Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

มดลูก  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ประจำเดือนผิดปกติ 

ภาวะพังผืดในโพรงมดลูกคืออะไร?

ในภาวะปกติ โพรงมดลูกจะเป็นโพรงที่ปิด(Potential space) โดยจะมีการขยายตัวเปิดออกได้เมื่อมีการตั้งครรภ์ มีเลือดคั่ง/เลือดตกค้างในโพรงมดลูก(เช่น เลือดประจำเดือน) หรือมีก้อนเนื้อมาอยู่ในโพรงมดลูก(เช่น เนื้องอกมดลูก) แต่หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ เยื่อบุโพรงมดลูกจะแฟบเข้าหากัน ในกรณีที่มี “พังผืดหรือมีภาวะพังผืดในโพรงมดลูก(Uterine synechiae)” จะทำให้โพรงมดลูก 2 ด้านมายึดติดกัน โพรงมดลูกขยายตัวไม่ได้ หรือขยายตัวได้ไม่ดี ซึ่งจะมีผลต่อการมีประจำเดือน และต่อการตั้งครรภ์ ภาวะนี้สามารถเรียกกันได้หลายชื่อ คือ “Asherman syndrome” หรือ “Intrauterine adhesions” หรือ Uterine synechiae

พังผืดในโพรงมดลูกทำให้เกิดปัญหาอะไรบ้าง?

พังผืดในโพรงมดลูก

ภาวะพังผืดในโพรงมดลูกทำให้เกิดปัญหา หรือ ผลข้างเคียง ได้ดังนี้ เช่น

1. ทำให้ไม่มีประจำเดือน

2. ทำให้มีประจำเดือนออกปริมาณน้อย หรือ กะปริดกะปรอย(เลือดออกกระปริบกะปรอยทางช่องคลอด)หากยังพอมีเยื่อบุโพรงมดลูกที่ทำงานได้ และยังมีช่องทางไหลออกของประจำเดือน

3. ทำให้ปวดประจำเดือนหากมีการการอุดตันของช่องทางไหลออกของประจำเดือนหรือทำให้ประจำเดือนไหลไม่สะดวก

4. ทำให้เกิดแท้งซ้ำซาก/การแท้งซ้ำ(Recurrent miscarriage)

5. ทำให้มีบุตรยาก

พังผืดในโพรงมดลูกมีสาเหตุจากอะไร?

พังผืดในโพรงมดลูกมีสาเหตุได้จาก

1. การขูดโพรงมดลูก/การขูดมดลูก: ทั้งในการขูดเพื่อรักษาการแท้งไม่ครบ(Incomplete abortion) หรือขูดมดลูกจากมีเศษรกค้างหลังคลอด หรือการชักนำให้แท้งเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ (Induced abortion) หรือเพื่อช่วยวินิจฉัยในกรณีที่มีเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก ซึ่งหากมีการขูดมดลูกอย่างรุนแรง ขูดลึกมากเกินไป จนไปทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกชั้นที่อยู่ลึกที่เรียกว่า Basal layer หรือบางครั้งขูดลึกเข้าไปจนถึงชั้นกล้ามเนื้อมดลูก(Myometrium) จนทำให้มดลูกไม่สามารถสร้างเสริมเยื่อบุโพรงมดลูกชั้นที่เรียกว่า Functional layer ที่หลุดลอกเป็นเลือดประจำเดือนในแต่ละรอบเดือนขึ้นมาทดแทน แต่จะเกิดเป็นพังผืดในโพรงมดลูกจากกลไกการซ่อมแซมเยื่อบุโพรงมดลูก/ผนังมดลูกบริเวณที่เกิดเป็นบาดแผลจนเกิดเป็นพังพืดขึ้นมาแทน

อนึ่ง สตรีที่ได้รับการขูดมดลูกหลายครั้ง จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเกิดภาวะพังผืดในโพรงมดลูก

2. การติดเชื้อในโพรงมดลูก: เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ อุ้งเชิงกรานอักเสบ/การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน การติดเชื้อวัณโรคในเยื่อบุโพรงมดลูก

ภาวะพังผืดในโพรงมดลูกพบได้มากเพียงใด?

อุบัติการณ์ภาวะพังผืดในโพรงมดลูก พบได้ประมาณ 1.5%ในสตรีที่ทำเอกซเรย์การฉีดสี/สารทึบแสงดูความผิดปกติของโพรงมดลูกและของท่อนำไข่(Hysterosalingography)ในสตรีที่มีบุตรยาก และพบประมาณ 5-39 % ในสตรีที่มีภาวะแท้งซ้ำซาก/การแท้งซ้ำ(Recurrent miscarriage)

ใครที่เสี่ยงต่อการเกิดพังผืดในโพรงมดลูก?

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดในโพรงมดลูก คือ

1. ผู้ที่ได้รับการขูดมดลูก: จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด และการได้รับการขูดมดลูกหลายครั้ง ยิ่งทำให้มีโอการเกิดพังผืดในโพรงมดลูกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการขูดมดลูกภายใน 4 สัปดาห์หลังการแท้งบุตร หรือการขูดมดลูกในระยะหลังคลอด

2. ผู้ที่ถูกขูดมดลูกซ้ำหลายครั้ง จะมีความเสี่ยงในการเกิดพังผืดในโพรงมดลูกมากขึ้น

3. ผู้ที่มีการติดเชื้อในโพรงมดลูก(เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ)

4. ผู้ที่ผ่าตัดภายในโพรงมดลูก: เช่น เนื้องอกมดลูกชนิดที่อยู่ในโพรงมดลูก (Submucosal myoma) หรือมีติ่งเนื้อในโพรงมดลูก(Endometrial polyp)

ภาวะพังผืดในโพรงมดลูกมีอาการอย่างไร?

อาการและความรุนแรงของอาการจากมีพังผืดในโพรงมดลูกจะแตกต่างกัน ในผู้ป่วยแต่ละราย โดยผู้ป่วยอาจมีพังผืดเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงมีพังผืดมากจนปิดโพรงมดลูกไปเลย อาการต่างๆจึงขึ้นกับความรุนแรงของการมีพังผืด ซึ่ง อาการที่อาจพบได้มีดังนี้ เช่น

1. มีประจำเดือนออกน้อย หรือ ออกกะปริบกะปรอย(เลือดออกน้อย เป็นๆหายๆ): หากยังพอมีเยื่อบุโพรงมดลูกหลงเหลืออยู่ที่พอจะทำงานได้ และ/หรือยังเหลือช่องทางออกของประจำเดือนได้บ้าง

2. มีอาการปวดประจำเดือน: หากมีพังผืดมากจนเกิดการอุดตันของช่องทางไหลออกของประจำเดือน หรือทำให้ประจำเดือนไหลไม่สะดวก (ถ้าโพรงมดลูกอุดตันทั้งหมดจากพังผืด ก็จะไม่มีประจำเดือน และจะไม่ปวดท้อง)

3. ทำให้เกิดการแท้งซ้ำซาก/การแท้งซ้ำ(Recurrent miscarriage) เกิดการแท้งบุตรบ่อย เนื่องจากรกเกาะตัวที่โพรงมดลูกได้ไม่ดีเพราะมีพังผืดเกิดขึ้น

4. ทำให้มีบุตรยาก

แพทย์วินิจฉัยภาวะพังผืดในโพรงมดลูกอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยภาวะพังผืดในโพรงมดลูกได้โดย

ก. ประวัติทางการแพทย์: ที่สำคัญ เช่น มีประวัติขูดมดลูกชัดเจน จากที่มีภาวะ/การแท้งบุตร การแท้งไม่ครบ หรือการแท้งค้าง นอกจากนั้น คือประวัติหลังจากการขูดมดลูกแล้ว ปริมาณประจำเดือนมีน้อยลงมาก หรือ ประจำเดือนหายไปหลังขูดมดลูก ซึ่งประวัตินี้จะช่วยในการวินิจฉัยภาวะนี้ได้มาก หรือมีประวัติขาดประจำเดือน/ประจำเดือนขาด แล้วได้รับการรักษาโดยได้รับประทานยาฮอร์โมนเพศ ซึ่งเมื่อหยุดรับประทานยาฮอร์โมนนี้ กลับไม่มีประจำเดือนมาตามที่แพทย์คาดไว้

ข. การตรวจร่างกาย: การตรวจร่างกายทั่วไป และการตรวจภายใน มักปกติ เนื่องจากปัญหาเกิดอยู่ในโพรงมดลูก

ค. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: การตรวจเลือดดูค่าฮอร์โมนเพศและฮอร์โมนอื่นๆ(เช่นไทรอยด์ฮอร์โมน) มักไม่พบความผิดปกติ ไม่ต่างจากสตรีทั่วไป การตรวจที่ช่วยในการวินิจฉัยที่สะดวก คือ การเอกซเรย์โดยฉีดสารทึบแสงเข้าโพรงมดลูก(Hysterosalpingography) เพื่อดูลักษณะในโพรงมดลูก ที่พบว่าสารทึบแสงจะผ่านเข้าไปในโพรงมดลูกได้น้อย หรือไม่ได้เลย เมื่อดูจากภาพถ่ายรังสี จะพบว่าโพรงมดลูกไม่เรียบ มีสารทึบแสงที่ฉีดเข้าไป ขังอยู่เป็นหย่อมๆในโพรงมดลูก นอกจากนี้มีวิธีการตรวจอัลตราซาวด์พร้อมกับการฉีดน้ำเกลือเข้าไปในโพรงมดลูก(Sonohysterography)เพื่อดูพยาธิสภาพในโพรงมดลูก พบว่า การขยายตัวของโพรงมดลูกทำได้น้อย หรือไม่สามารถฉีดน้ำเกลือเข้าไปได้ หรือโพรงมดลูกมีลักษณะผิดปกติ การตรวจที่ให้ผลชัดเจนที่สุด คือ การส่องกล้องเข้าไปดูพยาธิสภาพโดยตรงในโพรงมดลูก(Hysteroscopy) วิธีนี้มีข้อดีคือสามารถให้การรักษาไปพร้อมกับการวินิจฉัยได้เลย แต่ตองมีอุปกรณ์ และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการใช้วิธีนี้

การรักษาพังผืดในโพรงมดลูกทำได้อย่างไร?

แพทย์พิจารณาทำการรักษาภาวะพังผืดในโพรงมดลูกในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการ เช่น ปวดประจำเดือนมาก หรือต้องการมีบุตร ได้แก่

การผ่าตัดพังผืดในโพรงมดลูกโดยผ่านทางกล้องส่องตรวจโพรงมดลูก (Hysteroscopic resection) หลังจากนั้นจะให้ผู้ป่วยรับประทานยาฮอร์โมนเพศเพื่อกระตุ้นการทำงานของเยื่อบุโพรงมดลูก บางครั้งอาจใส่ห่วงอนามัย หรือใส่กระเปาะสายสวนปัสสาวะค้างไว้ในโพรงมดลูกนานประมาณ 3 เดือนหลังผ่าตัด เพื่อช่วยขยายโพรงมดลูก บางครั้ง อาจมีการใส่สารหรือแผ่นฟิลม์ไปเคลือบในโพรงมดลูกหลังหัตถการการผ่าตัดพังผืดในโพรงมดลูก เช่น Hyaluronic acid เพื่อป้องกันการกลับมายึดติดกันและ/หรือเกิดพังผืดของผนังโพรงมดลูกอีก

มีวิธีป้องกันพังผืดในโพรงมดลูกหรือไม่?

สามารถป้องกันพังผืดในโพรงมดลูกได้ แต่ไม่ได้ 100% เพราะพังพืดอาจเกิดซ้ำได้เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงเกิดขึ้นอีกเช่นที่ได้กล่าวในหัวข้อ “ปัจจัยเสี่ยงฯ”

วิธีป้องกันการเกิดพังพืดในโพรงมดลูก ได้แก่

1. หลีกเลี่ยงการขูดมดลูก

2. หากจำเป็นต้องทำการขูดมดลูก ต้องไม่ขูดมดลูกลึกเกินไป

3. หลีกเลี่ยงภาวะที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในโพรงมดลูก/เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ เช่น จากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

4. เมื่อมีการติดเชื้อในโพรงมดลูก ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามแพทย์แนะนำ

พังผืดในโพรงมดลูกสามารถเกิดเป็นซ้ำได้หรือไม่?

พังผืดในโพรงมดลูกสามารถกลับเป็นซ้ำได้ เพราะในการผ่าตัดในโพรงมดลูก/การขูดมดลูกก็ทำให้เกิดแผลได้ หากผ่าตัด/ขูดมดลูกลึกมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดพังผืดในโพรงมดลูกอีกได้ หรือมีการติดเชื้อในโพรงมดลูก/เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบซ้ำ ก็เป็นสาเหตุให้เกิดพังผืดในโพรงมดลูกซ้ำได้เช่นกัน

หลังการรักษาแล้วประจำเดือนมาปกติหรือไม่ และสามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่?

หลังการรักษาพังผืดในโพรงมดลูกแล้ว ส่วนใหญ่ประจำเดือนจะมามากขึ้น สำหรับโอกาสสำเร็จของการตั้งครรภ์หลังผ่าตัดรักษา ประมาณ 30-70% ซึ่งขึ้นกับความรุนแรงของพยาธิสภาพของพังผืดในโพรงมดลูก

อนึ่ง ทารกที่เกิดจากมารดาที่ได้รับการรักษาภาวะพังผืดในโพรงมดลูกแล้ว จะมีการเจริญเติบโตเช่นเดียวกับทารกทั่วไปที่เกิดจากมารดาที่ไม่มีภาวะนี้

ภาวะพังผืดในโพรงมดลูกมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

การพยากรณ์โรคของการมีพังผืดในโพรงมดลูก คือ ภาวะนี้เป็นภาวะที่ไม่ทำให้เสียชีวิต เป็นภาวะที่รักษาได้ โดยผลการรักษาขึ้นกับความรุนแรงของการเกิดพังผืดว่าเป็นมากหรือน้อย และภาวะนี้เป็นภาวะที่เกิดซ้ำได้เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงที่ได้กล่าวในหัวข้อ” ปัจจัยเสี่ยงฯ”

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อมีภาวะพังผืดในโพรงมดลูก ได้แก่

  • ปฏิบัติตาม แพทย์ พยาบาล แนะนำ
  • ดูแลตนเองโดยทั่วไปให้เป็นปกติ เช่นเดียวกับสตรีทั่วไปที่ไม่มีภาวะนี้
  • เมื่อประสงค์จะตั้งครรภ์ ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ก่อนเสมอ
  • พบสูตินรีแพทย์ตามนัด

ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไร?

เมื่อมีภาวะพังผืดในโพรงมดลูก ควรพบสูตินรีแพทย์ก่อนนัดเมื่อ

บรรณานุกรม

  1. https://en.wikipedia.org/wiki/Asherman's_syndrome [2016,Dec17]
  2. https://www.uptodate.com/contents/intrauterine-adhesions? [2016,Dec17]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน fqqq montreeza66666
Frame Bottom