Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

หัวใจ  ระบบหัวใจและหลอดเลือด 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

หมดสติ  เจ็บแน่นหน้าอก 

บทนำ

โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute myocardial infarction) หรือย่อว่า เอเอ็มไอ (AMI) หรือภาษาทั่วไปคือ Heart attack (อาการหัวใจล้ม) คือ โรคที่เซลล์กล้ามเนื้อของหัวใจตายจากการขาดเลือดมาเลี้ยง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากหลอดเลือดที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการอุดตันกะทันหันจากการเกิดก้อนลิ่มเลือด (Thrombus) อาการจะเกิดขึ้นฉับพลัน/เฉียบพลันโดยจะมีอาการเจ็บหน้าอกเป็นหลัก อัตราการเสียชีวิต (ตาย) ของโรคนี้ค่อนข้างสูง การวินิจฉัยโรคให้ได้อย่างรวดเร็วและรีบให้การรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุดจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้อย่างมาก ผู้ที่เกิดโรคนี้แล้วหนึ่งครั้งมีโอกาสที่จะกลับเป็นซ้ำได้อีก

โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันพบมากในประเทศที่พัฒนาแล้วมากกว่าประเทศด้อยพัฒนาอย่างเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยมากถึง 1.5 ล้านคนต่อปี หรือพบผู้ป่วยทุกๆ 600 คนในประชากร 100,000 คน ในประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงประเทศไทยพบผู้ป่วยได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปในรูปแบบของประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็งกันมากขึ้นและส่งผลให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายตามมา

อายุที่มากขึ้นก็จะมีโอกาสพบเป็นโรคนี้ได้มากขึ้น ในช่วงอายุที่น้อยกว่า 70 ปีผู้ชายพบได้มากกว่าผู้หญิง แต่ช่วงอายุที่มากกว่า 70 ปีขึ้นไปผู้ชายและผู้หญิงพบได้เท่ากันๆเนื่องจากผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้วจะไม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen, ฮอร์โมนเพศหญิง) มาช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง

สำหรับในเด็กก็อาจพบได้จากสาเหตุที่ไม่ใช่โรคหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งที่พบบ่อยในเด็กคือ โรคหลอดเลือดแดงที่มาเลี้ยงหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด

อะไรเป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน?

กล้ามเนื้อหัวใจตาย

การที่กล้ามเนื้อหัวใจตายเกิดจากการขาดเลือดมาเลี้ยงซึ่งสาเหตุที่ทำให้เลือดไม่มาเลี้ยง ได้แก่

1. การที่ผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ที่เรียกว่า Atherosclerosis อยู่ก่อน ซึ่งเป็นสาเหตุมากกว่า 90% ของผู้ป่วยทั้งหมด

โดยหลอดเลือดแดงแข็งเกิดจากมีไขมันและเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบต่างๆมาเกาะตัว เป็นกลุ่มอยู่ที่ผนังของหลอดเลือดและมีพังผืดห่อหุ้มเอาไว้เรียกกลุ่มที่เกาะตัวนี้ว่า พลาค (Plaque) จึงทำให้ทางไหลของเลือดแคบลง หากพังผืดเกิดแตกออก (Plaque rupture) สารเคมีที่อยู่ใน Plaque ก็จะถูกปล่อยออกมาและกระตุ้นให้เกล็ดเลือดที่อยู่ในกระแสเลือดมาเกาะกลุ่มกันที่ผนังหลอดเลือดส่วนนี้ ตามมาด้วยการกระตุ้นระบบการแข็งตัวของเลือดทำให้ได้โปรตีนชื่อ ไฟบริน (Fibrin) มาเกาะรวมกับกลุ่มของเกล็ดเลือดและกลายเป็นกลุ่มก้อนลิ่มเลือดขนาดใหญ่เรียกว่า “ก้อน ลิ่มเลือด (Thrombus)”

ก้อน Thrombus ที่เกิดขึ้นนี้อาจมีขนาดใหญ่มากจนกระทั่งอุดตันหลอดเลือดแดงจึงทำให้เลือดไหลผ่านไปไม่ได้ เซลล์กล้ามเนื้อที่อยู่ปลายทางของหลอดเลือดเส้นนั้นจึงเกิดการขาดเลือด มาเลี้ยงและตายในที่สุด ซึ่งการเกิดเหตุการณ์นับตั้งแต่กลุ่ม Plaque แตกออกจนเกิดก้อน Thrombus นั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วจึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการเกิดขึ้นเฉียบพลัน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้แก่

2. เป็นโรคหลอดเลือดอื่นๆอยู่ เช่น โรคหลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis) โรคหลอดเลือดแดงที่มาเลี้ยงหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด เป็นต้น

3. การเกิดภาวะต่างๆที่ทำให้หลอดเลือดแดงที่มาเลี้ยงหัวใจเกิดการอุดตัน เช่น การเกิดมีก้อนลิ่มเลือด (Thrombus) ในหลอดเลือดแดงที่ตำแหน่งอื่นๆของร่างกายแล้วหลุดออกกลาย เป็นลิ่มเลือดก้อนเล็กๆ (Emboli) ไหลเข้ามาอุดตันหลอดเลือดแดงที่มาเลี้ยงหัวใจ หรือการมีก๊าซปริมาณมากเข้ามาอยู่ในหลอดเลือดแดง ก๊าซจึงไม่สามารถละลายอยู่ในเลือดได้และเกิดเป็นฟองอากาศที่อาจไปขัดขวางการไหลของเลือดในหลอดเลือดแดงของหัวใจได้ เป็นต้น

4. เกิดภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจต้องการปริมาณเลือดมาเลี้ยงมากกว่าปกติ เลือดแดงที่ไหลมาเลี้ยงจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของเซลล์หัวใจเช่น เป็นโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษรุนแรง หรือเลือดที่มาเลี้ยงมีปริมาณออกซิเจนต่ำเช่น เป็นโรคปอดรุนแรง หรือเป็นโรคโลหิตจาง/ภาวะซีดรุนแรงซึ่งทำให้มีปริมาณเม็ดเลือดแดงน้อยที่จะนำออกซิเจนมาให้กับเซลล์กล้ามเนื้อ หรือเกิดการเสียเลือดออกจากร่างกายปริมาณมากเช่น เมื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรง

5. การใช้ยาหรือสารเสพติดบางชนิด เช่น โคเคน (Cocaine), แอมเฟตามีน (Amphetamine), อีฟีดรีน (Ephedrine) ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดมีการหดตัวอย่างรุนแรง

กายวิภาคหลอดเลือดแดงของหัวใจ

จากท่อเลือดแดงใหญ่ (Aorta) ที่ออกจากหัวใจ หลอดเลือด 2 เส้นแรกที่แตกแขนงออกมา คือ หลอดเลือดที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจซึ่งมีชื่อว่า หลอดเลือดโคโรนารี ขวา (Right coronary artery) และหลอดเลือดโคโรนารี ซ้าย (Left coronary artery)

หลอดเลือดหัวใจซ้าย (Left coronary artery) จะแตกแขนงต่อทันทีออกเป็นหลอดเลือดที่มีขนาดเล็กกว่าเรียกว่า หลอดเลือด Left anterior descending artery และหลอดเลือด left circum flex artery

ดังนั้นหลอดเลือดหลักที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจจึงมี 3 เส้นโดย

การอุดตันของหลอดเลือดแต่ละเส้นจึงทำให้เกิดกล้ามเนื้อตายที่ตำแหน่งแตกต่างกันไปรวม ไปถึงลักษณะอาการ การพยากรณ์โรค/ความรุนแรงของโรค และภาวะแทรกซ้อนที่แตกต่างกัน

โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมีอาการอย่างไร?

เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นโรคหลอดเลือดแข็งอยู่ก่อนและโรคนี้ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease) หรือโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้ป่วยจึงอาจมีอาการของโรคหัวใจขาดเลือดนำมาก่อน แต่ในบางรายอาจไม่มีก็ได้โดยจะแสดงอาการของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นครั้งแรก

ทั้งนี้ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะมีประวัติของสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายขึ้นมา เช่น การออกแรงทำงาน หรือการออกกำลังกายอย่างหนัก อารมณ์เครียด หรือตกใจที่รุนแรง หรือ ได้รับการผ่าตัด เป็นต้น

จากการเก็บข้อมูลทางสถิติพบว่า อาการมักจะเกิดในช่วง 2 - 3 ชั่วโมงหลังตื่นนอนตอนเช้า สาเหตุอาจเป็นเพราะว่าในช่วงเวลานี้ร่างกายมีการหลั่งสารเคมีชื่อ Catecholamine ซึ่งจะไปกระตุ้นเกล็ดเลือดให้มีการเกาะกลุ่มกันได้ง่ายขึ้น

อาการที่พบเป็นหลักคือ อาการเจ็บแน่นหน้าอกซึ่งจะเจ็บลึกๆ เจ็บเหมือนถูกบีบถูกกด แต่ในบางรายอาจรู้สึกเจ็บแบบแปล๊บๆ อาการเจ็บจะค่อนข้างรุนแรงจนต้องหยุดทำกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ ตำแหน่งที่เจ็บอยู่ที่ตรงกลางหน้าอกและอาจร้าวไปที่แขนซ้าย ร้าวไปที่คอ บริเวณกราม หรืออาจร้าวไปที่หน้าท้องก็ได้ แต่จะไม่ปวดร้าวลงต่ำกว่าระดับของสะดือ

ในผู้ป่วยส่วนน้อยอาจมีอาการปวดแบบแสบร้อนที่บริเวณลิ้นปี่ซึ่งอาการจะคล้ายกับผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบได้

ระดับของอาการปวดในโรคนี้จะรุนแรงและเป็นติดต่อกันนานมากกว่า 30 นาทีขึ้นไป การหยุดพักกิจกรรมที่ทำอยู่ไม่ได้ทำให้อาการดีขึ้น ซึ่งแตกต่างจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่ไม่มีกล้าม เนื้อหัวใจตายที่การหยุดพักจะทำให้อาการบรรเทาลงได้

อาการที่พบร่วมด้วยได้คือ อาการเหนื่อย อ่อนเพลีย เหงื่อออก ซีด คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีไข้ต่ำๆไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส (Celsius) ได้

ตำแหน่งและความกว้างที่กล้ามเนื้อหัวใจตายอาจมีผลต่ออาการแสดงที่แตกต่างกันได้เช่น

ในผู้ป่วยบางกลุ่มอาจมีอาการที่แปลกออกไปได้เช่น

แพทย์วินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันอย่างไร?

สำคัญที่สุดในโรคนี้คือ ผู้ป่วยจะต้องรีบให้การวินิจฉัยตนเองเมื่อมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกขึ้น มาเฉียบพลัน อาการเป็นนานมากกว่า 30 นาที โดยให้รีบมาโรงพยาบาลโดยทันที/ฉุกเฉิน เมื่อแพทย์ตรวจร่างกายและคาดว่าผู้ป่วยน่าจะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย ก็จะอาศัยการตรวจพิเศษเพื่อยืน ยันการวินิจฉัยได้แก่

รักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันอย่างไร?

หลักการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่สำคัญที่สุดคือ ต้องให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่รวดเร็วทันท่วงทีก่อนที่กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดไปเลี้ยงจะตายลงในที่สุด ซึ่งก็จะต้องอาศัยการวินิจฉัยให้ได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง การรักษาจึงแบ่งออกเป็น

1. การรักษาในระยะก่อนที่กล้ามเนื้อหัวใจจะตาย คือ การทำให้หลอดเลือดที่อุดตัน หายอุดตันและทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจต่อไปได้ ซึ่งจะช่วยลดบริเวณที่กล้ามเนื้อหัวใจตายให้น้อยที่สุด และลดอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนต่างๆลงได้ โดยมีวิธีการอยู่ 2 รูปแบบคือ

  • การใส่สายสวนหัวใจเพื่อไปละลายกลุ่มลิ่มเลือดที่อุดตันหลอดเลือดหัวใจเรียกว่า Percutaneous coronary intervention (PCI)
  • การให้ยาละลายกลุ่มลิ่มเลือด (Fibrinolysis) เช่น ยา Tissue plasminogen activa tor, Streptokinase, Tenecteplase และ Reteplase โดยระยะเวลานับตั้งแต่หลอดเลือดเกิดการอุดตันจนกระทั่งกล้ามเนื้อหัวใจตายคือประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงซึ่งระยะเวลาจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆด้วยได้แก่ มีการอุดตันของหลอดเลือดโดยสมบูรณ์หรือไม่ หรือยังพอมีเลือดไหลได้บ้างเล็กน้อย มีหลอดเลือดแดงเล็กๆมาช่วยเลี้ยงบริเวณนั้นหรือไม่ ความต้องการออกซิเจนของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจในขณะนั้น เป็นต้น

ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการมานานไม่เกิน 30 นาทีจะได้ประโยชน์จากการรักษาดังกล่าวข้างต้นมากที่สุด รองลงไปคือมีอาการมานาน 1 - 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายที่อาการเป็นมานาน มากกว่า 3 - 6 ชั่วโมงการให้ยาละลายกลุ่มลิ่มเลือดก็ยังอาจมีประโยชน์อยู่บ้าง

2. การรักษาในระยะที่กล้ามเนื้อหัวใจตาย ผู้ป่วยที่มีอาการมานานเกินระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งกล้ามเนื้อหัวใจตายสนิทแล้ว การรักษาโดยการทำให้หลอดเลือดหายอุดตันและมีเลือดไหลไปเลี้ยงนั้นไม่มีประโยชน์แล้ว

ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จึงอาศัยการรักษาตามอาการ โดยผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดภายในหอผู้ป่วยวิกฤตเพื่อระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น มีการติดตาสัญญาณชีพ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัว ใจตลอดเวลา และให้ผู้ป่วยนอนพักอยู่บนเตียงเท่านั้นในช่วง 12 ชั่วโมงแรก ให้ขับถ่ายบนเตียง ทั้งนี้เพื่อลดภาระงานของหัวใจ รวมถึงการงดอาหาร การให้ยาคลายเครียด ยานอนหลับ และให้ยาแก้ปวดแก่ผู้ป่วยเช่น ยากลุ่มมอร์ฟีน เป็นต้น

นอกจากนี้แพทย์จะใช้ยากลุ่มที่ไปลดภาระการทำงานของหัวใจโดยตรงร่วมด้วยเช่น ยากลุ่ม Beta-adrenoceptor blocker, Angiotensin-converting enzyme inhibitor, Angiotensin recep tor blockers เป็นต้น

3. การรักษาภาวะแทรกซ้อน โดยให้การรักษาตามภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยแต่ละรายเช่น ให้ยาปฏิชีวนะเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย เป็นต้น

4. การป้องกันการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายซ้ำ ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย ในบริเวณที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นได้อีก ผู้ป่วยทุกรายจึงต้องได้รับยาป้องกันตลอดชีวิตหากไม่มีข้อห้ามอื่นๆเช่น ยาป้องกันการเกาะตัวของลิ่มเลือด (เช่น แอสไพริน หรือ Clopidogrel) ในบางรายอาจได้รับยาละลายลิ่มเลือดร่วมด้วยเช่น Warfarin ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายก็อาจได้ยาในกลุ่ม Angiotensin converting enzyme inhibitors หรือ Angiotensin receptor blockers เป็นต้น

โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมีภาวะแทรกซ้อนอย่างไร?

ภาวะแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่อาจเกิดขึ้นได้แก่

1. ภาวะหัวใจวาย เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและในเวลาต่อๆมาเมื่อผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจบริเวณ ที่ตายจะมีการยืดขยายและบางตัวออก และไม่สามารถบีบตัวส่งเลือดออกไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ ตำแหน่งและความกว้างของบริเวณที่ตายมีผลต่อความรุนแรงของภาวะหัวใจวาย

2. หัวใจเต้นผิดจังหวะ พบได้หลายรูปแบบ มักเกิดภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังกล้ามเนื้อหัวใจตาย ชนิดที่อันตรายคือหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบ Ventricular fibrillation ซึ่งจะทำให้หัวใจไม่สามารถบีบเลือดส่งไปเลี้ยงร่างกายได้ส่งผลให้ผู้ป่วยหมดสติอย่างกะทันหัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีโดยการใช้เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจ (Defibrillator) แล้วผู้ป่วยก็จะเสียชีวิตอย่างรวด เร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดนี้มักเกิดภายใน 48 ชั่วโมงแรกหลังมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตาย หากไม่เกิดขึ้นในช่วงนี้เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว แพทย์จะพิจารณาใส่เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติไว้ในตัวผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง

3. เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis) ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกคล้ายอาการของกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ แต่การปวดมักจะร้าวไปบริเวณหลังส่วนบน โดยจะต้องแยกออกจากอาการที่เกิดใหม่จากการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายซ้ำอีกให้ได้เพราะการรักษาจะต่างกัน

4. การเกิดก้อนลิ่มเลือดในห้องหัวใจ (Thrombus) และหลุดออกเป็นลิ่มเลือดเล็กๆ (Thromboemboli) ลอยไปอุดตันหลอดเลือดอื่นๆซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาสำคัญได้เช่น หากลอยไปอุดหลอดเลือดในสมอง จะทำให้เกิดเนื้อสมองตายกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ การเกิดลิ่มเลือดนี้มักพบในผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อหัวใจห้องซ้ายทางด้านหน้าตาย เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจทางด้านหน้าเป็นพื้นที่ที่เป้นบริเวณกว้าง เมื่อเกิดการตายกล้ามเนื้อที่เหลือไม่สามารถบีบตัวได้เป็นปกติ เลือดจึงมีการไหลวนในห้องหัวใจที่ผิดปกติไปด้วยจึงทำให้มีโอกาสเกิดเป็นก้อนลิ่มเลือดขึ้นมา

5. ผนังห้องหัวใจโป่งพอง (Aneurysm) กล้ามเนื้อหัวใจที่ตายไปแล้วจะกลายเป็นพัง ผืดซึ่งไม่มีความยืดหยุ่นตัว เมื่อรับแรงกระแทกจากการไหลวนของเลือดในห้องหัวใจเป็นเวลานานๆ ก็จะเกิดการโป่งพองออกในที่สุด บริเวณที่โป่งพองออกนี้มีโอกาสเกิดก้อนลิ่มเลือดได้

โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันรุนแรงไหม?

โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเป็นโรครุนแรง อัตราการเสียชีวิตขึ้นกับการวินิจฉัยให้ได้รวดเร็วและความพร้อมทั้งเครื่องมือและบุคลากรในการรักษาที่รวดเร็วที่สุด โดยเฉลี่ยแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะเสียชีวิตก่อนมาถึงโรงพยาบาล ส่วนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอัตราตายในช่วง 30 วันจะอยู่ที่ประมาณ 30% (ในโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือและบุคลากรที่มีประสิทธิภาพพร้อม) ในผู้ป่วยที่รอดชีวิตประมาณ 1 คนใน 25 คนจะเสียชีวิตภายใน 1 ปีหลังจากนั้น ผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 75 ปีมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่านี้ถึง 4 เท่า

ป้องกันและการดูแลตนเองอย่างไร?

การป้องกันโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันและการดูแลตนเองคือ

1. เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากโรคหลอดเลือดแดงแข็ง การป้องกันโรคจึงต้องป้องกันการเป็นโรคนี้ซึ่งได้แก่ การควบคุมระดับน้ำตาลและระดับไขมันในเลือดให้เหมาะสม (ป้องกันโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง) การควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดโรคอ้วน การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การไม่สูบบุหรี่ เป็นต้น

2. สำหรับสาเหตุอื่นๆที่พบได้น้อยบางอย่างอาจป้องกันไม่ได้เช่น การเป็นโรคหลอดเลือดแดงที่มาเลี้ยงหัวใจผิดปกติแต่กำเนิดเช่นเกิดผิดที่ แต่บางอย่างก็ป้องกันได้เช่น การใช้สารเสพติดโคเคน แอมเฟตามีน การกินยารักษาโรคของต่อมไทรอยด์อย่างสม่ำเสมอในผู้ป่วยที่เป็นโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น

3. ผู้ป่วยที่กลับบ้านได้แล้วควรปฏิบัติตัวเพื่อลดภาระการทำงานให้กับหัวใจได้แก่ การไม่ทำงานหนักเกินกำลังหรือทำจนเหนื่อย การออกกำลังกายตามชนิดและระยะเวลาที่แพทย์ พยาบาลแนะนำ การพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด การกินอาหารให้เหมาะสมโดยลดอาหารประเภทแป้ง ไขมัน และอาหารที่มีปริมาณเกลือแกงสูง (อาหารเค็ม)

4. เนื่องจากผู้ป่วยที่เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายขึ้นมาแล้วมีโอกาสเกิดซ้ำได้อีก จึงต้องป้องกันโดยการกินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอรวมถึงการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆอย่างเข้มงวด

5. พบแพทย์/มาโรงพยาบาลตรงตามนัดเสมอ

6. รีบพบแพทย์/มาโรงพยาบาลก่อนนัดหรือไปโรงพยาบาลฉุกเฉินขึ้นกับความรุนแรงของอาการ เมื่อมีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรืออาการต่างๆเลวลง หรือกังวลในอาการ

ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

กรณีทั่วไปควรรีบพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาลฉุกเฉินขึ้นกับความรุนแรงของอาการเมื่อ

1. หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกแบบรุนแรงต่อเนื่องนานเกิน 30 นาที นั่งพักแล้วไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดแดงแข็งดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ สาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง

2. ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเบาหวานที่อาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกปรากฏ ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นเช่น เหนื่อยกะทันหัน เหงื่อออก ซีด สับสน ซึม หรือหมดสติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลฉุกเฉิน

บรรณานุกรม

  1. Elliott M. Antman, Eugene Braunwald, acute myocardial infarction, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15thedition,Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  2. http://emedicine.medscape.com/article/155919-overview#showall [2016,July2]
  3. http://en.wikipedia.org/wiki/Homocysteine [2016,July2]
Updated 2016, July 2

เว็บบอร์ด
User โรคมือเท้าปาก จากโรงเรียนหนูน้อย อาการเจ็บซี่โครง อาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และ/หรือของกระดูกซี่โครง ดังนั้นจึงขึ้นกับว่าคุณไปทำอะไรมา เช่น การออกแรงใช้กล้ามเนื้อ/กระดูก.... โดย Tippatai » 02/05/2012

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน vernix
Frame Bottom