เยื่อตาอักเสบ (Conjunctivitis)

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต
วว. จักษุวิทยา

โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุคืออะไร? เกิดได้อย่างไร?

โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (Age-related macular degeneration หรือย่อว่า AMD) เป็นโรค หรือ ภาวะที่มีความเสื่อมของจอตาบริเวณที่เรียกว่า Macular (จอตาจุดที่ทำให้เห็นภาพได้ชัดที่สุด อ่านเพิ่มเติมในเรื่อง กายวิภาคและสรีรวิทยาของตา หัวข้อ จอตา) เป็นโรค/ภา วะที่เกิดในผู้สูงอายุ เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุมีสายตาเลือนรางหรือตาบอด ซึ่งปัจจุบันคนเราอายุยืนขึ้น จึงมีโอกาสพบโรคนี้ได้มากขึ้น จากสถิติประชากรสูงอายุในสหรัฐอเมริกาที่ตาบอด มากกว่าครึ่งหนึ่งเกิดจากโรคนี้ ในประเทศเรา แม้จะพบโรคนี้น้อยกว่า แต่น่าจะพบมากขึ้นๆจากการที่คนเรามีอายุที่ยืนขึ้น คาดกันว่ามีความชุกของโรคนี้เป็น 1.2-1.8% ในประชากรที่อายุมาก กว่า 50 ปีขึ้นไป

จอตาคนเรามี ภาวะความเสื่อมตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้นคล้ายอวัยวะอื่นๆ โดยรอย ต่อระหว่างการเสื่อมตามอายุ (ซึ่งถือว่าเป็นตามปกติโดยจะไม่ก่ออาการ เรียกว่า Age-related maculopathy ย่อว่า ARM) กับ ระยะเริ่มของโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ ไม่มีขีดแบ่งที่ชัดเจน การติดตามดูการเปลี่ยนแปลงของจอตาเป็นระยะๆ จึงช่วยแยกระหว่างภาวะ ARM กับ AMD ได้

การเสื่อมที่ไม่จัดเป็นโรคของจอตาสื่อมตามอายุไปจนถึงเป็นโรคจอตาเสื่อม (ตามอายุ) นั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่จอตา ดังต่อไปนี้ (อ่านเพิ่มเติมเรื่องชั้นต่างๆของจอตาและของลูกตาในบทความเรื่อง กายวิภาคและสรีรวิทยาของตา)

  1. เซลล์รับรู้การเห็น คือ Rod & Cone cells และตลอดจนเซลล์ในชั้นในของจอตามีจำ นวนลดลง
  2. จอตาชั้น RPE มีเม็ดสี (Melanin) ลดลง มีการเพิ่มของเม็ดสีที่ผิดปกติ (Lipofuscin) และมีความผิดปกติ โดยมีสารที่ประกอบด้วยไขมันปนอยู่ เกิดมีสีประปรายบางบริเวณ และบางแห่งของ RPE กลับมีสีลดลง
  3. มีเนื้อเยื่อชั้น Choroid ของลูกตาเกิดการเสื่อมร่วมไปด้วย ทำให้เลือดมาเลี้ยงจอตาลดลง

ใครมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคจอตาเสื่อมจากสูงอายุ คือ

  1. อายุ ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้น
  2. พันธุกรรม เพราะพบว่า ฝาแฝด จะเกิดโรคนี้ได้เหมือนๆกัน และพบว่าคนที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ มีโอกาสที่จะเกิดโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป
  3. เพศ บางรายงานพบว่าเพศหญิงเป็นมากกว่าชาย แต่บางรายงานพบว่าฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen ฮอร์โมนเพศหญิง) น่าจะป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ ดังนั้น ผู้หญิงวัยขาดฮอร์โมนนี้ จึงเป็นโรคนี้ได้บ่อยกว่า แต่บางรายงานพบว่าชายและหญิงมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้พอๆกัน
  4. เชื้อชาติ พบว่าคนผิวขาว มีโอกาสเกิดโรคนี้มากกว่าคนชาติอื่นๆ
  5. ผู้มีสายตายาว (Hyperopia) มีโอกาสเกิดโรคนี้มากกว่าผู้มีสายตาสั้น หรือมีสายตาปกติ
  6. ผู้มีโรคหัวใจและหลอดเลือด
  7. ผู้มีไขมันในเลือดสูง
  8. ตาได้รับแสงแดดเรื้อรัง
  9. การสูบบุหรี่ และการได้รับควันบุหรี่เรื้อรัง ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญด้วย จากสารพิษในควันบุหรี่ ทำลายเซลล์จอตาโดยตรงและก่อให้เกิดหลอดเลือดแข็งซึ่งรวมทั้งหลอดเลือดจอตา (อ่านเพิ่มเติมในโรคหลอดเลือดแดงแข็ง)
  10. ดื่มสุรา
  11. ขาดอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ และอาจขาดสารต้านอนุมูลอิสระบางชนิด

โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุมีอาการอย่างไร?

อาการของโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ ได้แก่

  1. ระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปกติ แต่จักษุแพทย์/หมอตา ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงต่างๆองจอตาโดยบังเอิญ เช่น จากการตรวจสุขภาพตาเพื่อวัดสายตา หรือ การตรวจสุขภาพตาประจำปี
  2. เห็นภาพบิดเบี้ยวหรือตามัวลงเล็กน้อย เนื่องจากพยาธิสภาพอยู่บริเวณจอตาส่วน Macula ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการมองเห็นในบริเวณตรงหน้า ซึ่งภาพบิดเบี้ยวจะเห็นชัดเจนเมื่อมองภาพใกล้ๆ
  3. เห็นขนาดภาพเปลี่ยนไป
  4. เห็นมีเงาดำบังอยู่ตรงกลางภาพ
  5. เห็นสีผิดเพี้ยนไป เนื่องจากบริเวณ Macula มีเซลล์ Cone (ที่เป็นเซลล์รับรู้การเห็นสี) อยู่หนาแน่น
  6. ตามัวลงมากอย่างฉับพลัน มักจะพบในผู้ป่วยที่มีเลือดออกเข้าสู่น้ำวุ้นตา และใต้จอตาหรือเป็นโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุที่รุนแรงแล้ว

โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุมีกี่ชนิด? อะไรบ้าง?

แบ่งความผิดปกติของจอตาในผู้สูงอายุ ออกเป็น

  1. การเสื่อมตามอายุที่ยังไม่ก่อให้เกิดโรค หรืออาการผิดปกติ (Early ARM, Age-related maculopathy)
  2. การเสื่อมเข้าขั้นเป็นโรคหรือโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (Late ARM หรือ AMD/Age-related macular degeneration) ซึ่งแบ่งได้
    1. โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดแห้ง (Dry AMD) เป็นชนิดไม่มีหลอดเลือดที่เกิดใหม่ (Non – neovascular AMD) เป็นชนิดที่รุนแรงน้อยกว่า และการรักษาจะช่วยชะลอการลุกลามของโรคให้ช้าลงได้
    2. โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก (Wet AMD) เป็นชนิดมีของเหลว (Exu dative) ซึมออกมาจากหลอดเลือดที่เกิดใหม่ (Neovacular AMD) เป็นชนิดที่พบได้น้อยกว่าชนิดแห้งมาก (พบได้เพียงประมาณ 10%) แต่รุนแรงกว่า และอาจเกิดเป็นพังผืดในจอตา ส่ง ผลให้จอตาสูญเสียการทำงานถาวรได้

แพทย์วินิจฉัยโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุได้จากการตรวจจอตาด้วยเทคนิคเฉพาะดังได้กล่าวแล้วในบทความเรื่อง โรคของจอตา (อ่านเพิ่มเติมในบทนั้น)

รักษาโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดแห้งอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดแห้ง คือ

  1. การติดตามการเปลี่ยนแปลงของอาการ ผู้ป่วยควรจะทราบถึงอาการที่บ่งว่าโรคลุกลาม เช่น ภาพบิดเบี้ยวมากขึ้น ขนาดภาพเปลี่ยนไป ซึ่งต้องรีบพบจักษุแพทย์ก่อนนัด
  2. อาหารที่อาจช่วยชะลอหรืออาจช่วยลดโอกาสโรคลุกลาม เช่น อาหารมีประ โยชน์ 5 หมู่ อาหารประเภทต่อต้านอนุมูลอิสระ (ส่วนใหญ่ คือ วิตามินและเกลือแร่ที่มีมากในผักและในผลไม้) ในปัจจุบันมียาที่อยู่ในกลุ่มต่อต้านอนุมูลอิสระให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดแห้งรับประทาน ซึ่งอาจช่วยลดโอกาสการกลายเป็นชนิดเปียกที่รุนแรงกว่าชนิดแห้งได้
  3. หลีกเลี่ยงแสงแดด แม้ว่าจะยังไม่เป็นที่แน่ชัดในบางรายงานว่าแสงยูวี (UV) ในแสงแดด ทำให้โรคนี้เลวลง แต่มีบางรายงานพบว่า การหลีกเลี่ยงแสงแดด โดยใช้แว่นกันแดดที่มีประสิทธิภาพป้องกันแสงยูวีได้อย่างน้อย 90% เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะอาจช่วยลด หรือชะ ลอการลุกลามของโรคได้
  4. การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ได้ประโยชน์และจำเป็นในผู้ป่วยบางราย

รักษาโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียกอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก คือ

  1. การใช้แสงเลเซอร์ ต้องพิจารณาผู้ป่วยเป็นรายๆไป ขึ้นอยู่ว่าหลอดเลือดเกิดใหม่ CNV มากน้อยอยู่ในระดับไหน และเกิดในบริเวณใด
  2. Photodynamic therapy (PDT) เป็นการฉีดสารสีบางชนิดเข้าหลอดเลือดดำเพื่อให้เข้าไปสู่ Macular แล้วตามด้วยการใช้เลเซอร์ เฉพาะเนื้อเยื่อที่จับกับสารสีนั้นเท่านั้น ทำให้แสงเลเซอร์ไม่ไปกระทบจอตาส่วนที่ดี แต่สารที่ฉีดนี้มีราคาแพงมากและต้องให้การรักษาซ้ำๆหลายครั้งจึงจะได้ผล
  3. การใช้สาร/ยาต้านการเกิดหลอดเลือดใหม่ (Antiangiogenic drug) เรียก ว่ายา Anti-VEGF ฉีดเข้าไปในน้ำวุ้นตา ปัจจุบันยานี้มีใช้อยู่หลายตัว เช่น Ranibizumab (Lu centis), Pegaptamib Sodium (Macugen) และ Bevacizumab (Avastin) อย่างไรก็ตามยายังมีราคาแพงมากๆ
  4. การผ่าตัด เป็นการผ่าตัดเอาหลอดเลือดเกิดใหม่ CNV ออก ซึ่งค่อนข้างยุ่ง ยาก ผลการผ่าตัดไม่แน่นอน มีการทดลองหลายเทคนิควิธี เช่น Submacular surgery (ผ่าตัดหลอดเลือดใหม่ และหลอดเลือดที่เกิดเลือดออกเฉพาะส่วนอยู่ที่ Fovea ), Macular transloca tion (ผ่าตัดย้าย Macular ไปอยู่ในจอตาส่วนที่ยังปกติ) , การใช้แก๊สไล่เลือดที่อยู่ใต้ Macula ออกไป เป็นต้น
  5. ในกรณีที่เป็นโรคทั้ง 2 ตา และได้ลองการรักษาต่างๆแล้วไม่ได้ผล ผู้ป่วยจะตกอยู่ในผู้มีสายตาเลือนราง อาจต้องพิจารณาใช้เครื่องช่วยสายตา (Low vision aid) เพื่อเพิ่มคุณภาพการมองเห็น เช่น การใช้แว่นขยาย การใช้สีต่างๆ และการเพิ่มแสงสว่าง เป็นต้น

โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม?

โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุมักไม่ทำให้เกิดตาบอด แต่จะทำให้เห็นภาพไม่ชัด และ/หรือเห็นภาพผิดปกติดังกล่าวแล้วในหัวข้อ อาการ โดยเฉพาะในการอ่าน ในการขับรถ และในการมองระยะไกล ซึ่งเป็นโรคที่พยากรณ์ได้ยากว่า ใครที่โรคจะลุกลามรุนแรง

ผลข้างเคียงสำคัญของโรคนี้ คือ การมองเห็นภาพไม่ชัด เห็นภาพผิดปกติที่จะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานที่ต้องใช้สายตาตลอดเวลา เช่น งานคอมพิวเตอร์

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเอง คือ เมื่อมีอาการต่างๆดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ อาการ คือ ควรรีบพบจักษุแพทย์เสมอ ภายใน 1-2 วัน หรืออาจต้องไปโรงพยาบาลฉุกเฉินถ้าการมองเห็นภาพผิดปกติเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

ส่วนเมื่อทราบแล้วว่า เป็นโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ การดูแลตนเอง ที่สำคัญ คือ

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของ จักษุแพทย์ พยาบาลอย่างเคร่งครัด ครบถ้วน ถูกต้อง รวมทั้งในการใช้ยาต่างๆ และต้องไม่ขาดยา เมื่อมียาที่แพทย์สั่ง/แนะนำ
  • รักษาสุขภาพจิต ปรับการใช้ชีวิตให้เข้ากับสายตา เพื่อการพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด
  • พบจักษุแพทย์ตามนัดเสมอ
  • รีบพบจักษุแพทย์ก่อนนัด เมื่ออาการต่างๆเลวลง หรือมีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือเมื่อกังวลในอาการ
 

ป้องกันโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุได้อย่างไร?

เมื่อดูจากสาเหตุ การป้องกันโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุเต็มร้อย เป็นไปไม่ได้เพราะเกิดตามธรรมชาติตามอายุที่สูงขึ้น แต่สามารถชะลอให้โรคเกิดช้าลง และชะลอความรุนแรงของโรคได้ โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง (ที่หลีกเลี่ยงได้) ดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยง ซึ่งการป้องกันดังกล่าว ได้แก่

 

บรรณานุกรม

  1. Fact about age-related macular degeneration http://www.nei.nih.gov/health/maculardegen/armd_facts.asp#1 [2013,July17].
  2. Macular degeneration http://en.wikipedia.org/wiki/Macular_degeneration [2013,July17].
  3. Macular degeneration-age-related http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/article/001000.htm [2013,July17].
Updated 2013, July 17