Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ดวงตา  จักษุวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

น้ำตาไหล  เคืองตา 

เยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้คืออะไร? เกิดได้อย่างไร?

เยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้ หรือเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ หรือภูมิแพ้เยื่อตาอักเสบ หรือภูมิ แพ้เยื่อบุตาอักเสบ (Allergic conjunctivitis) เป็นการอักเสบของเยื่อตา/เยื่อบุตาที่เกิดจากปฏิ กิริยาภูมิแพ้ของเยื่อบุตาต่อสารก่อภูมิแพ้ที่อาจจะเป็นละอองเกสรดอกไม้ หญ้า ไรฝุ่น น้ำหอม เครื่องสำอาง มลพิษ ควันไฟ ควันบุหรี่ ขนสัตว์ แมลงสาบ เป็นต้น ที่ถือว่าเป็นการตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ที่มากเกินไป/ไวเกิน (Hypersensitivity) โดยเป็นปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับสารภูมิต้านทานที่เรียกว่า Immunoglobulin E (IgE) มีการศึกษาพบว่าภาวะนี้/อาการนี้พบได้ประมาณ 20% ของประชากรทั่วไป และประมาณครึ่งหนึ่งของผู้เกิดอาการนี้มีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัวด้วย และอาการนี้มีอุบัติการณ์มากขึ้นในประเทศอุตสาหกรรม

เยื่อบุตาเป็นชั้นเนื้อเยื่อบางๆ (Mucous membrane) ที่ปกคลุมลูกตาด้านหน้าสุด ในภาวะ ปกติประกอบด้วยสาร Immunoglobulin และเซลล์ต่างๆเช่น เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ (เช่น Neutrophil, Lymphocyte, Plasma cell และ Mast cell) แล้วยังมีเซลล์พิเศษชนิดหนึ่งที่เรียก Langerhans cell ที่ทำหน้าที่คล้ายเซลล์ Macrophage ที่เป็นเซลล์ที่จับกินสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ และกระตุ้นการทำงานของ Lymphocyte ตัวเซลล์ Langerhans จึงเป็นเซลล์ที่เป็นต้นเหตุของการเกิดภูมิคุ้มกันต้านทานโรค (Immune system) ของเยื่อบุตา นอกจากนี้เยื่อบุตายังเต็มไปด้วยหลอดน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเสริมปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันฯให้มากยิ่งขึ้น

กลไกการเกิดภาวะนี้เริ่มจากสารก่อภูมิแพ้ซึ่งมักมาจากสาร/สิ่งต่างๆที่กล่าวข้างต้น ลอยมาสัมผัสกับน้ำตา เยื่อบุตา และกระตุ้น Mast cell ซึ่งจะเกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า Degranulation ทำให้มีการปล่อยสารเคมีต่างๆ (Chemical mediator) ที่ทำให้เยื่อบุตาเกิดการระคายเคือง/การอัก เสบเช่น Histamine, Heparin, Tryptase, Cytokine และ Mediator ตัวอื่นๆ เป็นต้น จึงทำให้เกิดอาการคันตา ตาแดง โดยเฉพาะจากสาร Histamine ที่จะจับกับตัวรับที่ชื่อ H1 receptor (Histamine 1 receptor) ที่ปลายเส้นประสาทที่เยื่อบุตา ทำให้เกิดอาการคันตา นอกจากนี้ Histamine อาจจะจับกับตัวรับ H2 receptor ที่บริเวณหลอดเลือดเยื่อบุตาทำให้ตาแดง ในกรณีนี้อาการไม่รุนแรงมากพบใน Perennial allergic conjunctivitis (เยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้ที่เกิดตลอดปี)

หากมีสาร Cytokine บางชนิดเช่น สาร IL-8 (Interleukin-8) อาจจะกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิด Neutrophil และ IL-5 จะกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophil ให้มาจับที่เยื่อบุตา ก่อให้เกิดปฏิกิริยาอักเสบขึ้น พบในเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ที่ยุ่งยากซับซ้อนขึ้น มีอาการรุน แรงขึ้นเช่น ใน Vernal keratoconjunctivitis (เยื่อตาอักเสบจากโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่มักเกิดในฤดูใบไม้ผลิ)

เยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้มีกี่ชนิด?

เยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้

แบ่งชนิดเยื่อตา/เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ตามอาการและความรุนแรงได้เป็น

  1. Seasonal (Hay fever) และ Perennial allergic conjunctivitis (PAC): กลุ่มนี้อาการไม่มาก
    • ถ้าเป็น Seasonal allergic conjunctivitis มักเป็นไปตามฤดูกาลที่มีละอองเกสรของดอกไม้ปลิวว่อน มักพบในประเทศเมืองหนาว แพ้เกสรดอกไม้ที่มีตามฤดูกาล
    • สำหรับบ้านเรามักจะเป็นแบบ Perennial มีอาการประปรายตลอดปี จึงมักจะแพ้ต่อสารที่มีอยู่ประจำเช่น ฝุ่นละออง ขนสัตว์

    กลุ่มนี้อาการและอาการแสดงน้อยและมักมีอาการภูมิแพ้ระบบอื่นร่วมด้วยเช่น ภูมิแพ้หูคอจมูก (เช่น น้ำมูกไหล) และอาการโรคหืด

  2. Vernal keratoconjunctivitis (VKC): เป็นโรคที่มักเป็นในคนอายุน้อย เป็นแล้วเป็นอีก คำว่า Vernal แปลว่าฤดูใบไม้ผลิ อาการของโรคนี้มักเกิดตอนฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อน พบในเด็กและหนุ่มสาวอายุ 5 - 20 ปี ส่วนมากพบในอายุ 11 - 13 ปี ชายเป็นมากกว่าหญิงในอัตรา 2 : 1 โดยอาการมักจะเป็นรุนแรงกว่ากลุ่มแรก มักมีประวัติในครอบครัวเป็นอาการนี้ด้วย ส่วนมากจะเป็นอยู่นาน 4 - 10 ปี บ้านเราพบว่ามากกว่า 50% เป็นนานกว่า 5 ปี ซึ่งอาการจะค่อยๆดีขึ้นและหายไปได้เอง แต่บางรายอาการอาจดำเนินต่อไป

    อาการในกลุ่มนี้ยังแบ่งตามอาการแสดงออกเป็น 3 แบบคือ

    • Palpebral พบเกิดอาการที่เยื่อบุตาใต้หนังตา
    • Limbal พบมากที่บริเวณตาขาวต่อกับตาดำที่เรียกว่า Limbus
    • และ Mixed type คือพบอาการเกิดได้ทั้ง 2 ที่/ตำแหน่ง ภาวะนี้มีโอกาสที่อาการจะลามเข้ากระจกตาได้ถึง 50% ซึ่งการลามเข้ากระจกตา (ศัพท์แพทย์ กระจกตาในภาษากรีกคือ Kerato) นี่เอง ที่เป็นที่มาของชื่ออาการชนิดนี้คือ Vernal keratocon junctivitis
  3. Atopic keratoconjunctivitis (AKC): มักพบในคนที่อายุมากกว่าที่เกิดในชนิด VKC อาการคล้าย VKC แต่อาจไม่เป็นตามฤดูกาล (ต่างจาก VKC) พบได้ตลอดปี มักมีอาการแพ้ในระบบอื่นๆด้วย และบางคนมีภูมิคุ้มกันฯลดลงทำให้เกิดอาการอักเสบที่เปลือกตา/หนังตา มีโอกาสติดเชื้อโรคเริม (เชื้อไวรัส) แทรกซ้อนขึ้นมา หรือเชื้อ แบคทีเรีย Staphylococcus ที่อยู่บริเวณเปลือกตาก็อาจก่อให้เกิดการอักเสบร่วมด้วยได้ ผู้ป่วยบางรายการอักเสบรุนแรงจนก่อให้เกิดแผลเป็น ทำให้เกิด Symblepharon (ภาวะหนังตายึดติดกับตาขาว) ไปจนเกิดแผล เป็นที่กระจกตาทำให้ตามัวลงได้ บางรายมีอาการของ Limbal stem cell dysfunction (ภาวะขาดเซลล์ต้นกำเนิดของกระจกตา ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ปวดตาและตาบอดได้) ร่วมด้วย
  4. Giant papillary conjunctivitis (GPC): เป็นภูมิแพ้ที่ก่อให้เกิดตุ่ม (Papilla) ขนาดใหญ่บริเวณเยื่อบุตาใต้หนังตาบน ที่พบในผู้ป่วยที่ใช้คอนแทคเลนส์หรือใส่ขนตาปลอม ตลอดจนมีไหมเย็บแผลที่ลูกตา ส่วนมากพบในผู้ใช้คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มได้เร็วและบ่อยกว่าคอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถใส่คอนแทคเลนส์ต่อไปได้ เชื่อว่าเป็นเหตุเกิดจากขอบคอนแทคเลนส์ถูกับเยื่อบุตาเวลากระพริบตา

    ทั้งนี้ ในบรรดาทั้ง 4 ชนิด มีจักษุแพทย์ไทยเคยสำรวจเมื่อปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) พบชนิด PAC ได้ประมาณ 81%, VKC ประมาณ 11%, AKC ประมาณ 5% และ GPC ได้ประ มาณ 3%

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดเยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดเยื่อตา/เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ได้แก่

  1. ผู้ที่มีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว
  2. มีประวัติโรคภูมิแพ้ในระบบอื่นๆเช่น โรคหืด
  3. ผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์
  4. ผู้มีอาการตาแห้ง ทำให้สารก่อภูมิแพ้มีโอกาสสัมผัสกับเยื่อบุตาได้ง่าย
  5. ผู้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้เช่น ที่มีฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ขนสัตว์เลี้ยง อยู่ใกล้โรงงานที่มีมลพิษ
  6. สุขภาพร่างกายทั่วไปอ่อนแอ มีโรคเรื้อรัง ขาดสารอาหาร ขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม ซึ่งอาจทำให้ภูมิคุ้มกันฯต่ำ จึงเกิดอาการภูมิแพ้ได้ง่าย

เยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้มีอาการอย่างไร?

เยื่อตา/เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้มีอาการได้ดังนี้เช่น

  1. อาการหลักที่สำคัญคือ คันตา กระพริบตาบ่อยๆ
  2. ตาแดง เปลือกตา/หนังตาบวม เยื่อบุตาบวม
  3. ชอบขยี้ตา ตาปรือ บางคนมีหนังตาตกด้วย
  4. ตาสู้แสงไม่ได้ (Photophobia)
  5. เจ็บตา ลืมตาไม่ขึ้น
  6. มีน้ำตาไหล มีขี้ตาเป็นเมือก (Mucoid)
  7. หากมีโรคแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงเช่น กระจกตาอักเสบ อาจทำให้ตาพร่ามัว ร่วมกับเจ็บปวดตามากขึ้น
  8. สำหรับโรคชนิด GPC ในผู้ใช้คอนแทคเลนส์จะมีอาการคันตามาก ทั้งเวลาถอดและใส่คอนแทคเลนส์ ตัวคอนแทคเลนส์ไม่ค่อยเคลื่อนที่เพราะถูกตุ่ม Papilla ที่เกิดขึ้นที่เยื่อตาจับไว้จนอาจเป็นเหตุให้ใส่คอนแทคเลนส์ไม่ได้

เมื่อไรควรพบแพทย์

หากมีอาการผิดปกติทางตา แม้เพียงคันตามาก เคืองตามาก ควรจะพบแพทย์/จักษุแพทย์ เพื่อวินิจฉัยให้ถูกต้อง อาการคันตา เคืองตา ตาแดง อาจเกิดจากโรคของกระจกตา หรือการอัก เสบของเนื้อเยื่อต่างๆภายในลูกตา ซึ่งอาจมีผลเสียหายหากรักษาล่าช้า แม้ภาวะเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ส่วนมากไม่ทำให้สูญเสียสายตา ก็ควรไปรับการตรวจว่าไม่เป็นโรคร้ายแรงอื่น และขอคำแนะนำการปฏิบัติตนตลอดจนการแนะนำการใช้ยาที่เหมาะสมและคำอธิบายให้เข้าใจถึงข้อห้าม การใช้ยาบางตัวที่อาจมีผลเสียตามมา

วินิจฉัยเยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยเยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้ได้จาก

  1. ประวัติอาการต่างๆดังกล่าวข้างต้น
  2. การตรวจตา: เช่น เมื่อเป็นเรื้อรังอาจมี
    • หนังตาตกเล็กน้อย
    • ส่วนใหญ่ทั่วไปจะพบตาแดงที่เป็นลักษณะของการอักเสบของเยื่อตา (Conjunctival injection)
    • พบขี้ตาเป็นเมือกๆอยู่ทั่วไปในตา
    • ตรวจเยื่อบุตาใต้หนังตาบน (ต้องพลิกหนังตาช่วย) จะพบตุ่มที่เรียก Papilla ที่เกิดจากเยื่อบุตาหนาตัวขึ้น เป็นตุ่มละเอียดเล็กๆ สีแดง มีหลอดเลือดอยู่ตรงกลางตุ่ม ขนาดตุ่มมักไม่เกิน 1 มม. (มิลลิเมตร) ยกเว้นในชนิด VKC หรือ ชนิด GPC ที่เกิดการรวมตัวของตุ่มเล็กๆจนกลายเป็นตุ่มใหญ่ ตุ่มเหล่านี้มักพบใต้หนังตาบน สำหรับชนิด AKC อาจพบที่เยื่อบุตาใต้หนังตาล่างและอาจมีความผิดปกติของหนังตามีตุ่มอักเสบ (eczema) ได้ ในกรณีของ VKC ชนิด Limbal จะมีตุ่มนี้บริเวณ Limbus อาจจะเป็นเฉพาะด้านบนหรือรอบตาดำเลย
  3. ตรวจพบตาแห้งจากภาวะน้ำตาผิดปกติ (Tear instability)
  4. บางรายอาจมีความผิดปกติของกระจกตา พบมากใน VKC และ AKC โดยมีหลอดเลือดเกิดใหม่จากเยื่อบุตาเข้ามาที่ผิวกระจกตา ตรวจพบการอักเสบที่ผิวกระจกตาเป็นจุดเล็กๆ (Punctate keratitis) ซึ่งเกิดจาก Tear instability จากการเปลี่ยนแปลงของน้ำตาชั้น Mucin และการทำงานผิดปกติของเยื่อบุผิวกระจกตา (Corneal epithelium permeability) บางรายที่เป็นรุนแรง อาจพบเป็นแผลที่เรียกกันว่า Shield ulcer บริเวณขอบกระจกตาด้านบน ลักษณะแผลรูปไข่หรือรูปโล่ห์ (ตามชื่อ) เชื่อว่าจากแผลจุดเล็กๆมีการหลุดลอกของเซลล์เยื่อบุผิวกระ จกตา (Epithelium) หรืออาจจากตุ่มที่ใต้หนังตาบนที่มีขนาดใหญ่ (Giant papilla) ครูดผิวกระ จกตาทำให้ผิว Epithelium หลุดลอก

    ลักษณะของ Shield ulcer มีข้อสังเกตว่า

    • ถ้าเป็นอาการระยะเริ่มแรกหรือระยะที่ 1 ลักษณะของแผลที่ก้นแผลจะเรียบ สะอาด ระยะนี้เมื่อหายจะไม่มีแผลเป็น
    • ระยะที่ 2 จะพบว่าก้นแผลไม่สะอาด มีเศษเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย (Tissue dibasic) ระยะนี้แผลจะหายช้า
    • และถ้าเป็นระยะที่ 3 นอกจากเป็นแผลแล้ว ขอบแผลมักจะยกขึ้น ระยะนี้แผลหายช้าและจะเกิดแผลเป็นเมื่อหายแล้ว
  5. การตรวจทางห้องปฏิบัติการจากขี้ตาหรือจากชิ้นเนื้อเยื่อจะพบ Mast cell จำนวนมาก ร่วมกับเม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophil จำนวนมาก พบเม็ดเลือดขาว Lymphocyte และ Neutro phil น้อย

รักษาเยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้อย่างไร?

แนวทางรักษาเยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้ได้แก่

  1. ขจัดหรือหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งบางครั้งอาจจะแพ้หลายอย่างหรือไม่แน่ใจว่าแพ้อะไร แต่ถ้าทราบและหลีกเลี่ยงได้จะดีที่สุด
  2. หากอาการไม่มาก แพทย์มักเริ่มรักษาด้วยการใช้น้ำตาเทียมซึ่งช่วยขจัดสารก่อภูมิแพ้ ตลอดจนปฏิกิริยาหรือเมือกต่างๆออกไป
  3. ยาหยอดตาประเภท Antihistamine ซึ่งอาจร่วมกับสารหดหลอดเลือด (Vasocon strictor) เพื่อลดอาการตาแดง บางรายอาจร่วมกับยารับประทานในกลุ่ม Antihistamine
  4. ยาในกลุ่ม Mast cell stabilizer (ยาหยุดการทำงานของ Mast cell) เพื่อลดการสร้างสารเคมีที่เป็นสารอักเสบ (Inflammatory chemical mediator) เช่น Histamine ของ Mast cell ซึ่งเมื่อไม่มีสารอักเสบ อาการต่างๆก็จะหายไป ซึ่งมักจะต้องใช้เวลานานกว่ายาจะออกฤทธิ์ เพราะอาการเกิดจากสารเคมี (เช่น Histamine) ที่ได้หลั่งออกมาแล้ว แต่ยาตัวนี้ช่วยลดไม่ให้สารเคมีออกมาเพิ่ม
  5. ยากลุ่ม H1 antagonist (Histamine 1 antagonist) เพื่อต้านการทำงานของสาร Histamine
  6. ปัจจุบันมียาหยอดตาในขวดเดียวที่มีฤทธิ์ 2 อย่าง (ยาในข้อ 4 และ ข้อ 5) เพื่อความสะดวกในการหยอดยา
  7. ยาหยอดตาที่ต้านการอักเสบในกลุ่มยาเอ็นเสด (NSAID: Nonsteroid antiinflamma tory drug)
  8. ยาหยอดตาในกลุ่ม Steroid ที่มีหลายชนิด การเลือกใช้จึงขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ผู้ รักษา
  9. ในรายที่มีอาการมาก แพทย์อาจใช้ยา Cyclosporine ชนิดหยอดตาที่มีฤทธิ์ต่อภูมิคุ้ม กันฯ (Immune modurator) พบว่าได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ยามีราคาค่อนข้างแพง
  10. สำหรับโรคชนิด GPC ที่พบบ่อยในผู้ใช้คอนแทคเลนส์ควรจะแก้ไขโดย
    1. เลือกใช้คอนแทคฯที่เหมาะสม และควรประกอบคอนแทคฯจากผู้เชี่ยวชาญ
    2. รักษาความสะอาดของคอนแทคฯอย่างเคร่งครัด ใช้ยาเฉพาะ (Enzyme) ล้างคอนแทคฯ ในรายที่จำเป็น
    3. เปลี่ยนคอนแทคฯเป็นชนิดรายวัน
    4. น้ำยาหยอดตาที่ใช้กับคอนแทคฯควรเป็นในกลุ่มไม่มีสารกันเสีย (Non preservative)
    5. หากมีอาการชนิด GPC ควรหยุดการใช้คอนแทคฯชั่วคราวร่วมกับการใช้ยาดังกล่าวข้างต้น(ตามแพทย์ผู้รักษาแนะนำ)
    6. บางรายอาจต้องงดการใช้คอนแทคฯไปเลยหากอาการไม่ดีขึ้น

เยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้ก่อผลข้างเคียงอย่างไร?

เยื่อตา/เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ก่อผลข้างเคียงได้ดังนี้เช่น

  1. ผู้ป่วยที่มีเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ มักจะมีโอกาสของการติดเชื้อโรคเริม (Herpes) ที่ตาได้ง่ายขึ้น
  2. ในบางรายเมื่อเป็นเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ มักจะมีการติดเชื้อบริเวณหนังตาด้วยเชื้อแบคทีเรีย Staphylococus โดยเฉพาะผู้ป่วยชนิด AKC
  3. แม้แต่การอักเสบของเยื่อตาจากเชื้อราก็พบได้บ่อยขึ้น
  4. มีรายงานถึงอุบัติการณ์ของภาวะ Keratoconus (กระจกตารูปกรวย) ที่พบมากกว่าคนทั่วไป ที่เชื่อว่าเกิดจากการขยี้ตาบ่อยๆจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อกระจกตา ส่งผลทำให้ความโค้งของกระจกตาเปลี่ยนไป

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อพบว่ามีเยื่อตา/เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ได้แก่

  1. หากพบว่าเป็นเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ แม้จะมีอาการคันตามาก อย่าขยี้ตา อาจใช้น้ำเย็นประคบ จะทำให้อาการคันน้อยลง รวมทั้งรักษาสุขอนามัยของตาและรอบๆตา อย่าปล่อยให้มีขี้ตาเกรอะกรัง
  2. ไม่ต้องกังวลมากนัก ส่วนใหญ่อาการทางภูมิแพ้จะค่อยๆหายไปหรือเป็นห่างขึ้น จนหายได้ในที่สุด จากการสร้างภูมิคุ้มกันฯของร่างกายดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งที่สำคัญคือการรัก ษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ)
  3. ระหว่างมีการอักเสบของตาควรพักการใช้สายตาลงบ้าง ใช้แว่นกันแดดกันลมช่วย อา การจะลดลงได้
  4. ยังคงทำงานเรียนหนังสือได้ตามปกติ เพียงแต่พักผ่อนและพักใช้สายตาให้มากขึ้น
  5. ใช้ยาต่างๆตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษาให้ถูกต้อง ครบถ้วน ไม่ขาดยา ไม่หยุดยาเอง
  6. อย่าซื้อยามาหยอดตาหรือกินเอง อย่างน้อยควรได้รับคำแนะนำจากเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อน
  7. พบจักษุแพทย์/ไปโรงพยาบาลตามนัดเสมอ
  8. ควรพบจักษุแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเสมอ เมื่ออาการเลวลง และ/หรือมีอาการใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนเกิดขึ้น และ/หรืออาการที่เคยเป็นแต่หายไปแล้วกลับมาเป็นใหม่อีกเช่น น้ำตาไหล ตาแดง มีขี้ตา และ/หรือเมื่อกังวลในอาการ

เยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้มีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

การพยากรณ์โรคของเยื่อตา/เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ จัดอยู่ในเกณฑ์ดี อาการมักรักษาควบคุมได้ดีเมื่อปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษา ร่วมกับการดูแลตนเองดังกล่าวในหัวข้อ การดูแลตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และการดูแลตนเองด้วยการรัก ษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัยญัติแห่งชาติ) เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันฯที่ปกติ

ป้องกันเยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้อย่างไร?

ป้องกันเยื่อตา/เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ได้โดย

  1. หากมีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว ควรตระหนักว่าอาจจะมีอาการภูมิแพ้ได้ที่รวมถึงที่เยื่อตา จึงควรต้องคอยสังเกตว่า ตนเองแพ้อะไร (อะไรเป็นสารก่อภูมิแพ้) เพื่อการหลีกเลี่ยง ป้องกัน
  2. หลีกเลี่ยงสารที่มักก่อให้เกิดภูมิแพ้เช่น เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น เชื้อรา ฝุ่นละออง ขนสัตว์ เครื่องสำอาง น้ำหอม ขนสัตว์ เป็นต้น และต้องสังเกตเสมอว่า เกิดอาการอย่างไร เมื่อสัมผัสสิ่งเหล่านี้
  3. หากใช้คอนแทคเลนส์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้อย่างเคร่งครัด
  4. รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง (ด้วยการรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน/สุขบัญญัติแห่ง ชาติ) อันจะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันฯที่ดี ปกติ ไม่เกิดโรคได้ง่าย


    สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน Ppvbb
    Frame Bottom