Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ทั้งตัว  ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ไข้สูง 

บทนำ

โรคลิสเทริโอซิสหรือบางคนออกเสียงเป็น ลิสเทอริโอซิส (Listeriosis) หรือเรียกอีกชื่อว่า โรคลิสทีเรีย/ลิสเทเรีย (Listeria) เป็นโรคเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในสกุล (Genus) ลิสทีเรีย (Listeria) ซึ่งสายพันธุ์ย่อยชนิด (Species) ที่มักก่อให้เกิดโรคในคนคือ Listeria monocyto genes (L. monocytogenes)

แบคทีเรีย Listeria monocytogenes/เชื้อลิสทีเรียพบได้ในดิน ปุ๋ย อาหารสัตว์ และแหล่ง น้ำทั่วไปในธรรมชาติ กล่าวคือ แหล่งเหล่านี้เป็นแหล่งรังโรคของเชื้อนี้นั่นเอง นอกจากนั้นยังพบว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งสัตว์ป่าและสัตว์บ้าน นกหลายชนิด หอย ปลา และคนบางคนก็เป็นรังโรคนี้ได้ โดยจะพบเชื้อนี้อยู่ในอุจจาระของสัตว์เหล่านี้

เชื้อลิสทีเรียเป็นเชื้อที่สามารถอยู่ได้ในอุณหภูมิเย็นจัดที่ต่ำได้ถึง 0 องศาเซลเซียส (Celsius) แต่เจริญได้ดีในช่วง 1- 45 องศาเซลเซียส เชื้อนี้ฆ่าตายด้วยความร้อนตั้งแต่ 70 องศา เซลเซียสขึ้นไปเป็นเวลานานอย่างน้อย 3 - 5 นาทีและด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหลายชนิดเช่น Sodium hypochlorite, สารประกอบในกลุ่ม Iodophor compound, และสารประกอบในกลุ่ม Ammonium compound อย่างไรก็ตาม เชื้อนี้มีชีวิตนอกร่างกายคนได้นานมากเมื่ออยู่ในแหล่งรังโรคของเชื้อนี้

การติดเชื้อลิสทีเรียเกิดจากการบริโภคอาหารที่รวมถึงผัก ผลไม้ หรือดื่มน้ำ หรือดื่มนม/ผลิตภัณฑ์นมที่ปนเปื้อนเชื้อนี้ ซึ่งเรียกการติดเชื้อในลักษณะนี้ว่า “Oral-fecal route หรือ Fecal-oral route หรือ Oro fecal route (การติดเชื้อทางปาก-อุจจาระ หรืออุจจาระ-ปาก)”

โรคลิสเทริโอซิสเป็นโรคพบได้เรื่อยๆไม่บ่อยนักทั้งในประเทศที่เจริญแล้วและในประเทศที่กำลังพัฒนา อุบัติการณ์แตกต่างกันในแต่ละประเทศ แต่พบการระบาดเกิดได้เป็นครั้งคราวตลอด เวลา เป็นโรคพบได้ในทุกอายุตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์ซึ่งติดเชื้อผ่านการติดเชื้อของมารดาไปจน ถึงผู้สูงอายุ ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสติดเชื้อนี้ได้เท่ากัน แต่ผู้ที่เมื่อติดเชื้อแล้วจะมีความรุนแรงโรคสูงหรือที่เรียกว่า “กลุ่มเสี่ยง” คือ หญิงตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์ เด็กแรกเกิด เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ (เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง และผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมโรคได้ไม่ดี)

โรคลิสเทริโอซิสเกิดได้อย่างไร?

ลิสทีเรีย

โรคลิสเทริโอซิสเกิดจากการกินอาหาร ดื่มน้ำ ดื่มเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อลิสทีเรีย ที่พบได้บ่อยคือ ผัก สลัด เนื้อสัตว์ทุกชนิดที่ปรุงสดหรือสุกๆดิบๆ เนื้อสัตว์สำเร็จรูป/แปรรูปในรูปของอาหารแช่แข็งเช่น ฮอดดอก แฮม ซาลามิ เนย นมโดยเฉพาะนมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ ไอศกรีม และที่มีการระบาดในสหรัฐอเมริกาจนมีผู้เสียชีวิตหลายรายในเดือน กันยายน พ.ศ. 2554 คือจากการปนเปื้อนในแคลตาลูป อย่างไรก็ตาม มีรายงานบางครั้งพบการติดเชื้อเกิดจากอาหาร เครื่อง ดื่มสำเร็จรูปที่ฆ่าเชื้อแล้ว แต่มาเกิดการปนเปื้อนเชื้อในช่วงการหีบห่อหรือในการขนส่ง

ทั้งนี้เมื่อเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะรุกรานเข้าสู่กระแสเลือด (โลหิต) ผ่านทางลำไส้เล็กซึ่ง เมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว จะส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้ในกระแสเลือดในทุกๆเนื้อเยื่อและในทุกๆอวัยวะ ก่อให้เกิดอาการได้หลากหลายขึ้นกับว่าเป็นการติดเชื้อของเนื้อเยื่อ/อวัยวะใด ซึ่งอาจ เกิดติดเชื้อพร้อมๆกันได้หลายๆเนื้อเยื่อ/อวัยวะ ที่พบมีการติดเชื้อได้บ่อยคือ เยื่อหุ้มสมอง สมอง เยื่อบุหัวใจ กระเพาะอาหารและลำไส้ เยื่อบุช่องท้อง ตา ผิวหนัง ต่อมน้ำเหลือง รวมทั้งรกในหญิงตั้งครรภ์

โรคลิสเทริโอซิสมีอาการอย่างไร?

เมื่อได้รับเชื้อลิสทีเรียผู้ป่วยมักมีอาการภายใน 3 - 70 วัน (ระยะฟักตัวของโรค) ทั้งนี้ขึ้น กับความรุนแรงของโรค แต่โดยทั่วไปมักเกิดอาการภายใน 30 วันหลังได้รับเชื้อ แต่ในบางคน อาจพบอาการได้ภายใน 1 วันหลังได้รับเชื้อ

อาการของโรคลิสเทริโอซิสมีได้หลากหลายอาการ ทั้งนี้ขึ้นกับว่ามีการติดเชื้อของเนื้อเยื่อ/ อวัยวะใดบ้าง นอกจากนั้นความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยแต่ละคนยังแตกต่างกันด้วยขึ้นกับ ปริมาณเชื้อที่ได้รับ อายุ และภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของแต่ละคน

ก. ในผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรง ผู้ติดเชื้อนี้อาจมีเพียงอาการไข้ ซึ่งอาจเป็นไข้สูงหรือไข้ต่ำ ร่วมกับท้องเสียที่ไม่รุนแรง และอาการดีขึ้นภายใน 2 - 3 วันหลังการรักษา หรือบางคนอาการอาจดีขึ้นเองด้วยการดูแลตนเองตามอาการ อนึ่งในภาพรวม อาการอาจคล้ายไข้หวัดใหญ่หรือ อาหารเป็นพิษที่ไม่รุนแรง

ข. ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงของโรค โรค อาการที่พบได้คือ มีไข้สูง ปวดกล้าม เนื้อทั่วตัว ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียรุนแรง โดยอาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัดใหญ่หรืออาหารเป็นพิษเช่นกัน แต่อาการจะรุนแรงและมีอาการจากมีการติดเชื้อในอวัยวะต่างๆร่วมด้วยเช่น

แพทย์วินิจฉัยโรคลิสเทริโอซิสได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคลิสเทริโอซิสได้จากประวัติอาการ ประวัติการบริโภคอาหาร น้ำดื่ม นม และ /หรือบริโภคผลิตภัณฑ์ต่างๆจากนม และ/หรืออาหารต่างๆ การตรวจร่างกาย การตรวจเลือดซีบีซี (CBC) เพื่อดูการติดเชื้อแบคทีเรีย การเพาะเชื้ออาจจากสารคัดหลั่งจากแผลในตำแหน่งต่างๆ จากเลือด จากน้ำไขสันหลัง และ/หรือจากอุจจาระ และอาจมีการตรวจสืบค้นอื่นๆเพิ่มเติมด้วยการตรวจภาพอวัยวะที่ก่ออาการเช่น เอกซเรย์ อัลตราซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และ/หรือเอมอาร์ไอ ทั้งนี้ขึ้นกับอาการของผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์

รักษาโรคลิสเทริโอซิสอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคลิสเทริโอซิสคือ การใช้ยาปฏิชีวนะและการรักษาประคับประคองตาม อาการ

โรคลิสเทริโอซิสรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงอย่างไร?

ลิสเทริโอซิสจัดเป็นการติดเชื้อที่รุนแรง ในผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงมีโอกาสเสียชีวิตได้ประมาณ 20 - 30% (ถึงแม้จะได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่แรกมีอาการ) ส่วนในหญิงตั้งครรภ์มีโอกาสทารกเสียชีวิตในครรภ์ได้ประมาณ 20% แต่ในผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรงโรคมักรักษาหายได้ภาย ในประมาณ 7 - 10 วันด้วยการรักษาแบบผู้ป่วยนอก

ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงที่แพทย์ต้องให้การรักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล อาจรักษาได้หายภายในประมาณ 2 สัปดาห์เมื่อเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือด (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) แต่อาจต้องใช้ระยะเวลารักษานานขึ้นเป็นประมาณ 3 - 6 สัปดาห์เมื่อมีการติดเชื้อในสมอง (เยื่อหุ้มสมอง อักเสบและ/หรือสมองอักเสบ) หรือเมื่อสมองเกิดเป็นฝี/หนอง (ฝีสมอง)

ผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนจากโรคนี้ที่สำคัญคือ เมื่อติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์จะมีโอกาส แท้งบุตร เด็กคลอดก่อนกำหนด ทารกเสียชีวิตในครรภ์ และเด็กเสียชีวิตหลังคลอดได้ ทั้งนี้เกิดจากเด็กมีการติดเชื้อนี้ที่รุนแรง นอกจากนั้นยังพบว่า เด็กเล็กที่มีการติดเชื้อนี้ที่สมอง ภายหลังการรักษาหายแล้ว เด็กอาจจะมีความผิดปกติทางสมองตลอดไป

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเองโดยเฉพาะผู้เป็น “กลุ่มเสี่ยง” เมื่อมีอาการผิดปกติต่างๆดังกล่าวในหัวข้อ อาการ ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลภายใน 1 - 2 วันเมื่ออาการไม่ดีขึ้นหรืออาการเลวลงหลัง จากดูแลตนเอง

ส่วนเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลิสเทริโอซิสและพบแพทย์แล้ว การดูแลตนเองที่บ้าน คือ

ป้องกันโรคลิสเทริโอซิสได้อย่างไร?

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือตัวยาที่ใช้ป้องกันโรคลิสเทริโอซิส แต่เนื่องจากเป็นโรคติดเชื้อใน กลุ่มติดเชื้ออุจจาระ-ปาก โรคลิสเทริโอซิสจึงสามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับในโรคติดเชื้อกลุ่มนี้ทั้งหมดเช่น โรคไทฟอยด์ เป็นต้น ซึ่งที่สำคัญที่สุดคือ

  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ)
  • กินอาหารปรุงสุกอย่างทั่วถึงทั้งชิ้นอาหาร
  • ล้างมือบ่อยๆและล้างมือเสมอก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • ดื่มนมเฉพาะจากนมที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว และดื่มแต่ที่สะอาด
  • เมื่อจะกินอาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง หรืออาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง โดยเฉพาะใน “กลุ่มเสี่ยง” ควรต้องอุ่นอาหารให้สุกทั่วถึงด้วยอุณหภูมิตั้งแต่ 70 องศาเซลเซียสขึ้น ไปอย่างน้อยนาน 3 - 5 นาทีเพื่อฆ่าเชื้อนี้
  • รักษาความสะอาดเครื่องปรุงอาหารทุกชนิด ผัก ผลไม้ รวมทั้งภาชนะต่างๆที่ใช้ในการปรุงอาหาร กินอาหาร ดื่มน้ำ
  • การเก็บอาหารในตู้เย็น ควรแยกเก็บไม่ให้ปะปนกัน และมีภาชนะที่ใช้เก็บที่เหมาะ สมระหว่าง เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และอาหารแช่แข็งต่างๆ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค

บรรณานุกรม

  1. 1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  2. Doganay, M. (2003). Listeriosis: clinical presentation. FEMS Immunology and Medical Microbiology. 35, 173-175.
  3. Listeriosishttp://en.wikipedia.org/wiki/Listeriosis [2015,Jan31]
  4. Listeriosis (Listeria infection) http://www.cdc.gov/listeria/ [2015,Jan31]
  5. Listeria infection http://emedicine.medscape.com/article/965841-overview#showall [2015,Jan31]
  6. Listeria monocytogenese http://en.wikipedia.org/wiki/Listeria_monocytogenes [2015,Jan31]
  7. Listeriosis http://www.merckvetmanual.com/mvm/index.jsp?cfile=htm/bc/51400.htm [2015,Jan31]
  8. Weimstein, K. Listeria monocytogenes http://emedicine.medscape.com/article/220684-overview#showall [2015,Jan31]
  9. Listeria monocytogeneshttp://www.phac-aspc.gc.ca/lab-bio/res/psds-ftss/listeria-monocytogenes-eng.php [2015,Jan31]
  10. http://www.phac-aspc.gc.ca/lab-bio/res/psds-ftss/listeria-monocytogenes-eng.php [2015,Jan31]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 3 คน DoubleJ Zeepeer M1441
Frame Bottom