Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ไขกระดูก  เภสัชกรรม  เกร็ดยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

อวัยวะขาดเลือด 

บทนำ

ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือ ยาต้านการจับตัวเป็นก้อนของเลือด หรือ ยาต้านการจับตัวของเลือด หรือยากันเลือดแข็งตัว (Anti clotting drugs หรือ anticoagulant) หรือชื่อที่คนทั่วไปเรียก คือ ยาทำให้เลือดจาง หรือยาเจือจางเลือด (Blood thinner) คือยาที่ใช้รักษาโรคหรือภาวะผิดปกติต่างๆเพื่อให้เลือดแข็งตัวได้ช้าลง และ/หรือเลือดไม่เกิดการจับตัวกันจนเกิดเป็นก้อนหรือเป็นลิ่มเลือด ทั้งนี้เพื่อป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดจากก้อนเลือด/ลิ่มเลือดนั้นๆ จึงช่วยให้เกิดไหลเวียนโลหิตที่เป็นปกติเช่น ในการรักษาและ/หรือใน การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ

ยาต้านการแข็งตัว/ยาต้านการจับตัวของเลือดนี้แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มได้แก่

ยากันเลือดแข็งตัวมีคุณสมบัติอย่างไร?

ยาต้านการแข็งตัวของเลือด

ยากันเลือดแข็งตัวมีคุณสมบัติคือ ลดโอกาสเกิดการจับตัวเป็นก้อนของเลือด จึงส่งผลลด การแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดแข็งตัวได้ช้า จึงลดโอกาสเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือด

ยากันเลือดแข็งตัวแบ่งเป็นประเภทใดบ้าง?

ยากันเลือดแข็งตัวแบ่งเป็นประเภท/ชนิด 2 ชนิดหลัก คือ

1. Heparin (เฮ็พพะริน) ซึ่งยังแบ่งได้อีกเป็น 2 ประเภท คือ

2. Warfarin (วอร์ฟาริน)

ยากันเลือดแข็งตัวมีรูปแบบจำหน่ายอย่างไร?

ยากันเลือดแข็งตัวมีรูปแบบจำหน่ายดังนี้เช่น

มีข้อบ่งใช้ยากันเลือดแข็งตัวอย่างไร?

มีข้อบ่งใช้ยากันเลือดแข็งตัวดังนี้เช่น

1. ใช้ป้องกันและรักษาภาวะลิ่มเลือดที่ลอยไปอุดตันในหลอดเลือด (Thromboembolic disorder) เช่น ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (Deep vein thrombosis), ภาวะลิ่มเลือดอุดตันใน ปอด (Pulmonary embolism), ภาวะเจ็บเค้นอก/ภาวะหัวใจขาดเลือดแบบไม่คงที่/(Unstable angina) และภาวะ/โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute myocardial infarction)

2. ใช้ป้องกันการแข็งตัวของเลือดในคนไข้ที่จะเข้ารับการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือดเช่น การ ผ่าตัดต่อหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ (By pass)

มีข้อห้ามใช้ยากันเลือดแข็งตัวอย่างไร?

มีข้อห้ามใช้ยากันเลือดแข็งตัวดังนี้เช่น

1. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้หรือแพ้องค์ประกอบใดๆในสูตรตำรับยานี้

2. มีโรคหรือมีภาวะเลือดออกเช่น Hemophilia (เลือดแข็งตัวช้า), Thrombocytopenia (ภาวะ เกล็ดเลือดต่ำ), เลือดออกในกะโหลกศีรษะ, เลือดออกในทางเดินอาหาร เป็นต้น

3. ห้ามใช้ Warfarin ในหญิงตั้งครรภ์ (Pregnancy category index: pregnancy category X)

4. ห้ามใช้ยานี้ในระหว่างหรือหลังได้รับการผ่าตัดตา, ผ่าตัดสมองหรือไขสันหลัง หรือได้รับการ ฉีดยาชาเข้าสู่ไขสันหลัง (Regional lumbar block anesthesia)

มีข้อควรระวังการใช้ยากันเลือดแข็งตัวอย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยากันเลือดแข็งตัวดังนี้เช่น

1. ระวังการใช้ยากันเลือดแข็งตัวร่วมกับการใช้ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์/เอ็นเสด (NSAIDs) เช่น แอสไพริน (Aspirin) และยาต้านอักเสบชนิดที่เป็นสเตียรอยด์เช่น Corticosteroid เพราะเพิ่มโอกาสเกิดภาวะเลือดออกได้มากขึ้น

2. ระวังการใช้ยากันเลือดแข็งตัวร่วมกับการบริโภคอาหารเสริมและสมุนไพรบางชนิดเช่น วิตามิน อี (vitamin E), น้ำมันปลา (Fish oil) และแปะก๊วย (Ginko biloba) เพราะเพิ่มโอกาสเกิดภาวะเลือด ออกได้มากขึ้น

3. อาหารบางชนิดเช่น ผักใบเขียวมีปริมาณวิตามินเคสูง ซึ่งวิตามินเคสามารถลดฤทธิ์ Warfarin ดังนั้นไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะอาจส่งผลต่อการรักษาได้

4. Warfarin เป็นยาที่มีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่นได้หลายชนิด จึงควรระวังการใช้ Warfarin ร่วมกับยาต่างๆเช่น

ก. ยาที่เสริมฤทธิ์ Warfarin: เช่น

ข. ยาที่ต้านฤทธิ์ Warfarin: เช่น

การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรเป็นอย่างไร?

ในการใช้ยากันเลือดแข็งตัวในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรระวังดังนี้เช่น

ดังนั้น จึงควรระมัดระวังในการใช้ยาเหล่านี้ในหญิงตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก

การใช้ยาในผู้สูงอายุควรเป็นอย่างไร?

ในการใช้ยากันเลือดแข็งตัวในผู้สูงอายุ: ผู้สูงอายุอาจเจ็บป่วยหลายโรค ทำให้ต้องใช้ยาหลายชนิด จึงต้องระวังการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ ข้อควรระวัง

นอกจากนี้ หากมีการทำงานของตับหรือของไตบกพร่องก็ส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยากันเลือดแข็งตัวได้เช่นกัน และควรระมัดระวังการลื่นล้ม เพราะอาจทำให้เกิดบาดแผลที่เลือดไหลไม่หยุดได้

การใช้ยาในเด็กควรเป็นอย่างไร?

เด็กสามารใช้ยากันเลือดแข็งตัวได้ โดยหากมีอาการลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด ในช่วง แรกของการรักษาแพทย์อาจให้ยา Unfractionated heparin (UFH) ก่อน เพราะระยะเวลาที่ยานี้อยู่ในร่างกายสั้น หากระดับยานี้ในร่างกายสูงมากเกินไปจนส่งผลให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์/ผล ข้างเคียงขึ้น แพทย์ก็สามารถลดพิษที่เกิดขึ้นได้โดยใช้ยาโปรตามีนซัลเฟต (Protamine sulfate) และหลังจากผู้ป่วยอาการดีขึ้นแล้ว จึงเปลี่ยนมาใช้ยา Warfarin ระยะยาวในภายหลัง

อันตราย/ผลข้างเคียงจากยากันเลือดแข็งตัวเป็นอย่างไร?

อันตรายหรือผลข้างเคียงจากการใช้ยากันเลือดแข็งตัวมีดังนี้เช่น เลือดออกง่ายและออกมากผิดปกติเมื่อมีเลือดออกซึ่งเกิดได้ในหลายอวัยวะเช่น อุจจาระเป็นเลือดจากเลือดออกในทาง เดินอาหาร, เลือดออกตามไรฟัน, เลือดออกในช่องหน้าลูกตา, มีรอยจ้ำเลือดใต้ผิวหนัง/ห้อเลือด, ประจำเดือนมากผิดปกติ, เลือดกำเดาไหลมากและนานกว่าปกติ, เลือดออกมากผิดปกติในช่องปากถ้าเกิดมีแผลในช่องปาก เป็นต้น ซึ่งหากเกิดอาการดังกล่าวและมีอาการรุนแรง ควรไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลทันที

คำแนะนำ

ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด(รวมยากันเลือดแข็งตัวด้วย) ยาแผนโบราณทุกชนิด และสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิดควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

บรรณานุกรม

  1. ภิรดี สุวรรณภักดี, ชาครินทร์ ณ บางช้าง และชาญชัย ไตรวารี. บทความฟื้นวิชา Childhood Stroke Classification and Role Of Anticoagulant. เวชสารแพทย์ทหารบก. 3 (กรกฎาคม – กันยายน 2553) : 163-172
  2. ศุภนิมิต ทีฑชุณหเถียร. Drugs Used in Disorders of Coagulation. :130-141
  3. สมชาย อินทรศิริพงษ์. ยาต้านการแข็งตัวของเลือดขนานใหม่. เวชสารโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา. 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2553) : 77-85
  4. สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์. แนวทางการรักษาผู้ป่วยด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน http://www.thaiheart.org/images/column_1292154183/warfarin_Guideline(1).pdf [2018,Jan20]
  5. Lacy C.F., et al. Drug information handbook with international trade names index. 19th ed. Ohio : Lexi-comp, 2011.
  6. http://www.cvpharmacology.com/thrombolytic/thrombolytic.html [2018,Jan20]
Updated 2018,Jan20


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 4 คน Su2560 aoaojidapa BTN5112 MooBall
Frame Bottom