Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

หัวใจ  ระบบหัวใจและหลอดเลือด 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ไข้  หัวใจเต้นผิดปกติ 

บทนำ

ถุงหุ้มหัวใจอักเสบ หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis) คือ โรคที่เกิดจากมีการอักเสบ ของเยื่อหุ้มหัวใจหรือเรียกอีกชื่อว่า ถุงหุ้มหัวใจ (Pericardium)

ถุงหุ้มหัวใจเป็นถุงที่หุ้มอยู่โดยรอบหัวใจ เป็นถุงที่ผนังเป็นเนื้อเยื่อบางๆ 2 ชั้น ซึ่งระหว่าง ผนังทั้งสองชั้นมีของเหลวอยู่เล็กน้อยประมาณ 20 - 50 มิลลิลิตรเพื่อช่วยหล่อลื่นไม่ให้ผนังทั้ง 2 ชั้นเสียดสีกัน โดยถุงหุ้มหัวใจมีหน้าที่ปกป้องหัวใจไม่ให้เสียดสีกับอวัยวะอื่นๆข้างเคียง และเพื่อป้องกันเชื้อโรคให้เข้าสู่หัวใจได้ยากขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยคงรูปร่างและช่วยกระชับหัวใจให้อยู่กับที่จากการที่ต้องเคลื่อนไหวบีบตัวตลอดเวลา

ถุงหุ้มหัวใจอักเสบเป็นโรคพบได้ในทุกอายุตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่พบในผู้ใหญ่สูงกว่าในเด็กมาก โดยพบได้สูงในช่วงอายุ 20 - 50 ปี และพบในผู้ชายได้บ่อยกว่าในผู้หญิง

ถุงหุ้มหัวใจอักเสบเป็นโรคที่วินิจฉัยยาก การวินิจฉัยมักต้องใช้วิธีที่ยุ่งยากซับซ้อน ดังนั้นส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่วินิจฉัยได้ชัดเจนว่ามีถุงหุ้มหัวใจอักเสบจึงมักเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล

ถุงหุ้มหัวใจอักเสบเกิดได้ 3 ลักษณะคือ ถุงหุ้มหัวใจอักเสบเฉียบพลัน (Acute pericar ditis), ถุงหุ้มหัวใจอักเสบกลับเป็นซ้ำ (Relapsing pericarditis หรือ Recurrent pericarditis), และถุงหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรัง (Chronic pericarditis)

ก. ถุงหุ้มหัวใจอักเสบเฉียบพลัน (Acute pericarditis):หมายถึง การอักเสบที่เกิดขึ้นกับถุงหุ้มหัวใจอย่างเฉียบพลัน มีอาการรุนแรงกว่าอีกทั้ง 2 ลักษณะ แต่โดยทั่วไปมักรัก ษาให้หายได้ภายใน 3 เดือน (แพทย์บางท่านให้ระยะเวลานานได้ถึง 6 เดือน) ซึ่งโดยทั่วไปมักรักษาได้หายภายใน 2 - 3 สัปดาห์

โรคถุงหุ้มหัวใจอักเสบเฉียบพลันเป็นโรคที่พบได้เรื่อยๆ พบได้ประมาณ 0.1% ของผู้ ป่วยในโรงพยาบาลทั้งหมด และประมาณ 5% ของผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ฉุกเฉินจากมีอาการเจ็บหน้าอก

ข. ถุงหุ้มหัวใจอักเสบกลับเป็นซ้ำ (Relapsing pericarditis หรือ Recurrent pericarditis): หมายถึง โรคถุงหุ้มหัวใจอักเสบเฉียบพลันที่ย้อนกลับมาเกิดซ้ำใหม่อีก พบได้ใน 2 ลักษณะคือ

  1. เมื่อรักษาโรคเฉียบพลันจนอาการผู้ป่วยดีขึ้นแล้ว แพทย์จำเป็นต้องค่อยๆลดปริมาณยาต้านการอักเสบ/ยาแก้อักเสบให้น้อยลงเรื่อยๆจนสามารถหยุดยาได้ทั้งหมด ในช่วงที่กำลังลดปริ มาณยานี้เอง จะมีผู้ป่วยบางรายที่โรคย้อนกลับมาเป็นใหม่อีกเรียก ถุงหุ้มหัวใจอักเสบกลับเป็นซ้ำลักษณะนี้ว่า Incessant relapsing pericarditis และ
  2. อีกลักษณะหนึ่งเรียกว่า Intermittent relapsing pericarditis คือ โรคถุงหุ้มหัวใจอักเสบเฉียบพลันที่โรคย้อนกลับเป็นซ้ำอีกในภายหลังรักษาหายและหยุดยาต่างๆแล้วนานเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไป

อนึ่ง โรคถุงหุ้มหัวใจอักเสบกลับเป็นซ้ำพบได้ประมาณ 8 - 80% (ขึ้นกับแหล่งที่มาของการศึกษา) ของผู้ป่วยโรคถุงหุ้มหัวใจอักเสบเฉียบพลันทั้งหมด แต่โดยทั่วไปพบได้ประมาณ 25% โดยมักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคออโตอิมมูน หรือถุงหุ้มหัวใจอักเสบเกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือแพทย์หาสาเหตุไม่พบ หรือผู้ป่วยมาพบแพทย์ล่าช้า

ค. ถุงหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรัง (Chronic pericarditis): หมายถึง โรคที่การอักเสบ ของถุงหุ้มหัวใจเรื้อรังนานเกิน 3 เดือนขึ้นไป (แพทย์บางท่านให้เรื้อรังนานเกิน 6 เดือนขึ้นไป) ซึ่งถุงหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรังมักพบเกิดต่อเนื่องมาจากถุงหุ้มหัวใจอักเสบเฉียบพลันที่ดื้อต่อการรักษาหรือได้รับการรักษาไม่ครบถ้วนตั้งแต่แรก

ทั้งนี้ ถุงหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรังมีได้ 2 ลักษณะคือ

  1. ถุงหุ้มหัวใจเกิดเป็นพังผืดร่วมกับการอักเสบ ส่งผลให้ถุงหุ้มหัวใจตีบแคบลง ส่งผลให้เกิดการบีบรัดหัวใจ หัวใจจึงบีบตัวเต้นไม่ได้ตามปกติ จึงก่อให้เกิดอาการผิดปกติขึ้น เรียกการอัก เสบเรื้อรังในลักษณะนี้ว่า Constrictive pericarditis พบได้ประมาณ 10% ของโรคถุงหุ้มหัวใจอักเสบเฉียบพลันที่กลายมาเป็นเรื้อรัง มักพบในผู้ใหญ่มากกว่าในเด็ก และพบในผู้ชายสูงกว่าในผู้หญิงประมาณ 3 เท่า (อธิบายไม่ได้ว่าทำไม)
  2. มีปริมาณของเหลว/น้ำเพิ่มมากกว่าปกติในถุงหุ้มหัวใจ เรียกการอักเสบเรื้อรังลักษณะนี้ว่า Chronic effusive pericarditis ซึ่งมีรายงานพบได้ประมาณ 20% ของโรคถุงหัวใจอักเสบทั้ง หมด

ถุงหุ้มหัวใจอักเสบเกิดจากอะไร?

เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

สาเหตุเกิดถุงหุ้มหัวใจอักเสบได้แก่

ก. สาเหตุของถุงหุ้มหัวใจอักเสบเฉียบพลันที่พบได้บ่อยคือ

ข. สาเหตุของถุงหุ้มหัวใจอักเสบกลับเป็นซ้ำ เช่นเดียวกับในการอักเสบเฉียบพลัน เพราะมักเป็นโรคที่เกิดต่อเนื่องกันมา

ค. สาเหตุของถุงหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรัง จะคล้ายคลึงกับในถุงหุ้มหัวใจอักเสบเฉียบ พลันเช่นกัน ที่พบบ่อยคือ

ถุงหุ้มหัวใจอักเสบมีอาการอย่างไร?

อาการจากถุงหุ้มหัวใจอักเสบได้แก่

ก.อาการของถุงหัวใจอักเสบเฉียบพลัน ที่พบบ่อยได้แก่ เจ็บแปลบในช่องอกในบริเวณ ข้างใต้ต่อกระดูกอก (Sternum) โดยอาการมักเกิดอย่างเฉียบพลัน และมักร่วมกับการปวดไหล่อาจข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ซึ่งอาการปวด/เจ็บจะดีขึ้นเมื่อนั่งเอนตัวมาข้างหน้า แต่จะเลว ลงเมื่อนอนราบและ/หรือหายใจลึกๆ นอกจากนั้น มักร่วมกับมีไข้ อาจเป็นไข้สูงหรือไข้ต่ำก็ได้ อ่อนเพลีย ใจสั่น หรือหัวใจเต้นผิดปกติ อาจเร็วหรือช้าหรือไม่เป็นจังหวะ ความดันโลหิตต่ำ วิง เวียน หายใจลำบาก และไอโดยไม่มีเสมหะ ทั้งนี่เมื่อฟังเสียงหัวใจด้วยเครื่องฟังเสียงหัวใจ จะได้ยินเสียงหัวใจผิดปกติเหมือนกำลังเสียดสีกับสิ่งหนึ่งใดอยู่ (Friction rub)

ข.อาการของถุงหัวใจอักเสบกลับเป็นซ้ำ จะเช่นเดียวกับอาการของถุงหัวใจอักเสบเฉียบพลัน โดยเป็นอาการที่กลับมาอีกในช่วงกำลังค่อยๆหยุดยาหรือภายหลังเมื่อหายจากอา การเดิมแล้วนานกว่า 6 สัปดาห์ขึ้นไป

ค.อาการของถุงหัวใจอักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อยคือ บางครั้งไม่มีอาการถ้าการอักเสบเกิดเพียงเล็กน้อยหรือมีน้ำในถุงหุ้มหัวใจเพียงเล็กน้อย บางครั้งอาจมีเพียงอาการเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง แต่ในกรณีการอักเสบรุนแรงอาจมีอาการคล้ายในการอักเสบเฉียบพลัน กล่าวคือ เจ็บหน้าอก ใจสั่น ไอ หายใจลำบาก วิงเวียน ความดันโลหิตต่ำ เป็นลม และมีภาวะหัวใจล้ม เหลวในที่สุด

แพทย์วินิจฉัยถุงหุ้มหัวใจอักเสบอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยถุงหุ้มหัวใจอักเสบทุกชนิดได้ด้วยวิธีการเดียวกันคือ จากประวัติอาการต่างๆ ประวัติการเจ็บป่วย การกินยาต่างๆทั้งในอดีตและในปัจจุบัน การตรวจร่างกาย การตรวจฟังเสียงหัวใจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจภาพปอดและหัวใจด้วยเอกซเรย์ การตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ และอาจมีการตรวจสืบค้นอื่นๆเพิ่มเติม ทั้งนี้ขึ้นกับอาการของผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์ เช่น การตรวจภาพหัวใจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และ/หรือเอมอาร์ไอ และการตรวจเลือดดูค่าสารต่างๆในการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคออโตอิมมูน/โรคภูมิต้านตนเอง หรือบางครั้งอาจจำ เป็นต้องเจาะ/ดูดน้ำจากถุงหุ้มหัวใจเพื่อการตรวจทางเซลล์วิทยา หรือตัดชิ้นเนื้อถุงหุ้มหัวใจเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เป็นต้น

รักษาถุงหุ้มหัวใจอักเสบอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคถุงหัวใจอักเสบคือ การรักษาสาเหตุและการรักษาประคับประคองตามอาการ

ก. การรักษาสาเหตุ เช่น รักษาวัณโรค รักษาโรคมะเร็ง รักษาการติดเชื้อต่างๆ เป็นต้น เช่น ใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อติดเชื้อแบคทีเรีย ใช้ยาต้านไวรัสเมื่อติดเชื้อไวรัส (ถ้ามียา เพราะยาต้านไวรัสมีเฉพาะไวรัสบางชนิดเท่านั้น) ใช้ยาฆ่าเชื้อราเมื่อติดเชื้อรา หรือการให้ยาสเตียรอยด์เมื่อเกิดจากโรคออโตอิมมูนหรือเมื่อแพทย์หาสาเหตุไม่พบ เป็นต้น

ข. การรักษาประคับประคองตามอาการเช่น การเจาะดูดน้ำ/ของเหลวออกจากถุงหุ้มหัวใจ, อาจร่วมกับการผ่าตัดเจาะรูที่ถุงหุ้มหัวใจเพื่อให้เป็นทางไหลออกของน้ำ เมื่อมีน้ำในถุงหุ้มหัวใจที่ก่อให้เกิดการเบียดทับหัวใจจนทำงานไม่ได้, การผ่าตัดถุงหุ้มหัวใจเมื่อถุงหุ้มหัวใจ เกิดพังพืดจนบีบรัดหัวใจ, การให้ออกซิเจนเมื่อหายใจลำบาก, และ/หรือการให้ยาลดไข้เมื่อมีไข้ เป็นต้น

ถุงหุ้มหัวใจอักเสบรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงอย่างไร?

ความรุนแรง (การพยากรณ์โรค) ของถุงหุ้มหัวใจอักเสบขึ้นกับสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย อายุ (ผู้สูงอายุ ความรุนแรงโรคสูง) การพบแพทย์ได้เร็ว (โอกาสรักษาหายสูงขึ้น) และสาเหตุ เช่น

  • เมื่อเกิดจากโรคมะเร็ง ความรุนแรงจะสูงสุด ผู้ป่วยมักเสียชีวิต (ตาย)
  • เมื่อเกิดจากการติดเชื้อ ความรุนแรงจะขึ้นกับความรุนแรงของเชื้อเช่น ติดเชื้อรา ความรุนแรงสูง และยังขึ้นกับอายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยด้วย
  • เมื่อโรคเกิดโดยแพทย์หาสาเหตุไม่พบหรือจากโรคออโตอิมมูน ความรุนแรงขึ้นกับอายุ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ซึ่งมีได้ตั้งแต่ไม่จำเป็นต้องรักษา, ใช้การเฝ้าติดตามอาการ เพราะโรคจะหายได้เอง,หรือรักษาได้หายภายใน 2 - 3 สัปดาห์, หรือโรครุนแรงจนเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาโรคถุงหุ้มหัวใจอักเสบภายหลังการรักษาหายแล้ว สามารถย้อนกลับเป็นซ้ำได้อีกประมาณ 8 - 80% โดยมักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคออโตอิมมูน หรือโรคถุงหุ้มหัวใจอัก เสบเกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือแพทย์หาสาเหตุไม่พบ หรือผู้ป่วยมาพบแพทย์ล่าช้า

ผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนจากโรคถุงหุ้มหัวใจอักเสบได้แก่ ภาวะเกิดน้ำให้ถุงหุ้มหัว ใจ และ/หรือภาวะถุงหุ้มหัวใจเกิดเป็นพังผืด ซึ่งทั้ง 2 ภาวะจะก่อให้เกิดการบีบรัดหัวใจ ส่งผลให้หัวใจทำงานไม่ได้ ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตในที่สุด

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเองที่ดีที่สุดคือ เมื่อมีอาการผิดปกติต่างๆดังกล่าวในหัวข้อ “อาการ” ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาล และ

เมื่อทราบแล้วว่าเป็นโรคถุงหุ้มหัวใจอักเสบ การดูแลตนเองคือการปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ ซึ่งโดยทั่วไปได้แก่

ป้องกันถุงหุ้มหัวใจอักเสบอย่างไร?

การป้องกันโรคถุงหุ้มหัวใจอักเสบคือ การป้องกันสาเหตุ (ดังกล่าวในหัวข้อ “สาเหตุ”) ที่ป้องกันได้ โดยเฉพาะจากการติดเชื้อ ซึ่งวิธีป้องกันการติดเชื้อที่มีประสิทธิภาพก็คือ การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ)

บรรณานุกรม

  1. 1. Acute pericarditis http://en.wikipedia.org/wiki/Acute_pericarditis[2015,April11]
  2. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill
  3. Chronic pericarditis http://www.cedars-sinai.edu/Patients/Health-Conditions/Chronic-Pericarditis.aspx[2015,April11]
  4. Goyle,K., and Walling,A. (2002). Diagnosing pericarditis. Am Fam Physician. 66, 1695-1702.
  5. Khandaker, M. et al. (2010). Pericardiual disease: diagnosis and management. Mayo Clin Proc. 85, 572-593.
  6. Narat, R. and Karnath, B. (2007). Clinical signs of acute pericarditis and its complications. Hospital Physicianhttp://www.turner-white.com/memberfile.php?PubCode=hp_jan07_acute.pdf[2015,April11]
  7. Pericarditishttp://en.wikipedia.org/wiki/Pericarditis [2015,April11]
  8. Sagrista-Sauleda,J.et al. (2004). Effusive-constrictive pericarditis. N Engl J Med. 350, 469-475.
  9. Sidney, D. et al. Constrictive pericarditis http://emedicine.medscape.com/article/157096-overview#showall [2015,April11]
  10. Spangler, S. et al. Acute pericarditis http://misc.medscape.com/pi/android/medscapeapp/html/A156951-business.html [2015,April11]
  11. Soler-Soler, J. et al. (2004). Relapsing pericarditis. Heart. 90, 1364-1368.
  12. Tingle, L. et al. (2007). Acute pericarditis. Am Fam Physician. 76, 1509-1514.


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน humnoy12 samlong456
Frame Bottom