่าทารกชาวผิวดำพบเกิดเป็นไส้เลื่อนชนิดนี้มากกว่าทารกชาวผิวขาวถึง 8 เท่า

3. ไส้เลื่อนกระบังลม (Hiatal hernia) พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย พบมากในวัยสูงอายุ

4. ไส้เลื่อนบริเวณที่ต่ำกว่าขาหนีบ (Femoral hernia) พบได้ค่อนข้างน้อย เกือบทั้งหมดจะพบแต่ในผู้หญิงเท่านั้น

5. ไส้เลื่อนตรงหน้าท้องเหนือสะดือ (Epigastric hernia) พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงในสัด ส่วน 3:1 พบได้น้อยเช่นกัน

6. ไส้เลื่อนตรงข้างๆกล้ามเนื้อหน้าท้อง (Spigelian hernia) พบในผู้หญิงมากกว่าในผู้ชายเล็กน้อย ส่วนมากพบตั้งแต่วัยกลางคนขึ้นไป

7. ไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกราน (Obturator hernia) พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในสัดส่วน 6:1 แต่เป็นชนิดพบได้น้อยมาก

8. ไส้เลื่อนที่เกิดหลังผ่าตัด (Incisional hernia) โดยเกิดในตำแหน่งที่เคยผ่าตัดมาแล้ว พบได้ในทุกเพศทุกวัยที่เคยมีการผ่าตัดภายในช่องท้องมาก่อน

อะไรเป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดไส้เลื่อน?

ไส้เลื่อน

สาเหตุของการเกิดไส้เลื่อนแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไปดังนี้

1. ไส้เลื่อนตรงขาหนีบ (Inguinal hernia) แบ่งย่อยออกได้อีก 2 ชนิดคือ

2. ไส้เลื่อนที่สะดือ (Umbilical hernia) เมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว ผนังหน้าท้องตรงสะดือก็จะปิดไปตั้งแต่ชั้นของผิวหนัง ชั้นของกล้ามเนื้อ และมีชั้นพังผืดเข้ามาปกคลุม แต่หากผนังหน้าท้องส่วนที่อยู่ใต้ต่อชั้นของผิวหนังปิดไม่สนิทแล้ว บางส่วนของลำไส้ก็จะเคลื่อนตัวออกมาอยู่ใต้สะดือและดันจนสะดือโป่งได้

3. ไส้เลื่อนบริเวณที่ต่ำกว่าขาหนีบ (Femoral hernia) เกิดจากบางส่วนของสำไส้เคลื่อนที่ ผ่านรูที่เรียกว่า Femoral canal ซึ่งอยู่ตรงบริเวณต่ำกว่าขาหนีบลงมาทำให้ลำไส้ลงมากองเป็นก้อนตุงบริเวณที่ต่ำต่อขาหนีบ ปัจจัยเสี่ยงคือความดันภายในช่องท้องที่เพิ่มขึ้น

4. ไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกราน (Obturator hernia) เกิดจากบางส่วนของสำไส้เคลื่อนที่ผ่านรูที่เรียกว่า Obturator foramen ซึ่งอยู่ตรงกระดูกเชิงกราน ส่วนใหญ่จะเกิดในเพศหญิงเพราะลักษณะของกายวิภาคบริเวณเชิงกรานของผู้หญิงเอื้อต่อการเกิดมากกว่าในเพศชาย

5. ไส้เลื่อนกระบังลม (Hiatal hernia) แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

ทั้งนี้สาเหตุของทั้ง 2 ชนิดเกิดจากกล้ามเนื้อและพังผืดของกระบังลมมีการหย่อนยานและเสียความยืดหยุ่น ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในคนสูงอายุ ปัจจัยเสี่ยงร่วมคือความดันในช่องท้องที่มากกว่าปกติ

6. ไส้เลื่อนตรงหน้าท้องเหนือสะดือ (Epigastric hernia) เกิดจากชั้นกล้ามเนื้อและพังผืดของผนังหน้าท้องส่วนบนเหนือสะดือไม่แข็งแรง เมื่อปัจจัยเสี่ยงคือความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นทำให้เนื้อเยื่อในช่องท้องเคลื่อนตัวผ่านผนังหน้าท้องที่อ่อนแอ ดันออกมาตุงเป็นก้อนโป่งที่บริเวณหน้าท้องได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อเยื่อไขมันภายในช่องท้อง น้อยมากที่จะมีส่วนของลำไส้ตามมาด้วย

7. ไส้เลื่อนตรงข้างๆกล้ามเนื้อหน้าท้อง (Spigelian hernia) เกิดจากชั้นพังผืดชื่อ Spigelian fascia ซึ่งอยู่บริเวณข้างๆกล้ามเนื้อหน้าท้องชื่อ Rectus abdominis เกิดความหย่อนยานไม่แข็งแรง เมื่อปัจจัยเสี่ยงคือความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นลำไส้ก็จะเคลื่อนตัวดันออกมาปรากฏเป็นก้อนโป่ง

8. ไส้เลื่อนที่เกิดหลังผ่าตัด (Incisional hernia) หลังได้รับการผ่าตัดช่องท้อง เมื่อแผลหายแล้ว กล้ามเนื้อและพังผืดของหน้าท้องในบริเวณผ่าตัดเกิดการหย่อนยานกว่าปกติ ทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวดันออกมาตุงเป็นก้อนโป่งได้ โดยจะเกิดขึ้นประมาณ 2 - 10% ของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดภายในช่องท้อง

อนึ่งการที่มีความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นและเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดไส้เลื่อนต่างๆดังที่กล่าวไปแล้วเกิดจากหลายสาเหตุได้แก่

นอกจากนี้การที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคไส้เลื่อน คนคนนั้นจะมีโอกาสเป็นไส้เลื่อนมาก กว่าผู้ที่ไม่มีประวัติในครอบครัว

ไส้เลื่อนมีอาการอย่างไร?

อาการหลักของไส้เลื่อนคือจะคลำได้ก้อนโป่งโดยตำแหน่งจะขึ้นอยู่กับชนิดของไส้เลื่อนคือ

ทั้งนี้อาการอื่นๆที่อาจพบร่วมด้วยคือ ผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกปวดหน่วงๆที่ก้อนเหล่านี้ได้ ส่วนใหญ่แล้วหากผู้ป่วยอยู่ในท่านอน ส่วนของลำไส้มักเคลื่อนที่กลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมและจะมองไม่เห็นก้อน แต่ถ้าผู้ป่วยอยู่ในท่ายืน ส่วนของลำไส้ก็จะเคลื่อนที่ออกมาดันให้เห็นเป็นก้อนได้ ซึ่งเมื่อออกแรงเบ่งเพิ่มความดันในช่องท้องเหมือนกับการเบ่งถ่ายอุจจาระหรือการร้องไห้ในเด็ก จะทำให้ยิ่งเห็นก้อนได้ชัดเจนขึ้น และหากใช้นิ้วมือดันก้อนเหล่านี้ ลำไส้ก็จะสามารถเคลื่อนตัวกลับเข้าสู่ช่องท้องได้

ในกรณีที่ไม่สามารถดันส่วนของลำไส้ให้เคลื่อนที่กลับได้และเมื่ออยู่ในท่านอนผ่อนคลายแล้วลำไส้ไม่เคลื่อนตัวกลับหมายความว่าลำไส้เกิดภาวะติดคาขึ้นเรียกว่า Incarcerated hernia ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเจ็บตรงก้อนไส้เลื่อนนี้และอาจทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินอาหารได้ ผู้ป่วยก็จะมีอาการของลำไส้อุดตันคือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ไม่ถ่ายอุจจาระ ไม่ผายลม เป็นต้น หากปล่อยลำไส้ที่เกิดการติดค้างไว้ไม่รักษา ลำไส้อาจเกิดการบิดตัวอยู่ภายในถุงไส้เลื่อนหรือถูกบีบรัดจากถุงไส้เลื่อนทำให้หลอดเลือดที่มาเลี้ยงลำไส้ถูกบีบรัดไปด้วย ลำไส้ก็จะขาดเลือดไปเลี้ยง และเกิดลำไส้เน่าตายตามมาเรียกภาวะนี้ว่า Strangulated hernia ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเจ็บไส้เลื่อนมาก อาจมีไข้และมีอาการของลำไส้อุดตันดังกล่าว หากให้การผ่าตัดรักษาไม่ทัน ลำไส้ที่เน่าตายก็จะทะลุในที่สุด เชื้อโรคจากภายในลำไส้ก็จะกระจายไปทั่วท้องและเข้าสู่กระแสเลือดเกิดเป็นภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด) ซึ่งจะมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง

ในผู้ป่วยที่เป็นไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกราน มักจะมีอาการของลำไส้อุดตันเกิดขึ้นเฉียบพลัน แล้วหายไปได้เอง โดยจะเกิดขึ้นเป็นๆหายๆ ส่วนน้อยที่จะคลำได้เป็นก้อนภายในช่องท้องน้อย นอกจากนี้อาจมีอาการปวดบริเวณต้นขาด้านในได้ซึ่งเกิดจากการที่ไส้เลื่อนไปกดเส้นประสาทชื่อ Obturator nerve หากงอต้นขาผู้ป่วยอาการปวดจะบรรเทาลง ในทางตรงข้ามหากยืดต้นขาออกไปด้านหลังหรือจับต้นขาแบะออกอาการปวดจะมากขึ้น

สำหรับผู้ป่วยโรคไส้เลื่อนกระบังลมชนิด Sliding hernia ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ ส่วนน้อยจะมีอาการของโรคกรดไหลย้อนได้แก่ แสบร้อนกลางอก จุกแน่นในหน้าอก เรอบ่อย มีรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก มีเสมหะในคอ มีอาการระคายคอเป็นประจำ เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากหูรูดที่ทำหน้าที่กั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารซึ่งปกติอยู่ในช่องท้องก็จะเคลื่อนที่ขึ้นไปในช่องอกที่ซึ่งมีความดันน้อยกว่า ทำให้หูรูดเกิดการคลายตัว กรดในกระเพาะอาหารจึงไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหารส่วนปลายได้และทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบตามมา

ส่วนผู้ป่วยโรคไส้เลื่อนกระบังลมชนิด Paraesophageal hernia จะไม่มีอาการ และเนื่องจากส่วนที่ขึ้นไปอยู่ในช่องอกไม่ใช่ส่วนของหูรูดซึ่งอยู่ระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงไม่มีอาการของโรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้น แต่ผู้ป่วยไส้เลื่อนชนิดนี้มีโอกาสเกิดภาวะไส้เลื่อนติดคาและภาวะขาดเลือดมาเลี้ยงได้

แพทย์วินิจฉัยไส้เลื่อนได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคไส้เลื่อนจากการตรวจร่างกายเป็นหลัก โดยจะตรวจทั้งในท่านอน ท่ายืน และให้ผู้ป่วยออกแรงเบ่ง ซึ่งการวินิจฉัยจะทำได้ไม่ยาก สิ่งที่สำคัญคือการให้การวินิจฉัยว่าไส้เลื่อน ที่ตรวจพบเกิดภาวะติดคาขึ้นหรือไม่ รวมทั้งไส้เลื่อนที่ติดคาเกิดภาวะขาดเลือดไปเลี้ยงหรือยังโดยอาศัยจากอาการและการตรวจร่างกายร่วมกัน

ในกรณีที่ไม่แน่ใจในการวินิจฉัยว่าก้อนที่ตรวจพบเป็นไส้เลื่อนหรือไม่ อาจใช้การตรวจอัลตราซาวด์ช่วยในการตรวจวินิจฉัย

สำหรับผู้ป่วยที่เป็นไส้เลื่อนภายในช่องท้องน้อย/อุ้งเชิงกราน ซึ่งมักคลำไม่ได้ก้อน แต่จะมีอาการของลำไส้อุดตันเป็นๆหายๆ การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจช่องท้อง/ช่องท้องน้อยด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่วยยืนยัน

สำหรับโรคไส้เลื่อนกระบังลมเนื่องจากส่วนใหญ่จะไม่ปรากฏอาการ การวินิจฉัยบางครั้งจึงเป็นการบังเอิญตรวจพบโดยเฉพาะจากการเอกซเรย์ปอด ซึ่งจะเห็นเงาผิดปกติในช่องอก การตรวจยืนยันการวินิจฉัยอาจใช้การกลืนแป้งแล้วเอกซเรย์หรือการส่องกล้องตรวจก็ได้ บางครั้งอาจเผอิญตรวจพบจากการส่องกล้องเพื่อตรวจกระเพาะอาหาร เป็นต้น ส่วนผู้ที่มีอาการของโรคกรดไหลย้อน แพทย์ก็จะส่องกล้องเพื่อตรวจวินิจฉัย

รักษาไส้เลื่อนอย่างไร?

การรักษาไส้เลื่อนต้องอาศัยการผ่าตัดเพื่อนำลำไส้หรืออวัยวะอื่นให้กลับไปอยู่ตำแหน่งเดิม และเย็บปิดรู หรือเสริมความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหรือพังผืดที่เป็นจุดอ่อนให้ไส้เลื่อนเคลื่อนที่ออก

1. ผู้ป่วยไส้เลื่อนที่ยังไม่เกิดภาวะไส้เลื่อนติดคา ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไส้เลื่อนแล้วจะต้องนัดมาผ่าตัดยกเว้นผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ ระยะเวลาตั้งแต่ตรวจพบจนกระทั่งนัดมาผ่าตัดขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะเกิดไส้เลื่อนติดคา หากมีความเสี่ยงสูงเช่น ไส้เลื่อนที่เกิด ขึ้นทันที ไส้เลื่อนเคลื่อนกลับที่เดิมยาก หรือรูที่ไส้เลื่อนเคลื่อนที่ออกมามีขนาดเล็ก ควรรีบผ่าตัดให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เนื่องจากไส้เลื่อนมีโอกาสเกิดภาวะติดคาได้ทุกเมื่อ

2. ผู้ป่วยที่เกิดภาวะไส้เลื่อนติดคา การรักษาในขั้นแรกคือการพยายามนำไส้เลื่อนที่ติดคาให้เคลื่อนที่กลับไปสู่ตำแหน่งเดิม ซึ่งทำได้โดยให้ผู้ป่วยนอนราบ ให้ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ และยานอนหลับ แล้วใช้นิ้วมือพยายามดันไส้เลื่อนให้กลับเข้าสู่ช่องท้อง หากทำได้สำเร็จก็จะนัดผู้ป่วยมาผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนให้เร็วที่สุดเนื่องจากมีโอกาสที่จะเกิดการติดคาซ้ำได้อีกทุกเมื่อ แต่หากทำไม่สำเร็จต้องรีบผ่าตัดโดยฉุกเฉินเพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดภาวะลำไส้ขาดเลือดไปเลี้ยงและลำไส้เน่าตายตามมาได้

3. ผู้ป่วยไส้เลื่อนที่เกิดภาวะลำไส้ขาดเลือดไปเลี้ยง ต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน โดยเวลานับตั้งแต่ ลำไส้เกิดการขาดเลือดไปเลี้ยงจนกระทั่งลำไส้เน่าตายและทำให้ต้องตัดลำไส้ทิ้งไปคือประมาณ 6 ชั่วโมง

อนึ่งสำหรับผู้ป่วยที่เป็นไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกรานซึ่งปกติจะคลำก้อนไม่ได้ แต่หากตรวจวินิจฉัยแล้วพบว่าเป็น ก็ต้องนัดมารับการผ่าตัดโดยเร็วเช่นกัน ในผู้ป่วยที่เป็นไส้เลื่อนกระบังลมชนิด Paraesophageal hernia เมื่อตรวจวินิจฉัยพบก็ควรทำการผ่าตัดรักษาเนื่องจากมีโอกาสเกิดกระเพาะอาหารติดคาและขาดเลือดไปเลี้ยงเหมือนกับลำไส้ที่เกิดไส้เลื่อนเช่นกัน

ในผู้ป่วยที่เป็นไส้เลื่อนกระบังลมชนิด Sliding hiatal hernia ถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย จะอาศัยการรักษาด้วยยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้แก่ การกินยาลดกรดในกระเพาะอาหาร การลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน การไม่กินอาหารแต่ละมื้อหนักเกินไป ไม่กินแล้วนอนทันที ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เป็นต้น แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง รักษาด้วยยาอาการไม่ดีขึ้น หรือไส้เลื่อนมีขนาดใหญ่ ก็อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

เด็กที่เป็นไส้เลื่อนที่สะดือ สามารถรอดูอาการจนถึงอายุ 2 ขวบแล้วค่อยผ่าตัดรักษาเนื่อง จากสามารถหายได้เอง

โรคไส้เลื่อนรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม?

ผลข้างเคียงจากไส้เลื่อนคือการติดคาและการขาดเลือดของลำไส้หรือของเนื้อเยื่อที่เลื่อนลงมาทั้งนี้

1. โอกาสเกิดภาวะไส้เลื่อนติดคาและลำไส้ขาดเลือด จะแตกต่างกันไปในไส้เลื่อนแต่ละชนิดรวมทั้งในแต่ละบุคคลด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วไส้เลื่อนที่มีรูเปิดขนาดกว้างใหญ่จะมีโอกาสเกิดภาวะติดคาได้น้อยกว่า นอกจากนี้ไส้เลื่อนที่เป็นมานานก็มีโอกาสเกิดภาวะติดคาได้น้อยกว่าไส้เลื่อนที่เกิดอย่างรวดเร็ว

2. ผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนมาแล้ว มีโอกาสกลับมาเป็นไส้เลื่อนซ้ำได้อีกซึ่งก็ต้องผ่าตัดรักษาซ้ำ

ดูแลตนเองและป้องกันไส้เลื่อนได้อย่างไร?

การดูแลตนเองและการป้องกันโรคไส้เลื่อนคือ

1. ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไส้เลื่อนแล้วและอยู่ในระหว่างรอรับการผ่าตัดรักษา หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้เนื่องจากมีโรคประจำตัวเช่น โรคหัวใจขั้นรุนแรง ควรระวังป้องกันไม่ให้ไส้เลื่อนเกิดภาวะติดคาเช่น การไม่ยกของหนัก การไม่เบ่งถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ การใส่อุปกรณ์ประเภทสายรัดหรือกางเกงที่ช่วยกระชับไม่ให้ไส้เลื่อนโป่งตุงออกมา เป็นต้น

2. ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนแล้วก็ต้องระวังไม่ให้ไส้เลื่อนกลับมาเป็นอีกเช่น การลดน้ำหนักในผู้ที่มีโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน การระวังไม่ให้มีน้ำหนักเกิน การไม่ยกของหนัก การไม่เบ่งถ่ายอุจจาระและปัสสาวะเป็นประจำ เป็นต้น

3. ผู้ป่วยโรคไส้เลื่อนกระบังลมที่มีอาการของกรดไหลย้อน ควรป้องกันการเพิ่มกรดในกระเพาะอาหารเช่น การไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ น้ำอัดลม รวมถึงช็อกโกแลต ไม่กินอาหารที่มีรสจัด ไม่กินอาหารที่มีไขมันมาก ไม่กินอาหารมากเกินไปในแต่ละมื้อ งดอาหารก่อนที่จะนอนอย่างน้อย ประมาณ 3 ชั่วโมง งดสูบบุหรี่ เป็นต้น

ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

ควรพบแพทย์เมื่อ

1. เมื่อคลำได้เป็นก้อนตุงบริเวณหน้าท้องตำแหน่งต่างๆหรือบริเวณขาหนีบดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ สาเหตุ และหัวข้อ อาการ ควรพบแพทย์เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัย

2. ผู้ที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นไส้เลื่อนแล้วแต่ยังไม่ได้รับการผ่าตัด หากมีอาการปวดอย่างเฉียบพลันบริเวณตำแหน่งที่เป็นไส้เลื่อน อาจร่วมกับมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ ควรรีบมาพบแพทย์ รวมถึงผู้ที่ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยแต่มีอาการเหล่านี้ร่วมกับการมีก้อนตุงที่บริเวณ หน้าท้องหรือบริเวณขาหนีบ

บรรณานุกรม

  1. http://www.emedicinehealth.com/hernia/article_em.html [2016,May21]
  2. http://emedicine.medscape.com/article/189563-overview#showall [2016,May21]
  3. http://www.doctor.or.th/node/7516 [2016,May21]
Updated 2016, May 21


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน Fedcba
Frame Bottom