Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ลำไส้  ระบบทางเดินอาหาร  ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ปวดท้อง  ท้องเสียเป็นน้ำรุนแรง 

บทนำ

โรคอหิวาต์เทียม (Vibrio parahaemolyticus) เป็นโรคที่เกิดจากร่างกายติดเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมลบที่ชื่อว่า “Vibrio parahaemolyticus” โดยที่เป็นการติดเชื้อระบบทางเดินอา หารอย่างเฉียบพลัน

เชื้อก่ออหิวาต์เทียมนี้เป็นเชื้อแบคทีเรียในวงศ์ (Family) เดียวกับเชื้ออหิวาตกโรค (Vibrio cholera) คือวงศ์ Vibriomaceae เชื้อนี้สามารถก่อการระบาดจากติดเชื้อในระบบทาง เดินอาหารได้เป็นครั้งคราวตลอดปี ซึ่งเชื้อนี้รายงานครั้งแรกจากประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493)

เชื้อ Vibrio parahaemolyticus พบได้ทั่วโลก โดยมีสัตว์ทะเลและสัตว์น้ำกร่อยทุกชนิดเป็นแหล่งรังโรคเช่น ปลา หอย หอยนางรม กุ้ง กั้ง หมึก ปู และมีคน และสัตว์ทะเล และสัตว์น้ำกร่อยเหล่านั้นเป็นโฮสต์ด้วย เชื้อนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นเชื้อ “Seafood - borne pathogen” ทั้งนี้ เป็นเชื้อที่เจริญได้ดีในภาวะที่มีความเค็ม จึงเจริญได้ดีในสัตว์ทะเลและในสัตว์น้ำกร่อย

เชื้อ Vibrio parahaemolyticus ทนความเย็นได้ดี และเจริญเติบโตได้ดีในช่วงอุณหภูมิน้ำทะเลอบอุ่นที่ไม่ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส (Celsius) แต่จะตายด้วยความร้อนที่อุณหภูมิประ มาณตั้งแต่ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไปในระยะเวลาประมาณ 5 นาที และยังฆ่าตายได้ด้วย 70%แอลกอฮอล์ และด้วยสารฟอร์มัลดีฮายด์ (Formaldehyde) นอกจากนั้นเชื้อจะตายไม่สามารถมีชีวิตได้ในที่แห้ง ไม่มีความชื้น/ไม่มีน้ำ

อนึ่ง มีรายงานพบเชื้อ Vibrio parahaemolyticus ได้ในสาหร่ายทะเลและในสัตว์ทะเลตัวเล็กๆที่ลอยอยู่ในกระแสน้ำทะเลที่เรียกว่า แพลงก์ตอน (Plankton) และยังมีรายงานว่า คนบางคนสามารถเป็นพาหะโรคของเชื้อนี้ได้ซึ่งจะส่งผลให้พบเชื้อนี้ในอุจจาระคนๆนั้นได้

ในประเทศไทยช่วงปลาย พ.ศ. 2557 ถึงต้น พ.ศ. 2558 มีรายงานพบเชื้อนี้ในเลือดไก่ในเมนูข้าวมันไก่ที่จังหวัดเชียงใหม่และที่หลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษกับผู้บริโภคจำนวนมาก ซึ่งได้มีการชี้แจงว่า อาจเกิดจากเลือดไก่ปนเปื้อนเชื้อนี้จากโรงงานผลิตเลือดไก่ จากสัมผัสกับอาหารทะเลที่มีเชื้อนี้อยู่ในกระบวนการผลิตแปรรูปเลือดไก่ หรือจากกระบวนการขนส่งเลือดไก่ที่แปรรูปแล้ว ซึ่งทุกสถานที่ที่เกิดโรคครั้งนี้ ร้านข้าวมันไก่รับเลือดไก่มาจากโรงงานผลิตแหล่งเดียวกัน

โรคอหิวาต์เทียมเป็นโรคติดเชื้อจากการกินอาหารที่มีเชื้อโรค จึงเรียกว่าเป็นการติดเชื้อแบบ Food - borne disease หรือ Food - borne illness โดยเกิดจากกินอาหารทะเลดิบหรือปรุงสุกๆดิบๆ โรคนี้พบได้ทั่วโลกไม่ขึ้นกับเชื้อชาติ พบบ่อยในประเทศที่คนชอบกินอาหารทะเลดิบหรือปรุงสุกๆดิบๆที่รวมถึงในประเทศไทยด้วย พบโรคได้ในทุกเพศและในทุกวัยที่กินเชื้อนี้เข้าไป และยังพบว่าโรคนี้มีการระบาดได้เป็นครั้งคราวเสมอตลอดปี แต่จากการที่เชื้อนี้เจริญได้ดีในอุณหภูมิที่น้ำทะเลอบอุ่น โรคนี้จึงมีความสัมพันธ์กับฤดูกาล โดยจะพบโรคได้สูงขึ้นหรือมีการระบาดได้ง่ายขึ้นในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ในฤดูร้อน ไปจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง

โรคอหิวาต์เทียมเกิดได้อย่างไร?

อหิวาต์เทียม

โรคอหิวาต์เทียมเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ Vibrio parahaemolyticus ซึ่งคนติดเชื้อนี้ได้ใน 3 รูปแบบคือ การติดเชื้อที่กระเพาะอาหารและลำไส้/การติดเชื้อระบบทางเดินอาหารที่เรียกว่า โรคอหิวาต์เทียม, การติดเชื้อนี้ที่ผิวหนังและ/หรือเยื่อเมือก, และการติดเชื้อนี้ในกระแสโลหิต (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ)

ก. การติดเชื้อที่กระเพาะอาหารและลำไส้/การติดเชื้อระบบทางเดินอาหารที่เรียกว่า โรคอหิวาต์เทียม จะโดยการกินอาหารทะเลและ/หรืออาหารจากแหล่งน้ำกร่อยที่ปรุงดิบหรือปรุงสุกๆดิบๆ หรือจากอาหารที่กินสัมผัส/ปนเปื้อนเชื้อนี้จากอาหารทะเลเช่น จากกระ บวนการปรุงอาหาร เก็บอาหาร หรือขนส่งอาหาร ซึ่งการติดเชื้อที่กระเพาะอาหารและลำไส้จะส่งผลให้เกิดกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบที่เรียกว่า “โรคอหิวาต์เทียม” ที่จัดอยู่ในกลุ่ม “โรคอาหารเป็นพิษ” โดยการติดเชื้อในทางเดินอาหารนี้พบเป็นประมาณ 60 - 80% ของผู้ติดเชื้อชนิดนี้ทั้งหมด

ข. การติดเชื้อที่ผิวหนังและ/หรือที่เยื่อเมือก เกิดจากผิวหนังที่มีแผลหรือเยื่อเมือก (เช่น เยื่อตา) สัมผัสเชื้อนี้โดยตรงเช่น จากการดำน้ำทะเล หรือจากแผลสัมผัสเชื้อในขบวนการขนส่งอาหารทะเลและ/หรือสัตว์น้ำกร่อย ซึ่งการติดเชื้อลักษณะนี้พบเป็นประมาณ 20 - 30% ของผู้ติดเชื้อชนิดนี้ทั้งหมด

ค. การติดเชื้อทางกระแสโลหิตพบได้น้อยเพียงประมาณ 5% ของผู้ติดเชื้อนี้ทั้ง หมด โดยมักพบในกลุ่มคนที่ได้รับเชื้อนี้ที่เป็นสายพันธุ์ย่อยที่รุนแรงในปริมาณมาก และ/หรือ เป็นผู้ป่วยกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ (มักเรียกว่า ผู้ป่วย “กลุ่มเสี่ยง”) เช่น มีโรคประจำ ตัวต่างๆเช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมโรคได้ไม่ดี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่กินยาสเตีย รอยด์ เป็นต้น

เชื้อ Vibrio parahaemolyticus ที่ก่อโรคอหิวาต์เทียมมักเป็นสายพันธุ์ย่อยที่รุนแรงคือ ที่สามารถสร้างสารพิษต่อเนื้อเยื่อได้ที่เรียกว่าสาร Hemolysin (สารโปรตีนที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ของเนื้อเยื่อและเกิดการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง) เช่น สาร Thermostable direct hemoly sin (ย่อว่า TDH) และ/หรือ สาร TDH-related hemolysin

อนึ่ง โรคอหิวาเทียม/เชื้อ Vibrio parahaemolyticus ไม่ติดต่อระหว่างคนต่อคน

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคอหิวาต์เทียม?

ผู้ที่ปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคอหิวาต์เทียมคือ ผู้ที่กินอาหารทะเล/อาหารจากแหล่งน้ำกร่อยดิบ หรือปรุงสุกๆดิบๆ ทั้งนี้รวมไปถึงกินอาหารที่สัมผัสกับอาหารทะเล/อาหารจากแหล่งน้ำกร่อยที่มีเชื้อ Vibrio parahaemolyticus อยู่

โรคอหิวาต์เทียมมีอาการอย่างไร?

อาการของโรคอหิวาต์เทียมที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ป่วยทุกรายคือ ปวดท้องและท้องเสียเป็นน้ำเฉียบพลัน ซึ่งมักมีระยะฟักตัวของโรคหรืออาการแรกที่เกิดหลังกินอาหารที่มีเชื้อ Vibrio parahaemolyticus อยู่โดยเฉพาะอาหารทะเล ซึ่งทั่วไประยะฟักตัวนี้จะประมาณ 15 ชั่วโมง โดยอยู่ในช่วง 3 - 96 ชั่วโมงขึ้นกับปริมาณเชื้อที่ได้รับ

อาการอื่นๆที่อาจพบได้ที่ไม่จำเป็นต้องมีในทุกคนได้แก่

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

เมื่อมีอาการท้องเสียที่อาการไม่ดีขึ้นใน 2 - 3 วัน หรืออาการเลวลงหลังการดูแลตนเอง ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเสมอ โดยเฉพาะในบุคคลกลุ่มเสี่ยง (ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ อาการ) ไม่ควรจะรอจนถึง 3 วัน

แพทย์วินิจฉัยโรคอหิวาต์เทียมได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคอหิวาต์เทียมได้จากอาการ ประวัติกินอาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเล หรืออาหารปรุงไม่สะอาด การตรวจร่างกาย และอาจมีการตรวจสืบค้นเพิ่มเติมเช่น การตรวจเลือดซีบีซี/CBC การตรวจอุจจาระ การตรวจย้อมเชื้อ และ/หรือการเพาะเชื้อจากอุจจาระ การย้อมเชื้อจากเลือดกรณีมีไข้สูง ในกรณีมีผู้ป่วยหลายคนพร้อมกัน อาจมีการตรวจย้อมเชื้อและเพาะเชื้อจากอาหารและ/หรือจากแหล่งอาหารที่บริโภค

รักษาโรคอหิวาต์เทียมได้อย่างไร?

แนวทางในการรักษาโรคอหิวาต์เทียมคือ การรักษาและป้องกันภาวะขาดน้ำด้วยการดื่มยาผงเกลือแร่ (ORS) และการดื่มน้ำสะอาดมากๆให้พอเพียงกับน้ำที่ถ่ายออกทางอุจจาระและทางอาเจียน ซึ้งถ้าดื่มได้น้อยอาจจำเป็นต้องให้สารน้ำ/น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำร่วมด้วย

นอกจากนั้นคือ การรักษาประคับประคองตามอาการเช่น การให้ยาที่รักษาตามอาการต่าง ๆเช่น ยาแก้ปวด ยาลดไข้ ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยา/กินยาปฏิชีวนะรักษาโรคนี้ เพราะจากการศึก ษาพบว่า การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ได้ประโยชน์และไม่ช่วยให้โรคนี้หายเร็วขึ้น

โรคนี้มักมีอาการอยู่ประมาณ 3 วันผู้ป่วยก็จะมีอาการดีขึ้นเองเรียกว่า เป็น Self - limited disease

ถ้าผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ แพทย์จะรับไว้รักษาในโรงพยาบาล แต่ถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการของภาวะขาดน้ำและอาการท้องเสียไม่มาก แพทย์มักแนะนำดูแลรักษาตัวที่บ้าน

อนึ่ง:

โรคอหิวาต์เทียมก่อผลข้างเคียงอย่างไร?

โรคอหิวาต์เทียม โดยทั่วไปมักไม่พบก่อผลข้างเคียง โรคมักหายได้ในระยะเวลาประ มาณ 1 สัปดาห์แต่น้อยราย มีรายงานว่าอาจมีอาการปวดข้อเรื้อรังตามมาได้

โรคอหิวาต์เทียมมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

โรคอหิวาต์เทียม โดยทั่วไปเป็นโรคที่มีการพยากรณ์โรคที่ดี ส่วนใหญ่ผู้ป่วยหายได้เองภายในเวลาประมาณ 3 - 7 วัน น้อยรายประมาณ 10 วัน แต่เมื่อเป็นการติดเชื้อใน “กลุ่มเสี่ยง” (ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ สาเหตุ) อาการอาจรุนแรงจนถึงขั้นติดเชื้อในกระแสโลหิต (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) และอาจเสียชีวิต (ตาย) ได้

อย่างไรก็ตาโรคนี้เมื่อรักษาหายแล้ว ถ้ากลับไปได้รับเชื้อใหม่ก็จะเกิดการติดโรคซ้ำใหม่ได้เสมอในทุกครั้งที่ได้รับเชื้อครั้งใหม่

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อเกิดอาการท้องเสียคือ การดูแลรักษาเพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำ ได้ แก่ การดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) และการดื่มน้ำสะอาดมากๆให้เพียงพอชดเชยกับปริมาณน้ำที่เสียไปจากอุจจาระและจากอาเจียน

กรณีพบแพทย์แล้วและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นท้องเสีย/อาหารเป็นพิษจากอหิวาต์เทียม การดูแลตนเองที่บ้านคือ

พบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไหร่?

เมื่อมีอาการท้องเสีย อาหารเป็นพิษ หรือเป็นโรคอหิวาต์เทียม ที่พบแพทย์แล้ว และกลับมาดูแลตนเองที่บ้าน ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเมื่อ

ป้องกันโรคอหิวาต์เทียมได้อย่างไร?

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่ใช้ป้องกันโรคอหิวาต์เทียม แต่อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคอหิวาต์เทียมที่สำคัญที่สุดคือ การไม่กินอาหารทะเลหรืออาหารจากแหล่งน้ำกร่อยที่ปรุงดิบ หรือดิบๆสุกๆหรือที่ปรุงค้างคืน อาหารฯที่ปรุงสุกทั่วถึงทั้งภายนอกและภายในของชิ้นอาหารที่ฆ่าเชื้อ Vibrio parahaemolyticus ได้คือ ใช้ความร้อนตั้งแต่ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไปปรุงนานอย่างน้อย 5 นาที

อนึ่ง หอยเป็นแหล่งอาหารทะเลที่มีเชื้อแบคทีเรียชนิดต่างๆที่รวมถึงเชื้ออหิวาต์เทียมสะ สมมากที่สุด ดังนั้นเพื่อกินหอยได้อย่างปลอดภัย หน่วยงานที่ดูแลในเรื่องสุขภาพของสหรัฐ อเมริกา (U.S. Department of Health & Human Services) จึงแนะนำวิธีกินหอยอย่างปลอด ภัยจากเชื้อแบคทีเรียดังนี้คือ หลังจากล้างหอยให้สะอาดแล้ว

  1. ถ้าพบหอยเปลือกอ้าก่อนการนำมาปรุงอาหาร ให้ทิ้งหอยนั้นไป
  2. ในการปรุงเมื่อเปลือกหอยเปิดอ้าออกแล้ว ต้องปรุงให้สุกต่อไปอีกอย่างน้อย 3 - 5 นาที และ
  3. หลังปรุงแล้วต้องทิ้งหอยที่ฝาหอยไม่เปิด ห้ามนำมารับประทาน

นอกจากนั้นวิธีอื่นๆที่จะช่วยป้องกันโรคนี้ได้แก่

  • ในการเก็บอาหาร ต้องแยกเก็บระหว่างอาหารปรุงสุกกับอาหารสด ในกลุ่มอาหารสดต้องแยกเก็บในภาชนะที่สะอาด มิดชิด ไม่ปะปนกันระหว่างอาหารสดชนิดต่างๆ และต้องเก็บอาหารสดในอุณหภูมิที่เย็นจัดเพื่อลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
  • รักษาความสะอาดในการปรุงอาหารทุกขั้นตอน และกับเครื่องมือเครื่องใช้ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียในอาหาร
  • ล้างมือให้สะอาดเสมอในการปรุงอาหาร

บรรณานุกรม

1. สุวรรณา เทพสุนทรhttp://www.boe.moph.go.th/fact/Food_Poisoning.htm [2015,Feb28]
2. Ansaruzzaman, M. et al.(2005). J Clin Microbiol. 43,2559-2562
3. Mclaughlin, J. et al. (2005). N Engl J Med. 353, 1463-1470
4. http://www.phac-aspc.gc.ca/lab-bio/res/psds-ftss/vibrio-parahaemolyticus-eng.php[2015,Feb28]
5. http://www.cdc.gov/vibrio/vibriop.htm [2015,Feb28]
6. http://www.bccdc.ca/dis-cond/a-z/_v/Vibrio/Overview/Vibrio+parahaemolyticus.htm [2015,Feb28]
7. http://en.wikipedia.org/wiki/Vibrio_parahaemolyticus [2015,Feb28]
8. http://www.foodsafety.govt.nz/elibrary/industry/Vibrio_Parahaemolyticus-Science_Research.pdf[2015,Feb28]
9. http://www.foodsafety.gov/poisoning/causes/bacteriaviruses/vibrio_infections [2015,Feb28]



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom