Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ทั้งตัว  หลอดเลือดแดง  หัวใจและหลอดเลือด 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ไข้สูง  ผื่น  หลอดเลือดแดงหัวใจโป่งพอง 

บทนำ

โรคคาวาซากิ หรือ คะวะซะกิ (Kawasaki disease) พบได้บ่อยในเด็ก เคยมีชื่อเรียกที่บ่งบอกถึงอาการแสดงที่มีการโตของต่อมน้ำเหลืองและมีผื่นตามตัว คือ Mucocutaneous lymph node syn drome และมีการอักเสบของหลอดเลือด คือ Infantile polyarteritis nodosa เป็นโรคที่พบในเด็กทั่วโลก แต่พบมากในเด็กเอเชีย และที่ควรทราบ คือ 20-25% ของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรัก ษา จะมีความผิดปกติของหลอดเลือดแดงหัวใจ (Coronary arteries) คือมีการโป่งพองของหลอดเลือด (Aneurysm) ทั้งนี้โรคคาวาซากิทำให้เกิดความผิดปกติของหัวใจในเด็กของประ เทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เป็นอันดับต้นๆ

ข้อมูลใน พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) พบว่าผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีที่นอนโรงพยาบาลด้วยโรคคาวาซากิมีจำนวน 17 คน ต่อเด็กปกติแสนคน พบในเด็กที่นอนโรงพยาบาลชาวเอเชียหรือมีภูมิลำเนาที่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก 39 คนต่อเด็กปกติแสนคน แต่พบในเด็กชนชาติอื่น เช่น ฮิสแพนิก (Hispanic) ชนผิวดำ ชนผิวขาวน้อยกว่า

นับจาก พ.ศ. 2544-2549 (ค.ศ. 2001-2006) พบเด็กเป็นโรคคาวาซากินอนโรงพยา บาลในระบบสุขภาพมากขึ้นกว่า 30% ที่ประเทศญี่ปุ่นนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมาพบโรคคาวาซากิมากกว่า 200,000 คน (แต่เดิมคิดว่าโรคนี้เกิดจากไรฝุ่นจากเสื่อตาตามิที่ใช้กันในบ้านคนญี่ป่น แต่ในปัจจุบันสรุปว่า ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของโรค)

โรคคาวาซากิพบในเด็กเล็ก อายุเฉลี่ยประมาณ 2-3 ปี และประมาณ 80% พบในเด็กอา ยุน้อยกว่า 5 ปี แต่ก็พบในวัยรุ่นได้

อะไรเป็นสาเหตุของโรคคาวาซากิ?

โรคคาวาซากิ

ปัจจุบัน ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุของโรคคาวาซากิ แต่จากการศึกษาทางระบาดวิทยาและลักษณะของโรคสนับสนุนว่า โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อ เนื่องจากมีการแพร่ระบาดไปตามภูมิภาคและมีอาการไข้ มีผื่นออก ตาแดง ต่อมน้ำเหลืองโตคล้ายกับการติดเชื้อ แต่อาการก็หายได้เองในที่สุด อีกทั้งยังไม่ค่อยพบในเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 3 เดือน ซึ่งอาจเป็นเพราะแม่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคผ่านมาให้ลูกคล้ายกับการติดเชื้ออื่นๆ ที่แม่สร้างภูมิคุ้มกันฯแล้วภูมิคุ้มกันฯส่งผ่านมายังลูก และโรคนี้ไม่เป็นในผู้ใหญ่ เนื่องจากเมื่อเป็นเด็กมีการติดเชื้อแล้วมีภูมิคุ้มกันฯ จึงป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้เมื่อโตขึ้น

ใครมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคคาวาซากิ?

ปัจจัยที่พบโรคคาวาซากิบ่อยได้แก่

  • 1. เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี
  • 2. เด็กผู้ชายพบบ่อยกว่าเด็กผู้หญิง
  • 3. เด็กชาวเอเชีย เช่น ชาวญี่ป่น เกาหลี พบบ่อยกว่าเด็กชาติอื่น
  • 4. ในเด็กที่มีพ่อแม่เคยเป็นโรคนี้ พบโรคนี้เป็นสองเท่าของเด็กปกติ

พยาธิสภาพของโรคคาวาซากิเป็นอย่างไร?

พยาธิสภาพของโรคคาวาซากิ จะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดแดงขนาดกลาง โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงหัวใจ ซึ่งจะมีผลต่อเนื้อเยื่อในชั้นต่างๆ ของผนังหลอดเลือดแดง ทำให้เกิดการสูญเสียโครงสร้างที่แข็งแรงของหลอดเลือดแดง ทำให้ผนังของหลอดเลือดแดงโป่งพอง ขณะเดียวกันทำให้เกิดการอุดกั้นของหลอดเลือดจากก้อนลิ่มเลือดที่แข็งตัว ทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ เมื่อเวลาผ่านไป จะทำให้หลอดเลือดแดงนั้นอุดตันในที่สุด

ใครมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของหลอดเลือดแดงหัวใจ?

พบว่าผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดความผิดปกติของโรคหลอดเลือดแดงหัวใจในผู้ป่วยโรคคาวาซากิ ได้แก่

โรคคาวาซากิมีธรรมชาติของโรคเป็นอย่างไร?

หากไม่มีการรักษา โรคคาวาซากิจะมีธรรมชาติ/การดำเนินของโรคเป็น 3 ระยะ คือ

1. ระยะไข้เฉียบพลัน (Acute febrile phase) ซึ่งจะมีไข้สูงและมีอาการอื่นๆดังจะกล่าวในหัวข้อ อาการ ร่วมด้วย ระยะนี้กินเวลา 1-2 สัปดาห์

2. ระยะกึ่งเฉียบพลัน (Subacute phase) ในระยะนี้จะมีการลอกของผื่น มีเกล็ดเลือดสูง (Thrombocytosis) และในระยะนี้อาจมีการโป่งพองของหลอดเลือดแดงหัวใจ (Coronary aneurysms) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตในช่วงนี้จากภาวะหลอดเลือดแดงหัวใจโป่งพอง ระยะนี้กินเวลาประมาณ 2 สัปดาห์

3. ระยะพักฟื้น (Convalescent phase) ระยะนี้อาการต่างๆ รวมทั้งความผิดปกติของเลือด/ซีบีซี กลับคืนสู่ปกติ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์หลังจากเริ่มอาการของความเจ็บ ป่วยจากโรคนี้

โรคคาวาซากิมีอาการอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคคาวาซากิจากอาการเป็นหลักสำคัญ คือ

1. ไข้สูง ไข้ในโรคคาวาซากิจะสูงมากกว่า 101 องศาฟาเรนไฮต์ (Fahrenheit) หรือ 38.3 องศาเซลเซียส (Celsius) และไข้สูงไม่ลดลงแม้จะให้ยาปฏิชีวนะ หากไม่ได้รักษา ไข้จะสูง 1-2 สัปดาห์และอาจมีไข้สูงนานถึง 3-4 สัปดาห์

2. นอกจากอาการไข้ จะมีอาการสำคัญหลักๆอีก 5 อาการ ได้แก่

2.1 ตาแดงโดยไม่มีขี้ตาทั้งสองข้าง (Non exudative bulbar conjunctival injec tion)

2.2 ริมฝีปาก คอและเยื่อบุปาก แดง ลิ้นเป็นตุ่มแดงนูนดูคล้ายผิวสตรอเบอร์รี (Strawberry tongue) และริมฝีปากแตก

2.3 มือเท้าบวมแดงในเวลาต่อมา (ในประมาณสัปดาห์ที่ 2 และ 3) ปลายมือเท้าอาจลอก

2.4 มีผื่นลักษณะต่างๆกันขึ้นตามตัวและอาจขึ้นมากบริเวรขาหนีบ

2.5 ต่อมน้ำเหลืองลำคอโต คลำได้ ขนาดต่อมน้ำเหลืองมักโตมากกว่า 1.5 ซม. ไม่เจ็บ หรือเจ็บแต่น้อย

นอกจากนั้น อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ในโรคคาวาซากิ เช่น

- อาการทางหัวใจและหลอดเลือด

- อาการทางระบบทางเดินหายใจ

- อาการทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูก

- อาการทางระบบทางเดินอาหาร

- อาการทางระบบประสาท

- อาการทางระบบทางเดินปัสสาวะ

- อาการอื่นๆ

มีโรคอะไรบ้างที่มีอาการคล้ายโรคคาวาซากิซึ่งต้องแยกจากกัน?

โรคที่มีอาการคล้ายกันและต้องแยกจากโรคคาวาซากิ ได้แก่

1. การติดเชื้อไวรัส เช่น อดีโนไวรัส (Adenovirus), เอนเทอโรไวรัส (Enterovirus), โรคหัด (Measles), เอบสไตน์-บาร์ไวรัส (Epstein-Barr virus) ซึ่งโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสมักจะมีอาการไข้ ออกผื่น และต่อมน้ำเหลืองโตได้ แต่ในแต่ละโรคก็อาจมีรายละเอียดที่แตก ต่างกันไป เช่น โรคหัดจะมีไข้สูงมาก ไอมาก ตาแดงแบบตาแฉะ มีน้ำมูก ประมาณ 3 วันจะมีผื่นขึ้น โดยผื่นจะขึ้นบริเวณไรผม หน้า ด้านข้างคอ แล้วค่อยๆไล่ลงมาที่ลำตัวแล้วลงไปที่ขาจนถึงตาตุ่ม ใช้เวลา 2-3 วัน ไข้จะลง ยกเว้นมีอาการแทรกซ้อนไข้จะไม่ลง เมื่อผื่นจะหายไป (ประ มาณหนึ่งสัปดาห์หลังผื่นขึ้น) ผิวหนังจะเป็นขุยแล้วหลุดลอกออก แพทย์รุ่นก่อนๆคุ้นเคยกับโรคหัดเพราะพบบ่อย หากได้ยินเสียงผู้ป่วยไอและมีไข้สูง ตาแดง แพทย์จะขอให้เด็กอ้าปากดูข้างกระพุ้งแก้มหากเห็นจุดขาวบนพื้นกระพุ้งแก้มที่แดง (ภาษาในหนังสือจะอธิบายว่าเหมือนไข่มุกบนพื้นกำมะหยี่สีแดง) แพทย์จะวินิจฉัยได้ตั้งแต่ผื่นยังไม่ออกและจะขอให้แยกผู้ป่วยไปไกลจากคนอื่นก่อน เนื่องจากอยู่ในระยะติดต่อ ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันจึงพบผู้ป่วยน้อยลงมากและวัคซีนทำให้มีภูมิคุ้มกันบางส่วน โรคก็จะมีอาการน้อยลง วินิจฉัยยากขึ้น

2. การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever), โรคฉี่หนู (เลปโตสไปโรซีส /Leptospirosis), การติดเชื้อแบคทีเรียที่ต่อมน้ำเหลือง

ไข้อีดำอีแดงเกิดจากพิษ (Erythrogenic toxin) ของเชื้อแบคทีเรีย ชื่อสเตร็ปโตคอคคัส(Streptococcus) ผู้ป่วยมีอาการไข้สูงหรือต่ำก็ได้ มีเจ็บคอ ลิ้นแดง บริเวณใกล้ปลายลิ้นมักเห็นตุ่มนูนแดงทำให้เห็นเป็นลักษณะคล้ายผิวสตรอเบอรี และผิวหนังจะขึ้นผื่นแดง เมื่อลูบจะรู้สึกว่าสาก ซึ่งมีการอธิบายว่าเหมือนลูบหนังห่าน (Goose skin) ผื่นจะหายประมาณวันที่ 6-7 มีขุยสีน้ำตาล เวลาลอก มีปลายมือ ปลายเท้าลอก

โรคฉี่หนูเกิดจากเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียวชนิดเลปโตสไปรา (Spiral-shaped bacteria of the genus Leptospira) ซึ่งพบได้ทั่วโลก แต่พบบ่อยในแถบร้อนชื้น (Tropical area) เชื้อกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในตัวของสัตว์กัดแทะ เช่นหนู และยังพบในวัว ควาย หมู เชื้อจะขับออกมากับปัสสาวะของสัตว์ดังกล่าว คนจะสัมผัสกับเชื้อนี้โดยการไปย่ำน้ำหรือไปทำนาทำไร่ เมื่อได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้ อาจมีอาการเพียงเล็กน้อยคล้ายไข้หวัด หรือมีอาการมากโดยมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดขา ดาแดง และอาจมีผิวหนังขึ้นผื่นได้

3. โรคระบบรูมาโตโลยี (Rheumatologic disease) ได้แก่ Systemic-onset juvenile idiopathic arthritis ซึ่งจะมีอาการปวดข้อร่วมกับอาการอักเสบไม่ติดเชื้อในอวัยวะระบบต่างๆของร่างกายด้วย

4. โรคอื่นๆ เช่น

ควรพบแพทย์เมื่อไร?

เมื่อเด็กมีไข้สูงร่วมกับอาการอื่นๆดังกล่าวแล้วในหัวข้อ อาการ เช่น ตาแดง มีผื่น ริมฝี ปากแดง มือ เท้า บวม ซึ่งควรรีบไปพบแพทย์ตั้งแต่ในระยะแรกๆของอาการ อย่านิ่งนอนใจให้แต่ยาลดไข้และอยู่บ้าน เนื่องจากไข้สูงในเด็กเป็นอาการของโรคหลายโรคที่ต้องหาสาเหตุ เพื่อการรักษาสาเหตุอย่างถูกต้องทันการ

สำหรับโรคคาวาซากิ จะมีปัญหาหรือภาวะแทรกซ้อนเรื่องหลอดเลือดแดงหัวใจโป่งพองได้บ่อย การรักษาที่ถูกต้องทันเวลา จะช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนนี้ตามมาในภายหลังได้เป็นอย่างมาก

แพทย์วินิจฉัยโรคคาวาซากิอย่างไร?

ในโรคคาวาซากิชนิดที่ธรรมชาติของโรคตรงไปตรงมา (Classic Kawasaki disease) แพทย์จะวินิจฉัยโรคได้จากอาการ คือ มีไข้สูงอย่างน้อย 4 วัน ร่วมกับมีอาการอื่นๆอีก 4 ใน 5 อาการที่สำคัญดังได้กล่าวไปแล้วในหัวข้อ อาการ

ในผู้ป่วยบางคนโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ถ้ามีไข้ในระยะสั้นกว่า 4 วัน แต่อาการอื่นๆเข้าได้กับโรคนี้ชัดเจน แพทย์จะรีบให้การวินิจฉัยและรีบรักษาทันทีเพื่อป้องกันการเกิดความผิดปกติที่หลอดเลือดแดงหัวใจ ซึ่งจะมีโอกาสเกิดสูงในเด็กเหล่านั้น

อาการต่างๆนอกเหนือจากข้อบ่งชี้ในการวินิจฉัยโรคคาวาซากิ มักเกิดภายใน 10 วันหลังการเริ่มมีอาการผิดปกติ โดยอาการทางระบบทางเดินอาหารพบได้ประมาณ 65% ขณะที่อาการทางระบบทางเดินหายใจพบได้ประมาณ 30% ของผู้ป่วย อาการข้ออักเสบมักจะเกิดในสัปดาห์ที่ 2 หรือ 3 เกิดได้กับทั้งกับข้อเล็กๆ และข้อใหญ่ๆ ส่วนการปวดข้อที่ไม่มีอาการบวม แดง ร้อน (Arthralgias) อาจเกิดอยู่นานหลายสัปดาห์

อาการทางหัวใจพบมากที่สุดในโรคคาวาซากิ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเกิดมากกับผู้ป่วยในระยะที่มีไข้เฉียบพลัน โดยผู้ป่วยจะมีหัวใจเต้นเร็วโดยไม่ได้สัดส่วนกับไข้ (โดยปกติไข้สูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น 10-20 ครั้ง) ในโรคนี้พบว่าหัวใจเต้นเร็วกว่าอัตราส่วนนั้น ร่วมกับมีการทำงานของหัวใจห้องล่างข้างซ้ายผิดปกติ ทำให้การสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายลดลง จึงทำให้ผู้ป่วยบางคนมีอาการช็อก และในระยะไข้เฉียบพลันอาจมีเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และ/หรือมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจได้

หนึ่งในสี่ของผู้ป่วย จะมีลิ้นหัวใจไมทรัล (Mitral valve,ลิ้นกั้นระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายและห้องล่างซ้าย) ปิดไม่สนิท (Mitral regurgitation) เล็กน้อย แต่จะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ยก เว้นในรายที่มีการโป่งพองของหลอดเลือดแดงหัวใจหรือกรณีที่กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอาการ มักจะไม่ดีขึ้น

ประมาณ 25% ของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับรักษา จะเกิดภาวะโป่งพองของหลอดเลือดแดงหัว ใจ ซึ่งมักเกิดในประมาณสัปดาห์ที่ 2 หรือสัปดาห์ที่ 3 ของการเจ็บป่วย แพทย์จะทราบได้จากการตรวจเอคโคหัวใจ (Echocardiogram หรือ อัลตราซาวด์หัวใจ/Ultrasound) ในผู้ป่วยที่มีการโป่งพองของหลอดเลือดแดงหัวใจขนาดใหญ่มากกว่า 8 มิลลิเมตร (ขนาดของเส้นผ่าศูนย์ กลางด้านในของหลอดเลือด) จะมีความเสี่ยงสูงต่อการแตก หรือต่อการมีลิ่มเลือดอุดกั้น หรือต่อการตีบของหลอดเลือดแดงนั้นๆ และต่อการมีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

หลอดเลือดแดงที่รักแร้ ข้อพับเข่า หรือหลอดเลือดที่เลี้ยงช่วงล่างของลำตัว อาจมีการโป่งพองด้วย โดยแสดงให้เห็นเป็นก้อนเฉพาะที่ และมองเห็นการเต้นของก้อนไปตามจังหวะการเต้นของหัวใจ

นอกจากนี้ คือ การตรวจวินิจฉัยจากการตรวจอื่นๆ และเนื่องจากไม่มีการตรวจทางห้อง ปฏิบัติการที่จำเพาะสำหรับโรคนี้ แต่จะมีผลตรวจบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงทำให้แพทย์นึกถึงโรคนี้ แพทย์จึงตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมได้แก่

1. ตรวจเลือดดูลักษณะของการอักเสบ ได้แก่ ตรวจซีบีซีดูจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงขึ้น และดูภาวะโลหิตจาง ตรวจเลือดดูสารซี-รีแอคทีฟโปรตีนสูงขึ้น มีไข่ขาว (Albumia) ในเลือดต่ำหรือไม่ และมีเกลือแร่/อิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte) ผิดปกติหรือไม่

2. ตรวจเลือดซีบีซีดูจำนวนเกล็ดเลือด พบว่าจะมีเกล็ดเลือดสูงขึ้น บางคนสูงมากเป็นล้านต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร (ค่าปกติไม่เกิน 400,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร) ซึ่งการมีเกล็ดเลือดสูงมากจะเกี่ยวข้องกับการเกิดความผิดปกติของหลอดเลือดแดงหัวใจ เกล็ดเลือดสูงมักพบหลังมีอาการประมาณหนึ่งสัปดาห์ไปแล้ว แต่ผู้ป่วยเด็กเล็กบางรายมีเกล็ดเลือดต่ำ และมีภา วะลิ่มเลือดกระจายไปทั่วในหลอดเลือด (DIC-Disseminated intravascular coagulation)

3. ตรวจการทำงานของตับ จะมีการเพิ่มขึ้นของเอนไซม์ตับ

4. ตรวจหาความผิดปกติในระบบอื่นๆที่แพทย์สงสัยมีความผิดปกติ เช่น อาจเจาะไขสันหลังตรวจน้ำไขสันหลังเพื่อพิสูจน์ว่ามีการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง หรือ ตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามีความผิดปกติในทางเดินปัสสาวะหรือไม่

5. ตรวจหัวใจโดยทำเอคโคหัวใจ เพื่อดูการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจและดูหลอดเลือดหัวใจดังได้กล่าวแล้ว

การตรวจเอคโคหัวใจจะทำเมื่อใด?

เนื่องจากการโป่งพองของหลอดเลือดแดงหัวใจพบได้บ่อย และเป็นพยาธิสภาพที่สำคัญ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างมากแก่ผู้ป่วย แพทย์จะทำการตรวจสอบด้วยเอคโคหัวใจเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่จะตรวจเมื่อเริ่มวินิจฉัย เพื่อตรวจดูขนาดของหลอดเลือดแดงหัวใจไว้เป็นพื้น ฐานสำหรับการเปรียบเทียบขนาดของหลอดเลือดแดงหัวใจว่า จะมีการโป่งพองหรือไม่ ซึ่งอาจทำซ้ำเมื่อมีอาการได้ 2-3 สัปดาห์ และเมื่อ 6-8 สัปดาห์

แพทย์จะทำเอคโคหัวใจเพื่อติดตามอาการต่อไปนานเท่าใด ขึ้นกับผู้ป่วยเป็นรายๆไป แต่ปกติอาจทำหลังจากผู้ป่วยหายเป็นปกติแล้วอีก 1 ปี บางคนอาจต้องติดตามต่อไปทุก 5 ปี ทั้งนี้โดยแพทย์ระบบโรคหัวใจ

แพทย์ทำอย่างไรเมื่อพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคคาวาซากิ?

เนื่องจากโรคคาวาซากิ จะมีอาการคล้ายกับโรคอื่นๆได้หลายโรค แต่แพทย์ก็จะมีแนว ทางในการวินิจฉัยตั้งแต่การซักถามประวัติอาการ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีแนวทางการปฏิบัติเรียกว่า Algorithm หมายถึง แพทย์จะดำเนินตามแนว ทางซึ่งได้มีการศึกษาและชี้แนะว่า หากอาการเป็นอย่างไร ควรจะตรวจอะไรต่อ หากมีหรือไม่มีอาการอะไรจะตรวจขั้นตอนไหนต่อไป เป็นต้น ซึ่งขั้นตอนดังกล่าว มีผู้ศึกษาจนเป็นที่ยอมรับว่า เป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยโรคนี้ได้

แพทย์รักษาโรคคาวาซากิอย่างไร?

ปัจจุบัน มีความก้าวหน้าในการรักษาโรคคาวาซากิมาก ในผู้ที่ได้รับการรักษา ในเวลาที่เหมาะสม (ภายใน 10 วันหลังจากเริ่มอาการ) จะลดอาการที่เกี่ยวกับหลอดเลือดแดงหัวใจจากประมาณ 20-25 % ของผู้ป่วย ลงเหลือเพียงประมาณ 2-4%

ยาหลักที่ใช้และยอมรับโดยทั่วไปคือ อิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin) โดยให้ยาทางหลอดเลือดดำ และยาแอสไพริน ส่วนยาอื่นๆ ก็จะดูตามความเหมาะสม คือตามอาการของผู้ป่วย

เมื่อแพทย์ให้เด็กกลับบ้านได้แล้ว และในระยะยาว ควรดูแลเด็กอย่างไร?

แพทย์จะนัดติดตามเพื่อตรวจดูว่าเด็กมีปัญหาหลอดเลือดแดงหัวใจผิดปกติหรือไม่ จึงควรนำเด็กพบแพทย์ตามนัดเสมอ

ส่วนการเลี้ยงดูเด็ก ให้เลี้ยงดูเหมือนเด็กปกติ เพื่อที่เด็กจะเติบโตเช่นเด็กปกติ มีความเป็นตัวของตัวเอง และช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนเด็กปกติ

ป้องกันโรคคาวาซากิได้ไหม?

ปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคคาวาซากิ จึงยังไม่สามารถป้องกันได้ แต่เป็นโรคที่รัก ษาได้ การรักษาที่ถูกต้อง รวดเร็ว จะป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งที่สำคัญ คือ หลอดเลือดแดงหัวใจโป่งพองได้มาก ผู้ปกครองควรปรึกษาแพทย์ให้เข้าใจธรรมชาติของโรคเพื่อการร่วมมือกันในการรักษาผู้ป่วย

บรรณานุกรม

  1. Son MBF, Newburger JW. Chapter 160: Kawasaki Disease. In: Kliegman RM, Stanton BF, Schor NF, St. Geme JW, Behrman RE. Nelson Textbook of Pediatrics, 19th ed., Philadelphia, PA.Elsevier Saunders, 2011. p.1601-13
  2. Newburger JW, Takahashi M, Gerber MA, et al. Diagnosis, theatment and long-term management of Kawasaki disease. Pediatrics 2004; 114:1708-33.
  3. Claudius I, Baraff LJ. Pediatric Emergencies Associated with Fever. Emerg Med Clin N Am. 2010; 28:67-84.
Updated 2017,Agust12


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน torpasumai PPaapp
Frame Bottom