ยาฆ่าเชื้อ (Antimicrobial drug) ยาแก้อักเสบ (Anti inflammatory drug)

บทความที่เกี่ยวข้อง


ยาฆ่าเชื้อ

บทนำ

การอักเสบ (Inflammation) คือ การตอบสนองของหลอดเลือด (Vascular tissue) ต่อการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกายส่งผลให้เนื้อเยื่อเหล่านั้นเกิดอาการ บวม แดง ร้อน เจ็บ/ปวด และอาจมีอาการไข้เกิดขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักของการอักเสบมี 2 สาเหตุคือ

  • สาเหตุจากการติดเชื้อโรค
  • และสาเหตุจากที่ไม่ใช่การติดเชื้อโรค

ซึ่งโรคต่างๆที่เกิดจากทั้ง 2 สาเหตุจะใช้ยาในการรักษาแตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงยาแก้อักเสบ/ยาต้านอักเสบหรือยาฆ่าเชื้อ/ยาต้านเชื้อ จึงอาจทำให้คนทั่วไปสับสนว่าเป็นยาชนิดเดียวกัน ดังนั้นถ้ามีใคร/บุคคลากรทางการแพทย์ใช้คำว่า ยาแก้อักเสบ ควรสอบถามให้ชัดเจนว่า “ใช่ยาฆ่าเชื้อหรือไม่”

บทความนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจของผู้ใช้ยาว่า ในทางการแพทย์ เมื่อใช้คำต่างๆเช่น ยาฆ่าเชื้อ/ยาต้านเชื้อ ยาแก้อักเสบ/ยาต้านอักเสบ/ยาต้านการอักเสบ บุคคลากรด้านการแพทย์เหล่านั้นหมายความว่าอย่างไร เพื่อผู้ใช้ยาจะได้ไม่สับสนและจะได้เข้าใจได้ว่า ตนกำลังใช้ยา กลุ่มใดอยู่เพื่อรักษาโรคอะไร รวมถึงจะได้พูดคุยปรึกษาสอบถามบุคคลากรที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ได้ถูกต้องตรงกับที่ตนสงสัยและด้วยความเข้าใจที่ตรงกัน

บทความนี้ขอกล่าวในหัวข้อหลัก 3 หัวข้อ ซึ่งแต่ละหัวข้อหลักจะมีหัวข้อย่อยที่จะกล่าวถึงเฉพาะหลักสำคัญของยาแต่ละกลุ่ม/ประเภทยา โดยหัวข้อหลักของกลุ่ม/ประเภทยาคือ ยาฆ่าเชื้อ, ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์, และยาต้านอักเสบสเตียรอยด์

ยาฆ่าเชื้อ (Antimicrobial drugs)

ยาฆ่าเชื้อ ในภาพรวมหลักมีหัวข้อดังนี้คือ

  1. ทางเภสัชหมายถึงยาที่มีคุณสมบัติอะไร?

    ยาฆ่าเชื้อ หมายถึงกลุ่มของสาร/ยาที่ได้จากธรรมชาติและ/หรือจากการสังเคราะห์ทางเคมี โดยเป็นสารที่มีฤทธิ์ฆ่าหรือหยุดหรือต้านการเจริญเติบโตของเชื้อจุลชีพได้แก่ แบคทีเรีย เชื้อรา โปรโตซัว ปรสิต เชื้อไวรัส

  2. ทางเภสัชแบ่งยาเป็นประเภทใดบ้าง?

    ยาฆ่าเชื้อ แบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม/ประเภทตามประเภทเชื้อที่เป็นสาเหตุได้แก่

    1. กลุ่มที่ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial drug, Antibiotic drug) เรียกว่า ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าแบคทีเรีย/ยาต้านแบคทีเรีย
    2. กลุ่มที่ใช้รักษาการติดเชื้อราเรียกว่า ยาฆ่าเชื้อราหรือยาต้านเชื้อรา (Antifungal drugs)
    3. กลุ่มที่ใช้รักษาการติดเชื้อปรสิตเรียกว่า ยาฆ่าปรสิต (Antiparasitic drugs)
    4. กลุ่มที่ใช้รักษาการติดเชื้อไวรัสเรียกว่า ยาฆ่าไวรัสหรือยาต้านไวรัส (Antiviral drugs)
  3. ยาอยู่ในรูปแบบใดบ้าง?

    ยาฆ่าเชื้อมีรูปแบบได้หลากหลายได้แก่

    1. ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย อยู่ในรูปของยาเม็ด, แคปซูล, ยาผงแกรนูล (Granule)/ผงหยาบ สำหรับผสมเป็นยาน้ำแขวนตะกอน, ยาฉีด, ครีม, ยาหยอดหู, ยาหยอดตา, ขี้ผึ้งป้ายตา
    2. ยาฆ่าเชื้อรา อยู่ในรูปของยาเม็ด, แคปซูล, ครีม, ยาสารละลาย, ยาเหน็บช่องคลอด, ยาฉีด
    3. ยาฆ่าปรสิต อยู่ในรูปของยาเม็ด, ยาเม็ดเคี้ยว, ยาน้ำแขวนตะกอน
    4. ยาฆ่าเชื้อไวรัส อยู่ในรูปของยาเม็ด, ยาฉีด, ครีม, ยาหยอดตา, ขี้ผึ้งป้ายตา
  4. มีข้อบ่งใช้ยาอย่างไร?

    ข้อบ่งชี้หลักของการใช้ยาฆ่าเชื้อคือ

    1. ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย ใช้รักษาโรคติดเชื้ออวัยวะต่างๆที่มีสาเหตุจากแบคทีเรีย เช่น การติดเชื้อระบบหายใจ การติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ
    2. ยาต้านเชื้อรา (Antifungal drugs) ใช้รักษาการติดเชื้อราของอวัยวะต่างๆเช่น การติดเชื้อราที่ผิวหนัง (เช่น กลาก เกลื้อน น้ำกัดเท้า) ที่สมอง ที่ปอด
    3. ยาต้านปรสิต (Antiparasitic drugs) ใช้รักษาโรคอวัยวะต่างๆที่เกิดจากปรสิตเช่น โรคไข้จับสั่น ตืดหมู ตืดวัว พยาธิไส้เดือน
    4. ยาต้านไวรัส (Antiviral drugs) ใช้รักษาโรคอวัยวะต่างๆที่เกิดจากติดเชื้อไวรัส เช่น โรคเริม, อีสุกอีใส, งูสวัด, เอชไอวี
  5. มีข้อห้ามใช้ยาอย่างไร?

    ข้อห้ามหลักในการใช้ยาฆ่าเชื้อคือ ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานั้นๆโดยรวมถึงการแพ้ยาฆ่าเชื้อที่มีโครงสร้างหลักคล้ายกันด้วย แต่ก็ควรระวังการแพ้ยาข้ามกลุ่มยาได้เช่น คนที่แพ้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Penicillin อาจแพ้ยากลุ่ม Cephalosorin ได้เช่นกัน

  6. มีข้อควรระวังใช้ยาอย่างไร?

    ข้อควรระวังหลักในการใช้ยาฆ่าเชื้อคือ เมื่อเจ็บป่วยไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อมากินเอง เพราะยาฆ่าเชื้อมีหลายชนิดที่การใช้ขึ้นกับชนิดของเชื้อและความรุนแรงของอาการ จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยาเพื่อที่จะใช้ยาฆ่าเชื้อได้ถูกโรค เพื่อได้รับการรักษาที่ได้ผล และป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยา

  7. การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรเป็นอย่างไร?

    ยาฆ่าเชื้อ อาจผ่านรกหรือออกมากับน้ำนม ดังนั้นต้องเลือกใช้ยาฆ่าเชื้อในขนาดต่ำที่สุดที่ให้ผลการรักษา และหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์เช่น ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (เช่น กลุ่มเตตร้าไซคลิน/Tetracycline, อีริโทรมัยซิน/Erythromycin) และยาต้านเชื้อรา กรีสซิโอฟูลวิน (Griseofulvin) เป็นต้น

  8. การใช้ยาในผู้สูงอายุควรเป็นอย่างไร?

    ผู้สูงอายุจะมีการทำงานของร่างกายแย่ลง จึงต้องพิจารณาปรับขนาดยาโดยเฉพาะยาฆ่าเชื้อที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวยาที่ตับหรือที่ขับออกทางไต นอกจากนี้ผู้สูงอายุมีโอกาสเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลให้ต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกันอยู่แล้ว การใช้ยาฆ่าเชื้อจึงอาจเพิ่มโอกาสเกิด ปฏิกิริยาระหว่างยาจนทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่แย่ลงกว่าเดิมหรือถึงขั้นเสียชีวิต (ตาย) ได้

  9. การใช้ยาในเด็กควรเป็นอย่างไร?

    เด็กมีระบบการทำงานของร่างกายที่ยังเจริญไม่สมบูรณ์เท่าผู้ใหญ่ ดังนั้นขนาดของยาฆ่าเชื้อในเด็กต้องพิจารณาจากอายุและน้ำหนักตัว ควรใช้ยาฆ่าเชื้อด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) ที่มีผลเสียต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการเช่น การใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียกลุ่มเตตร้าไซคลินในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี เพราะจะทำให้กระดูกไม่แข็ง แรงและฟันมีสีผิดปกติ

  10. อันตรายหรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาคืออะไร?

    ยาฆ่าเชื้อทุกชนิดมีอันตราย (ผลข้างเคียง) โดยความรุนแรงที่เกิดนั้นขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบของยาที่ใช้ ผลข้างเคียงที่พบมากคือ คลื่นไส้ อาเจียน อาจเกิดอาการแพ้ยาเช่น ผื่นคัน ไปจนถึงอาการขั้นรุนแรงจนอาจเสียชีวิต (ตาย) ได้เช่น เกิดภาวะ Anaphylaxis

  11. คำแนะนำโดยสรุป: ควรใช้ยาฆ่าเชื้อต่อเมื่อเป็นคำแนะนำจากแพทย์เภสัชกรและพยาบาล ไม่ควรซื้อยากินเอง และต้องใช้ยาให้ครบถ้วนตามแพทย์สั่ง ไม่หยุดใช้ยาเองถึงแม้อาการจะหายแล้ว

ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์/เอ็นเสด (NSIAD: Non steroidal anti inflamma tory drug)

ยาเอ็นเสด ในภาพรวมหลักมีหัวข้อดังนี้คือ

  1. ทางเภสัชหมายถึงยาที่มีคุณสมบัติอะไร?

    ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์/เอ็นเสด เป็นยาที่ใช้ต้านอักเสบ (Anti-inflammatory) ที่ไม่ได้เกิดจากติดเชื้อ แต่ลักษณะอาการอักเสบจะคล้ายกับการอักเสบจากติดเชื้อได้แก่ อาการบวม แดง ร้อน เจ็บ/ปวด และอาจมีไข้ ดังนั้นยาต้านอักเสบจึงใช้เป็นยาแก้ปวด (Analge sia) และใช้เป็นยาลดไข้ (Antipyretic) ได้ด้วยเช่น การอักเสบในโรคเกาต์ โรคออโตอิมมูน

    เมื่อเกิดการอักเสบ ร่างกายจะสร้างสารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ที่เป็นสาเหตุของอาการปวดและของอาการอักเสบ ดังนั้นถ้าเรากินยาเอ็นเสด ยาจะไปยับยั้งการสร้างโพรส ต้าแกลนดินทำให้หาย/บรรเทาจากอาการเหล่านั้นได้

  2. ทางเภสัชแบ่งยาเป็นประเภทใดบ้าง?

    ทางเภสัชแบ่งยาเอ็นเสดเป็นกลุ่ม/ประเภทต่างๆดังนี้

    1. Non-specific COX inhibitors หรือ Traditional NSAIDs เช่น แอสไพริน (Aspi rin), ไอบูโพรเฟ่น (Ibuprofen), นาพร็อกเซน (Naproxen), ไพร็อกซีแคม (Piroxicam), เมเฟนามิก แอซิด (Mefenamic acid) เป็นต้น แต่ยากลุ่มนี้จะมีผลข้างเคียงจากยาคือ ปวดท้องจากระคายเคืองกระเพาะอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด เลือดออกง่ายและหยุดไหลช้า
    2. COX-2 inhibitors เช่น เซเลค็อกสิบ (Celecoxib), อีโทริค็อกสิบ (Etoricoxib) เป็นยาที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อลดผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ยากลุ่มแรกได้

  3. ยาอยู่ในรูปแบบใดบ้าง?

    รูปแบบของยาเอ็นเสดคือ ยาเม็ด, แคปซูล, ยาเม็ดเคลือบฟิล์ม, ยาฉีด, ยาน้ำแขวนตะกอน, ครีม, เจล

  4. มีข้อบ่งใช้ยาอย่างไร?

    ข้อบ่งใช้ของยาเอ็นเสดคือ

    1. ต้านอักเสบ (Anti inflammation) เช่น จากโรคข้อรูมาตอยด์, ข้ออักเสบ, เข่าเสื่อม, ข้ออักเสบจากโรคเกาต์
    2. ลดปวด (Analgesia) เช่นปวดศีรษะไมเกรน, ปวดฟัน, ปวดประจำเดือน, ปวดจากโรคมะเร็ง
    3. และลดไข้ (Antipyretic)
  5. มีข้อห้ามใช้ยาอย่างไร?

    ข้อห้ามใช้ยาเอนเสดคือ

    1. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานั้นๆรวมถึงแพ้ยาที่มีโครงสร้างหลักคล้ายกัน
    2. ห้ามใช้ในผู้ที่มีเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ (เลือดออกในทางเดินอาหาร) หรือมีแผลทะลุต่างๆ
    3. ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไต อย่างรุนแรง
    4. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้เลือดออก
  6. มีข้อควรระวังใช้ยาอย่างไร?

    ข้อควรระวังหลักในการใช้ยาเอ็นเสดคือ

    1. ระมัดระวังการเกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารในผู้ป่วยดังต่อไปนี้ คือ ผู้ที่มีประวัติเคยเป็นแผลหรือเลือดออกในทางเดินอาหาร, ผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี, ใช้ยานี้ในขนาดสูง, ใช้ยาเอ็นเสดร่วมกับยาสเตียรอยด์, ใช้ยาเอ็นเสดร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด, ใช้ยาเอ็นเสดร่วมกันตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป
    2. ควรระวังในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ เพราะยากลุ่ม COX-2 inhibitors อาจทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  7. การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรเป็นอย่างไร?

    ห้ามใช้ยาเอ็นเสดในสตรีตั้งครรภ์ไตรมาสแรก (อายุครรภ์ 1 - 3 เดือน) เพราะยาอาจทำให้เกิดการแท้งบุตรได้ และไตรมาสสุดท้าย (อายุครรภ์ 7 - 9 เดือน) เพราะยามีฤทธิ์ลดการบีบตัวของมดลูกจึงทำให้คลอดช้าและอาจเพิ่มความเสี่ยงเกิดเลือดไหลไม่หยุดหลังคลอด (ภาวะตกเลือดหลังคลอด) นอกจากนี้ยาอาจปนทางน้ำนมส่งผลข้างเคียงถึงทารกที่เลี้ยงด้วยนมมารดาได้

    ดังนั้นในหญิงกลุ่มนี้หากมีอาการปวดหรือมีไข้ควรเลือกใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) แทน

  8. การใช้ยาในผู้สูงอายุควรเป็นอย่างไร?

    ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60 ปี รวมทั้งผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นแผลหรือเลือดออกในทางเดินอาหาร ควรรับประทานยาเอ็นเสดร่วมกับยาข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้เพื่อป้องกันภาวะดังกล่าว

    1. ไมโสพรอสทอล Misoprostol (ยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร)
    2. ยาลดกรดในกลุ่ม Proton pump inhibitors เช่น โอเมพราโซล (Omeprazole), แลนโซพราโซล (Lansoprazole), เอสโอเมพราโซล (Esomeprazole)
    3. ยาลดกรดในกลุ่ม H2-receptor antagonist เช่น รานิทิดีน (Ranitidine)
  9. การใช้ยาในเด็กควรเป็นอย่างไร?

    การใช้ยาเอ็นเสดในเด็ก ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เพื่อลดไข้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีเพราะอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการ Reye's syndrome (สมองและตับถูกทำลาย)

  10. อันตรายหรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาเป็นอย่างไร?

    ผลข้างเคียงหลักของยาเอ็นเสด์คือ

    1. ทางเดินอาหาร: ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง ท้องเสีย ทำให้เกิดแผล และ เลือดออกในทางเดินอาหาร
    2. หลอดเลือด: ยับยั้งการรวมตัวกันของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดออกง่ายและหยุดช้า โดยเฉพาะเมื่อมีแผล
    3. ไต: ยานี้เพิ่มการสะสมของโซเดียมและน้ำในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายบวมน้ำอาจทำให้เกิดไตวายได้
    4. ผิวหนัง: ผื่นเล็กน้อยจนถึงผื่นอย่างรุนแรง
  11. คำแนะนำโดยสรุป: หากคนไข้เจ็บป่วยไปซื้อยาหรือหาหมอ ควรถามให้ชัดเจนว่ายาที่ได้รับมีข้อบ่งใช้อย่างไร เพราะคำว่าแก้อักเสบอาจทำให้สับสนระหว่างแก้อักเสบจากการติดเชื้อ/ฆ่าเชื้อ หรือแก้อักเสบ/ต้านอักเสบจากการปวด บวม แดง ร้อน เพื่อจะได้กินยาถูกต้อง ได้ผลการรักษาตรงตามโรคที่เป็นจริงๆ และไม่เกิดอันตรายจากการใช้ยา

ยาต้านอักเสบสเตียรอยด์ (Glucocorticoid หรือ Corticosteroid)

ยาต้านอักเสบสเตียรอยด์ หรือมักเรียกสั้นๆว่า ยาสเตียรอยด์หรือสเตียรอยด์ ในภาพรวมหลักมีหัวข้อดังนี้คือ

  1. ทางเภสัชหมายถึงยาที่มีคุณสมบัติอะไร?

    ยาต้านอักเสบสเตียรอยด์จะอยู่ในกลุ่ม ยากลูโคคอร์ติคอยด์ (Glucocorticoids) หรือ คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) เป็นสเตียรอยด์ฮอร์โมนที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นจากต่อมหมวกไต (Adrenal cortex) นอกจากจะมีฤทธิ์ต้านอักเสบ (Anti-inflammatory effects) แล้วยังมีผลต่อระบบเมแทบอลิซึม/การเผาผลาญใช้พลังงานของร่างกาย (Metabolic effects) เช่น การสร้างน้ำตาลกลูโคส/Glucoseจากกรดอะมิโน, มีฤทธิ์สลายโปรตีน,ไขมัน (Catabolic effects) และกดภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย (Immunosuppressive)

  2. ทางเภสัชแบ่งยาเป็นประเภทใดบ้าง?

    แบ่งยาต้านอักเสบสเตียรอยด์ตามระยะเวลาการออกฤทธิ์ของยาได้เป็นหลายกลุ่ม/ประเภทดังนี้

    1. ยาที่ออกฤทธิ์สั้นคือ ออกฤทธิ์ทันทีหรือในระยะเวลาเป็นนาทีเช่น ไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) และคอร์ติโซน (Cortisone)
    2. ยาที่ออกฤทธิ์นานปานกลางคือ ออกฤทธิ์ในระยะเวลาเป็นชั่วโมงเช่น เมทิลเพรดนิโซโลน (Methylprednisolone), เพรดนิโซโลน (Prednisolone) และ ไตรแอมซิโนโลน (Triamcinolone)
    3. ยาที่ออกฤทธิ์ยาวคืออออกฤทธิ์ช้าแต่อยู่ได้นานเป็นวันหรือหลายวัน เช่น เบต้าเมดทาโซน (Betamethasone) และเด็กซาเมทาโซน (Dexamethasone)
  3. ยาอยู่ในรูปแบบใดบ้าง?

    ยาต้านอักเสบสเตียรอยด์มีจำหน่ายในรูปแบบ ยาเม็ด, ยาฉีด, ครีม, ขี้ผึ้ง, สารละลาย, โลชั่น, ยาหยอดตา, ยาหยอดหู, ขี้ผึ้งป้ายตา, ยาพ่นจมูก, ยาพ่นคอ

  4. มีข้อบ่งใช้ยาอย่างไร?

    มีข้อบ่งใช้หลักของยาต้านอักเสบสเตียรอยด์คือ

    1. รักษาภาวะต่อมหมวกไตบกพร่อง (Adrenal insufficiency) เกิดจากต่อมหมวกไตส่วนนอกทำงานลดลง ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตในร่างกายลดลงผิดปกติ
    2. รักษากลุ่มอาการ Cushing’s syndrome ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดจากร่างกายได้รับยาสเตียรอยด์มากเกินไป เกิดจากใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำหรือมีเนื้องอกบริเวณต่อมใต้สมอง
    3. รักษาภาวะอักเสบ (Inflammation), โรคภูมิแพ้ (Allergy) และโรคออโตอิมมูน (Autoimmune disesase)
    4. รักษาโรคมะเร็งบางชนิดเช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
    5. รักษากลุ่มอาการ Respiratory distress syndrome (ภาวะกดการหายใจในทารกแรกเกิด)
    6. โรคผิวหนังเช่น สะเก็ดเงิน, ผิวหนังอักเสบ, แมลงกัด/ต่อย (เช่น ตุ่มแพ้แมลงกัด)
    7. รักษาโรคหรือภาวะอื่นๆเช่น แคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcemia), ป้องกันการปฏิเสธอวัยวะในการปลูกถ่ายอวัยวะ (Organ rejection) เช่น การปลูกถ่ายไขกระดูกในโรคมะเร็ง
  5. มีข้อห้ามใช้ยาอย่างไร?

    ข้อห้ามหลักของการใช้ยาต้านอักเสบสเตียรอยด์คือ หลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยโรคจิต, โรคแผลในกระเพาะอาหาร, โรคหัวใจ, โรคความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน, โรคกระดูกพรุน และโรคติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อ

  6. มีข้อควรระวังใช้ยาอย่างไร?

    ข้อควรระวังหลักในการใช้ยาต้านอักเสบสเตียรอยด์คือ

    1. เนื่องจากยาสเตียรอยด์มีผลข้างเคียงมาก จึงควรใช้ยาในขนาดที่น้อยที่สุดและในระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะควบคุมโรคได้
    2. ใช้ยาเฉพาะที่เช่น ยาพ่นในการรักษาโรคหืดแทนการใช้ยากินหรือยาฉีด
    3. บ้วนปากหลังการใช้ยาแบบพ่นคอหรือพ่นจมูก เพื่อลดการเกิดเชื้อราใช้ช่องปาก
    4. เมื่อเห็นผลการรักษาแล้วต้องค่อยๆลดขนาดยาลง ไม่หยุดยาทันทีเพราะจะทำให้ร่างกายเกิดอาการขาดสเตียรอยด์
  7. การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรเป็นอย่างไร?

    การใช้ยาต้านอักเสบสเตียรอยด์ในหญิงตั้งครรภ์ ควรใช้ยาชนิดที่ผ่านรกในปริมาณน้อยที่สุดเช่น เพร็ดนิโซน (Prednisone) และ เมทิลเพร็ดนิโซโลน (Methylprednisolone) ยกเว้นในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์จะคลอดก่อนกำหนด อาจเลือกใช้ยาที่ผ่านรกได้ง่ายเช่น เด็กซาเมตาโซน (Dexamethasone) หรือ เบต้าเมตาโซน (Betamethasome) เพราะใช้ป้องกันภาวะกดการหายใจในทารกแรกเกิดได้

  8. การใช้ยาในผู้สูงอายุควรเป็นอย่างไร?

    การใช้ยาสเตียรอยด์ในระยะยาวมีผลทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน (Osteopososis) ได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในผู้สูงอายุ เพราะจะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่ายและรุนแรง

  9. การใช้ยาในเด็กควรเป็นอย่างไร?

    การใช้ยาต้านอักเสบสเตียรอยด์ระยะยาวในเด็กอาจส่งผลให้ร่างกายเจริญเติบโตช้า (Growth retardation) นอกจากนี้ผิวของเด็กบางกว่าผู้ใหญ่ การใช้ยาสเตียรอยด์ในรูปของยาทาอาจทำให้ยาถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดมากเกินไป

  10. อันตรายหรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาเป็นอย่างไร?

    ผลข้างเคียงหลักของยาต้านอักเสบสเตียรอยด์คือ

    1. การใช้ยาสเตียรอยด์ขนาดสูงนานกว่า 2 สัปดาห์ทำให้เกิดกลุ่มอาการ Cushing’s Syndrome ลักษณะที่พบในผู้ป่วยประเภทนี้คือ ใบหน้ากลม (Moon face), อ้วนที่บริเวณลำตัว ยกเว้นแขน ขา, ขนดก (Hirsutism), กล้ามเนื้ออ่อนแรง, น้ำหนักตัวเกิน, ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
    2. ผิวหนังบาง มีรอยแตก และพบรอยช้ำได้ง่าย
    3. อาจทำให้กระเพาะอาหารทะลุหรือเลือดออกในกระเพาะอาหารได้
    4. การใช้ยานี้ในระยะยาวอาจทำให้เป็นต้อกระจก (Cataracts) และต้อหิน (Glauco ma)
    5. ทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำ มีการคั่งของเกลือโซเดียมและน้ำในร่างกาย
    6. บดบังอาการแสดงของโรคติดเชื้อ/ภาวะติดชื้อ
  11. คำแนะนำโดยสรุป: ยาต้านอักเสบสเตียรอยด์/ยาสเตียรอยด์ เป็นยาที่มีประโยชน์มาก และถูกนำมาใช้ทางการแพทย์อย่างกว้างขวาง แต่หากใช้ยาไม่ถูกต้องก็อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) ได้มากเช่นกัน ดังนั้นผู้บริโภคควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์หรือจากเภสัชกรก่อนว่ามีความจำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ แล้วใช้ยาในขนาดและระยะเวลาที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง โดยเฉพาะยาชุด (ยาที่มีการจัดเตรียมไว้แล้ว) หรือยาลูกกลอน เพราะอาจมียาสเตียรอยด์ผสมอยู่ด้วย

หมายเหตุ:

  • ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด(รวมยาฆ่าเชื้อ ยาแก้อักเสบ) ยาแผนโบราณทุกชนิด และสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิดควรต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้น ฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

บรรณานุกรม

1. พนาวรรณ คุณติสุข. การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics drugs) อย่างถูกต้องและเหมาะสม. วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต. 21 (กรกฎาคม-กันยายน 2554) : 193-195

2. กองเผยแพร่และควบคุมโฆษณา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. ยาต้านจุลชีพ [ออนไลน์]. 2544. [2015,Jan10]

3. กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. รู้จักสเตียรอยด์ดีหรือยัง [ออนไลน์]. 2545 http://webnotes.fda.moph.go.th/consumer/csmb/csmb2546.nsf/723dc9fee41b850847256e5c00332fb4/0aedb8b0fe960133c7256cbb0025d1a9?OpenDocument [2015,Jan10]

4. พรทวี เลิศศรีสถิต และสุชีลา จันทร์วิทยานุชิต. ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drugs) http://med.mahidol.ac.th/med/sites/default/files/public/pdf/medicinebook1/NSAIDS.pdf [2015,Jan10]

5. ณัฐวุธ สิบหมู่. เภสัชวิทยา. 2. กรุงเทพฯ : โฮลิสติก พับลิชชิ่ง, 2552

6. Faulkner, C.M., et al. Unique aspects of antimicrobial use in older adults. Aging and infectious disease. 40 (April 2005) : 997-1004

7. Nicolle L.E. Use of antimicrobials during pregnancy. Can. Fam. Physician 33 (May 1987) : 1947-1951

8. MIMS Thailand. 124 th ed. Bangkok : UBM Medica, 2011.

9. Lacy C.F., et al. Drug information handbook with international trade names index. 19th ed. Ohio : Lexi-comp, 2011.

10. Marciniak B., et al. Glucocorticoids in Pregnancy. Current pharmaceutical biotechnology. 12 (2011) : 750-757

11. Aulakh R. and Singh S. Strategies for minimizing corticosteroid toxicity: A review. Indian J Pediatr, 75 (2008) : 1067-1073