Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ต่อมน้ำลายหน้าหู  ระบบหูคอจมูก  ระบบศีรษะและลำคอ  มะเร็งพบยาก 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

ต่อมน้ำลาย (Salivary gland) มีหน้าที่สร้างน้ำลาย ซึ่งส่วนประกอบหลักของน้ำลาย คือ น้ำและน้ำย่อยที่ช่วยย่อยอาหารประเภทแป้ง ตั้งแต่เมื่อเราเคี้ยวอาหาร นอกจากนั้น น้ำลายยังช่วยคลุกเค้าอาหาร ช่วยหล่อลื่นให้ความชุ่มชื้นกับช่องปากและลำคอ จึงช่วยให้การพูด และให้การกลืนคล่องขึ้น, ช่วยกำจัดเศษอาหารไม่ให้ยึดฝังแน่นกับเหงือก ฟัน ลิ้น โคนลิ้น ต่อมทอน ซิล จนบูดเน่าเสีย ก่อกลิ่นปาก น้ำลายจึงช่วยลดกลิ่นปาก, และยังมีสารภูมิต้านทานที่ช่วยกำ จัดแบคทีเรีย ดังนั้นจึงช่วยลดโอกาสเกิดฟันผุ

ต่อมน้ำลายแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ต่อมน้ำลายขนาดใหญ่ (Major salivary gland) และต่อมน้ำลายขนาดจิ๋ว (Minor salivary gland) ซึ่งในแต่ละวันต่อมน้ำลายทั้งหมดจะผลิตน้ำ ลายอยู่ในช่วงประมาณ 0.75 - 1.5 ลิตร

ก. ต่อมน้ำลายขนาดใหญ่ (Major salivary gland): เป็นต่อมน้ำลายที่มีชื่อ มีทั้ง หมด 3 คู่ ซ้าย ขวา คือ ต่อมพาโรติด (Parotid gland) ต่อมใต้ขากรรไกร (Submandibular gland) และต่อมใต้ลิ้น (Sublingual gland)

  1. ต่อมพาโรติด (Parotid gland) เป็นต่อมน้ำลายที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขนาดประ มาณ 4 x 4 เซนติเมตร (ซม.) สร้างน้ำลายประมาณ 20 - 25% ของน้ำลายทั้งหมด เป็นต่อมน้ำ ลายอยู่หน้าต่อหูทั้งสองข้าง โดยมีท่อน้ำลายเปิดสู่ช่องปากในบริเวณกระพุ้งแก้มระดับฟันกรามบนซี่ที่ 2 เป็นต่อมที่พบเกิดโรคได้บ่อยที่สุดในต่อมน้ำลายทั้งหมด และเมื่อเกิดเป็นก้อนเนื้อ มักเป็นเนื้องอกธรรมดาที่ไม่ใช่มะเร็ง
  2. ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular gland) หรือใต้กระดูกกราม มีขนาดประมาณ 3 x 1 - 2 ซม. สร้างน้ำลายประมาณ 70-75% ของน้ำลายทั้งหมด โดยมีท่อน้ำลายเปิดสู่ช่องปากในบริเวณใต้ลิ้น และเมื่อเกิดเป็นก้อนเนื้อ มักเป็นก้อนเนื้อมะเร็ง (โรคมะเร็ง)
  3. ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual gland) เป็นต่อมน้ำลายที่มีขนาดเล็กกว่าต่อมพาโรติด และต่อมใต้ขากรรไกร แต่มีขนาดไม่แน่นอน สร้างน้ำลายประมาณ 5% ของปริมาณน้ำ ลายทั้งหมด มีท่อน้ำลายเปิดเข้าช่องปากใต้ลิ้นในตำแหน่งใกล้กับของต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร แต่มีท่อนำลายได้หลายท่อ และเมื่อเกิดเป็นเนื้องอก มักเป็นเนื้องอกมะเร็งเช่นกัน

ข. ต่อมน้ำลายขนาดจิ๋ว (Minor salivary gland): เป็นต่อมน้ำลายไม่มีชื่อ มีขนาดเล็กประมาณ 1 - 2 มิลลิเมตร มีท่อสั้นๆเปิดเข้าช่องปากโดยตรง อยู่กระจัดกระจายทั่วไปในช่องปาก จากการศึกษาพบว่า อาจมีได้ถึง ประมาณ 800 - 1,000 ต่อม และสร้างน้ำลายทั้ง หมดคิดเป็นประมาณ 2 - 5% เป็นต่อมน้ำลายที่ไม่ค่อยเกิดโรคมะเร็ง

โรคมะเร็งต่อมน้ำลาย (Salivary gland cancer) เป็นโรคพบได้น้อย ทั่วโลกในแต่ละปี พบผู้ป่วยใหม่เพียงประมาณ 0.5 - 4 คนต่อประชากร 100,000 คน ส่วนในประเทศไทย จากทะ เบียนมะเร็ง รายงานโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2553 โดยเป็นผู้ป่วยช่วง พ.ศ. 2544 - 2546 พบมะเร็งต่อมน้ำลายในผู้หญิง 0.4 รายต่อประชากรหญิงไทย 100,000 คน และในผู้ชาย 0.5 รายต่อประชากรชายไทย 100,000 คน

โรคมะเร็งต่อมน้ำลายเป็นโรคของผู้ใหญ่ พบได้สูงขึ้นในอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป (แต่พบในอายุน้อยกว่านี้ก็ได้ และพบในเด็กได้บ้าง) โดยพบในผู้หญิงและในผู้ชายใกล้เคียงกัน

โรคมะเร็งต่อมน้ำลายสามารถเกิดได้กับต่อมน้ำลายทั้งหลายดังกล่าวแล้ว แต่ประมาณ 80% พบเกิดกับต่อมพาโรติด โดยโอกาสเกิดโรคมะเร็งของทุกต่อมใกล้เคียงกันทั้งข้างซ้ายและข้างขวา

อนึ่ง ยังมีเซลล์ของต่อมน้ำลายกระจัดกระจายอยู่ตาเยื่อเมือกของเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย เช่น โพรงจมูก ท่อลม หลอดลม และเนื้อเยื่ออวัยวะเพศ ซึ่งอาจเกิดเป็นมะเร็งได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยมากๆ ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงโรคมะเร็งของต่อมน้ำลาย จึงมักหมายถึงโรคมะ เร็งของต่อมน้ำลายขนาดใหญ่ทั้ง 3 คู่ และของต่อมน้ำลายขนาดจิ๋วที่กระจายอยู่ในช่องปากเท่านั้น

โรคมะเร็งต่อมน้ำลายมีกี่ชนิด?

มะเร็งต่อมน้ำลาย

โรคมะเร็งต่อมน้ำลายมีหลากหลายชนิด แต่ชนิดที่พบบ่อย และเป็นเกือบทั้งหมดจะเป็นชนิดที่เกิดจากเยื่อเมือกที่เรียกว่า ชนิด มะเร็งคาร์ซิโนมา (Carcinoma) ดังนั้นโดยทั่วไปเมื่อพูดถึงโรคมะเร็งต่อมน้ำลาย จึงหมายถึงโรคมะเร็งชนิดนี้ ซึ่งรวมทั้งในบทความนี้ด้วย

โรคมะเร็งต่อมน้ำลายชนิดคาร์ซิโนมาเอง ก็ยังมีได้หลากหลายชนิดย่อยเช่นกัน แต่โดย ทั่วไปแบ่งตามความรุนแรงโรคได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ชนิดความรุนแรงโรคปานกลาง และชนิดความรุนแรงโรคสูง ทั้งนี้ไม่มีชนิดความรุนแรงโรคต่ำ

โรคมะเร็งต่อมน้ำลายชนิดความรุนแรงปานกลาง มักไม่ค่อยเกิดโรคย้อนกลับเป็นซ้ำหลังผ่าตัด หรือลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง หรือเข้าต่อมน้ำเหลือง ดังนั้นการรักษาโดยทั่ว ไปจึงมักใช้การผ่าตัดต่อมน้ำลายเพียงวิธีการเดียว แต่ในโรคชนิดรุนแรงสูง หลังผ่าตัดแพทย์มักแนะนำการรักษาต่อเนื่องด้วยการฉายรังสีรักษาบริเวณต่อมน้ำลายนั้นๆ ซึ่งอาจรวมทั้งการฉายรังสีรักษาครอบคลุมต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอด้านเดียวกับต่อมน้ำลายที่เกิดโรคด้วย ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของรังสีรักษาแพทย์

โรคมะเร็งต่อมน้ำลายเกิดจากอะไร? มีปัจจัยเสี่ยงไหม?

ปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำลาย รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงก็ยังไม่ชัดเจน มีเพียงบางการศึกษาพบว่า ปัจจัยเสี่ยงอาจเกิดจากขาดวิตามิน เอ และวิตามิน ซี จากอาหาร และบางการศึกษาพบว่า ปัจจัยเสี่ยงอาจเกิดจากการได้รับรังสีไอออนไนซ์/ Ionizing radiation (รังสีที่ใช้ตรวจและรักษาโรค) ปริมาณสูง เนื่องจากพบโรคได้สูงขึ้นในคนญี่ปุ่นจากเมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิที่ได้รับรังสีชนิดนี้จากระเบิดปรมาณูเมื่อครั้งสงคราม โลกครั้งที่ 2

โรคมะเร็งต่อมน้ำลายมีอาการอย่างไร?

อาการสำคัญของโรคมะเร็งต่อมน้ำลาย คือการมีก้อนเนื้อในต่อมน้ำลายซึ่งเป็นสาเหตุให้ต่อมน้ำลายโตจนมองเห็นและคลำได้ ซึ่งปกติเราจะมองไม่เห็นต่อมน้ำลาย และคลำได้ไม่ชัด เจน ทั้งนี้โดยไม่มีการอักเสบ (ปวด บวม แดง ร้อน) ร่วมด้วย โดยก้อนเนื้อมักโตเร็ว ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้จนโรคลุกลาม โรคอาจลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองลำคอด้านเดียวกับต่อมน้ำลาย ส่ง ผลให้ต่อมน้ำเหลืองลำคอด้านนั้น โต คลำได้โดยมักไม่มีอาการเจ็บปวด นอกจากนั้น โรคยังอาจลุกลามเข้าเส้นประสาทใบหน้าที่อยู่ติดกับต่อมน้ำลาย ส่งผลให้เกิดใบหน้าด้านนั้นเบี้ยว

แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมน้ำลายได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมน้ำลายได้จาก ประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจคลำต่อมน้ำลายและต่อมน้ำเหลืองลำคอ และอาจมีการตรวจภาพต่อมน้ำลายด้วยเอกซเรย์คอมพิว เตอร์ ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ แต่โดยทั่วไปผลการตรวจที่แน่นอน จะได้จากการผ่าตัดต่อมน้ำลาย หลังจากนั้นจึงตรวจก้อนเนื้อจากการผ่าตัดด้วยการตรวจทางพยาธิวิทยา ทั้งนี้แพทย์ไม่นิยมการตัดชิ้นเนื้อตรวจก่อนผ่าตัด เพราะการตัดชิ้นเนื้ออาจส่งผลให้โรคมะเร็งลุกลามเข้าผิวหนังจากรอยแผลผ่าตัด และลุกลามเข้าสู่ผิวหนังของใบหน้าได้ นอกจากนั้น เมื่อมีเนื้องอกของต่อมน้ำลาย การรักษาคือการผ่าตัดต่อมน้ำลาย

ภายหลังทราบว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำลายแล้ว มักมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินระยะโรคมะเร็ง โดยการตรวจเพื่อประเมินสุขภาพผู้ป่วย มักตรวจก่อนการผ่าตัด เช่น การตรวจเลือดดูค่าน้ำตาล ดูการทำงานของตับ ไต และไขกระดูก (ตรวจซีบีซี/CBC) การตรวจปัสสาวะ และการถ่ายภาพปอดด้วยเอกซเรย์ ซึ่งการตรวจเพื่อประเมินระยะโรค อาจเป็นการตรวจภาพต่อมน้ำลายร่วมกับต่อมน้ำเหลืองลำคอ และการตรวจภาพตับด้วยอัลตราซาวด์ แต่ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ เพราะโรคมะเร็งต่อมน้ำลายพบแพร่กระจายทางกระแสโลหิต (เลือด) ได้น้อย และเมื่อแพร่กระจาย มักแพร่กระจายสู่ปอดมากที่สุด

โรคมะเร็งต่อมน้ำลายมีกี่ระยะ?

โรคมะเร็งต่อมน้ำลายมี 4 ระยะเช่นเดียวกับโรคมะเร็งอื่นๆ และแต่ระยะยังอาจแบ่งย่อยได้อีก ทั้งนี้เพื่อแพทย์โรคมะเร็งใช้ช่วยในการรักษาและในการศึกษา ซึ่งทั้ง 4 ระยะหลัก คือ

โรคมะเร็งต่อมน้ำลายรักษาอย่างไร?

การรักษาหลักของโรคมะเร็งต่อมน้ำลายคือการผ่าตัดต่อมน้ำลาย รวมทั้งอาจผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองลำคอด้านเกิดโรคออกด้วย ซึ่งเมื่อเป็นเซลล์มะเร็งชนิดรุนแรง และ/หรือโรคอยู่ในระ ยะลุกลาม มักรักษาต่อเนื่องด้วยการฉายรังสีรักษา ส่วนยาเคมีบำบัดจะพิจารณารักษาผู้ป่วยเป็นรายๆไป ทั้งนี้เพราะเซลล์มะเร็งของต่อมน้ำลายมักดื้อต่อยาเคมีบำบัด ส่วนยารักษาตรงเป้ายังอยู่ในการศึกษา

มีผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำลายอย่างไร?

ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำลาย ขึ้นกับวิธีรักษา นอกจากนั้น ผลข้าง เคียงจะสูงขึ้นอีก เมื่อใช้หลายวิธีรักษาร่วมกัน, เมื่อมีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง, ในผู้สูบบุหรี่, ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, และในผู้ สูงอายุ

โรคมะเร็งต่อมน้ำลายรุนแรงไหม?

โรคมะเร็งต่อมน้ำลายเป็นโรคมีความรุนแรงปานกลาง เป็นโรครักษาหายได้ แต่ทั้งนี้ความรุนแรงของโรคขึ้นกับ ระยะโรค ชนิดเซลล์มะเร็ง อายุ และสุขภาพของผู้ป่วย

โดยทั่วไป อัตรารอดที่ 5 ปี นับจากที่วินิจฉัยโรคได้ คือ

  • โรคระยะที่ 1 ประมาณ 80 - 90%
  • โรคระยะที่ 2 ประมาณ 70 - 75%
  • โรคระยะที่ 3 ประมาณ 50 - 60% และ
  • โรคระยะที่ 4 กลุ่มเมื่อโรคยังไม่แพร่กระจายเข้ากระแสโลหิต จะประมาณ 20-30% และระยะที่ 4 กลุ่มเมื่อโรคแพร่กระจายฯแล้ว ประมาณ 0 - 10%

วิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่อมน้ำลายไหม? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

ปัจจุบันยังไม่พบวิธีในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่อมน้ำลายให้พบตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคได้เร็วที่สุด คือเมื่อมีก้อน หรือต่อมน้ำลายโตผิดปกติ ควรต้องรีบพบแพทย์ภายใน 1 - 2 สัปดาห์ เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาโรคได้แต่เนิ่นๆ

ป้องกันโรคมะเร็งต่อมน้ำลายอย่างไร?

เมื่อดูจากสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงแล้ว ปัจจุบันจึงยังไม่มีวิธีป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำลาย ดังนั้นจึงต้องอาศัยการสังเกตตนเอง เมื่อพบมีก้อนเนื้อผิดปกติในตำแหน่งใดก็ตามรวม ทั้งที่ต่อมน้ำลาย ควรรีบพบแพทย์ดังได้กล่าวแล้ว

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นมะเร็ง? ดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็งและการดูแลผู้ป่วยมะเร็งทุกชนิดจะคล้ายคลึงกัน รวมถึงในมะเร็งต่อมน้ำลายด้วย แนะนำอ่านเพิ่มเติมในบทความในเว็บ haamor.com เรื่อง การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็งและการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง และเรื่อง การดูแลตนเอง การดู แลผู้ป่วยเคมีบำบัด

บรรณานุกรม

1. DeVita, V., Hellman, S., and Rosenberg, S. (2005). Cancer: principles& practice of oncology (7th edition). New York: Lippincott Williams & Wilkins.
2. Edge, S. et al. (2010). AJCC: Cancer staging handbook. New York: Springer
3. Haffty, B., and Wilson, L. (2009). Handbook of radiation oncology: Boston: Jones and Bartlett Publishers.
4. Halperin,E., Wazer, D., Perez,C., and Brady,L. (2013). Principle and practice of radiation oncology.(6th ed). Walter KLUWER/Lippincott Williams & Wilkins. Philadelphia
5. Khuhaprema, T. et al. (2010). Cancer in Thailand. Volume. V, 2001-2003. Thai National Cancer Institute
6. Salivary gland http://en.wikipedia.org/wiki/Salivary_gland [2014,April 28].



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน Anchulee nam
Frame Bottom