โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน (Disc herniation)
- โดย ชฎาวีณ์ ไชยภูริพัฒน์ และ นพ. ธัชชัย วิจารณ์
- 4 กุมภาพันธ์ 2569
- Tweet
สารบัญ
- เกริ่นนำ
- อาการและอาการแสดง (Signs and symptoms)
- สาเหตุ (Cause)
- พยาธิสรีรวิทยา (Pathophysiology)
- หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อน (Lumbar disc herniation)
- หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอเคลื่อน (Cervical disc herniation)
- หมอนรองกระดูกเคลื่อนทะลุชั้นเยื่อหุ้มไขสันหลัง (Intradural disc herniation)
- การอักเสบ (Inflammation)
- การวินิจฉัย (Diagnosis)
- คำศัพท์เฉพาะทาง (Terminology)
- การตรวจร่างกาย (Physical examination)
- การตรวจดึงตึงเส้นประสาทโดยการยกขาเหยียดตรง (Straight leg raise)
- การตรวจภาพวินิจฉัยกระดูกสันหลัง (Spinal imaging)
- การวินิจฉัยแยกโรค (Differential diagnosis)
- การรักษา (Treatment)
- การรักษาโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อน (Lumbar disc herniation (LDH))
- ข้อบ่งชี้ในการรักษา (Indicated)
- ข้อห้ามในการรักษา (Contraindicated)
- การผ่าตัด (Surgery)
- ระบาดวิทยา (Epidemiology)
- การรักษาโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อน (Lumbar disc herniation (LDH))
- การป้องกัน (Prevention)
- การให้ความรู้ (Education)
- การออกกำลังกาย (Exercise)
- งานวิจัย (Research)
เกริ่นนำ
โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน (Disc herniation) คือการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับหมอนรองกระดูกที่อยู่ระหว่างกระดูกสันหลังสองข้อ โดยมักมีสาเหตุมาจากการรับน้ำหนักที่มากเกินไปหรือการบาดเจ็บโดยตรงต่อกระดูกสันหลัง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดหรือมีความรู้สึกผิดปกติในส่วนต่างๆ ของร่างกาย และอาจนำไปสู่ความพิการทางร่างกายได้
เครื่องมือในการวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุดสำหรับโรคนี้คือ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ส่วนวิธีการรักษามีตั้งแต่การใช้ยาแก้ปวดไปจนถึงการผ่าตัด ทั้งนี้ การป้องกันโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนที่ดีที่สุดคือการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และการตระหนักถึงกลไกของร่างกาย รวมถึงการมีบุคลิกภาพหรือท่าทางที่ถูกต้อง (Good posture)
เมื่อเกิดการฉีกขาดที่วงแหวนพังผืดชั้นนอกของหมอนรองกระดูกสันหลัง จนทำให้ส่วนเนื้อนิ่มที่อยู่ตรงกลางไหลนูนออกมานอกวงแหวนชั้นที่เสียหายนั้น จะเรียกสภาวะนี้ว่า หมอนรองกระดูกเคลื่อน (Herniated disc)
โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนมักมีความเกี่ยวข้องกับการเสื่อมตามอายุของวงแหวนชั้นนอกที่เรียกว่า แอนนูลัส ไฟโบรซัส (Annulus fibrosus) แต่โดยปกติแล้วมักจะมีตัวกระตุ้นจากการบาดเจ็บ (Trauma) หรือการออกแรงตึงจากการยกของหรือการบิดตัว รอยฉีกขาดเกือบทั้งหมดมักจะเกิดขึ้นทางด้านหลังค่อนไปข้างๆ (Posterolateral) เนื่องจากเส้นเอ็นที่ยึดแนวกระดูกสันหลังด้านหลัง (Posterior longitudinal ligament) มีความแคบกว่าเมื่อเทียบกับเส้นเอ็นที่ยึดแนวกระดูกสันหลังด้านหน้า การฉีกขาดของวงแหวนหมอนรองกระดูกนี้อาจส่งผลให้มีการปล่อยสารเคมีที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรงได้ แม้จะไม่มีการกดทับของรากประสาทโดยตรงก็ตาม
โดยปกติแล้ว หมอนรองกระดูกเคลื่อน (Disc herniation) มักเป็นการพัฒนาต่อเนื่องมาจาก หมอนรองกระดูกนูน (Disc protrusion) ที่มีอยู่เดิม ซึ่งในระยะนูนนั้น วงแหวนพังผืดชั้นนอกสุดยังคงไม่ฉีกขาด แต่สามารถโป่งนูนออกมาได้เมื่อหมอนรองกระดูกได้รับแรงกด สิ่งที่ต่างจากการเคลื่อน (Herniation) คือ ในระยะนูนนี้จะไม่มีส่วนเนื้อนิ่มตรงกลางไหลทะลุผ่านชั้นนอกออกมา โดยส่วนใหญ่แล้ว การเคลื่อนของหมอนรองกระดูกในระดับที่ไม่รุนแรงจะสามารถหายได้เองภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ และการรักษาด้วยการต้านการอักเสบเพื่อลดอาการปวดที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อน, การนูน, การโป่ง หรือการฉีกขาดของหมอนรองกระดูกนั้น มักจะได้ผลดี อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่การเคลื่อนมีความรุนแรงมากอาจไม่สามารถหายเองได้และอาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด
ภาวะนี้อาจถูกเรียกว่า 'Slipped disc' (หมอนรองกระดูกเลื่อน) แต่คำนี้ถือว่าไม่ถูกต้องแม่นยำนัก เนื่องจากหมอนรองกระดูกสันหลังนั้นถูกยึดไว้อย่างแน่นหนาระหว่างข้อกระดูกสันหลัง จึงไม่สามารถ 'เลื่อน' หลุดออกจากตำแหน่งได้

อาการและอาการแสดง
โดยปกติแล้ว อาการต่างๆ มักจะเกิดขึ้นกับร่างกายเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น
อาการของหมอนรองกระดูกเคลื่อนนั้นสามารถแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดการเคลื่อนและชนิดของเนื้อเยื่ออ่อนที่เกี่ยวข้อง อาการมีตั้งแต่มีอาการปวดเพียงเล็กน้อยหรือไม่ปวดเลย (ในกรณีที่มีเพียงตัวหมอนรองกระดูกเท่านั้นที่บาดเจ็บ) ไปจนถึงอาการปวดคอหรือปวดหลังส่วนล่างอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง โดยความปวดนี้จะร้าวไปยังบริเวณต่างๆ ที่เลี้ยงโดยรากประสาทที่ถูกระคายเคืองหรือถูกกดทับจากส่วนของหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนออกมา บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนไม่ได้รับการวินิจฉัยในทันที เนื่องจากผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดที่ไม่ชัดเจนบริเวณต้นขา หัวเข่า หรือเท้า
อาการที่เกิดขึ้นอาจรวมถึงความเปลี่ยนแปลงด้านความรู้สึก เช่น อาการชา (Numbness), ความรู้สึกยิบยับ (Tingling), ความรู้สึกสัมผัสเพี้ยนไป (Paresthesia) และความเปลี่ยนแปลงด้านการเคลื่อนไหว เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular weakness), อัมพฤกษ์หรืออัมพาต (Paralysis) และความผิดปกติของปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (Reflexes) หากหมอนรองกระดูกเคลื่อนเกิดขึ้นในบริเวณส่วนเอว (Lumbar region) ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดร้าวลงขา (Sciatica) เนื่องจากการระคายเคืองของรากประสาทตัวใดตัวหนึ่งของเส้นประสาทไซอาติก (Sciatic nerve) ซึ่งแตกต่างจากอาการปวดแบบตุบ ๆ หรือปวดแบบเป็นๆ หายๆ ที่อาจมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อหดเกร็ง แต่อาการปวดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนนั้นมักจะเป็นอาการปวดแบบต่อเนื่อง หรืออย่างน้อยก็ปวดต่อเนื่องเมื่อร่างกายอยู่ในท่าทางใดท่าทางหนึ่งโดยเฉพาะ
เป็นไปได้ที่จะมีภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนโดยไม่มีอาการปวดหรืออาการแสดงที่สังเกตเห็นได้ หากส่วนของเนื้อเยื่อชั้นใน (Nucleus pulposus) ที่เคลื่อนออกมานั้นไม่ได้ไปกดทับเนื้อเยื่ออ่อนหรือเส้นประสาท มีการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กที่ทำการตรวจกระดูกสันหลังส่วนคอในอาสาสมัครที่ไม่มีอาการผิดปกติ พบว่าร้อยละ 50 ของผู้ร่วมทดสอบมีสภาวะหมอนรองกระดูกนูนออกมาเฉพาะจุด (Focal disc protrusions) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ประชากรจำนวนมากอาจมีภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนเฉพาะจุดในบริเวณส่วนคอ โดยที่ไม่ได้ก่อให้เกิดอาการที่สังเกตเห็นได้
หมอนรองกระดูกเคลื่อนในบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว อาจทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาทในส่วนของขาและเท้า (Lower extremities) หรือบริเวณขาหนีบ และในบางครั้งอาจเกี่ยวข้องกับการกลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะไม่อยู่
โดยปกติแล้ว อาการต่างๆ มักจะเกิดขึ้นกับร่างกายเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น แต่หากการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกมีขนาดใหญ่มาก จนกดทับเส้นประสาททั้งสองข้างภายในช่องไขสันหลังหรือกดทับกลุ่มรากประสาทหางม้า (Cauda equina) ร่างกายทั้งสองซีกอาจได้รับผลกระทบ ซึ่งมักจะส่งผลตามมาอย่างร้ายแรง การกดทับกลุ่มรากประสาทหางม้าสามารถก่อให้เกิดความเสียหายของเส้นประสาทอย่างถาวร หรือเกิดอาการเป็นอัมพาต ซึ่งอาจส่งผลให้สูญเสียการควบคุมระบบขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ รวมถึงภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยภาวะผิดปกตินี้เรียกว่า กลุ่มอาการรากประสาทหางม้า (Cauda equina syndrome) นอกจากนี้ ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้คืออาการปวดเรื้อรัง
สาเหตุ
เมื่อกระดูกสันหลังอยู่ในแนวตรง เช่น ในขณะที่ยืนหรือนอน แรงดันภายในจะถูกกระจายออกไปยังทุกส่วนของหมอนรองกระดูกอย่างเท่าๆ กัน แต่ในขณะที่นั่งหรือก้มลงเพื่อยกของ แรงดันภายในหมอนรองกระดูกสามารถเพิ่มขึ้นจาก 1.2 บาร์ (17 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) ในขณะนอน มาเป็นมากกว่า 21 บาร์ (300 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) ในขณะที่ยกของโดยที่หลังโค้งงอ
การเคลื่อนของเนื้อเยื่อภายในหมอนรองกระดูกเข้าไปในช่องไขสันหลัง มักเกิดขึ้นเมื่อหมอนรองกระดูกด้านหน้า (ฝั่งหน้าท้อง) ถูกบีบอัดในขณะนั่งหรือก้มตัวไปข้างหน้า ทำให้เนื้อเยื่อส่วนกลาง (Nucleus pulposus) ถูกเบียดไปดันกับผนังพังผืดชั้นนอก (Annulus fibrosus) ด้านหลังซึ่งกำลังถูกดึงจนตึงและบางลง การรวมกันระหว่างการที่ผนังบางลงจากการถูกดึงตึง และแรงดันภายในที่พุ่งสูงขึ้น (14 ถึง 21 บาร์) ส่งผลให้ผนังพังผืดที่ห่อหุ้มอยู่เกิดการแตกออก จากนั้นเนื้อเยื่อที่มีลักษณะคล้ายเยลลี่ภายในหมอนรองกระดูกจะเคลื่อนตัวเข้าไปในช่องไขสันหลัง และไปกดทับเส้นประสาทไขสันหลัง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรงจนถึงขั้นทุพพลภาพ รวมถึงอาการผิดปกติอื่นๆ ได้
ผู้เขียนบางท่านมีความเห็นว่า การเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง คือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท และระบุว่าการบาดเจ็บ (Trauma) เป็นเพียงสาเหตุรอง ทั้งนี้ การเสื่อมของหมอนรองกระดูกเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ที่เป็นโรคหมอนรองกระดูกเสื่อมและตามกระบวนการชราภาพตามปกติ เมื่อเกิดการเสื่อม องค์ประกอบของหมอนรองกระดูก ซึ่งได้แก่ นิวเคลียส พัลโพซัส (Nucleus pulposus - แกนกลางที่มีลักษณะคล้ายเจล) และ แอนนูลัส ไฟโบรซัส (Annulus fibrosus - ผนังพังผืดรอบนอก) จะต้องรับแรงกระทำที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนแกนกลางจะกลายเป็นเส้นใย แข็งตัวขึ้น และรับน้ำหนักได้น้อยลง ส่งผลให้แรงกดทับส่วนเกินถูกส่งต่อไปยังผนังพังผืดรอบนอก จนอาจทำให้เกิดรอยฉีกขาด (Fissures) ขึ้นได้ และหากรอยฉีกขาดนั้นลามไปจนถึงขอบนอกสุดของผนังพังผืด เนื้อเยื่อจากแกนกลางก็จะสามารถเคลื่อนตัวออกมากลายเป็นภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนนั่นเอง
การกลายพันธุ์ของยีนหลายชนิดมีความเกี่ยวข้องกับการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง โดยยีนที่คาดว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง (Candidate genes) ได้แก่ คอลลาเจนชนิดที่ 1 (ตำแหน่ง sp1), คอลลาเจนชนิดที่ 9, ตัวรับวิตามินดี (Vitamin D receptor), แอกกรีแคน (Aggrecan), แอสพอริน (Asporin), MMP3 รวมถึงความหลากหลายทางพันธุกรรม (Polymorphisms) ของ อินเตอร์ลูคิน–1 (Interleukin–1) และ อินเตอร์ลูคิน–6 (Interleukin–6) นอกจากนี้ การกลายพันธุ์ในยีนที่ทำหน้าที่รหัสการสร้างโปรตีนและเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโครงสร้างค้ำจุนภายนอกเซลล์ (Extracellular matrix) เช่น ยีน MMP2 และ THBS2 ยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีส่วนทำให้เกิดโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนทับเส้นประสาท (Lumbar disc herniation) อีกด้วย
หมอนรองกระดูกเคลื่อนสามารถเป็นผลมาจากการสึกหรอตามปกติของร่างกาย (Wear and tear) เช่น การฝึกยกน้ำหนัก การนั่งหรือการนั่งยองๆ เป็นเวลานานต่อเนื่อง การขับรถ หรือการมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary lifestyle) นอกจากนี้ ภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนยังอาจเกิดจากการยกของหนักได้อีกด้วย
นักกีฬาอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่เล่นกีฬาที่มีการปะทะ เช่น อเมริกันฟุตบอล, รักบี้, ฮอกกี้น้ำแข็ง และมวยปล้ำ เป็นกลุ่มที่ทราบกันดีว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนสูง รวมถึงกีฬาที่มีการปะทะกันจำกัดแต่ต้องมีการก้ม (Flexion) และการรับแรงอัด (Compression) ซ้ำๆ เช่น ฟุตบอล, เบสบอล, บาสเกตบอล และวอลเลย์บอล
ในบริบทของการเล่นกีฬานั้น หมอนรองกระดูกเคลื่อนมักเป็นผลมาจากการถูกกระแทกอย่างแรงโดยไม่ทันตั้งตัว (Sudden blunt impacts) หรือเกิดจากการก้มหรือการบิดตัว (Torsional movements) ของหลังส่วนล่างอย่างกะทันหัน
พยาธิสรีรวิทยา
ภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่กระดูกสันหลังส่วนเอว (พบสูงถึง 95% ที่ระดับ L4–L5 หรือ L5–S1) ตำแหน่งที่พบรองลงมาคือกระดูกสันหลังส่วนคอ (ระดับ C5–C6, C6–C7) ในขณะที่กระดูกสันหลังส่วนอกพบได้เพียง 1–2% ของผู้ป่วยทั้งหมดเท่านั้น โดยปกติแล้ว หมอนรองกระดูกมักจะเคลื่อนออกทางด้านข้างค่อนไปทางข้างหลัง เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ผนังพังผืด (Annulus fibrosus) ค่อนข้างบาง และไม่มีเส้นเอ็นยึดกระดูกสันหลังด้านหน้าหรือด้านหลังช่วยเสริมความแข็งแรง ในกรณีของกระดูกสันหลังส่วนคอ การเคลื่อนออกทางด้านข้างค่อนไปทางข้างหลังระหว่างกระดูกสองข้อ จะไปกดทับเส้นประสาทที่ออกจากช่องไขสันหลัง ณ ระดับนั้นพอดี ตัวอย่างเช่น หากหมอนรองกระดูกระหว่างข้อ C5 และ C6 เคลื่อนไปทางขวาด้านหลัง ก็จะกดทับเส้นประสาทคู่ที่ C6 ฝั่งขวา อย่างไรก็ตาม สำหรับกระดูกสันหลังส่วนที่เหลือ (ส่วนเอว) มีการจัดเรียงตัวของเส้นประสาทที่ต่างออกไป ดังนั้นการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกระหว่างข้อหนึ่งจะไปกดทับเส้นประสาทที่พาดผ่านลงมาเพื่อออกในระดับถัดไปด้านล่างแทน
- หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อน
ภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนส่วนเอวมักเกิดขึ้นที่บริเวณหลัง ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือระหว่างกระดูกสันหลังส่วนเอวข้อที่ 4 และ 5 (L4-L5) หรือระหว่างข้อที่ 5 กับกระดูกกระเบนเหน็บ (L5-S1) ในตำแหน่งนี้ อาการอาจปรากฏที่หลังส่วนล่าง, แก้มก้น, ต้นขา, บริเวณทวารหนัก/อวัยวะเพศ (ผ่านทางเส้นประสาทเพอรินียล) และอาจมีอาการปวดร้าวลงไปจนถึงเท้าและ/หรือนิ้วเท้า
เส้นประสาทไซอาติก (Sciatic nerve) เป็นเส้นประสาทที่ได้รับผลกระทบบ่อยที่สุด ซึ่งทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า ไซอาติกา (Sciatica - อาการปวดร้าวลงขา) นอกจากนี้ เส้นประสาทฟีโมรัล (Femoral nerve) ก็อาจได้รับผลกระทบได้เช่นกัน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกชา ยิบๆ (Tingling) ตลอดแนวขาทั้งหนึ่งหรือสองข้างไปจนถึงเท้า หรืออาจรู้สึกแสบร้อนบริเวณสะโพกและขา
การเคลื่อนของหมอนรองกระดูกส่วนเอวมักจะกดทับรากประสาทที่ออกในระดับต่ำกว่าแผ่นหมอนรองกระดูกนั้นหนึ่งระดับ ดังนั้น หากหมอนรองกระดูก L4-L5 เคลื่อนออกทางด้านข้างค่อนไปทางข้างหลัง มันจะไปกดทับรากประสาทคู่ที่ L5
- หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอเคลื่อน
ภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนส่วนคอเกิดขึ้นที่บริเวณลำคอ ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือระหว่างกระดูกสันหลังส่วนคอข้อที่ 5 และ 6 (C5–6) และระหว่างข้อที่ 6 และ 7 (C6–7) นอกจากนี้ยังพบว่าในผู้ป่วยสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเกิดหมอนรองกระดูกเคลื่อนในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะที่ตำแหน่ง C3–4 อาการของหมอนรองกระดูกส่วนคอเคลื่อนอาจรู้สึกได้ที่บริเวณฐานกะโหลกศีรษะ, ลำคอ, แนวบ่า (Shoulder girdle), กระดูกสะบัก, แขน และมือ โดยเส้นประสาทที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ ข่ายประสาทส่วนคอ (Cervical plexus) และ ข่ายประสาทแขน (Brachial plexus)
สาเหตุทั่วไปของหมอนรองกระดูกเคลื่อนที่ระดับ C5–6 หรือ C7–T1 (ซึ่งมักถูกเรียกผิดว่าเป็นระดับ C7–8) สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ สาเหตุทางด้านกลไกของร่างกาย (Mechanical), สาเหตุจากการเสื่อม (Degenerative) หรือสาเหตุจากการบาดเจ็บ (Traumatic)
การเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อมนั้น เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย เช่น โรคหมอนรองกระดูกเสื่อม (Degenerative disc disease) หรือการเกิดกระดูกงอก (Bone spurs) ซึ่งส่งผลให้หมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพลงตามธรรมชาติ
การจัดท่าทางที่ไม่เหมาะสม (Poor posture), การยกของหนัก หรือการเคลื่อนไหวลำคอซ้ำๆ (ซึ่งพบบ่อยในกลุ่มนักกีฬาหรือผู้ที่มีอาชีพขับรถ) สามารถส่งผลให้เกิดความล้าสะสมและความเครียดต่อหมอนรองกระดูกได้
ประการสุดท้าย ปัจจัยทางพันธุกรรม เช่น ความโน้มเอียงทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา (Inherited predisposition) สามารถเป็นสาเหตุที่ทำให้หมอนรองกระดูกเกิดการสลายตัวหรือเสื่อมสภาพได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- หมอนรองกระดูกเคลื่อนทะลุชั้นเยื่อหุ้มไขสันหลัง
หมอนรองกระดูกเคลื่อนเข้าในโพรงเยื่อหุ้มไขสันหลัง (Intradural disc herniation) เกิดขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อของหมอนรองกระดูกทะลุผ่านเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังชั้นนอก (Dura mater) เข้าไปภายในถุงเยื่อหุ้มไขสันหลัง (Thecal sac) ภาวะนี้ถือเป็นรูปแบบที่พบได้ยากมาก โดยมีอุบัติการณ์การเกิดเพียงร้อยละ 0.2–2.2 เท่านั้น แม้ว่าการตรวจด้วยภาพถ่ายทางรังสี (Imaging) ก่อนผ่าตัดจะช่วยในการวินิจฉัยได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยการตรวจพบระหว่างการผ่าตัดเพื่อยืนยันผลที่แน่นอน
- การอักเสบ
เป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นว่า อาการปวดหลังที่เกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนนั้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการที่เส้นประสาทไขสันหลังหรือรากประสาทถูกกดทับเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจาก การอักเสบทางเคมี (Chemical inflammation) ได้ด้วย มีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงตัวกลางการอักเสบเฉพาะเจาะจงที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง นั่นคือโมเลกุลที่ก่อให้เกิดการอักเสบที่เรียกว่า Tumor Necrosis Factor Alpha (TNF) ซึ่งสารนี้ไม่เพียงแต่จะถูกปล่อยออกมาจากหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนเท่านั้น แต่ยังพบในกรณีที่มีการฉีกขาดของหมอนรองกระดูก (Annulus tear), การอักเสบของข้อต่อหลัง (Facet joints) และในภาวะช่องกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal stenosis) อีกด้วย นอกจาก TNF จะก่อให้เกิดความเจ็บปวดและการอักเสบแล้ว มันยังมีส่วนซ้ำเติมให้หมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพลงไปอีก
การวินิจฉัย
- คำศัพท์เฉพาะทาง
คำศัพท์ที่นิยมใช้เรียกภาวะนี้ ได้แก่ หมอนรองกระดูกเคลื่อน (Herniated disc), หมอนรองกระดูกยื่น (Prolapsed disc), หมอนรองกระดูกแตก (Ruptured disc) และ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Slipped disc) นอกจากนี้ ยังมีภาวะอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ได้แก่ หมอนรองกระดูกโป่งพอง (Disc protrusion), ภาวะรากประสาทถูกกดทับ (Radiculopathy), อาการปวดร้าวลงขา (Sciatica), โรคหมอนรองกระดูก (Disc disease), ความเสื่อมของหมอนรองกระดูก (Disc degeneration), โรคหมอนรองกระดูกเสื่อม (Degenerative disc disease) และ ภาวะหมอนรองกระดูกเปลี่ยนเป็นสีดำ (Black disc) ซึ่งหมายถึงภาวะที่หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมสภาพไปโดยสมบูรณ์
คำศัพท์ที่นิยมเรียกกันว่า หมอนรองกระดูกเลื่อน (Slipped disc) นั้นถือเป็นคำที่เรียกผิด (Misnomer) เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว หมอนรองกระดูกจะถูกประกบไว้อย่างแน่นหนาระหว่างกระดูกสันหลังสองข้อที่มันยึดติดอยู่ จึงไม่สามารถ 'เลื่อน' หรือหลุดออกจากตำแหน่งเดิมได้ ตามจริงแล้ว หมอนรองกระดูกนั้นเติบโตและเชื่อมติดเป็นเนื้อเดียวกับกระดูกสันหลังข้อที่อยู่ติดกัน โดยมันสามารถถูกบีบ ยืด หรือบิดได้ในองศาเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้มันยังสามารถฉีกขาด ฉีกแยก เคลื่อนปลิ้น (Herniated) หรือเสื่อมสภาพได้ แต่ไม่สามารถ 'เลื่อน' หลุดออกมาได้ ผู้เขียนบางท่านจึงเห็นว่าคำว่า 'Slipped disc' เป็นคำที่ส่งผลเสีย เพราะทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจที่ผิดต่อผลลัพธ์ของการรักษาตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการเจริญเติบโต ตัวกระดูกสันหลังข้อหนึ่งสามารถ 'เลื่อน' เมื่อเทียบกับกระดูกสันหลังข้อที่อยู่ติดกันได้ ซึ่งเป็นความผิดรูปที่เรียกว่า ภาวะกระดูกสันหลังเลื่อน (Spondylolisthesis)
ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน มีชื่อเรียกในภาษาละตินว่า Prolapsus disci intervertebralis
- การตรวจร่างกาย
การวินิจฉัยภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนนั้น กระทำโดยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ โดยอาศัยการซักประวัติและอาการของผู้ป่วยร่วมกับการตรวจร่างกาย ในระหว่างการประเมิน อาจมีการตรวจทดสอบต่างๆ เพื่อยืนยันโรค หรือเพื่อแยกสาเหตุอื่นๆ ที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกันออกไป เช่น ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis), ความเสื่อมของกระดูก, เนื้องอก, การแพร่กระจายของมะเร็ง และรอยโรคที่กินเนื้อที่ในช่องไขสันหลัง (Space-occupying lesions) เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นการประเมินประสิทธิภาพของทางเลือกต่างๆ ในการรักษาที่อาจเป็นไปได้
-
- การตรวจดึงตึงเส้นประสาทโดยการยกขาเหยียดตรง
การทดสอบยกขาเหยียดตรง (Straight leg raise) มักถูกใช้เป็นการทดสอบเบื้องต้นเพื่อตรวจหาภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณส่วนเอว นอกจากนี้ยังมีวิธีการทดสอบในรูปแบบอื่น เช่น การยกขาในขณะที่ผู้ป่วยกำลังนั่งอยู่ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้จะลดความไว (Sensitivity) ของการทดสอบลง
ทั้งนี้ รายงานการทบทวนงานวิจัยของ Cochrane (Cochrane review) ที่ตีพิมพ์ในปี 2010 พบว่า การทดสอบเพื่อการวินิจฉัยเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบยกขาเหยียดตรง, การตรวจไม่พบการตอบสนองของเส้นประสาท (Reflex), หรือการตรวจพบกล้ามเนื้ออ่อนแรง จะไม่มีความแม่นยำมากนักหากทำการทดสอบเพียงวิธีเดียวโดยลำพัง
- การตรวจภาพวินิจฉัยกระดูกสันหลัง
- การถ่ายภาพรังสี (Projectional radiography) หรือการเอกซเรย์ (X-ray): การเอกซเรย์แบบธรรมดาทั่วไปนั้น มีขีดความสามารถจำกัดในการสร้างภาพเนื้อเยื่ออ่อน เช่น หมอนรองกระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นประสาท แต่ยังคงมีการใช้งานเพื่อยืนยันหรือแยกสาเหตุอื่นๆ ออกไป เช่น เนื้องอก การติดเชื้อ หรือกระดูกหัก เป็นต้น แม้จะมีข้อจำกัดดังกล่าว แต่การเอกซเรย์ถือเป็นวิธีการที่มีราคาไม่แพงนักในการช่วยสนับสนุนข้อสงสัยเบื้องต้นว่าอาจมีภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อน และหากข้อสงสัยนั้นมีน้ำหนักมากขึ้น ก็จะมีการใช้วิธีการตรวจอื่นๆ ต่อไปเพื่อให้ได้การยืนยันขั้นสุดท้าย
- การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed tomography scan หรือ CT scan): เป็นวิธีการตรวจด้วยภาพถ่ายรังสีที่มีความไว (Sensitivity) สูงที่สุดในการตรวจประเมินโครงสร้างส่วนที่เป็นกระดูกของกระดูกสันหลัง การทำ CT scan ช่วยให้สามารถประเมินภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนที่มีหินปูนเกาะ (Calcified herniated discs) หรือกระบวนการทางพยาธิวิทยาใดๆ ที่อาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียหรือการถูกทำลายของกระดูก อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีข้อบกพร่องในการประเมินส่วนรากประสาท (Nerve roots) จึงทำให้ไม่เหมาะสมนักในการนำมาใช้เพื่อวินิจฉัยภาวะรากประสาทถูกกดทับ (Radiculopathy)
- การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic resonance imaging หรือ MRI): เป็นการตรวจที่เป็น มาตรฐานระดับสูง (Gold standard) ในการยืนยันข้อสงสัยภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อน (LDH) ด้วยความแม่นยำในการวินิจฉัยถึง 97% จึงถือเป็นการตรวจที่มีความไวสูงสุดในการแสดงภาพหมอนรองกระดูกเคลื่อน เนื่องจากมีความสามารถเป็นเลิศในการแสดงภาพเนื้อเยื่ออ่อน นอกจากนี้ MRI ยังมีความน่าเชื่อถือในการแปลผลระหว่างผู้อ่านผล (Inter-observer reliability) สูงกว่าการตรวจด้วยภาพวิธีอื่น การวินิจฉัยจะบ่งชี้ว่าเป็นหมอนรองกระดูกเคลื่อนเมื่อพบการเพิ่มขึ้นของสัญญาณ T2 (T2-weighted signal) ที่บริเวณส่วนหลัง 10% ของหมอนรองกระดูก ทั้งนี้ โรคหมอนรองกระดูกเสื่อมมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของกระดูกสันหลังที่เรียกว่า Modic type 1 และในการประเมินภาวะรากประสาทถูกกดทับหลังการผ่าตัด แนะนำให้ทำ MRI แบบฉีดสารทึบสี (Contrast) เว้นแต่จะมีข้อห้ามทางการแพทย์ MRI มีประสิทธิภาพมากกว่า CT ในการแยกแยะสาเหตุของโรคที่เกิดจากการอักเสบ เนื้องอกเนื้อร้าย หรือการติดเชื้อ โดยควรทำ MRI ค่อนข้างเร็ว (ภายในไม่เกิน 8 สัปดาห์) หากผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้สำคัญ เช่น อาการปวดรุนแรง, กล้ามเนื้ออ่อนแรงจากระบบประสาท และกลุ่มอาการรากประสาทหางม้า (Cauda equina syndrome)
- Diffusion tensor imaging (DTI) เป็นเทคนิคการตรวจ MRI รูปแบบหนึ่งที่ใช้ตรวจหาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระดับจุลภาคในรากประสาท ซึ่งอาจมีประโยชน์ในการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และช่วยคัดกรองผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะรากประสาทถูกกดทับอย่างมากแต่ผล MRI ยังก้ำกึ่งหรือไม่ชัดเจน ควรใช้วิธีการตรวจการนำไฟฟ้าของเส้นประสาท (Nerve conduction studies) ร่วมด้วย ทั้งนี้ ภาพ T2-weighted จะช่วยให้เห็นส่วนของหมอนรองกระดูกที่ยื่นเข้าไปในช่องไขสันหลังได้อย่างชัดเจน
- การตรวจโดยการฉีดสารทึบแสงเข้าช่องไขสันหลัง (Myelography): คือการเอกซเรย์ช่องไขสันหลังหลังจากที่มีการฉีดสารทึบแสงเข้าไปในพื้นที่รอบๆ น้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงการเบียดทับหรือการเคลื่อนที่ของสารทึบแสงนั้น วิธีนี้สามารถแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างต่างๆ ที่ก่อให้เกิดแรงกดทับต่อไขสันหลังหรือเส้นประสาทได้ เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อน, เนื้องอก หรือกระดูกงอก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวิธี Myelography จำเป็นต้องมีการฉีดสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ปัจจุบันการตรวจด้วย MRI จึงเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากกว่าสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่ถึงกระนั้น Myelography ก็ยังคงให้ภาพขอบเขตรอยโรคที่กินเนื้อที่ (Space-occupying lesions) ได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำร่วมกับการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT myelography) CT myelography ถือเป็นตัวเลือกหลักในการตรวจหาหมอนรองกระดูกเคลื่อนในผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการทำ MRI (เช่น ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ) แต่เนื่องจากเป็นวิธีที่ต้องรุกล้ำเข้าสู่ร่างกาย (Invasiveness) จึงจำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของรังสีแพทย์ในการดำเนินการ นอกจากนี้ Myelography ยังมีความเสี่ยงต่างๆ เช่น อาการปวดศีรษะหลังการเจาะไขสันหลัง, การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง และการได้รับรังสี ทั้งนี้ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดของเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (multidetector CT scan) ได้ทำให้ระดับความแม่นยำในการวินิจฉัยของวิธีนี้ใกล้เคียงกับการทำ MRI มากขึ้น
- ภาวะและระดับความรุนแรงของโรคไขสันหลัง (Myelopathy) สามารถประเมินได้ด้วยวิธีการกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็กผ่านกะโหลกศีรษะ (Transcranial Magnetic Stimulation หรือ TMS) ซึ่งเป็นวิธีทางประสาทสรีรวิทยาที่ใช้สำหรับวัดระยะเวลาที่สัญญาณประสาทเดินทางผ่านทางเดินประสาทสั่งการ (Pyramidal tracts) โดยเริ่มตั้งแต่เปลือกสมอง (Cerebral cortex) ไปจนถึงเซลล์ประสาทสั่งการส่วนหน้า (Anterior horn cells) ของไขสันหลังส่วนคอ ส่วนอก หรือส่วนเอว การวัดค่านี้เรียกว่า ระยะเวลาการนำส่งสัญญาณประสาทส่วนกลาง (Central Conduction Time หรือ CCT) โดยการทำ TMS สามารถช่วยแพทย์ในการดำเนินการดังนี้:
- ระบุว่ามีภาวะโรคไขสันหลัง (Myelopathy) เกิดขึ้นหรือไม่
- ระบุระดับของไขสันหลังที่มีพยาธิสภาพเกิดขึ้น ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ป่วยมีรอยโรคมากกว่าสองตำแหน่งที่อาจเป็นต้นเหตุของอาการแสดงทางคลินิก เช่น ในผู้ป่วยที่มีหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอเคลื่อนตั้งแต่สองตำแหน่งขึ้นไป
- ประเมินการดำเนินไปของโรคไขสันหลังตามระยะเวลา เช่น การเปรียบเทียบอาการก่อนและหลังการผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนคอ
- ช่วยในการวินิจฉัยแยกโรค เพื่อหาสาเหตุที่แตกต่างกันของการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับทางเดินประสาทสั่งการ (Pyramidal tract)
- การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อและการนำไฟฟ้าของเส้นประสาท (EMG/NCS): เป็นการวัดสัญญาณไฟฟ้าที่วิ่งไปตามรากประสาท, เส้นประสาทส่วนปลาย และเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ การตรวจนี้สามารถระบุได้ว่ากำลังมีการบาดเจ็บของเส้นประสาทเกิดขึ้นในขณะนั้นหรือไม่, เส้นประสาทอยู่ในสภาวะกำลังฟื้นตัวจากการบาดเจ็บในอดีตหรือไม่ หรือมีการกดทับเส้นประสาทที่ตำแหน่งอื่นร่วมด้วยหรือไม่ โดยปกติแล้วการตรวจ EMG/NCS มักใช้เพื่อระบุตำแหน่งที่เป็นต้นตอของความผิดปกติของเส้นประสาทในส่วนที่อยู่ห่างออกไปจากกระดูกสันหลัง (Distal to the spine)
การวินิจฉัยแยกโรค
อาจจำเป็นต้องมีการตรวจทดสอบต่างๆ เพื่อแยกแยะภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกจากสภาวะอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกัน
- Discogenic pain อาการปวดที่เกิดจากความผิดปกติภายในตัวหมอนรองกระดูกเอง (โดยที่หมอนรองกระดูกอาจจะยังไม่เคลื่อนออกมาทับเส้นประสาท)
- Mechanical pain อาการปวดจากกลไกของร่างกาย (เช่น ปวดจากการเคลื่อนไหวผิดจังหวะ หรือโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อไม่สมดุล)
- Myofascial pain อาการปวดจากกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืด
- Abscess ฝีหรือการสะสมของหนอง (ในบริเวณกระดูกสันหลังหรือเนื้อเยื่อใกล้เคียง)
- Aortic dissection ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาฉีกขาด (ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินและอาจมีอาการปวดร้าวมาที่หลัง)
- Discitis or osteomyelitis การอักเสบติดเชื้อของหมอนรองกระดูก หรือการติดเชื้อในกระดูกสันหลัง
- Hematoma อาการเลือดคอกหรือก้อนเลือดออก (ที่อาจไปกดทับเส้นประสาท)
- Mass lesion or malignancy ก้อนเนื้อร้ายหรือโรคมะเร็ง
- Benign tumor like neurinoma or meningioma เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง เช่น เนื้องอกปลอกประสาท (Neurinoma) หรือเนื้องอกเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง (Meningeoma)
- Myocardial infarction ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (ในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่บ่าหรือหลัง)
- Sacroiliac joint dysfunction ความผิดปกติของข้อต่อกระดูกกระเบนเหน็บและเชิงกราน
- Spinal stenosis ภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ
- Spondylosis or spondylolisthesis โรคกระดูกสันหลังเสื่อม หรือภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน
การรักษา
ในกรณีส่วนใหญ่ หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทสามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีประคับประคอง (Conservative treatment) โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดนำส่วนที่เคลื่อนออกมาทิ้ง อาการปวดร้าวลงขา (Sciatica) คือกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อน ผลการศึกษาเกี่ยวกับอาการนี้ระบุว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่มีอาการปวดร้าวลงขาหายดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์หลังจากเริ่มรักษาด้วยวิธีประคับประคองเพียงอย่างเดียว และประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ป่วยหายดีหลังจากรับการรักษาด้วยวิธีประคับประคองเป็นเวลา 3 เดือน อย่างไรก็ตาม อาการปวดร้าวลงขาอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่พบได้น้อยกว่า เช่น เส้นประสาทถูกกดทับโดยกล้ามเนื้อ เนื้องอก หรือก้อนเนื้ออื่นๆ และการศึกษาดังกล่าวไม่ได้ระบุจำนวนผู้เข้าร่วมที่มีอาการปวดร้าวลงขาว่ามีหมอนรองกระดูกเคลื่อนจริงกี่ราย
การรักษาในระยะเริ่มต้นมักจะประกอบด้วยการใช้ยาต้านอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) อย่างไรก็ตาม การใช้ยา NSAIDs ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานในผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังนั้นมีความยุ่งยากซับซ้อน เนื่องจากผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร
การฉีดสารคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าโพรงเหนือไขสันหลัง (Epidural corticosteroid injections) ช่วยให้อาการดีขึ้นเพียงเล็กน้อยในระยะสั้นสำหรับผู้ที่มีอาการปวดร้าวลงขา และผลลัพธ์นั้นยังเป็นที่น่าสงสัย อีกทั้งยังไม่มีประโยชน์ในการรักษาระยะยาว นอกจากนี้ ยังพบภาวะแทรกซ้อนได้สูงถึง 17% ในกรณีที่มีการฉีดยาบริเวณลำคอ แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นอาการเพียงเล็กน้อยก็ตาม ในปี 2014 องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ได้ระบุว่า “การฉีดสารคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าไปในช่องเหนือไขสันหลังอาจทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงแต่พบได้น้อย ซึ่งรวมถึงการสูญเสียการมองเห็น, โรคหลอดเลือดสมอง, อัมพาต และการเสียชีวิต” และยังระบุอีกว่า “ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าช่องเหนือไขสันหลังนั้นยังไม่ได้รับการยืนยันแน่ชัด และ FDA ยังไม่ได้รับรองการใช้ยาสเตียรอยด์เพื่อวัตถุประสงค์นี้”
- การรักษาโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อน
โดยปกติแล้ว จะมีการทดลองใช้วิธีการรักษาแบบไม่ผ่าตัดเป็นอันดับแรก โดยอาจมีการสั่งจ่ายยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเฉียบพลัน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเริ่มออกกำลังกายและยืดเหยียดกล้ามเนื้อได้ มีวิธีการรักษาแบบไม่ผ่าตัดจำนวนมากที่นำมาใช้เพื่อพยายามบรรเทาอาการนี้ โดยวิธีการต่างๆ จะถูกพิจารณาว่า 'ควรใช้' (Indicated), 'ห้ามใช้' (Contraindicated), 'ควรระวัง' (Relatively contraindicated) หรือ 'ยังสรุปผลไม่ได้' (Inconclusive) ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อมูลความปลอดภัยของอัตราส่วนระหว่างความเสี่ยงต่อผลประโยชน์ (Risk–benefit ratio) และพิจารณาว่าวิธีนั้นๆ ให้ผลการรักษาได้จริงหรือไม่ ดังนี้:
-
- ข้อบ่งชี้ในการรักษา
- การให้ความรู้เรื่องกลศาสตร์ของร่างกายที่ถูกต้อง (Proper body mechanics): เช่น การจัดระเบียบร่างกายในการนั่ง ยืน เดิน หรือการยกของที่ถูกวิธีเพื่อลดแรงกดทับที่กระดูกสันหลัง
- กายภาพบำบัด: เพื่อจัดการกับปัจจัยทางกลไกของร่างกาย และอาจรวมถึงการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดชั่วคราว (เช่น การดึงหลัง (Traction), การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า, การนวด)
- ยาต้านอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
- การควบคุมน้ำหนัก
- การจัดกระดูกสันหลัง (Spinal manipulation): มีหลักฐานคุณภาพระดับปานกลางบ่งชี้ว่า การจัดกระดูกสันหลังมีประสิทธิภาพมากกว่ายาหลอก (Placebo) ในการรักษาหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนแบบเฉียบพลัน (มีอาการน้อยกว่า 3 เดือน) และอาการปวดร้าวลงขาแบบเฉียบพลัน อย่างไรก็ตาม การศึกษาเดียวกันพบว่ามีหลักฐานเพียง "ระดับต่ำถึงต่ำมาก" ในเรื่องประโยชน์ของการจัดกระดูกเพื่อรักษาอาการเรื้อรัง (นานกว่า 3 เดือน) และ "คุณภาพของหลักฐานสำหรับอาการที่แขนหรือขาซึ่งเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังส่วนคอนั้นอยู่ในระดับต่ำหรือต่ำมาก" งานทบทวนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2006 ระบุว่า การจัดกระดูกสันหลัง "น่าจะมีความปลอดภัยเมื่อทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเหมาะสม" และงานวิจัยในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าการจัดกระดูกมีความปลอดภัยสำหรับการรักษาอาการปวดที่เกี่ยวข้องกับหมอนรองกระดูก
- ข้อห้ามในการรักษา
- การจัดกระดูกสันหลังเป็น "ข้อห้าม" หากสาเหตุของการหมอนรองกระดูกเคลื่อนนั้นมีที่มาจาก อุบัติเหตุทางรถยนต์ (Motor Vehicle Collision - MVC)
- การจัดกระดูกสันหลังเป็น "ข้อห้าม" สำหรับหมอนรองกระดูกเคลื่อน ในกรณีที่มี ความผิดปกติของระบบประสาทที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่น กลุ่มอาการรากประสาทหางม้า (Cauda equina syndrome)
- การทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับการลดแรงกดทับที่กระดูกสันหลังแบบไม่ผ่าตัด (Non-surgical spinal decompression) พบข้อบกพร่องในงานวิจัยส่วนใหญ่ที่ตีพิมพ์ และสรุปว่ามี "หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จำกัดมากในการสนับสนุนประสิทธิภาพของการบำบัดด้วยวิธีนี้" ซึ่งการนำมาใช้และการทำตลาดของวิธีนี้ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก
- การผ่าตัด การผ่าตัดอาจมีประโยชน์ เมื่อหมอนรองกระดูกเคลื่อนก่อให้เกิดอาการปวดร้าวลงขาอย่างรุนแรง, มีอาการขาอ่อนแรงอย่างมาก, มีปัญหาเรื่องระบบทางเดินปัสสาวะ หรือสูญเสียการควบคุมระบบขับถ่ายอุจจาระ
- การผ่าตัดหมอนรองกระดูก (Discectomy): (เป็นการตัดเอาหมอนรองกระดูกบางส่วนที่กดทับเส้นประสาทจนปวดขาออก) สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้รวดเร็วกว่าการรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด
- การผ่าตัดหมอนรองกระดูกผ่านกล้องเอ็นโดสโคปขนาดเล็ก (Nano-endoscopic discectomy): เป็นวิธีผ่าตัดแบบแผลเล็ก (Non-invasive) และไม่ก่อให้เกิดกลุ่มอาการล้มเหลวหลังการผ่าตัดกระดูกสันหลัง (Failed back syndrome)
- การผ่าตัดแบบจุลศัลยกรรม (Microdiscectomy): ซึ่งมีแผลเปิดที่ผิวหนังขนาดเพียง 1 นิ้ว ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าให้ผลลัพธ์เรื่องการลดปวดที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบแผลเปิดขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจมีความเสี่ยงในการติดเชื้อน้อยกว่า
- กลุ่มอาการล้มเหลวหลังการผ่าตัดกระดูกสันหลัง (Failed back syndrome): เป็นผลลัพธ์ที่รุนแรงและอาจทำให้ทุพพลภาพได้ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากการผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบรุกราน (Invasive) เพื่อรักษาหมอนรองกระดูกเคลื่อน ส่วนการทำหัตถการขนาดเล็ก เช่น การผ่าตัดส่องกล้องผ่านทางช่องเส้นประสาท (Endoscopic transforaminal lumbar discectomy) จะไม่ก่อให้เกิดอาการนี้ เนื่องจากไม่มีการตัดแต่งกระดูกออก
- การมีภาวะกลุ่มอาการรากประสาทหางม้า (Cauda equina syndrome): (ซึ่งจะมีอาการกลั้นปัสสาวะ/อุจจาระไม่ได้, ขาอ่อนแรง และมีอาการชาบริเวณอวัยวะเพศ) ถือเป็น ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ที่ต้องได้รับการดูแลทันที และอาจต้องทำการผ่าตัดเพื่อลดแรงกดทับโดยด่วน
- เมื่อมีการเปรียบเทียบการรักษาด้วยการผ่าตัดในรูปแบบต่างๆ (ได้แก่ การผ่าตัดหมอนรองกระดูกแบบมาตรฐาน, การผ่าตัดแบบจุลศัลยกรรม และการสลายหมอนรองกระดูกด้วยสารเคมี) หลักฐานที่พบยังเป็นเพียงข้อเสนอแนะมากกว่าข้อสรุปที่แน่ชัด การทบทวนงานวิจัยของ Cochrane ปี 2007 รายงานว่า: “การผ่าตัดหมอนรองกระดูกในผู้ป่วยที่มีอาการปวดร้าวลงขาจากหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม ดูเหมือนจะช่วยบรรเทาอาการปวดแบบเฉียบพลันได้รวดเร็วกว่าการรักษาแบบไม่ผ่าตัด อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในเชิงบวกหรือเชิงลบต่อดำเนินโรคตามธรรมชาติของความผิดปกติของหมอนรองกระดูกในระยะยาวนั้นยังไม่มีความชัดเจน ส่วนการผ่าตัดแบบจุลศัลยกรรม (Microdiscectomy) ให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับการผ่าตัดแบบมาตรฐานในภาพรวม และยังมีหลักฐานไม่เพียงพอเกี่ยวกับเทคนิคการผ่าตัดอื่นๆ ที่จะนำมาสรุปผลได้อย่างแน่ชัด” สำหรับบทบาทของการผ่าตัดในกรณีที่การรักษาด้วยยาไม่ได้ผลในผู้ป่วยที่ไม่มีความผิดปกติของระบบประสาทที่รุนแรง การทบทวนงานวิจัยของ Cochrane สรุปว่า “ปัจจุบันมีหลักฐานที่จำกัดในการสนับสนุนแง่มุมบางประการของการนำการผ่าตัดมาใช้”
- หลังจากการผ่าตัด มักจะมีการนำโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพมาใช้ ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้มีความหลากหลายอย่างมาก การทบทวนงานวิจัยของ Cochrane พบหลักฐานที่มีคุณภาพต่ำถึงต่ำมากระบุว่า ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูง (High-intensity) มีอาการปวดและภาวะทุพพลภาพในระยะสั้นน้อยกว่าผู้ที่ออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นต่ำเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังไม่พบความแตกต่างระหว่างการออกกำลังกายภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ (Supervised) กับการออกกำลังกายเองที่บ้าน
- ข้อบ่งชี้ในการรักษา
ระบาดวิทยา
หมอนรองกระดูกเคลื่อนสามารถเกิดขึ้นกับหมอนรองกระดูกชิ้นใดก็ได้ในกระดูกสันหลัง แต่สองรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุดคือ หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อน (Lumbar disc herniation) และหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอเคลื่อน (Cervical disc herniation) รูปแบบแรก (ส่วนเอว) เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด โดยจะก่อให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่าง (Lumbago) และมักมีอาการปวดขาเสียส่วนใหญ่ ซึ่งในกรณีนี้มักเรียกกันทั่วไปว่า อาการปวดร้าวลงขา (Sciatica) หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนนั้นเกิดขึ้นบ่อยกว่าส่วนคอถึง 15 เท่า และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการปวดหลังส่วนล่าง โดยหมอนรองกระดูกส่วนคอจะได้รับผลกระทบประมาณ 8% ในขณะที่หมอนรองกระดูกช่วงอก (หลังช่วงบนถึงช่วงกลาง) (Thoracic) พบได้เพียง 1–2% เท่านั้น"
ตำแหน่งดังต่อไปนี้เป็นบริเวณที่ไม่มีหมอนรองกระดูก ดังนั้นจึงไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดหมอนรองกระดูกเคลื่อน ได้แก่ ช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลังส่วนคอสองข้อบนสุด, กระดูกกระเบนเหน็บ (Sacrum) และกระดูกก้นกบ (Coccyx) หมอนรองกระดูกเคลื่อนส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วงอายุ 30 ถึง 40 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่นิวเคลียส พัลโพซัส (Nucleus pulposus - ส่วนแกนกลางของหมอนรองกระดูก) ยังมีลักษณะคล้ายเจลาติน แต่เมื่ออายุมากขึ้น แกนกลางนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลง (คือเริ่ม "แห้งตัวลง") ทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดหมอนรองกระดูกเคลื่อนลดลงอย่างมาก ดังนั้น หลังจากอายุ 50 หรือ 60 ปี สาเหตุของอาการปวดหลังส่วนล่างหรือปวดขาจึงมักเกิดจากข้อสันหลังเสื่อม (Spondylosis) หรือช่องโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal stenosis) มากกว่า
- ผู้ชาย 4.8% และผู้หญิง 2.5% ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี มีประสบการณ์การเกิดอาการปวดร้าวลงขา (Sciatica) ในช่วงชีวิตของตนเอง
- ในประชากรทั้งหมด มีคนถึง 60% ถึง 80% ที่เคยเผชิญกับอาการปวดหลังในช่วงชีวิตของตนเอง
- ในจำนวนนี้ มี 14% ที่มีอาการปวดต่อเนื่องยาวนานมากกว่าสองสัปดาห์
- โดยทั่วไปแล้ว เพศชายจะมีอัตราการเกิดโรคนี้สูงกว่าเพศหญิงเล็กน้อย
การป้องกัน
เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หลังเกิดจากสาเหตุที่หลากหลาย การป้องกันจึงต้องทำอย่างครอบคลุม การบาดเจ็บที่หลังมักพบมากในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน (Manual labor) ดังนั้น วิธีการป้องกันอาการปวดหลังส่วนล่างส่วนใหญ่จึงมักจะเน้นไปที่เรื่องของชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การป้องกันต้องอาศัยปัจจัยจากหลายด้านประกอบกัน เช่น การให้ความรู้, การจัดระเบียบร่างกายที่ถูกต้อง (Proper body mechanics) และการดูแลร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ (Physical fitness)
- การให้ความรู้
การให้ความรู้ควรเน้นย้ำเรื่องการไม่ยกของหนักเกินขีดความสามารถของตนเอง และการปล่อยให้ร่างกายได้หยุดพักหลังจากต้องออกแรงอย่างหักโหม หากปล่อยให้ร่างกายอยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง (Poor posture) เป็นเวลานาน อาจส่งผลให้หมอนรองกระดูกสันหลังเกิดการฉีกขาดหรือได้รับความเสียหายได้ ดังนั้น การพยายามรักษาบุคลิกภาพ (Posture) และการจัดระเบียบร่างกาย (Body alignment) ให้ถูกต้องอยู่เสมอ จะช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกได้
- การออกกำลังกาย
การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของหลังสามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันการบาดเจ็บได้เช่นกัน ท่าบริหารหลังประกอบไปด้วย ท่าดันตัวขึ้นขณะนอนคว่ำ (Prone push-ups/press-ups), ท่าแอ่นหลังส่วนบน (Upper back extension), การแขม่วท้องเพื่อเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องมัดลึก (Transverse abdominis bracing) และท่าสะพานโค้งจากพื้น (Floor bridges) หากมีอาการปวดหลังเกิดขึ้น อาจหมายความว่ากล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงความมั่นคงของหลังนั้นอ่อนแรง และจำเป็นต้องฝึกฝนกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Trunk musculature) ส่วนมาตรการป้องกันอื่นๆ ได้แก่ การลดน้ำหนัก และการไม่ฝืนทำงานจนร่างกายล้าเกินไป โดยสัญญาณของความเหนื่อยล้า ได้แก่ อาการสั่น, การประสานงานของร่างกายแย่ลง, ความรู้สึกแสบร้อนที่กล้ามเนื้อ และการสูญเสียการควบคุมการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องมัดลึก ทั้งนี้ การยกของหนักควรใช้กำลังจากขาในการทำงาน ไม่ใช่ใช้กำลังจากหลัง
การว่ายน้ำเป็นเครื่องมือที่นิยมใช้ในการฝึกความแข็งแรง (ของกล้ามเนื้อ) นอกจากนี้ การใช้เข็มขัดพยุงหลังส่วนเอวและกระเบนเหน็บ (Lumbar-sacral support belts) อาจช่วยจำกัดการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังและช่วยพยุงหลังในขณะยกของได้
งานวิจัย
แนวทางการรักษาในอนาคตอาจรวมถึงการบำบัดด้วยเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell therapy)
แปลและเรียบเรียงจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Disc_herniation {2026, February 4] โดย ชฎาวีณ์ ไชยภูริพัฒน์
อ่านตรวจทานโดย นพ. ธัชชัย วิจารณ์