Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ดวงตา  ระบบตา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

แม้ว่าไม่มี ตา หรือ ตาบอดสนิททั้งสองข้าง คนเราก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่การดำรงชีวิตที่ปกติสุข มีความสามารถสูงสุด ทำงานได้ตามเป้าหมาย ตามกำลังความสามารถ ต้องอาศัยการมองเห็นที่ปกติ การมีตาที่ปกติ นอกจากต้องหลีกเลี่ยงภยันตรายที่อาจมีต่อดวงตา มีสุขภาพร่างกายทั่วไปดี มีการตรวจรักษาโรคทันที ทันเวลาเมื่อมีอาการผิดปกติทางตาแล้ว ที่สำคัญอีกประการก็คือ การตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอแม้ยังไม่มีอาการผิดปกติ เพื่อจะได้ตรวจพบโรคตาตั้งแต่ยังไม่มีหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย การตรวจตาจึงมีประโยชน์หลายประการดังจะได้กล่าวในหัวข้อต่อไป

ประโยชน์ของการตรวจตามีอะไรบ้าง?

การตรวจตา

การตรวจตามีประโยชน์ดังนี้ คือ

  • เพื่อการมีสายตาที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง เนื่องจากสายตาคนเรามีการเปลี่ยน แปลงตามอายุ อีกทั้งบางคนมี สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ทำให้การมองเห็นไม่ดีเท่า ที่ควร หากตรวจพบและรับการแก้ไขด้วยแว่นสายตาก็จะทำให้การมองเห็นดีขึ้น ถ้าเป็นเด็กนัก เรียนทำให้ประสิทธิผลของการเรียนดีขึ้น ถ้าเป็นผู้ใหญ่ทำให้การทำงานสะดวกสบาย ทำงานได้ดีขึ้น มีบางรายสายตาไม่ปกติ ทำให้มีอาการปวดตา ปวดศีรษะ ทำงานไม่ได้เต็มที่ เพียงแก้ไขสายตาทุกอย่างจะเป็นปกติ ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น อีกทั้งผู้สูงอายุเกือบทุกคน หรือเมื่อมีอายุ 40 ปี ขึ้นไปจะมีภาวะสายตาผู้สูงอายุ (Presbyopia) ซึ่งถ้าไม่ได้รับการแก้ไข จะบั่นทอนการทำงานลง

    ตาเป็นอวัยวะสัมผัสที่สำคัญสุด การมองเห็นที่ดีทำให้มีความสามารถในการเรียนรู้ ในการทำงาน และในการดำรงชีวิตประจำที่ดี มีประสิทธิภาพขึ้น

  • ตาก็เหมือนอวัยวะอื่นๆ การตรวจพบโรคตั้งแต่ในระยะแรกเริ่ม ย่อมง่ายต่อการรักษา รวมทั้งบางโรค การรักษาแต่เนิ่นๆจะช่วยป้องกันการสูญเสียตาได้ เช่น โรคต้อหิน ถ้าตรวจพบตั้งแต่แรกที่มีการสูญเสียการมองเห็นเพียงเล็กน้อย การรักษาทันที แม้จะไม่ช่วยสาย ตาที่เสียไปให้กลับคืนมา แต่จะป้องกันไม่ให้เสียมากขึ้นได้ หรือโรคต้อกระจก หรือโรคจอตาเสื่อม (อ่านเพิ่มเติมในบทความเรื่อง โรคของจอตา) ก็เช่นเดียวกัน หากตรวจพบแต่ระยะแรก จะช่วยให้ผู้ป่วยปฏิบัติตนเพื่อชะลอความรุนแรง และ/หรือผลข้างเคียงของโรคลงได้อย่างมีประ สิทธิภาพ อีกทั้งผู้ป่วยโรคทางกายบางอย่างที่อาจมีผลต่อตา ทำให้ตามัวลง การตรวจพบแต่ต้นๆ ทำให้โอกาสสูญเสียสายตาน้อยลง เช่น โรคเบาหวานขึ้นตา ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน เป็นต้น
  • บางครั้งการตรวจตาอาจช่วยให้พบโรคทางกายได้ เช่น การพบตาขาวมีสีเหลือง (Icteric sclera) บ่งถึงการทำงานของตับที่ผิดปกติ การพบวงขาวๆเป็นขอบรอบตาดำ (Arcus) บ่งถึงอาจจะมีภาวะไขมันในเลือดสูง การพบรอยโรคผิดปกติชนิดหนึ่งของกระจกตา (Band keratopathy) บ่งถึงการเผาผลาญแคลเซียม หรือมีความผิดปกติของต่อมพาราไท รอยด์ เป็นต้น
  • จอตาและขั้วประสาทตา เป็นส่วนที่ยื่นมาจากสมอง ความผิดปกติของสมองบางอย่าง สามารถดูที่ขั้วประสาทตาโดยตรงจากการตรวจตา ไม่ต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีที่ซับซ้อน มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือการฉีดสีเข้าไปในหลอดเลือด (Angiography) ซึ่งมีโอกาสได้รับอันตรายจากการตรวจได้ เช่น เนื้องอกในสมอง ทำให้ความดันของน้ำในสมองสูง ไม่จำเป็นต้องใช้เข็มเจาะเข้าไปวัด แต่สามารถดูลักษณะของขั้วประสาทตา (Papilledema) จากการตรวจตาได้ อีกทั้งการศึกษาความผิดปกติของหลอดเลือดในกรณีหลอดเลือดแดงแข็ง (Arteriosclerotic) สามารถดูได้โดยตรงด้วยการตรวจจอตา
  • การตรวจตาในโรคทางกายบางอย่าง ช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคทางกายได้ เช่น ภาวะ Wilson disease ซึ่งมีอาการผิดปกติทางสมองและตับ จากการเผาผลาญผิดปกติของธาตุทองแดง เพียงการตรวจตาพบรอยโรคที่เรียกว่า Kayer Fleisher ring ที่กระจกตา ก็จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคนี้ได้

ข้อบ่งชี้ในการตรวจตามีอะไรบ้าง?

ข้อบ่งชี้สำหรับการตรวจตา คือ

มีขั้นตอนในการตรวจตาอย่างไร?

การตรวจตาจะแบ่งเป็น 2 กรณีคือ การตรวจตาทั่วไป และการตรวจตาวิธีเฉพาะในบางโรคตา (เช่น โรคต้อหิน) ซึ่งในบทนี้ จะกล่าวถึง แต่ “วิธีตรวจตาทั่วไป” เท่านั้น ทั้งนี้ในการตรวจตา หากมีแว่นสายตาที่ใช้อยู่ หรือ คอนแทคเลนส์ ควรนำมาด้วย เพื่อการตรวจเปรียบ เทียบสายตาระหว่างการใช้แว่นตา/คอนแทคเลนส์ และเมื่อไม่ได้ใช้แว่นตา/คอนแทคเลนส์

ขั้นตอนการตรวจตาทั่วไป คือ

  • การวัดสายตา โดยวิธีดูแผ่นภาพที่เป็นตัวเลขขนาดต่างๆ ที่ระยะมาตรฐาน 6 เมตร (บางโรงพยาบาลอาจวัดที่ระยะต่างจากนี้) แผ่นภาพอาจเป็นรูปสัตว์ (สำหรับเด็ก) เป็นสัญ ลักษณ์ตัว E ซึ่งมีคว่ำ-หงาย ชี้ไปซ้าย ขวา (สำหรับผู้ไม่รู้หนังสือ) เรียกว่า ตรวจสายตามองไกล ซึ่งการวัดต้องทำทีละตา มีผู้ป่วยหลายรายมองเห็นตาเดียวโดยไม่รู้ตัว หากมีแว่นสายตาที่ใช้มองไกลอยู่ก็ใช้วัดสายตาในขณะสวมแว่นด้วย เพื่อจะได้ทราบว่า แม้ใช้แว่นสายตาแล้ว ผู้ ป่วยเห็นปกติหรือไม่ ถ้าเห็นน้อยกว่าปกติ (โดยทั่วไป สายตาปกติเห็นชัดทั้ง 7 แถว) ก็อาจเป็นความผิดปกติที่แว่นตา หรือ มีโรคตาที่เป็นสาเหตุ ซึ่งจะต้องรับการตรวจต่อไป อนึ่งในผู้สูงอายุที่มีสายตาผู้สูงอายุ อาจมีการวัดสายตาระยะใกล้ด้วย การวัดสายตาตั้งแต่ต้นก่อนเข้าพบจักษุแพทย์ จะทำให้จักษุแพทย์ทราบว่า จะต้องตรวจอะไรที่ละเอียดขึ้น อะไรที่น่าจะเป็นสาเหตุของตามัว
  • การตรวจดูภายนอกของตา เช่น อาจใช้เพียงไฟฉายดูว่าหนังตาอยู่ในตำแหน่งปกติ สังเกตว่ามีขี้ตาติดที่เปลือกตาหรือไม่ ดูขนตา ท่อน้ำตา ตำแหน่งดวงตาอยู่ตรงกลางหรือ ไม่ มีตุ่มหรือก้อนอะไรที่ผิดปกติหรือไม่
  • การตรวจลูกตาภายใน ซึ่งหมอตา มักใช้เครื่องตรวจที่เรียกว่า Slit lamp ที่มีกำลัง ขยายร่วมกับแสงไฟ ฉายเข้าตาเป็นมุมเฉียง ซึ่งสามารถตรวจถึงเนื้อเยื่อชั้นต่างๆของลูกตา เริ่มจาก กระจกตา ม่านตา แก้วตา และน้ำวุ้นตาที่อยู่หลังแก้วตา ช่วยให้แพทย์มองเห็นพยาธิสภาพของเนื้อเยื่อในลูกตาได้ละเอียดขึ้น ช่วยการวินิจฉัยโรคตาได้ดีขึ้น
  • การตรวจ วุ้นตา จอตา และขั้วประสาทตา ด้วยเครื่องตรวจตาอีกชนิดที่เรียกว่า Ophthalmoscope หรืออาจใช้ เลนส์รวมแสงช่วยร่วมกับ Slit lamp ก็สามารถตรวจจอตาและขั้วประสาทตาได้ อนึ่งการตรวจ น้ำวุ้นตา จอตา ขั้วประสาทตาที่จะตรวจได้ละเอียดขึ้น มักเป็นการตรวจภายหลังการขยายม่านตาด้วยการหยอดยาขยายม่านตา กล่าวคือ หากต้องการตรวจจอตาอย่างละเอียด จำเป็นต้องขยายม่านตาก่อน
  • การวัดความดันลูกตา เพื่อการวินิจฉัยโรคต้อหินด้วยเครื่องตรวจที่เรียกว่า Tono meter ซึ่งมีชนิดต่างๆ เช่น Schiotz tonometer ที่ตรวจโดยผู้ป่วยต้องอยู่ในท่านอน หรือ Applanation tonometer ที่ผู้ป่วยสามารถนั่งตรวจและใช้ Slit lamp ร่วมตรวจด้วยได้
  • การตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อกลอกตาทั้ง 6 มัดในตาแต่ละข้าง โดยให้ผู้ป่วยกลอกตาไปมาในทิศทางต่างๆ ร่วมกับตรวจ ภาวะตาเข ตาเขซ่อนเร้น ตาเขเทียม ด้วยเครื่อง ตรวจต่างๆ
  • ตรวจลานสายตาด้วยวิธี Confrontation ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองในเบื้องต้น หากต้องตรวจให้ละเอียดขึ้น จะใช้เครื่องตรวจที่เรียกว่า Perimeter ซึ่งมีทั้งชนิดธรรมดาและชนิดใช้คอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า Computerized visual field test ซึ่งจำเป็นในการวินิจฉัยและรักษาโรคต้อหิน

มีการเตรียมตัวอย่างไรในการตรวจตา?

  • นำแว่นสายตา (หรือคอนแทคเลนส์) ที่ใช้ประจำมาด้วย เพื่อจะได้ทราบว่าใช้แว่นตาเดิม หรือสมควรเปลี่ยนใหม่ อีกทั้งเปรียบเทียบค่าของสายตาที่วัดได้ใหม่กับแว่นตาเก่า เพื่อประโยชน์ในการสั่งขนาดแว่นตาที่ถูกต้อง เช่น แว่นเก่ามีสายตาเอียงร่วมด้วยหรือไม่ สายตา 2 ข้างแตกต่างกันเพียงใด เพื่อแพทย์จะได้ตัดสินใจเลือกขนาดเลนส์ที่เหมาะสม ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ขณะตรวจ (ควรต้องแจ้งเจ้าหน้าที่/พยาบาลที่ตรวจสายตาเสมอว่าใช้/ใส่คอนแทคเลนส์) เพราะจะต้องเอาออกถึงจะตรวจตาได้
  • นำประวัติการรักษาโรคทางกายมาด้วย รวมทั้งชื่อยาที่รับประทานอยู่ เพราะยาบางตัวหรือโรคทางกายบางอย่างอาจมีผลต่อสายตาดังได้กล่าวแล้ว บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยผ่านการรักษาตาจากหมอตาท่านหนึ่งมาแล้ว ควรจะนำยาเก่าทางโรคตามาด้วย เพื่อหมอตาปัจจุบันจะได้พิจารณาว่ายังคงใช้ยาต่อได้หรือไม่ หรือเลือกยาที่เข้มข้นขึ้นหรือเปลี่ยนยา
  • แจ้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกรถึงประวัติการแพ้ยา แพ้อาหาร และแพ้สิ่งต่างๆ เพื่อแพทย์จะได้หลีกเลี่ยงการใช้ยา/สั่งยาดังกล่าว
  • หากต้องตรวจภายในลูกตา เช่น น้ำวุ้นตา จอตา จำเป็นต้องได้รับยาขยายม่านตา ซึ่งจะทำให้ม่านตาขยาย เกิดตาพร่ามัว มองใกล้ไม่ได้ เพื่อความปลอดภัย ไม่ควรขับรถมาเอง เพราะยาขยายม่านตา ทำให้บางคนตาพร่ามัวนาน 2 – 4 ช.ม. ทำให้ขับรถได้ยากและไม่สามารถอ่านหนังสือระยะใกล้ไปนาน 2 – 4 ช.ม. ดังนั้นจึงควรเตรียมแว่นกันแดดไปด้วย จะช่วยลดตาพร่าหลังหยอดยาขยายม่านตาได้ เพราะในภาวะม่านตาขยาย แสงจะเข้าตามากทำให้ตาพร่าและแสบตาได้ และวิธีดีที่สุด คือ มีญาติที่บรรลุนิติภาวะแล้วมาเป็นเพื่อนด้วย

มีผลข้างเคียงจากการตรวจตาไหม?

แทบจะพูดได้ว่า การตรวจตามีประโยชน์อย่างมากตามที่กล่าวข้างต้น ในผู้ป่วยบางท่านอาจมีปัญหาหลังตรวจตาบ้าง แต่พบได้น้อยมาก ที่พอพบได้บ้าง เช่น

อนึ่ง ภายหลังการตรวจตาทั่วไป ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงาน กลับบ้าน และใช้ชีวิตได้ตามปกติ ยกเว้นในกรณีตาพร่าจากการหยอดยาขยายม่านตา ที่ต้องพักจนกว่า ตาจะหายพร่า จึงจะทำงาน ใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ทราบผลการตรวจตาเมื่อไหร่?

โดยทั่วไป เมื่อตรวจตาเสร็จ แพทย์จะแจ้งผลตรวจให้ผู้ป่วยทราบ (ผู้ป่วยควรปรึกษา สอบถามแพทย์เพิ่มเติมถ้ามีข้อกังวล สงสัย) พร้อมให้คำแนะนำ การสั่งยา (ถ้ามี) และนัดหมายการตรวจครั้งต่อไป



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom