Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

วิตามิน บางคนอาจออกเสียงเป็น ไวตามิน (Vitamin) จัดเป็นสารอาหารที่มีหน้าที่ช่วยการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย การขาดวิตามินอาจเป็นสาเหตุของโรคต่างๆได้มากมาย ในสมัยโบราณมนุษย์รู้จักวิตามินในแง่ของอาหารที่ใช้รับประทาน ชาวอียิปต์พบว่าการกินน้ำมันตับปลาจะช่วยให้หายจากอาการตาบอดกลางคืน ศัลยแพทย์ชาวสก๊อตพบว่าผลไม้พวกส้ม สามารถรักษาอาการลักปิดลักเปิดหรือโรคเลือดตามไรฟันได้ แพทย์ชาวดัชท์สังเกตพบว่าไก่ที่กินข้าวที่ไม่ขัดขาวจะไม่มีอาการเหน็บชา จากข้อมูลที่ค้นพบไม่ว่าจะโดยบังเอิญหรือจากการเฝ้าสังเกต มนุษย์ได้นำมาประยุกต์ใช้จนพัฒนาเป็นวิทยาการในปัจจุบัน วิตามินได้ถูกค้นพบหลายชนิดที่สำคัญเช่น วิตามินเอ (A), บี1 (B1), บี2 (B2), บี3 (B3), บี5 (B5), บี6 (B6), บี7 (B7), บี9 (B9), บี12 ( B12), ซี (C), ดี (D), อี (E ) และ เค (K)

การแบ่งกลุ่มวิตามินยังแบ่งเป็น

วิตามินมีหน้าที่อย่างไร?

วิตามิน

มนุษย์ต้องการวิตามินทุกวัน หน้าที่ของวิตามินแต่ละชนิดจะแตกต่างกันออกไป วิตามินช่วยขับเคลื่อนให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ เมื่อเราบริโภคอาหารซึ่งมีวิตามินเป็นส่วนประกอบ อาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและถูกนำไปใช้เสริม สร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ วิตามินซึ่งได้จากอาหาร และดูดซึมเข้าไปอยู่ในเลือด จะถูกส่งไปตามอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อให้อวัยวะต่างๆทำงานได้ตามปกติ นอกจากนี้วิตามินยังช่วยให้ระบบประสาทสั่งงานไปยังอวัยวะต่างๆได้เป็นอย่างดี หากการสั่งงานจากระบบประสาทใช้งานไม่ได้ การทำงานของอวัยวะต่างๆจะสูญเสียไป

อาการจากการขาดวิตามินมีหลายลักษณะ เช่น รู้สึกชาตามร่างกาย การมองเห็นไม่ชัดเจน ผิวพรรณเหี่ยวไม่สดชื่น บาดแผลหายช้า กระดูกเปราะบาง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปลายประสาทอักเสบ โลหิตจาง เลือดออกง่าย ฯลฯ

หน้าที่ของวิตามินมีหลากหลาย พอสรุปในภาพรวมได้ดังนี้

  1. ช่วยพัฒนาสมอง เส้นประสาท ให้มีการเจริญเติบโต และสามารถทำงานปกติไม่ว่าจะเป็นขณะที่เราหลับหรือตื่นนอนอยู่ก็ตา
  2. เสริมสร้างความเจริญเติบโตและเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูก ฟัน และกล้ามเนื้อ
  3. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายให้แข็งแรง และทำหน้าที่ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้เป็นอย่างดี
  4. ช่วยให้ร่างกายนำสารอาหาร เช่น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ มาเป็นตัวตั้งต้นในการสร้างเม็ดเลือดแดง
  5. ช่วยให้อวัยวะต่างๆในร่างกายสามารถใช้พลังงานจากไขมันได้
  6. เป็นส่วนประกอบในการสร้างและสังเคราะห์สารทางพันธุกรรม
  7. ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญสารอาหารที่บริโภคเข้าไปและสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิต
  8. ช่วยสร้างฮอร์โมนซึ่งเป็นสารเคมีที่จำเป็นต่อการทำงานของอวัยวะและระบบต่างๆในร่างกาย
  9. ช่วยรักษาสภาพผิวหนังของคนเราให้เป็นปกติ
  10. ช่วยในการดูดซึมเกลือแร่ที่ได้จากรับประทานอาหาร

การใช้วิตามินนานๆส่งผลเสียอะไรบ้าง?

ในบทนำ เราพูดถึงการแบ่งกลุ่มวิตามินเป็น 2 กลุ่ม คือ วิตามินที่ละลายน้ำ และวิตามินที่ละลายในไขมัน

ในส่วนของวิตามินที่ละลายน้ำ อาจอยู่ในร่างกายได้ 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการใช้งานจะถูกขับออกทางไตมากับปัสสาวะ โอกาสที่จะสะสมในร่างกายจึงมีน้อย จึงมักไม่ค่อยก่อผลเสีย (ผลข้างเคียง) และจากการสะสมในร่าง กายน้อยนี่เอง จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องบริโภควิตามินจากอาหารเข้าไปเสริมอยู่ทุกวัน

ส่วนอีกกลุ่มซึ่งเป็นวิตามินละลายในไขมัน มักจะมีการสะสมในชั้นไขมันของร่างกาย ถ้ามีการสะสมมากเกิน ไปอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย โดยก่ออาการคล้ายกับเป็นโรคออกมา ดังนั้น จึงกล่าวโดยสรุปว่า การได้รับวิตามินบางชนิดมากเกินไปจากการซื้อวิตามินเสริมอาหาร มารับประทานเองโดยไม่รู้เท่าทัน นอกจากจะสูญเสียทรัพย์สินโดยเปล่าประโยชน์ อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและต้องเสียทุนทรัพย์เพิ่มเติมในการรักษาตัว ซึ่งอาการของการได้รับวิตามินมากเกินไปแสดงอยู่ในตารางวิตามิน ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปในหัวข้อ ตัวอย่างวิตามินสำคัญ แหล่งอาหาร และผลข้างเคียง

เมื่อมีการสั่งยาวิตามิน ควรแจ้งแพทย์/พยาบาล และเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมทั้งวิตามิน ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาล และเภสัชกร ดังนี้

หากลืมรับประทานยาวิตามินควรทำอย่างไร?

หากลืมรับประทานวิตามิน สามารถรับประทานวิตามินเมื่อนึกขึ้นได้ หากการลืมทานวิตามิน ใกล้กับมื้อถัดไปให้รับประทานขนาดปกติโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดวิตามินเป็น 2 เท่า

วิตามินมีรูปแบบจำหน่ายอย่างไร?

วิตามินมีรูปแบบจัดจำหน่ายหลายอย่าง หากเราเข้าไปในร้านขายยา จะพบรูปแบบของวิตามินที่มีหลายๆลักษณะ เช่น อยู่ในรูปของยาเม็ด ยาเม็ดฟู่ ยาเม็ดเคลือบน้ำตาล ยาแคปซูลนิ่ม ยาน้ำเชื่อม ส่วนในสถานพยาบาล ตามคลินิก และในโรงพยาบาล จะพบวิตามินในรูปยาฉีด นอกจากนั้น วิตามินยังถูกแบ่งบรรจุในรูปวิตามินเดี่ยว และวิตามินรวม ด้วยความมากมายของชนิดและขนาดวิตามินที่ใช้รับประทาน ย่อมเป็นการยากที่ผู้บริโภคจะสามารถเลือกได้ตรงตามความต้องการของร่างกายตนเอง ดังนั้นหากมีความประสงค์ที่จะใช้วิตามินเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง ควรขอคำแนะ นำจากแพทย์ หรือขอคำปรึกษาจากเภสัชกรที่ร้านขายยาใกล้บ้านก่อนเสมอ

มีคำแนะนำการเลือกใช้วิตามินไหม? อย่างไร?

วิตามินเป็นสิ่งที่มีอยู่ในอาหารที่เราบริโภคอยู่เป็นประจำ หากบริโภคอาหารได้ถูกหลักโภชนาการ ร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ ไม่จำเป็นต้องซื้อวิตามินมารับประทานเพิ่ม เพราะถึงแม้ร่างกายต้องการวิตามิน แต่ต้องการในปริมาณไม่มาก หากมีความจำเป็นต้องใช้วิตามิน อาจใช้หลักเกณฑ์ดังนี้

  1. ปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือโภชนากรให้เป็นผู้แนะนำในการเลือกรับประทาน
  2. การเลือกซื้อวิตามิน ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ระบุชื่อของวิตามินต่างๆ มีคำแนะ นำและวัตถุประสงค์การใช้อย่างชัดเจน โดยในฉลากยา จะต้องระบุเลขที่ผลิต และวันหมดอายุ
  3. สภาพวิตามินที่จะรับประทานต้องอยู่ในสภาพตามเกณฑ์มาตรฐานการผลิต เช่น วิตามินในรูปยาเม็ด ต้องไม่แตกหัก หรือชื้นจนเปลี่ยนสภาพ วิตามินที่อยู่ในรูปของยาน้ำ ยาน้ำแขวนตะกอน ต้องไม่ตกตะกอนเป็นก้อนแข็ง สภาพสีและรส ชาติต้องไม่เปลี่ยนไปจากมาตรฐานเดิม
  4. การเก็บรักษาวิตามิน ต้องเก็บให้พ้นแสงแดด หรือในที่อุณหภูมิสูง ถ้าอยู่ในรูปของยาเม็ดหรือแคปซูลนิ่ม ต้องเก็บให้พ้นจากความชื้น
  5. หากรับประทานตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ ปรากฏว่าอาการโรคไม่ดีขึ้น ควรกลับมาปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนแผน การรักษาใหม่
  6. นอกจากนั้นคือ ห้ามแบ่งยา/วิตามินให้ผู้อื่นใช้ และห้ามใช้ยา/วิตามินหมดอายุ

***** อนึ่ง

ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิดที่รวมถึงวิตามินเกลือแร่ทุกชนิด ยาแผนโบราณทุกชนิด และสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิดควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างวิตามินสำคัญ แหล่งอาหาร และผลข้างเคียง

รายละเอียดของวิตามินที่แสดงด้านล่างเป็นเพียงแนวทางและแนะนำความรู้ เป็นการศึก ษาที่ได้จากการใช้วิตามินในเพศชายที่มีร่างกายปกติแข็งแรงเท่านั้น (ในเพศหญิงซึ่งมีขนาดร่างกายเล็กกว่าเพศชาย ความต้องการวิตามินจึงควรในปริมาณที่น้อยกว่า) การเลือกบริโภคโดยให้เกิดประโยชน์สูงสุดของร่างกาย ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ เภสัชกร หรือโภชนากร จะเป็นการปลอดภัยและไม่สูญเสียค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในเด็กควรต้องปรึกษาแพทย์เสมอ อย่าซื้อวิตามินให้บุตรหลานรับประทานเอง เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงต่างๆได้สูงกว่าในผู้ใหญ่ เพราะร่างกายของเด็กขับสารส่วนเกินต่างๆออกจากร่างกายได้น้อยกว่าในผู้ใหญ่ จากตับและไตยังทำงานไม่สมบูรณ์เต็มที่

ตัวอย่าง วิตามิน

วิตามิน เอ (A)


วิตามิน บี1 (B1)
  • ชื่อทางเคมี : ไทอามีน (Thiamine)
  • ความต้องการ/วัน : ในผู้ชาย อายุ 19 – 70 ปี 1.2 มิลลิกรัม
  • แหล่งอาหารที่พบวิตามิน : ข้าวกล้อง ถั่ว งา จมูกข้าวสาลี นมถั่วเหลือง เนื้อหมู เมล็ดทานตะวัน
  • อาการขาดวิตามิน : เหน็บชา
  • ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายได้รับ : ไม่ควรเกิน/วัน ไม่ระบุ
  • อาการที่ได้รับวิตามินเกิน : ง่วงนอน กล้ามเนื้อคลายตัว

วิตามิน บี2 (B2)
  • ชื่อทางเคมี : ไรโบฟลาวิน (Riboflavin)
  • ความต้องการ/วัน : ในผู้ชาย อายุ 19 – 70 ปี 1.3 มิลลิกรัม
  • แหล่งอาหารที่พบวิตามิน : ไข่ นม เครื่องในสัตว์ ตับ ผักใบเขียว โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต
  • อาการขาดวิตามิน : ปากนกกระจอก
  • ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายได้รับ : ไม่ควรเกิน/วัน ไม่ระบุ
  • อาการที่ได้รับวิตามินเกิน : ไม่ระบุ

วิตามิน บี3 (B3)
วิตามิน บี5 (B5)
วิตามิน บี6 (B6)
  • ชื่อทางเคมี : ไพริดอกซีน (Pyridoxine) ไพริดอกซามีน (Pyridoxamine) ไพริดอกซอล (Pyridoxal)
  • ความต้องการ/วัน : ในผู้ชาย อายุ 19 – 70 ปี 1.3–1.7 มิลลิกรัม
  • แหล่งอาหารที่พบวิตามิน : เนื้อสัตว์ ปลา ไก่ ตับ มันฝรั่ง กล้วย แตงโม นม ไข่แดง ข้าวกล้อง รำข้าว จมูกข้าวสาลี ถั่วต่างๆ เมล็ดงา
  • อาการขาดวิตามิน : โลหิตจาง (ภาวะซีด) ปลายประสาทอักเสบ
  • ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายได้รับ : ไม่ควรเกิน/วัน 100 มิลลิกรัม
  • อาการที่ได้รับวิตามินเกิน : การได้รับมากกว่า 100 มก./วัน อาจทำให้เส้นประสาทถูกทำลาย และสูญเสียการรับรู้ของประสาทสัมผัส

วิตามิน บี7 (B7)
วิตามิน บี9 (B9)
  • ชื่อทางเคมี : โฟลิก แอซิด (Folic Acid) โฟลินิก แอซิด (Folinic Acid)
  • ความต้องการ/วัน : ในผู้ชาย อายุ 19 – 70 ปี 400 ไมโครกรัม
  • แหล่งอาหารที่พบวิตามิน : ถั่ว ผักโขม บรอกโคลี คะน้าผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ส้ม สตอเบอรี ธัญพืช ถั่วลิสง ตับ ผักกาดหอม
  • อาการขาดวิตามิน : โลหิตจาง
  • ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายได้รับ : ไม่ควรเกิน/วัน 1,000 ไมโครกรัม
  • อาการที่ได้รับวิตามินเกิน : อาจพบสิวขึ้นคล้ายลักษณะผื่นคัน แต่เป็นไม่ทุกกรณีไป

วิตามิน บี12 (B12)
วิตามิน ซี (C)
วิตามิน ดี (D)
วิตามิน อี (E)
วิตามิน เค (K)
  • ชื่อทางเคมี : ไฟโตนาไดโอน (Phytonadione)
  • ความต้องการ/วัน : ในผู้ชาย อายุ 19 – 70 ปี 120 ไมโครกรัม
  • แหล่งอาหารที่พบวิตามิน : ผักใบเขียวเข้ม เช่น ใบบัวบก ผักโขม บรอกโคลี่ คะน้า กะหล่ำปลี ตับ ไข่ น้ำมันถั่วเหลือง
  • อาการขาดวิตามิน : เลือดออกง่าย เลือดไหลแล้ว หยุดช้า
  • ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายได้รับ : ไม่ควรเกิน/วัน ไม่ระบุ
  • อาการที่ได้รับวิตามินเกิน : เพิ่มการจับตัวของเกล็ดเลือด

บรรณานุกรม

1. ศัลยา คงสมบูรณ์เวช (2551) อาหารบำบัดโรค กรุงเทพฯ อมรินทร์พริ้นติ้ง.
http://books.google.co.th/books [2014,Dec31].
http://en.wikipedia.org/wiki/Vitamin [2014,Dec31].2. Shari Lieberman, Ph.D., CNS, FACN, and Nancy Bruning , MPH. The Real Vitamin and Mineral Book 4th edition. 3. Vitamin.

Updated 2015, Jan 3


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน paweenviewnodown
Frame Bottom