Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ปอด  ทางเดินหายใจ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

หายใจลำบากเฉียบพลัน  

บทนำ

กลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน หรือกลุ่มอาการหายใจลำบากฉับพลัน (Acute respiratory distress syndrome) ย่อว่า เออาร์ดีเอส (ARDS) เป็นกลุ่มอาการรุนแรงทางระบบการหายใจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเฉียบพลัน โดยอาการหลักคือ หายใจลำบาก หายใจเร็ว จึงส่ง ผลให้ร่างกาย/อวัยวะต่างๆเกิดภาวะขาดออกซิเจนจากปอดทำงานแลกเปลี่ยนออกซิเจนกับอา กาศได้น้อยลงหรือไม่ได้เลย ซึ่งมักนำไปสู่ภาวะหายใจล้มเหลวและมีโอกาสเสียชีวิต (ตาย) ได้สูง

เออาร์ดีเอสมักเป็นภาวะที่เกิดในผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลจากมีโรครุนแรงต่างๆเช่น ภา วะติดเชื้อในกระแสโลหิต (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) โรคปอดบวมที่รุนแรง หรือผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะปอด โดยสถิติเกิดกลุ่มอาการนี้แตกต่างกันในแต่ละโรงพยาบาล แต่มีรายงานในแต่ละปี พบผู้ป่วยกลุ่มอาการนี้ได้ประมาณ 13.5 - 17.9 รายต่อประชากร 1 แสนคน เป็นกลุ่มอาการพบได้ทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ แต่พบได้สูงขึ้นในผู้สูงอายุ ผู้ชายพบได้บ่อยกว่าผู้หญิงจากที่มีโอ กาสสัมผัสปัจจัยเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง

ลมชักเหตุสมองกลีบขมับคืออะไร? มีอาการอย่างไร?

เออาร์ดีเอส

เออาร์ดีเอสเกิดได้อย่างไร?

เออาร์ดีเอสเกิดจากภาวะที่ของเหลวในหลอดเลือดผนังถุงลมซึมผ่านหลอดเลือดและผนังถุงลมเข้าไปอยู่ในถุงลมแทนที่อากาศ ซึ่งในภาวะปกติหลอดเลือดจะไม่ยอมให้มีการซึมผ่านของของเหลวเข้าไปในถุงลม สิ่งที่จะซึมผ่านได้คือเฉพาะอากาศ แต่ในภาวะที่มีการอักเสบรุนแรงที่เกิดจากสาเหตุต่างๆเช่น ภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) หรือปอดได้รับอุบัติเหตุรุนแรง หรือปอดติดเชื้อ/ปอดบวมรุนแรง จะส่งผลให้เนื้อเยื่อปอดที่รวมถึงหลอดเลือดผนังถุงลมเกิดอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน ผนังหลอดเลือดฯที่มีการอักเสบรุนแรงนี้จะยอมให้ของเหลวภายในหลอดเลือดซึมออกมาจากหลอดเลือดและเข้าไปอยู่ในถุงลม (ที่ปกติต้องมีแต่อากาศ) ถุงลมจึงหมดสภาพที่จะบรรจุอากาศหรือที่จะแลกเปลี่ยนอากาศ เพื่อนำออกซิเจนเข้าสู่หลอดเลือด/อวัยวะต่างๆได้ตามปกติ จึงส่งผลให้ปอด/ถุงลมสูญเสียการทำงานเฉียบพลัน/ฉับ พลัน ร่างกาย/อวัยวะต่างๆจึงขาดออกซิเจนเฉียบพลัน จึงเกิดอาการหายใจลำบาก/หายใจไม่ออก หายใจเร็ว อันนำสู่อวัยวะต่างๆสูญเสียการทำงานจากขาดอากาศ (ออกซิเจน) เกิดการล้ม เหลวของอวัยวะต่างๆที่สำคัญเช่น ภาวะหายใจล้มเหลว ภาวะหัวใจล้มเหลว และภาวะสมองขาดออกซิเจน

เออาร์ดีเอสมีสาเหตุจากอะไร?

สาเหตุของเออาร์ดีเอสเช่น

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดเออาร์ดีเอส?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดเออาร์ดีเอสได้แก่

เออาร์ดีเอสมีอาการอย่างไร?

อาการของเออาร์ดีเอสที่พบบ่อยได้แก่

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

โดยทั่วไปผู้ป่วยด้วยกลุ่มอาการนี้มักเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลอยู่แล้วด้วยโรค/ภาวะที่เป็นสาเหตุ อย่างไรก็ตามถ้าเป็นผู้ป่วยที่ดูแลตนเองที่บ้าน เมื่อมีอาการดังกล่าวในหัวข้อ “อาการ” ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที/ฉุกเฉิน

แพทย์วินิจฉัยเออาร์ดีเอสอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยเออาร์ดีเอสได้จากอาการผู้ป่วย ประวัติการเจ็บป่วยในปัจจุบัน สาเหตุของการเจ็บป่วยในปัจจุบันและในอดีต ประวัติการใช้ยาต่างๆ การเสพสารเสพติด และปัจจัยเสี่ยงต่างๆดังกล่าวในหัวข้อ สาเหตุและหัวข้อปัจจัยเสี่ยง การตรวจร่างกาย การตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์และ/หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การตรวจเลือดดูค่าออกซิเจน ค่าคาร์บอนไดออกไซด์ ค่าความเป็นกรด-ด่าง การย้อมเชื้อและการเพาะเชื้อจากเลือด และอาจจากปัสสาวะ (กรณีสง สัยสาเหตุการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ) การตรวจเชื้อ การเพาะเชื้อจากเสมหะ การตรวจคลื่น ไฟฟ้าหัวใจดูการทำงานของหัวใจ และอาจมีการตรวจสืบค้นอื่นๆเพิ่มเติมตามอาการผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์เช่น การตรวจภาพสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และ/หรือเอมอาร์ไอถ้าผู้ ป่วยมีอาการทางสมอง เป็นต้น

รักษาเออาร์ดีเอสอย่างไร?

ไม่มีวิธีรักษาที่เป็นวิธีเฉพาะสำหรับเออาร์ดีเอส แนวทางการรักษาที่สำคัญคือ การรักษาประคับประคองตามอาการ โดยเฉพาะการดูแลการหายใจเพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากที่ สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เช่น การให้ผู้ป่วยหายใจด้วยเครื่องช่วยหายใจร่วมกับการให้ออกซิเจน และเนื่องจากผู้ป่วยจะเหนื่อยหอบมาก สับสน กระสับกระส่าย ดังนั้นเพื่อลดอาการเหนื่อยหอบ และลดการใช้ออกซิเจนของร่างกาย การรักษาจึงมักให้ยาเพื่อให้ผู้ป่วยสงบเช่น ยานอนหลับ ผู้ป่วยจึงมักงดอาหารทางปากโดยการให้อาหาร สารน้ำ และเกลือแร่ ทางหลอดเลือดดำแทน และร่วมกับการทำกายภาพฟื้นฟูการทำงานของปอดเพื่อกำจัดเสมหะและเพื่อกระตุ้นให้ปอดขยายตัวได้ปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด ลดโอกาสเกิดปอดตีบแฟบ และลดภาวะมีของ เหลวในถุงลมมากจนอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะปอดแตก/ภาวะโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศติด ตามมา

นอกจากนั้นคือการรักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดเออาร์ดีเอสเช่น การให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสโลหิต (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) หรือปอดบวมจากติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น ร่วมกับการรักษาอื่นๆตามอาการผู้ป่วยและตามดุลพินิจของแพทย์เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ปวด ยาละลายเสมหะ

อนึ่ง เออาร์ดีเอสเป็นกลุ่มอาการที่รุนแรง ต้องการการดูแลต่อเนื่องโดยเฉพาะในเรื่องการหายใจ ผู้ป่วยจึงมักได้รับการรักษาดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤติ/ไอซียู (ICU: Intensive care unit) จนกว่าผู้ป่วยพอดูแลตนเองได้และ/หรือความจำเป็นในการใช้เครื่องช่วยหายใจน้อยลง แพทย์จึงจะย้ายผู้ป่วยมาดูแลต่อในหอผู้ป่วยทั่วไปหรืออนุญาตให้กลับมาดูแลตนเองที่บ้าน

เออาร์ดีเอสมีผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากเออาร์ดีเอสได้แก่

เออาร์ดีเอสมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

เออาร์ดีเอสเป็นกลุ่มอาการที่มีความรุนแรงสูง จึงมักมีการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี ทั้งนี้ถึงแม้ผู้ป่วยตอบสนองได้ดีต่อการรักษา แต่ก็มีรายงานอัตราเสียชีวิต (ตาย) ได้ประมาณ 30% ส่วนผู้ ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาได้ไม่ดี มีรายงานอัตราเสียชีวิตประมาณ 70% ทั้งนี้นอกจากธรรม ชาติของโรคเองแล้ว การพยากรณ์โรคยังขึ้นกับอีกหลายปัจจัย ที่สำคัญเช่น

อนึ่ง ผู้ป่วยกลุ่มอาการนี้ที่รักษาได้หายแล้ว มักยังคงมีความเสียหายจากอวัยวะต่างๆที่ขาดออกซิเจนหลงเหลืออยู่เสมอตลอดไป ซึ่งส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเช่น ภาวะพังผืดในปอด โรคหัวใจ และความเสียหายทางสมอง

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อป่วยด้วยกลุ่มอาการเออาร์ดีเอสและแพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลตนเองที่บ้านได้แก่

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ก่อนนัด?

ผู้ป่วยเออาร์ดีเอสที่แพทย์ให้กลับมาดูแลตนเองที่บ้าน ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเมื่อ

ป้องกันเออาร์ดีเอสอย่างไร?

การป้องกันกลุ่มอาการเออาร์ดีเอสเป็นเรื่องค่อนข้างยาก แต่อย่างไรก็ตาม ทั่วๆไปการป้องกันคือ การป้องกันสาเหตุ (ดังกล่าวในหัวข้อ สาเหตุ) ที่เป็นสาเหตุที่ป้องกันได้เช่น

  • ไม่ใช้สารเสพติด
  • ระมัดระวังอุบัติเหตุต่างๆโดยเฉพาะการว่ายน้ำ
  • ระมัดระวังการใช้ยาต่างๆโดยเฉพาะยาที่เกี่ยวข้องกับด้านอารมณ์/จิตใจ
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี

บรรณานุกรม

1. Fanelli, V. et al. (2013). J Thorac Dis. 5, 326-334.
2. Harman,E. et al. (2014). http://emedicine.medscape.com/article/165139-overview[2015,June27]
3. Koh, Y. (2014). Journal of Intensive Care http://www.jintensivecare.com/content/pdf/2052-0492-2-2.pdf[2015,June27]
4. Matthay,M. et al. (2012). J Clin Invest http://www.jci.org/articles/view/60331[2015,June27]
5. Saguil, A. et al. (2012). Am Fam Physician.85, 352-358
6. Terzi, E. et al. (2014). J Thorac Dis. 6, s 435-442.



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน Hawaza55 Jm1234
Frame Bottom