Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ทวารหนัก  ระบบทางเดินอาหาร 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

แผลที่ก้น  แผลปากทวารหนัก 

บทนำ

แผลรอยแยกขอบทวารหนัก หรือแผลปริขอบทวารหนัก หรือแผลที่ขอบทวารหนัก หรือแผลที่ปากทวารหนัก (Anal fissure) คือโรคที่มีแผลรอยแยก/แผลปริที่ขอบทวารหนัก สาเหตุหลักคือ จากการถ่ายอุจจาระก้อนที่ใหญ่และแข็งจนเกิดการครูดบาดทวารหนักและกลายเป็นแผล ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บรูทวารหนักเวลาถ่ายอุจจาระ อาจมีเลือดออกเล็กน้อย แผลรอยแยก/ปรินี้อาจเป็นเพียงแค่ชั่วคราวหรือกลายเป็นแผลเรื้อรังก็ได้ การรักษามีทั้งการใช้ยาและการผ่าตัดร่วมกับการปรับ เปลี่ยนพฤติกรรมการขับถ่ายอุจจาระ

แผลรอยแยกขอบทวารหนักพบได้ในทุกเชื้อชาติ ทุกเพศ และทุกวัยตั้งแต่วัยทารกจนถึงวัยผู้สูงอายุ แต่พบมากในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นและในวัยกลางคน

อะไรคือสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงของโรคแผลรอยแยกขอบทวารหนัก?

แผลรอยแยกขอบทวารหนัก

แผลรอยแยกที่ขอบทวารหนักเกิดได้จากหลายสาเหตุเช่น

โรคแผลรอยแยกขอบทวารหนักเกิดได้อย่างไร?

ทวารหนักหรือ Anus คือลำไส้ส่วนที่ต่อมาจากลำไส้ใหญ่ตอนปลายที่เรียกว่า ลำไส้ตรง (Rectum) และเปิดออกสู่ภายนอก มีความยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ประกอบไปด้วยชั้นเยื่อเมือกบุผิว (Mucosa) ชั้นใต้เยื่อเมือกบุผิว (Submucosa) และชั้นของกล้ามเนื้อ

บริเวณรอยต่อของเยื่อเมือกบุผิวระหว่างทวารหนักและลำไส้ตรงนั้นเรียกว่า Dentate line และส่วนของรอยต่อระหว่างทวารหนักกับผิวหนังของก้นเรียกว่า Analverge

ชั้นของกล้ามเนื้อที่อยู่รอบทวารหนัก (หูรูด) แบ่งออกเป็น 2 ชั้นคือ ชั้นกล้ามเนื้อหูรูดชั้นใน (Internal anal sphincter) และชั้นกล้ามเนื้อหูรูดชั้นนอก (External anal sphincter)

จากการศึกษาพบว่าในผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีแผลที่ขอบทวารหนักนั้น หูรูดชั้นในมีการหดตัวมากกว่าปกติทำให้เกิดความดันของรูทวารหนักมากกว่าปกติ จึงเป็นผลให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงน้อย ลงส่งผลให้เกิดบาดแผลได้ง่ายและแผลก็จะหายได้ยากด้วย

หากให้ผู้ป่วยนอนหงาย ผู้ป่วยที่มีแผลจากการบาดเจ็บนั้นประมาณ 99% จะพบบาดแผลรอยแยก/แผลปริที่บริเวณด้านล่าง (หรือด้านหลังตามลักษณะทางกายวิภาค) เนื่องจากเป็นบริเวณที่ชั้นกล้ามเนื้อบางกว่าบริเวณอื่นๆและมีเลือดไหลเวียนมาเลี้ยงน้อยกว่า ที่เหลืออีก 1% จะพบบริเวณด้านบน (หรือด้านหน้าตามลักษณะทางกายวิภาค) สำหรับผู้หญิงจะพบสัดส่วนของการเป็นแผลบริเวณด้านบนมากกว่าผู้ชายคือพบได้ประมาณ 10% เนื่องจากด้านบนของผู้หญิงติดกับช่องคลอดจึงทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้บางกว่าของผู้ชายจึงมีโอกาสเกิดแผลได้มากกว่า รวมทั้งอาจเกิดจากการบาดเจ็บตอนคลอดลูกผ่านช่องคลอดซึ่งช่องคลอดอาจฉีกขาดจนถึงบริเวณด้านบนของทวารหนักได้

หากพบแผลบริเวณด้านข้างแสดงว่าผู้ป่วยกำลังป่วยเป็นโรคบางอย่างอยู่ตามที่ได้กล่าวไป แล้วในหัวข้อ สาเหตุ

โรคแผลรอยแยกขอบทวารหนักมีอาการอย่างไร?

ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บรูทวารหนักเวลาจะถ่ายอุจจาระ (คือเมื่อลำไส้ตรงมีการบีบตัวขับเคลื่อนอุจจาระไปที่ทวารหนัก) และเมื่ออุจจาระเคลื่อนผ่านบาดแผลก็จะเจ็บปวดมากขึ้น เมื่อถ่ายอุจจาระออกไปแล้วจะยังคงมีอาการเจ็บอยู่ซึ่งอาจเป็นอยู่เพียงไม่กี่นาทีจนถึงเป็นชั่วโมง อาการเหล่านี้ทำ ให้ผู้ป่วยไม่อยากถ่ายอุจจาระ อาจพยายามกลั้นอุจจาระไว้และทำให้เกิดอาการท้องผูกตามมา อุจจาระก็จะยิ่งมีปริมาณมากและแข็งมากขึ้น และเมื่อถ่ายอุจจาระออกมาก็ทำให้เกิดบาดแผลเพิ่ม ขึ้นต่อไปและกลายเป็นแผลเรื้อรังในที่สุด

นอกจากนี้บนก้อนอุจจาระอาจมีเลือดสดเคลือบอยู่เล็กน้อย แต่จะไม่ปนเป็นเนื้อเดียวกับอุจจาระ บางครั้งอาจมองไม่เห็นเลือดบนอุจจาระ แต่เมื่อใช้ทิชชูเช็ดทำความสะอาดรูทวารจะเห็นเลือดสดติดอยู่กับทิชชูได้ แต่ทั้งนี้โรคนี้จะไม่เป็นสาเหตุของการถ่ายเป็นเลือดสดหรือมีเลือดไหลออกมาเป็นปริมาณมาก ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการคันรอบรูทวาร มีมูกไหลจากบริเวณแผล และอาจมีกลิ่นเหม็นได้

นอกจากนี้อาการเจ็บรูทวารหนักอาจส่งผลให้มีอาการเจ็บเวลาปัสสาวะได้ หรือทำให้ปวด ปัสสาวะบ่อยด้วยได้ เพราะการอักเสบจากแผลที่ทวารหนักอาจส่งผลให้เกิดการอักเสบของทางเดินปัสสาวะร่วมด้วยได้

แพทย์วินิจฉัยโรคแผลรอยแยกขอบทวารหนักอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคนี้จากอาการเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจดูทวารหนักพบรอยแผลแยก/ปริที่บริเวณทวารหนักด้านบนหรือด้านล่าง แต่หากตรวจพบแผลปริที่บริเวณด้านข้างของทวารหนักจะต้องตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อค้นหาโรคร่วมที่ผู้ป่วยกำลังเป็นอยู่เช่น ตรวจเลือดหาการติดเชื้อซิฟิลิส เชื้อเอชไอวี หรือตรวจหามะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น

หากผู้ป่วยมีอาการถ่ายเป็นเลือดสดร่วมด้วย จะต้องตรวจพิเศษเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุอื่น ๆเพราะโรคนี้จะไม่ก่ออาการนี้ ได้แก่การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่

ลักษณะของบาดแผลรอยแยก/ปริ หากเป็นแผลที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน แผลจะตื้น เกิดรอยแยกเฉพาะส่วนของเยื่อเมือกบุผิวซึ่งอาจจะตรวจมองหาได้ค่อนข้างยาก เพราะอาจถูกบดบังด้วยรอยย่นปกติรอบๆปากทวารหนัก รอบๆแผลอาจมีอาการบวมและแดงได้

หากผู้ป่วยปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาหรือรักษาแล้วแต่ไม่ได้ผล ก็จะกลายเป็นแผลเรื้อรังคือมีแผลนานมากกว่า 6 สัปดาห์ขึ้นไป โดยลักษณะของแผลเรื้อรังคือ แผลจะค่อนข้างลึก เกิดรอยแยกตั้ง แต่ชั้นเยื่อเมือกบุผิวไปจนถึงชั้นใต้เยื่อเมือกบุผิว ตรวจมองหาได้ง่าย นอกจากนี้จะตรวจพบติ่งเนื้อร่วมด้วย (เรียกว่า Sentinel pile หรือ Skin tag) โดยจะพบที่บริเวณส่วนล่างถัดจากแผลออกไป และตรวจพบเยื่อบุผิวบริเวณส่วนบนถัดจากแผลขึ้นไปมีการหนาตัวขยายขนาดขึ้น (Enlarged anal papillae)

ความยาวของบาดแผลรอยแยก/ปริทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรังจะไม่เกินขอบเขตรอยต่อระหว่างทวารหนักและลำไส้ตรง (Dentate line) และขอบของแผลจะเรียบ หากแผลมีลักษณะขรุขระ แข็ง หรือแผลมีความยาวเกิน Dentate line จะต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ เพราะอาจเป็นแผลมะเร็งทวารหนักหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ไม่ใช่โรคแผลรอยแยก/แผลปริ

รักษาโรคแผลรอยแยกขอบทวารหนักอย่างไร?

แผลรอยแยกขอบทวารหนักที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน แนวทางการรักษาจะอาศัยการใช้ยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับถ่ายอุจจาระเป็นหลัก หากได้รับการรักษานาน 3 - 4 สัปดาห์ไปแล้วอา การไม่ดีขึ้นก็จะพิจารณาการผ่าตัดรักษาต่อไป

สำหรับการรักษาแผลรอยแยกขอบทวารหนักเรื้อรัง จะอาศัยการผ่าตัดเป็นหลักร่วมไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับถ่ายอุจจาระ

1. การรักษาด้วยยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลักการคือต้องทำให้อุจจาระนิ่ม ไม่ท้องผูกเพื่อไม่เกิดอุจจาระครูดรูทวารหนักเวลาถ่ายอุจจาระ

*** ทั้งนี้การซื้อยาทุกชนิดใช้เอง ควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนเสมอ

2. การผ่าตัด มีอยู่ 2 วิธีหลักคือ

  • การตัดกล้ามเนื้อหูรูดชั้นใน (Lateral internal sphincterotomy) เพื่อให้กล้ามเนื้อเกิดการขยาย ตัวมากกว่าปกติทำให้ไม่เจ็บเวลาถ่ายอุจจาระ อุจจาระผ่านได้สะดวกและทำให้แผลมีโอกาสหายได้เร็วขึ้น
  • การยืดขยายรูทวารหนัก (Anal dilatation) เพื่อให้กล้ามเนื้อหูรูดขยายตัวเช่นกัน นอกจากนั้นการรักษาที่เพิ่งคิดค้นมาได้ไม่นานคือ การฉีดสาร Botulism toxin หรือที่รู้จักกันในชื่อ โบทอก (BOTOX) เข้าไปที่กล้ามเนื้อหูรูดชั้นในเพื่อให้หูรูดขยายตัว โดยจะมีผลคล้ายกับการผ่าตัด วิธีนี้จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่เป็นแผลรอยแยก/ปริเฉียบพลันรวมทั้งผู้ป่วยที่เป็นแผลรอยแยก/ปริเรื้อรังด้วย แต่ฤทธิ์ของ Toxin จะมีอยู่แค่ 3 เดือน ดังนั้นผู้ป่วยที่มีแผลรอยแยก/ปริเรื้อรังจึงมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้มากกว่าวิธีการผ่าตัด แต่ข้อดีก็คือจะเกิดผลภาวะแทรกซ้อนเรื่องการกลั้นอุจจาระไม่ได้น้อยกว่า

โรคแผลรอยแยกขอบทวารหนักรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม?

โดยทั่วไปในโรคแผลรอยแยกทวารหนัก โอกาสหายและผลข้างเคียงคือ

1. ผู้ที่เกิดแผลรอยแยก/ปริเฉียบพลันมักจะหายได้เองในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์

2. ผู้ป่วยแผลรอยแยก/ปริเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาจนหายแล้ว ประมาณ 30 - 70 % จะกลับมา เป็นแผลได้อีกหากมีอาการท้องผูก อุจจาระแข็ง และกินอาหารที่มีกากใยน้อย ดื่มน้ำน้อย

3. ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดได้แก่

  • ติดเชื้อกลายเป็นฝีหนองพบได้ประมาณ 1 - 2%
  • เลือดออกใต้ชั้นเยื่อบุผิวซึ่งมักจะเกิดเพียงเล็กน้อย
  • แต่ที่เป็นปัญหาสำคัญคือเกิดอาการกลั้นอุจจาระไม่ได้ซึ่งพบได้ประมาณ 10 - 30% โดยส่วนใหญ่ จะเป็นการกลั้นการผายลมไม่ได้ มีอุจจาระเล็ดลอดออกมาเล็กน้อยพอเปื้อนกางเกงชั้นใน อาการกลั้นอุจจาระไม่ได้จนอุจจาระออกมาเปรอะเปื้อนกางเกงหรือกระโปรงนั้นพบได้น้อย

ดูแลตนเองและป้องกันโรคแผลรอยแยกขอบทวารหนักอย่างไร?

การดูแลตนเองและการป้องกันโรคแผลรอยแยกขอบทวารหนักคือ

1. ในแต่ละวันควรกินอาหารที่มีกากใยให้ได้ปริมาณที่เหมาะสมที่ทำให้ถ่ายอุจจาระได้ทุกวัน ป้องกันอาการท้องผูก โดยเฉลี่ยควรได้รับใยอาหารวันละประมาณ 25 - 30 กรัม โดยผักและผลไม้ที่มีใยอาหารมากเช่น มะเขือพวง ใบชะพลู ใบขี้เหล็ก คะน้า ถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน แครอด มะม่วงดิบ มะละกอสุก ฝรั่ง แอปเปิล เป็นต้น รวมถึงธัญพืชต่างๆเช่น งา ถั่วเขียว ถั่วแดง รำข้าว ถั่วลิสง ข้าวโอต (Oat) ข้าวโพดต้ม แต่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกากใยที่ย่อยยาก กากใยแหลมคมได้แก่ ถั่วเปลือกแข็ง (Nuts) เช่น อัลมอนด์ (Almond) พิสตาชิโอ (Pistachio) วอลนัท (Walnut) เม็ดมะ ม่วงหิมพานต์ และข้าวโพดคั่ว ข้าวโพดที่เป็นแผ่นกรอบ (Chips) เป็นต้น

2. ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 - 8 แก้วเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่มเพื่อช่วยให้อุจจาระไม่แข็ง ช่วยป้องกันท้องผูก

3. ออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอเพื่อให้ลำไส้เคลื่อนไหว ขับถ่ายได้สะดวก ท้องไม่ผูก

4. หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นสาเหตุให้ท้องผูกเช่น ชา กาแฟ อาหารประเภทแป้งแปรรูป (เช่น ขนมต่างๆ) และเนื้อสัตว์ มากเกินไป

5. หากมีอาการท้องผูกต้องรีบดูแลรักษา

6. หากมีอาการถ่ายอุจจาระเหลว/ท้องเสียบ่อยหรือเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์และรักษาเช่นกันเพราะ เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคนี้

7. สำหรับในเด็กทารกหากอุจจาระแข็งถ่ายยาก อาจต้องลองเปลี่ยนชนิดนมที่กินและให้ดื่มน้ำร่วม ด้วย

8. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ผ่านทางทวารหนัก

ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

เมื่อมีอาการดังกล่าวในหัวข้ออาการ ควรพบแพทย์เมื่อ

1. ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บรูทวารหนักเวลาอุจจาระ หากได้พยายามรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การขับถ่ายอุจจาระร่วมกับการใช้ยาระบายมาระยะหนึ่งแล้ว อาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการกลับเป็นซ้ำอยู่บ่อยๆ

2. หากผู้ป่วยถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสดและ/หรือมีเลือดปนในเนื้ออุจจาระ ควรพบแพทย์เพื่อการวินิจ ฉัยหาสาเหตุโดยเฉพาะเพื่อแยกโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

บรรณานุกรม

  1. http://www.medicinenet.com/anal_fissure/article.html [2016,June11]
  2. http://en.wikipedia.org/wiki/Anal_fissure [2016,June11]
  3. http://emedicine.medscape.com/article/196297-overview#showall [2016,June11]
Updated 2016, June 11


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 5 คน sirikul jeerapatsepu bopornsawan bam111999 kan_port
Frame Bottom