Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อัณฑะ  ระบบอวัยวะสืบพันธุ์ชาย  ระบบมะเร็งวิทยา  cancer 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ก้อนในอัณฑะ 

คำจำกัดความของปวดฟัน

มะเร็งอัณฑะ (Testicular cancer หรือ Testicular carcinoma) เป็นโรคมะเร็งที่พบได้น้อย เพียงประมาณ 2% ของมะเร็งทั้งหมดทั่วร่างกาย ซึ่งในประเทศไทยโรคมะเร็งอัณฑะไม่ติด 1 ใน10 ของมะเร็งพบบ่อยของชายไทย

โรคมะเร็งอัณฑะเป็นโรคมะเร็งของวัยหนุ่มพบได้สูงในช่วงอายุ 15 - 35 ปี แต่สามารถพบได้ในทุกอายุทั้งในเด็กจนถึงในผู้สูงอายุ ทั่วไปมักพบเกิดกับอัณฑะด้านเดียวโดยโอกาสเกิดเท่ากันทั้งด้านซ้ายและด้านขวา แต่ประมาณ 5% พบเกิดกับอัณฑะได้ทั้ง 2 ข้าง

ในปีพ.ศ. 2551 ในสหราชอาณาจักรพบโรคมะเร็งอัณฑะ 6.7 - 7.3 รายต่อประชากรชาย 100,000 คนต่อปี ส่วนในประเทศไทยช่วงปี พ.ศ. 2544 - 2546 พบผู้ป่วยได้ 0.6 รายต่อชายไทย 100,000 คนต่อปี

โรคมะเร็งอัณฑะมีกี่ชนิด?

มะเร็งอัณฑะ

โรคมะเร็งอัณฑะมีหลากหลายชนิดแต่ที่พบบ่อยที่สุดประมาณ 90% เป็นชนิดเจิมเซลล์/มะเร็งเจิมเซลล์ (Germ cell cancer/Germ cell tumor) ดังนั้นโดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงโรคมะเร็งอัณฑะจึงหมายถึงมะเร็งชนิดนี้เท่านั้นซึ่งรวมทั้งในบทความนี้ด้วย

โรคมะเร็งอัณฑะชนิดเจิมเซลล์ยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักคือชนิด”เซมิโนมา (Seminoma)” ซึ่งพบได้ประมาณ 40% ของเจิมเซลล์ทั้งหมด ส่วนอีกประมาณ 60% เป็นชนิดที่เรียกว่าชนิด “ไม่ใช่เซมิโนมา (Non-seminoma)” ซึ่งชนิดไม่ใช่เซมิโนมานี้ยังแบ่งย่อยได้อีกหลายชนิด (เช่น Embryo nal carcinoma, Yolk-sac tumor, Teratoma และ Choriocarcinoma) โดยโรคมักเกิดมีเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดร่วมกัน แต่เซลลมะเร็งชนิดรุนแรงที่สุดคือชนิดโคริโอคาร์ซิโนมา (Chorio carcino ma) ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้น้อยมากน้อยกว่า 1% ของมะเร็งอัณฑะทั้งหมด

โรคมะเร็งอัณฑะเกิดจากอะไร? มีปัจจัยเสี่ยงไหม?

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนของการเกิดโรคมะเร็งอัณฑะ แต่พบมีปัจจัยเสี่ยงคือ

โรคมะเร็งอัณฑะมีอาการอย่างไร?

อาการของโรคมะเร็งอัณฑะไม่ใช่อาการเฉพาะของโรค แต่เป็นอาการเหมือนกับโรคของอัณฑะทั่วไป อย่างไรก็ตามอาการของโรคมะเร็งอัณฑะที่พบบ่อยคือ

แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งอัณฑะได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งอัณฑะได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจคลำอัณฑะทั้งสองข้าง และอาจตรวจภาพอัณฑะทั้งสองข้างด้วยอัลตราซาวด์ซึ่งหลังจากพบมีก้อนเนื้อชัดเจนมักแนะนำการผ่าตัด และตรวจอัณฑะหลังการผ่าตัดด้วยการตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งที่แน่นอน

ทั้งนี้จะไม่มีการตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้ออัณฑะก่อนผ่าตัดรักษา เพราะการตัดชิ้นเนื้อจะต้องผ่านถุงอัณฑะซึ่งจะส่งผลให้โรคมะเร็งลุกลามเข้าถุงอัณฑะได้ ซึ่งถ้าก้อนเนื้อนั้นเป็นโรคมะเร็ง การลุกลามเข้าถุงอัณฑะจะทำให้โรคมะเร็งลุกลามรุนแรงขึ้นรักษาได้ยากขึ้น นอกจากนั้นเมื่อพบก้อนเนื้อในอัณฑะ การรักษาคือการผ่าตัดเสมอ ดังนั้นการผ่าตัดอัณฑะ (ผ่าตัดด้านเดียวด้านที่ผิดปกติ) จึงเป็นทั้งการวินิจฉัยโรคและการรักษาไปพร้อมๆกัน

ภายหลังเมื่อทราบว่าเป็นโรคมะเร็งอัณฑะแล้ว มักมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินระยะของโรคคือ การตรวจภาพช่องท้องด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อดูการลุกลามและการแพร่กระจายของโรคเข้าต่อมน้ำเหลืองและเข้าอวัยวะต่างๆในช่องท้อง (ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจตรวจภาพนี้ก่อนผ่าตัดทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์) การตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์หรือเอกซเรย์คอมพิว เตอร์ดูการแพร่กระจายของโรคสู่ปอด การตรวจเลือด และตรวจปัสสาวะเพื่อประเมินสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วยเช่น ตรวจซีบีซี (CBC) ตรวจเลือดดูการทำงานของตับและของไต และดูค่าสารมะเร็งเพราะเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งอัณฑะบางชนิดสร้างสารมะเร็งได้ ซึ่งสารมะเร็งนี้แพทย์ใช้ช่วยประเมินระยะโรค ความรุนแรงของโรค วิธีรักษา และในการติดตามผลการรักษา

โรคมะเร็งอัณฑะมีกี่ระยะ? มีผลข้างเคียงจากปวด ฟันไหม?

เนื่องจากเป็นโรคมะเร็งที่มีความรุนแรงต่ำแม้มีโรคแพร่กระจายเข้ากระแสโลหิต (เลือด) แล้วก็ยังมีโอกาสรักษาได้หายสูง โรคมะเร็งอัณฑะจึงจัดแบ่งเป็นเพียง 3 ระยะซึ่งในแต่ระยะยังแบ่งย่อยได้อีกเพื่อแพทย์โรคมะเร็งใช้ช่วยในการวางแผนการรักษาและเพื่อการศึกษาวิจัย ทั้งนี้ทั่วไปทั้ง 3 ระยะได้แก่

โรคมะเร็งอัณฑะรักษาอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคมะเร็งอัณฑะที่สำคัญคือ การผ่าตัดอัณฑะเฉพาะด้านที่เกิดโรค ต่อจากนั้นแพทย์จะประเมินจากชนิดเซลล์มะเร็ง ระยะโรค และสุขภาพของผู้ป่วย เพื่อให้การรักษาต่อเนื่องต่อไป ซึ่งอาจเป็นการเฝ้าติดตามสังเกตอาการเป็นระยะๆ (Active surveillance), การฉายรังสีรักษา (อาจเป็นการฉายรังสีต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง ในช่องอก และ/หรือในบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้า), และ/หรือการให้ยาเคมีบำบัด, ส่วนการรักษาด้วยยารักษาตรงเป้ายังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและตัวยายังมีราคาแพงมากเกินกว่าผู้ป่วยทุกคนจะเข้าถึงยาได้ (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ยารักษาแบบจำเพาะต่อเซลล์มะเร็ง ยารักษาตรงเป้า)

ในโรคมะเร็งอัณฑะระยะที่ 1 หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจเลือกวิธีรักษาเป็นการเฝ้าติดตาโรคเป็นระยะ หรือการฉายรังสีรักษา หรือยาเคมีบำบัดก็ได้ ซึ่งทั้ง 3 วิธีให้ผลการรักษาที่เท่าเทียมกัน แต่มีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกันซึ่งแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้ให้คำแนะนำ แต่ผู้ป่วย/ครอบครัวผู้ป่วยต้องเป็นผู้ตัดสินใจเลือกวิธีรักษาเอง

ในโรคระยะที่ 2 การรักษาหลังการผ่าตัด อาจเป็นยาเคมีบำบัด, ยาเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา หรือรังสีรักษาวิธีการเดียว ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของเซลล์มะเร็ง ดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา และรวมไปถึงความต้องการของผู้ป่วย/ครอบครัวผู้ป่วย

ในโรคระยะที่ 3 การรักษาหลังการผ่าตัด คือ ยาเคมีบำบัดและร่วมกับรังสีรักษาเฉพาะจุดที่โรคดื้อต่อยาเคมีบำบัด

มีผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งอัณฑะอย่างไร?

ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งอัณฑะขึ้นกับวิธีรักษา และผลข้างเคียงจะมีโอกาสเกิดสูงขึ้นเมื่อใช้หลายวิธีรักษาร่วมกัน และ/หรือในผู้ป่วยสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีโรคเรื้อรังประจำตัว โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคที่ก่อการอักเสบของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเช่น โรคภูมิต้านตนเอง และในผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ผลข้างเคียงในการรักษามะเร็งอัณฑะที่อาจพบได้เช่น

โรคมะเร็งอัณฑะรุนแรงไหม?

โรคมะเร็งอัณฑะจัดเป็นโรคมะเร็งที่มีความรุนแรงต่ำดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตามโอกาสรักษาได้หายยังคงขึ้นกับระยะโรค ชนิดของเซลล์มะเร็ง ขนาดก้อนมะเร็ง ปริมาณสารมะเร็งที่ขึ้นสูงในเลือด อายุ และสุขภาพผู้ป่วย

โดยทั่วไปมะเร็งอัณฑะเป็นโรคมะเร็งที่มีโอกาสรักษาหายได้สูงถึงแม้ในระยะที่มีโรคแพร่กระจายเข้ากระแสโลหิตแล้วก็ตาม ทั้งนี้อัตรารอดที่ 5 ปีในโรค

  • ระยะที่ 1 สูงถึงประมาณ 90 - 100%
  • ระยะที่ 2 ประมาณ 80 - 90% และ
  • ระยะที่ 3 ยังสูงถึงประมาณ 50 - 70%

อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยประมาณ 5 - 10% ที่โรคดื้อต่อรังสีรักษาและต่อยาเคมีบำบัดซึ่งผู้ป่วยในกลุ่มนี้การรักษาค่อนข้างไม่ได้ผล

มีวิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งอัณฑะไหม? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งอัณฑะให้พบตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในขณะนี้คือตรวจให้พบโรคเร็วที่สุด โดยหมั่นสังเกตและคลำอัณฑะของตนเอง (ตรวจคลำทั้ง 2 ข้าง) เมื่อพบสิ่งผิดปกติหรือสงสัยกังวลว่าผิดปกติหรือมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาล

ป้องกันโรคมะเร็งอัณฑะอย่างไร?

เมื่อดูจากปัจจัยเสี่ยง การป้องกันโรคมะเร็งอัณฑะเต็มร้อยเป็นไปไม่ได้ แต่มีการศึกษาระบุว่าการผ่าตัดแก้ไขภาวะอัณฑะไม่ลงมาอยู่ในถุงอัณฑะตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วัยรุ่นสามารถลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งอัณฑะลงได้ ดังนั้นผู้ปกครองจึงควรสังเกตและคลำอัณฑะของบุตรหลานตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก เมื่อพบมีภาวะอัณฑะไม่เคลื่อนลงถุงอัณฑะ (คลำไม่พบอัณฑะในถุงอัณฑะ) ควรนำเด็กพบศัลยแพทย์/ไปโรงพยาบาลเพื่อได้รับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม

ดูแลตนเองอย่างไร? ดูแลผู้ป่วยมะเร็งอัณฑะอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็งอัณฑะและการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอัณฑะจะเช่นเดียว กับการดูแลในโรคมะเร็งอื่นๆทุกชนิด อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็งและการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง และเรื่อง การดูแลตนเอง การดูแลผู้ ป่วยเคมีบำบัด

บรรณานุกรม

  1. Edge, S. et al. (2010). AJCC: Cancer staging handbook. New York: Springer
  2. Haffty, B., and Wilson, L. (2009). Handbook of radiation oncology: basic principles and clinical protocols. Boston: Jones and Bartlett Publishers
  3. Halperin, E., Perez, C., and Brady, L. (2008). Perez and Brady: Principles and practice of Radiation Oncology (5th edition). Philadelphia: Wolters Kluwer/ Lippincott Williams & Wilkins.
  4. Hanna, N., and Einhorn,L. (2014). N Engl J Med. 371, 2005-16
  5. Khuhaprema, T. et al. (2010). Cancer in Thailand. Volume. V, 2001-2003. Thai National Cancer Institute.
  6. Testicular cancer statistics http://www.cancerresearchuk.org/health-professional/cancer-statistics/statistics-by-cancer-type/testicular-cancer [2016,May7]
Updated 2016, May 7


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom