Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

กระเพาะปัสสาวะ  ท่อปัสสาวะ  ระบบทางเดินปัสสาวะ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ใส่คาสายสวนปัสสาวะ 

บทนำ

ตามปกติร่างกายของคนเรา สามารถขับถ่ายปัสสาวะออกได้เอง เพื่อขจัดของเสียในร่างกายออกทางปัสสาวะ เพื่อทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลของสารเคมีต่างๆในร่างกาย เพื่อคงทำหน้าที่ของร่างกายได้เป็นปกติ แต่เมื่อบุคคลเกิดความเจ็บป่วยที่ไม่สามารถขับถ่ายปัสสาวะได้เอง จึงจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์ให้ระบายปัสสาวะออกด้วยการใส่คาสายสวนปัสสาวะ(Urinary catheter) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับผู้ที่มีปัญหาระบบประสาทควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะสูญเสียหน้าที่ เช่น ในรายที่เป็นอัมพาต ที่ต้องใส่คาสายสวนปัสสาวะไว้ในการช่วยระบายปัสสาวะเกือบตลอดชีวิต ซึ่งการใส่คาสายสวนปัสสาวะ อาจเป็นการชั่วคราวเพื่อ ใช้ระบายปัสสาวะ ก่อนผ่าตัด ในขณะผ่าตัด และหลังผ่าตัดช่วงที่ผู้ป่วยยังฟื้นตัวดูแลตนเองไม่ได้ดี, เพื่อ แพทย์ พยาบาล ใช้เป็นการช่วยประเมินการทำงานของไต, และเพื่อการทดแทนน้ำให้เพียงพอแก่ร่างกายผู้ป่วยผ่านการประเมินปริมาณปัสสาวะที่ออกมาในหนึ่งชั่วโมง หรือรวมทั้งวัน ทั้งนี้เพื่อให้อวัยวะต่างๆยังคงทำงานได้ตามปกติ

ผู้ป่วยหลายรายมีความจำเป็นต้องใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ และต้องกลับไปดูแลต่อเองที่บ้าน และต้องมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล หรือที่สถานบริการสุขภาพต่างๆเพื่อรับการรักษาเป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง การดูแลสายสวนปัสสาวะ จึงมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับผู้ป่วยและสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยในการดูแลสายสวนปัสสาวะได้ถูกต้อง

ในบทความนี้ จึงขอนำเสนอ “การดูแลผู้ที่ใส่คาสายสวนปัสสาวะเมื่ออยู่ที่บ้าน (Indwelling urinary catheter care)” โดยมีจุดประสงค์ให้ผู้ป่วย และ/หรือผู้ดูแลผู้ป่วย สามารถดูแลสายสวนปัสสาวะได้ด้วยตนเอง ลดการติดเชื้อ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีเมื่อมีการใส่คาสายสวนปัสสาวะขณะที่อยู่บ้าน หรือเมื่อต้องออกไปมีกิจกรรมทางสังคมนอกบ้าน

การใส่คาสายสวนปัสสาวะคืออะไร?

การดูแลผู้ใส่คาสายสวนปัสสาวะเมื่ออยู่บ้าน

การใส่สายสวนปัสสาวะ(สายสวนฯ) เป็นการใส่สายสวนฯที่ปราศจากเชื้อเข้าไปคาอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ โดยสอดใส่สายสวนฯผ่านคาทางท่อปัสสาวะ เพื่อระบายปัสสาวะออกได้สะดวก มักใช้ในผู้ป่วยรายที่ไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้เอง

การใส่คาสายสวนปัสสาวะมีภาวะแทรกซ้อนไหม?

ผู้ป่วยที่ได้รับการคาสายสวนปัสสาวะไว้ในการระบายปัสสาวะเป็นเวลานานๆ มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน(ผลข้างเคียง)ได้ ซึ่งที่พบบ่อย คือ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

*ข้อสังเกตของอาการจากมีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ คือ มีไข้ ปัสสาวะขุ่น และ/หรือ มีตะกอน ปัสสาวะมีกลิ่นฉุนผิดปกติ และบางครั้งอาจมีน้ำปัสสาวะเป็นเลือด

นอกจากนั้น ผู้ใส่สายสวนฯ อาจเกิด การระคายเคือง เจ็บ ในตำแหน่งใส่สายสวนฯ จากมีการบาดเจ็บของท่อปัสสาวะจากตัวสายสวนฯ หรือจากการดึงรั้งของสายสวนฯ และอาจทำให้มีปัสสาวะเป็นเลือดร่วมด้วยได้เช่นกัน

ซึ่งเมื่อพบอาการ/สิ่งผิดปกติดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที ไม่ต้องรอจนถึงวันแพทย์นัด

ดูแลผู้ป่วยคาสายสวนปัสสาวะอย่างไร?

การดูแลผู้ป่วยใส่คาสายสวนปัสสาวะ สิ่งสำคัญในการดูแลมีอยู่ 2 ประการคือ การทำให้ปัสสาวะไหลสะดวก และการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งการดูแลผู้ที่ใส่สายสวนปัสสาวะ มีดังนี้

ก. การทำให้ปัสสาวะไหลสะดวก: เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะทำให้ผู้ป่วยไม่มีอาการปวดเบ่งปัสสาวะ และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะลดโอกาสเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งควรดูแล/ปฏิบัติ ดังนี้

1. ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆประมาณ วันละ 2,500-3,000 มิลลิลิตร(2.5-3ลิตร) เมื่อไม่เป็นโรคที่แพทย์ให้จำกัดปริมาณน้ำดื่ม เพื่อช่วยชะล้างสิ่งอุดกั้นภายในทางเดินปัสสาวะ และช่วยขับของเสียในทางเดินปัสสาวะออกมาได้สะดวกมากขึ้น จึงทำให้ปัสสาวะไหลได้คล่อง ไม่ติดขัด และลดปริมาณเชื้อโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ

2. ดูแลสายสวนปัสสาวะไม่ให้ หัก พับ หรืองอ ควรตรึงสายสวนปัสสาวะไว้กับตัวผู้ป่วยด้วยพลาสเตอร์ กรณีผู้ป่วยผู้หญิง ควรติดพลาสเตอร์ตรึงสายสวนฯที่บริเวณหน้าขาด้านใน ส่วนกรณีผู้ป่วยผู้ชาย ควรติดพลาสเตอร์ตรึงสายสวนที่ บริเวณหน้าท้องน้อยด้านใดด้านหนึ่ง และหากพบว่าพลาสเตอร์ที่ติดไว้สกปรก สามารถเปลี่ยนได้บ่อยตามที่ต้องการ เพื่อลดจำนวนเชื้อโรคที่อาจเข้าไปในสายสวนปัสสาวะ

3. ขณะนอน สายสวนปัสสาวะและสายที่ต่อกับถุงปัสสาวะ(ถุงรองรับปัสสาวะ) ควรยึดติดไว้กับที่นอน/เตียงนอน เพื่อลดการเคลื่อนที่ของสายฯดังกล่าว

4. ถุงรองรับปัสสาวะ ควรให้อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะให้มากที่สุด อย่างน้อย ต่ำกว่าเอวลงมา เพื่อช่วยให้ปัสสาวะไหลลงถุงรองรับปัสสาวะได้สะดวกโดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก

5. ถ้าพบว่า ปัสสาวะมีสีขุ่น หรือมีตะกอนในสายสวนปัสสาวะ ควรใช้มือบีบรูดสายสวนปัสสาวะบ่อยๆ เพื่อช่วยป้องกันตะกอนอุดตันสายสวนปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม การใช้มือบีบรูดสายสวนปัสสาวะ ต้องใช้ความระมัดระวังการเกิดการดึงรั้งระหว่างสายสวนปัสสาวะกับท่อปัสสาวะ จนอาจเกิดการบาดเจ็บกับท่อปัสสาวะและ/หรือกับเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่สายสวนฯคาอยู่ได้ ดังนั้น ผู้ป่วย หรือผู้ดูแล ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ หรือจากพยาบาลในการบีบรูดสายสวนปัสสาวะจนเข้าใจ ก่อนนำไปปฏิบัติเองที่บ้าน เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

ข. การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ: ควรดูแลดังนี้

1. ดูแลสายสวนปัสสาวะให้อยู่ในระบบปิด คือ ตั้งแต่ข้อต่อสายสวนปัสสาวะและสายต่อกับถุงรองรับปัสสาวะ ต้องให้ปิดอยู่ตลอดเวลา ระมัดระวังไม่ให้ข้อต่อหลุด หรือเปิดออก ทั้งนี้เพื่อป้องกันการติดเชื้อเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะ

หากข้อต่อหลุด ให้ใช้สำลีชุบแอกอฮอล์ 90% เช็ดปลายข้อต่อที่สายสวนปัสสาวะและที่ปลายสายข้อต่อกับถุงรองรับปัสสาวะ แล้วจึงต่อสายสวนปัสสาวะเข้ากับถุงรองรับน้ำปัสสาวะไว้เหมือนเดิม

2. การทำความสะอาดสายสวนปัสสาวะที่คาอยู่: โดยใช้น้ำสะอาดอุณหภูมิห้อง(ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำอุ่น) ล้างสายสวนฯ หลังจากนั้นฟอกสายสวนฯด้วยสบู่ แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งให้สะอาด พร้อมซับสายสวนฯ และผิวหนัง/เนื้อเยื่อที่เปียกน้ำให้แห้ง เพื่อลดจำนวนเชื้อโรค

3. การเทน้ำปัสสาวะออกจากถุงรองรับปัสสาวะ/ถุงรองรับฯ: ควรเทน้ำปัสสาวะออกจากถุงรองรับฯเมื่อพบว่า มีน้ำปัสสาวะประมาณ ¾ ของถุงรองรับฯ หรือทุก 6-8 ชั่วโมง หรือเมื่อจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากเตียงไปรถนั่ง หรือจากรถนั่งไปเตียง โดยในการเทออก ต้องไม่สัมผัสบริเวณปลายรูเปิดของถุงรองรับปัสสาวะ และใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ 70% เช็ดบริเวณรูเปิดของถุงรองรับฯก่อนและหลังเทน้ำปัสสาวะออกจากถุง แล้วจึงปิดรูเปิดของถุงรองรับปัสสาวะให้แน่น

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาก่อนนอนตอนกลางคืน ควรเทน้ำปัสสาวะออกจากถุงรองรับฯให้หมดก่อน เพราะจะได้ไม่ต้องตื่นในเวลากลางคืนมาเทน้ำปัสสาวะออก ช่วยให้นอนหลับได้อย่างสบายไม่ต้องกังวลว่าปัสสาวะจะเต็มถุงรองรับฯ นอกจากนั้นที่สำคัญอีกประการ คือ จัดการนอนเพื่อระมัดระวังการนอนทับสายสวนปัสสาวะ เพื่อป้องกันการกดทับสายสวนฯจนเกิดการคั่งค้างปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะ ที่จะเป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

4. การทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกและผิวหนัง/เนื้อเยื่อรอบๆที่สอดสายสวนฯ: ควรทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดอุณหภูมิห้อง และสบู่ชนิดที่อ่อนโยน(สบู่เด็กอ่อน)อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า และ เย็น(ก่อนนอน) และทุกครั้งหลังการขับถ่ายอุจจาระ เพื่อช่วยลดจำนวนเชื้อโรค และยังช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสุขสบายหลังจากการขับถ่าย

วิธีทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกและผิวหนัง/เนื้อเยื่อรอบๆสายสวนฯที่ถูกต้อง คือ ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดอุณหภูมิห้อง และด้วยสบู่ชนิดที่อ่อนโยน จากด้านหน้าของอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก ลงไปสู่ด้านหลังทางทวารหนัก และจากด้านบนลงด้านล่าง โดยไม่ถูย้อนไป ย้อนมา แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งให้หมดคราบสบู่ ซับบริเวณที่ทำความสะอาด/บริเวณที่เปียกชื้นให้แห้ง เพื่อลดการปนเปื้อนเชื้อโรค โดยเฉพาะจากทวารหนักเข้าสู่รูเปิดท่อปัสสาวะและระบบทางเดินปัสสาวะ และยังช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสุขสบายภายหลังการทำความสะอาด

อนึ่ง ไม่ควรใช้ แป้ง ครีม หรือ สเปรย์ บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกและบริเวณ ผิวหนัง/เนื้อเยื่อใกล้เคียง เพราะจะสะสมเชื้อโรคได้มากขึ้น

5. ควรเปลี่ยนถุงปัสสาวะ เมื่อพบว่าถุงปัสสาวะ รั่ว หรือขาด(สังเกตได้จากมีน้ำปัสสาวะรั่วซึม/ถุงเปียกตลอดเวลา) และโดยทั่วไป ควรต้องเปลี่ยนถุงปัสสาวะทุก 1 เดือน หรือเปลี่ยนถุงปัสสาวะเร็วกว่านี้เมื่อเห็นว่า สกปรก หรือมีตะกอนจับในถุงปัสสาวะ หรือถุงปัสสาวะมีกลิ่นแรง

6. ควรรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เพราะจะช่วยลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ อาหารที่มีความเป็นกรด เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว นม ลูกพรุน ขนมปัง น้ำส้ม โดยเฉพาะน้ำกระเจี๊ยบที่มีผลการศึกษาพบว่า น้ำกระเจี๊ยบอาจช่วยขับปัสสาวะ และอาจลดแบคทีเรียในปัสสาวะได้

7. หลีกเลี่ยงการยกถุงรองรับปัสสาวะไว้สูงเหนือระดับเอว และหากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เช่น จากเตียงไปรถนั่ง หรือเดิน ควรเทน้ำปัสสาวะออกจากถุงรองรับปัสสาวะก่อน หรือ หักพับสายสวนสวนปัสสาวะไว้ก่อนขณะที่เคลื่อนย้ายผู้ป่วย เพื่อลดการไหลย้อนของปัสสาวะเข้าไปในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งจะช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้ และหลังจากเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแล้ว จึงให้ปล่อยสายสวนปัสสาวะเพื่อให้ปัสสาวะไหลตามปกติ

8. สังเกตอาการจากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น มีตะกอน กลิ่นฉุนมากผิดปกติ ซึ่งถ้าพบอาการดังกล่าว แสดงว่ามีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ควรรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเพื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสม

อนึ่ง จากผลการศึกษา ได้ข้อค้นพบที่น่าสนใจว่า ปัจจัยอื่นในการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะจากการคาสายปัสสาวะไว้ คือ

  • การเลือกขนาดสายสวนปัสสาวะสำหรับผู้ป่วยที่เหมาะสมและให้มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดการบาดเจ็บบริเวณท่อปัสสาวะ
  • การตรึงสายสวนปัสสาวะให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และไม่ให้เคลื่อนที่มากเพื่อลดการระคายเคืองของสายสวนฯกับท่อปัสสาวะ
  • การดูแลระบบการระบายปัสสาวะให้เป็นระบบปิดตลอดเวลา และดูแลให้ปัสสาวะไหลสะดวกอยู่เสมอ เพื่อช่วยลดปริมาณแบคทีเรียที่จะเกิดสะสม กรณีมีการอุดตันของสายสวนฯ

*นอกจากนั้น ก่อนและหลังการสัมผัส สายสวนปัสสาวะ สายต่อระหว่างสายสวนฯกับถุงปัสสาวะ และตัวถุงปัสสาวะ ต้องล้างมือให้สะอาดเสมอ ส่วนความ จำเป็นต้องสวมใส่ถุงมือยางทางการแพทย์หรือไม่ในการดูแลสายสวนฯและถุงปัสสาวะ ควรปรึกษาพยาบาลก่อนเสมอเพราะขึ้นกับความจำเป็นของผู้ป่วยแต่ละราย

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จากการคาสายสวนปัสสาวะ ต้องมีการดูแลเอาใจใส่ ตั้งแต่การเลือกใช้สายสวนปัสสาวะที่มีขนาดเหมาะสม(ปรึกษากับ แพทย์/พยาบาลในการเลือกขนาด) ดูแลระหว่างคาสายสวนปัสสาวะให้ปัสสาวะไหลสะดวก ลดการคั่งค้างของปัสสาวะ รวมทั้งการดูแลความสะอาดบริเวณที่ใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อลดจำนวนเชื้อโรค

นอกจากนั้น ในการดูแล สายสวนฯ ถุงปัสสาวะ การเปลี่ยนถุงปัสสาวะ การเปลี่ยนสายถุงปัสสาวะ และการทำความสะอาดอวัยวะเพศภายนอก/ผิวหนัง/เนื้อเยื่อบริเวณใส่สายสวนฯเพื่อป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ ควรต้องเรียนรู้วิธีการ จากพยาบาลจนเข้าใจ และจนรู้สึกมั่นใจในการจะทำได้เองที่บ้าน

มีข้อควรระวังขณะที่คาสายสวนปัสสาวะอย่างไร?

มีข้อควรระวังขณะที่คาสายสวนปัสสาวะ คือ

1. หลีกเลี่ยงการปลดข้อต่อระหว่างสายสวนปัสสาวะกับข้อต่อถุงรองรับปัสสาวะ เพราะมีโอกาสเกิดการปนเปื้อนเชื้อ และต้องตรวจสอบข้อต่อให้ปิดแน่นสนิทเพื่อป้องกันการรั่วซึมของปัสสาวะที่จะเพิ่มโอกาสการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้

2. ขณะที่ผู้ป่วย ยืน หรือเดิน ต้องดูแลถุงรองรับปัสสาวะให้อยู่ต่ำกว่าระดับ เอวประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อลดการไหลย้อนของปัสสาวะเข้าไปในสายสวนปัสสาวะ

3. ไม่ปล่อยให้ถุงรองรับปัสสาวะวางติดกับพื้นห้อง เพราอาจทำให้ปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย

4. ควรสังเกตว่ามีน้ำปัสสาวะไหลซึมออกมาจากส่วนตรงอวัยวะเพศ/ท่อปัสสาวะกับสายสวนฯหรือไม่ ถ้ามีปัสสาวะไหลซึมออกมา อาจเกิดจากน้ำกลั่นที่ใส่ไว้ในสวนบอลลูน(ใช้เป็นตัวช่วยยึดให้สายสวนฯคาอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ)ของหัวสายสวนฯมีการรั่ว หรือถ้ามีปัสสาวะไหลซึมตามสายสวนปัสสาวะ แสดงว่า สายสวนฯ มีการฉีกขาด หรือรั่ว ในทั้ง 2 กรณีดังกล่าว ให้รีบมาโรงพยาบาล เพื่อแพทย์ หรือพยาบาลจะเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะให้ใหม่ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

5. ควรสังเกตว่ามีน้ำปัสสาวะซึมออกจากท่อของถุงปัสสาวะ และ/หรือจากตัวถุงปัสสาวะหรือไม่ ถ้ามีควรต้องเปลี่ยนชุดถุงปัสสาวะใหม่

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ก่อนนัด?

ผู้ป่วยใส่คาสายสวนปัสสาวะควรรีบพบแพทย์/มาโรงพยาบาลก่อนนัดเมื่อ

สรุป

หลักสำคัญในการดูแลผู้ที่ได้รับการใส่สายสวนปัสสาวะคือ ดูแลให้ปัสสาวะไหลสะดวก และดูแลเพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โดย

  • ดูแลสายสวนปัสสาวะให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่ดึงรั้ง ไม่หักพบงอ ช่วยให้ปัสสาวะไหลสะดวก
  • การทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกทุกวันและหลังขับถ่ายอุจจาระ จะช่วยลดการสะสมเชื้อโรคในบริเวณนั้นได้ดี จึงช่วยลดโอกาสติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะได้อีกประการ
  • การดื่มน้ำมากๆ (กรณีที่ไม่มีโรคที่แพทย์สั่งให้จำกัดปริมาณน้ำดื่ม) จะช่วยให้เกิดการระบายปัสสาวะได้สะดวก และลดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้อีกประการ

นอกจากนั้น หากพบมีอาการของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือมีสายสวนปัสสาวะ รั่ว ซึม ควรรีบมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาล ไม่ควรรอจนถึงวันแพทย์นัด เพื่อให้ได้รับการดูแล ช่วยเหลือที่เหมาะสม ทันท่วงที

บรรณานุกรม

  1. งานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา แนวทางการใส่สายสวนปัสสาวะ และการป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะ www.ayhos.go.th/ayh/index.php/ic-guideline/345-ic-sp011 [2016,Oct22]
  2. สุพัตรา อุปนิสากร จารุวรรณ บุญรัตน์ อจิมา ไทยคง.(2555). การป้องกันการติด เชื้อในทางเดินปัสสาวะจากการคาสายสวนปัสสาวะผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในไอซียูอายุรกรรม. วารสารสภาการพยาบาล 27(1): 49-62.
  3. ศิริรัตน์ วีรกิตติ และคณะ. (2553). การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับการ ป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะจากการคาสายสวนปัสสาวะ. วารสารกองการพยาบาล. 31(1): 51-65.
  4. Lynn,P.(2011). Taylor’s Handbook of Clinical Nursing Skills. Philadelphia: Wolters Kluwer/Lippincott Williams & Wilkins.
  5. Perry, A.G; Potter ,P.A & Ostendorf, W.R. (2014).Clinical Nursing Skills & Techniques. (8thedition). St. Louis: Elsevier Mosby


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom