Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อื่นๆ  ทั่วตัว  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันต้านทานโรค 

บทนำ

การใช้ยารักษาโรคมะเร็งหรือโรคอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน(ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค หรือ ระบบภูมิต้านทาน)ของมนุษย์ที่ผ่านมานั้น ยังไม่ได้ผลการรักษาที่น่าพึงพอใจ อีกทั้งยาในบางกลุ่ม เช่น ยาเคมีบำบัด จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงแก่ร่างกายผู้ป่วยสูง เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการใช้ยาที่เป็นพิษแก่เซลล์ปกติทุกชนิดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งด้วย เพราะยาในรุ่นเดิมๆเหล่านั้น ไม่มีความจำเพาะเจาะจง เซลล์ปกติบางส่วนของร่างกายจึงได้รับผลกระทบ(ผลข้างเคียง)ไปด้วย

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งคือ เป็นระบบที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อสิ่งแปลกปลอมหรือแอนติเจน (Antigen/สารก่อภูมิต้านทาน) สามารถจดจำและเข้าทำลายสิ่งแปลกปลอมดังกล่าวได้อย่างแม่นยำ นักวิทยาศาสตร์จึงได้นำหลักการของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายดังกล่าวมาพัฒนาเป็นยารักษาโรค

ยา/กลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดี (Monoclonal Antibodies) เป็นสารแอนตีบอดีหรือสารภูมิต้านทาน ทำหน้าที่ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมของร่างกายอย่างจำเพาะเจาะจง ตัวยาได้มาจากเซลล์ภูมิคุ้มกัน/เซลล์ภูมิต้านทานร่างกายที่นำมาผ่านกระบวนการโคลนนิ่ง (Cloning/สร้างให้เหมือน) ให้ได้เซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีลักษณะเดียวกันจำนวนมากและมีความสามารถในการหลั่งสารแอนตีบอดีจำเพาะออกมา ยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดีแต่ละชนิดจะมีความจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์เป้าหมายแตกต่างกันไปตามชนิดของยา ทำให้ลดผลข้างเคียงจากยากลุ่มนี้ลงได้ เนื่องจากยากลุ่มนี้ไม่ได้ออกฤทธิ์ต่อเซลล์ทุกชนิดในร่างกายเหมือนยาเคมีบำบัดในรุ่นเดิมๆ

ปัจจุบัน มีการพัฒนายาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนตีบอดีมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง และโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันชนิดต่างๆ เช่น โรคภูมิต้านตัวเอง (โรคออโตอิมูน) โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น อย่างไรก็ดี ยาในกลุ่มนี้ส่วนมากยังเป็นยาใหม่ จึงมีราคาสูง และผลข้างเคียงของยาอาจยังไม่ชัดเจนในทุกแง่มุม การใช้ยาในกลุ่มนี้จึงควรใช้ในความควบคุมของแพทย์เฉพาะทางอย่างเคร่งครัด

คำอธิบายเบื้องต้นในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์

โมโนโคลนอลแอนตีบอดี

ยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนตีบอดี เป็นยาที่ใช้หลักการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน/ระบบภูมิต้านทานของร่างกายในการรักษา ความเข้าใจในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษายาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนตีบอดีต่อไป

ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย เป็นระบบหนึ่งของร่างกายที่ทำหน้าที่ในการปกป้องร่างกายจากการรุกรานของเชื้อโรคหรือจากสิ่งแปลกปลอมทั้งจากภายในและภายนอกร่างกาย การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง โดยเป็นการทำงานร่วมกันของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ

โดยปกติ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีความสามารถในการจดจำและการจำแนกระหว่างเซลล์ของร่างกายมนุษย์กับสิ่งแปลกปลอม สิ่งแปลกปลอมมีชื่อเรียกว่า “แอนติเจน” (Antigen, สารก่อภูมิต้านทาน) ซึ่งอาจเป็นเชื้อโรคชนิดต่างๆ ทั้งเชื้อไวรัส เชื้อรา แบคทีเรีย หรือโปรโตซัว รวมไปถึง เซลล์มะเร็ง สารเคมีชนิดต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย โดยทั่วไป เมื่อแอนติเจนเหล่านี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะได้รับการกระตุ้นและนำไปสู่การทำลายสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น โดยวิธีส่วนใหญ่ที่ระบบภูมิคุ้มกันใช้คือ การกลืนกินสิ่งแปลกปลอม (Phagocytosis)

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ

  • ระบบภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด (Innate Immunity): เป็นระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานทั่วไป ไม่จำเพาะเจาะจงต่อแอนติเจน เช่น ระบบภูมิคุ้มกันทางกายภายนอก อย่างเช่น ผิวหนัง เยื่อเมือก และมีเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่แบบไม่จำเพาะเจาะจงในการทำลายสิ่งแปลกปลอม
  • ระบบภูมิคุ้มกันแบบรับมา (Adaptive Immunity): ที่เป็นระบบภูมิคุ้มกันซึ่งมีการทำงานที่เจาะจงกับแอนติเจนเป็นชนิดๆไป

โดยทั่วไป เมื่อมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม (แอนติเจน) เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันแบบที่มีมาแต่กำเนิดจะทำหน้าที่ในการทำลายก่อน หากทำงานไม่สำเร็จ ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันแบบรับมาขึ้นเพื่อทำลายแอนติเจนนั้นๆ โดยเฉพาะ เมื่อทำลายสำเร็จแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันแบบรับมาจะจดจำแอนติเจนนั้นๆไว้ หากมีการรุกรานในอนาคต ระบบภูมิคุ้มกันแบบรับมา ก็จะสามารถตอบสนองทำลายแอนติเจนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันแบบรับมา ถูกกำหนดโดยเซลล์เม็ดเลือดขาว 2 ชนิดคือ ชนิด “ทีลิมโฟไซต์ (T lymphocyte)” และชนิด “บีลิมโฟไซต์ (B lymphocyte)”

การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโดยเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด “ทีลิมโฟไซต์” เป็นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันแบบ “พึ่งเซลล์ (Cell-mediated Immunity)” โดยจะสร้างตัวรับ(Receptor) แบบจำเพาะแอนติเจนบนเยื่อหุ้มเซลล์ และเข้าทำลายแอนติเจนเมื่อได้รับการกระตุ้น ส่วนชนิด”บีลิมโฟไซต์”เป็นการทำงานแบบพึ่งแอนติบอดดี(สารภูมิต้านทาน/Antibody) หรือการป้องกันร่างกายผ่านการสร้างสารแอนติบอดีหรือสารภูมิต้านทาน ซึ่งเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมภายนอกเข้ามาและทำปฏิกิริยากับ “บี ลิมโฟไซต์” จะก่อเกิดการสร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนตีบอดีขิ้นมา หลังจากนั้นเซลล์ “บี ลิมโฟไซต์”จะแบ่งเซลล์ให้เกิดเซลล์ลูก (Daughter cells) ซึ่งมีคุณสมบัติในการสร้างสารภูมิต้านทานได้เหมือนเซลล์แม่ โดยเรียกสารภูมิต้านทานที่สร้างขึ้นมาจากเซลล์ลูกว่า “โมโนโคลนอลแอนตีบอดี (Monoclonal Antibodies) หรือ สารภูมิต้านทานเฉพาะที่สร้างจากเซลล์ลูกแต่มีคุณสมบัติเหมือนเซลล์แม่” ซึ่งมีการนำวิธีการดังกล่าวมาใช้ในการวิจัยและพัฒนาเป็นยาต่างๆที่มีคุณสมบัติเฉพาะเจาะจงต่อตัวรับอีกด้วย

กลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดีมีสรรพคุณ (คุณสมบัติ) อย่างไร?

ปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีโมโนโคลนอลแอนตีบอดีมาใช้ในการพัฒนาเป็นยาเพื่อรักษาโรคต่างๆ โดยมีสรรพคุณ/ข้อบ่งใช้และตัวอย่างชื่อยาดังต่อไปนี้ เช่น

ก. ใช้รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin’s lymphoma) เช่น ยาเบรนทูซิแมบ (Brentuximab)

ข. ใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านม (Breast Cancer) เช่น ยาทราทูซูแมบ (Trastuzumab)

ค. ใช้รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด(Cardiovascular disease) เช่น ยาแอบซิซิแมบ (Abciximab)

ง. ใช้รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง (Chronic lymphocytic leukemia) เช่น ยาอะเล็มทูซูแมบ (Alemtuzuab) และยาโอฟาทูมูแมบ (Ofatumumab)

จ. ใช้รักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่(Colorectal Cancer) เช่น ยาพานิทูมูแมบ (Panitumumab) ยาบีวาซิซูแมบ (Bevacizumab) ยาซิทูซีแมบ (Cetuximab)

ฉ. ใช้รักษามะเร็งศีรษะและลำคอ (Head and neck cancer) เช่น ยาซิทูซีแมบ (Cetuximab)

ช. ใช้รักษาโรคจอประสาทตาเสื่อม(อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง โรคของจอตา) เช่น ยารานิบิซูแมบ (Ranibizumab)

ซ. ใช้รักษาโรคหืดที่มีสาเหตุจากการแพ้ เช่น ยาโอมาลิซูแมบ (Omalizumab)

ฌ. ใช้รักษาโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา เช่น ยาอิพิลิมูแมบ (Ipilimmab) ยาเพมโบรลิซูแมบ (Pembrolizumab) ยานิโวลูแมบ (Nivolumab)

ญ. ใช้รักษาโรคมัลติเพิลมัยอีโลมา หรือมะเร็งเอ็มเอ็ม (Multiple Myeloma) เช่น ยาดาราทูมูแมบ (Daratumumab)

ฎ. ใช้รักษาโรคโครห์น (Chron’s Disease) เช่น ยานาทาลิซูแมบ (Natalizumab)

ฎ. ใช้รักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินส์ (Non-Hodgkin lymphoma) เช่น ยารูทูซิแมบ (Rituximab) ยาโทซูทูโมแมบ (Tositumomab) ยาไอบริทูโมแมบ (Ibritumomab)

ฐ.ใช้รักษาโรค Paroxysmal nocturnal hemoglobinuria (PNH) ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับการแตกของเม็ดเลือดแดงในหลอดเลือดโดยมีสาเหตุมาจากเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) ได้แก่ ยาอีซูลิซูแมบ (Eculizamab)

ฑ. ใช้รักษาโรคกระดูกพรุนในวัยหมดประจำเดือน เช่น ยาดีโนซูแมบ (Denosumab)

ฒ. ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงิน เช่น ยาอีฟาลิซูแมบ (Efalizumab) และยาอัสเตคิเนียม (Ustekinumab)

ด. ใช้รักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เช่น ยาโทซิลิซูแมบ (Tocilizumab) และยาโกลิมูแมบ (Golimumab)

ต. ใช้รักษาโรคแพ้ภูมิตัวเอง/โรคออโตอิมมูนระยะรุนแรง(Several Auto-immune disorders) เช่น ยาอะดาลิมูแมบ (Adalimumab) และยาอินฟิซิแมบ (Infliximab)

ถ. ใช้รักษาภาวะร่างกายปฏิเสธอวัยวะใหม่หลังการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ (Transplant Rejection) เช่น ยาบาซิลิซิแมบ (Basiliximab) ยาดาซิซูแมบ (Daclizumab) และยามูโรโมแนบ (Muromonab)

กลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดีมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

กลไกการออกฤทธิ์ของยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนตีบอดีมีความสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยพบว่า ยาในกลุ่มนี้ มีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันไปขึ้นกับแต่ละชนิดของตัวยาย่อย ยาบางชนิดอาจมีกลไกการออกฤทธิ์มากกว่าหนึ่งกลไก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเซลล์เป้าหมายในการออกฤทธิ์ อันประกอบด้วย

1. วิธี Neutralization เป็นการนำแอนตีบอดีหรือตัวยาไปยับยั้งการทำงานของเซลล์หรือของโมเลกุลเป้าหมาย/เซลล์แปลกปลอม โดยจะไปเกาะกับตัวรับบนผิวเซลล์แปลกปลอม เมื่อเซลล์แปลกปลอมจะแบ่งตัว (เช่น เซลล์มะเร็ง)ก็จะไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีแอนตีบอดี/ยานี้ไปขัดขวางไว้อยู่ เซลล์แปลกปลอมจึงหยุดการแบ่งตัว และนำไปสู่การตายของเซลล์แปลกปลอมนั้นๆตามมา

2. วิธี Antibody-dependent cell-mediated cytotoxicity (ADCC) ยานี้หรือแอนตีบอดี จะเข้าจับกับแอนติเจนหรือสิ่งแปลกปลอมบนผิวของเซลล์เป้าหมาย/เซลล์แปลกปลอม (เช่นเซลล์มะเร็ง) และเหนี่ยวนำให้เซลล์ภูมิคุ้มของร่างกาย อาทิเช่น เซลล์ Natural Killer Cells ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด เข้ามาทำลายเซลล์เป้าหมายนั้นๆ

3. วิธี Complement-dependent Cytotoxic (CDC) เป็นการใช้ Complement System ซึ่งเป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีมาแต่กำเนิดในการสนับสนุนการทำงานของแอนติบอดี/ของยานี้ โดยสารโปรตีนในระบบ Complement จะเข้าจับกับแอนตีบอดี/ยานี้ และจับกับเซลล์เป้าหมาย/เซลล์แปลกปลอม และกระตุ้นให้เกิดการทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์เป้าหมาย

4. วิธี Drug delivery carrier เป็นวิธีที่ใช้แอนติบอดีในการนำส่งยานี้ไปสู่เซลล์เป้าหมาย/เซลล์แปลกปลอมได้อย่างแม่นยำและลดผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติ เช่น ใช้นำส่งยานี้ในรูปกัมมันตรังสี(ที่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ทุกชนิดสูง/Cytotoxic Drug ทั้งต่อเซลล์แปลกปลอมและเซลล์ปกติ)จึงส่งผลให้เฉพาะเซลล์แปลกปลอมได้รับกัมมันตรังสี

กลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดีมีรูปแบบเภสัชภัณฑ์หรือชนิดยาอะไรบ้าง?

ยาในกลุ่มโมโนโลนอลแอนตีบอดีในปัจจุบัน ยังเป็นยาในรูปแบบ “ฉีด” โดยตัวเภสัชภัณฑ์มีหลายประเภท ทั้งยาน้ำพร้อมฉีด (Sterile Solution for Injection), ยาในรูปแบบที่บรรจจุในเข็มฉีดยาพร้อมใช้งาน (Pre-filled syringe), ยาชนิดผงพร้อมผสมเพื่อใช้เป็นยาฉีด (Sterile Powder/Lyophilized powder for Injection), ยาน้ำเพื่อหยดเข้าหลอดเลือดดำ (Sterile Solution for Infusion), เป็นต้น ส่วนยาในรูปแบบรับประทานและรูปแบบอื่นๆยังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย

กลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดีมีขนาดการใช้ยาอย่างไร?

ยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนตีบอดีมีขนาดการใช้ยา ขึ้นกับข้อบ่งใช้ของยาแต่ละชนิดย่อย ชนิดโรคของผู้ป่วย และลักษณะทางกายภาพของผู้ป่วย เช่น น้ำหนักตัว ภาวะการทำงานของตับและของไต รวมถึงโรคร่วมอื่นที่กำลังเป็นร่วมอยู่ ซึ่งแพทย์ผู้รักษา จะพิจารณาการใช้ขนาดยาต่อผู้ป่วยเฉพาะรายไป

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดี ควรแจ้ง แพทย์ พยาบาล และเภสัชกร ดังนี้ เช่น

หากลืมเข้ารับการบริหารยาควรทำอย่างไร?

หากลืมบริหารยา/ใช้ยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดี หากเป็นยาที่ต้องเข้ารับจากสถานพยาบาล ให้ติดต่อสถานพยาบาลที่ทำการรักษาอยู่โดยเร็วที่สุดเพื่อนัดหมายการรับการบริหารยาต่อไป หากเป็นยาที่ใช้การบริหารเองที่บ้าน ควรปรึกษา แพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร ทันทีที่นึกขึ้นได้

กลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดีมีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

กลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดีมีผลไม่พึงประสงค์(ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียง/อาการไม่พึงประสงค์) เช่น

*อนึ่ง หากเกิดการแพ้ยานี้ เช่น มีผื่นคันขึ้นตามตัว ใบหน้าบวม ริมฝีปาก เปลือกตา/หนังตาบวม หายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก ภายหลังการรับยานี้ ให้หยุดยานี้ทันที แล้วรีบเข้าพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลทันที/ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยควรตระหนักว่า การที่แพทย์สั่งใช้ยาในกลุ่มนี้ เนื่องจากแพทย์พิจารณาแล้วเห็นว่ายานี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากกว่าโทษหรือมากกว่าการได้รับผลข้างเคียงจากยานี้ ผู้ป่วยที่ได้รับยานี้ส่วนมาก มีพบว่าเกิดอาการไม่พีงประสงค์ชนิดรุนแรง ผู้ป่วยจึงควรเฝ้าระวังผลข้างเคียงดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น และรีบแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบ/รีบไปโรงพยาบาลทันที/ฉุกเฉิน หากเกิดอาการรุนแรงดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

มีข้อควรระวังการใช้กลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดีอย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้กลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดี เช่น

  • ไม่ใช้ยากับผู้ที่แพ้ยาในกลุ่มนี้
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือการใช้ต้องอยู่ภายใต้วิจารณญาณของแพทย์ผู้ทำการรักษา
  • ผู้ป่วยควรแจ้งประวัติโรคต่างๆที่เป็นอยู่ให้แพทย์ทราบ โดยเฉพาะประวัติการเกิดโรคติดเชื้อ หากเกิดอาการเหมือนอาการติดเชื้อ เช่น มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว น้ำหนักลด ร่วมกับมีเหงื่อออก หายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก ควรแจ้งให้ แพทย์ พยาบาล ทราบ โดยทันที/ฉุกเฉิน
  • ควรระมัดระวังการใช้ในผู้ป่วยที่เคยมีประวัติโรคไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ
  • ควรหลีกเลี่ยงการรับวัคซีนต่างๆระหว่างการใช้ยานี้ หากมีความจำเป็นต้องรับวัคซีน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่ากำลังใช้ยาในกลุ่มนี้อยู่
  • ระมัดระวังการใช้ยาในกลุ่มผู้ป่วยผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 65 ปี) และเด็ก
  • ปรึกษาแพทย์ และ/หรือเภสัชกร ถึงข้อควรระวังการใช้ยานี้ในประเด็นอื่นๆที่จำเพาะกับยาย่อยแต่ละชนิดโรค
  • หากใช้ยานี้ไปแล้วพบว่าเกิดอาการเจ็บป่วยบ่อยครั้ง เช่น มีไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ ควรรีบแจ้งให้แพทย์ผู้ที่ทำการรักษาทราบ

กลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดีมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนตีบอดี โดยทั่วไปอาจมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาในกลุ่มเดียวกัน หรือกับยาที่มีฤทธิ์ในการกดภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ดี ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรถึงยาต่างๆที่ท่านใช้ รวมไปถึงวิตามิน และผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เพื่อค้นหาปฏิกิริยาระหว่างยาที่อาจเกิดขึ้นได้

ควรเก็บรักษากลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดีอย่างไร?

ยาแต่ละชนิดในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนตีบอดี มีวิธีการเก็บรักษาที่แตกต่างกัน ควรติดต่อฝ่ายเภสัชกรรมของสถานพยาบาลนั้นๆ ถึงนโยบายการเก็บรักษายานี้ที่ถูกต้อง หรือสอบถามจากเภสัชกรขณะรับยานี้

กลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดีมียาอะไรบ้างที่มีจำหน่ายในประเทศไทย? ผลิตหรือจัดจำหน่ายโดยบริษัทอะไร?

กลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดีที่มีจำหน่ายในประเทศไทย และบริษัทผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่าย เช่น

บรรณานุกรม

  1. Hashimoto G; Wright, PF, Karzon, DT, Antibody-dependent cell-mediated cytotoxicity against influenza virus-infected cells". The Journal of Infectious Diseases. 1983;148 (5): 785–794.
  2. Hooks MA, Wade CS, Millikan WJ. Muromonab CD-3: a review of its pharmacology, pharmacokinetics, and clinical use in transplantation". Pharmacotherapy. 1991;11 (1): 26–37
  3. Weiner GJ. Monoclonal antibody mechanisms of action in cancer. Immunol Res. 2007;39(1-3):271-8.
  4. Masumi Suzuki, Chie Kato, Atsuhilo Kato. Therapeutic antibodies: their mechanisms of action and the pathological findings they induce in toxicity studies. J Toxicol Pathol. 2015 Jul; 28(3): 133–139.
  5. Monoclonal Antibody http://personal.sut.ac.th/montarop/2013%20WBSITE/Antibody/Basic/Entries/2013/9/13_%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5.html [2016,Nov12]
  6. Mayo Clinic. Cancer. Monoclonal antibody drugs for cancer: How they work http://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/cancer/in-depth/monoclonal-antibody/art-20047808 [2016,Nov12]
  7. Immunity. คณะสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ www.as.mju.ac.th [2016,Nov12]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 5 คน Pbma panlvgin PRdelivery Thuksa Saelao Kunniya
Frame Bottom