Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อื่นๆ  ทั่วตัว  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

โรคมะเร็ง 

บทนำ

การวิจัยและพัฒนารักษาโรคมะเร็งในอดีตมุ่งเน้นการสังเคราะห์และการค้นหาสารต่างๆเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวยาที่มีฤทธิ์ในการทำลาย/ฆ่าเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ดียาที่วิจัยและค้นพบในอดีตมักมีความไม่จำเพาะเจาะจงกล่าวคือ มีความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็งรวมไปถึงเซลล์ปกติด้วยจึงก่อให้เกิดผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์จากยานั้นๆอย่างมาก

การวิจัยและค้นหาวิธีการรักษาโรคมะเร็งสมัยใหม่มุ่งเน้นการค้นหาตัวยาหรือวิธีการรักษาที่มีความจำเพาะเจาะจงแก่ตัวเซลล์มะเร็งมากขึ้นเพื่อลดผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติที่อาจเกิดขึ้นจากยานั้นๆ โดยหนึ่งในวิธีการที่มีการวิจัยในปัจจุบันคือ ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) โดยอาศัยระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค (ภูมิคุ้มกันฯหรือภูมิต้านทานฯ) ในร่างกายเองในการทำลายเซลล์มะเร็ง

ระบบภูมิคุ้มกันฯของร่างกายมนุษย์มีความซับซ้อนอย่างมาก นอกจากมีหน้าที่กำจัดเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันฯยังมีหน้าที่ในการกำจัดเซลล์ที่มีลักษณะผิดปกติเช่น เซลล์เนื้องอกรวมไปถึงเซลล์มะเร็งด้วย ด้วยคุณสมบัตินี้เองจึงมีการวิจัยวิธีทางภูมิคุ้มกันบำบัดเพื่อรักษาโรคมะเร็งที่เรียกว่า “ภูมิคุ้มกันบำบัดโรคมะเร็ง (Cancer Immunotherapy)”

วิธีภูมิคุ้มกันบำบัดโรคมะเร็งแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบหลักๆคือ

1. ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบว่องไว (Active Immunotherapy): เป็นการใช้ภูมิคุ้มกันฯของร่างกายในการทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรงผ่านแอนติเจนหรือสารก่อภูมิต้านทาน (Antigen) ที่บริเวณผิวเซลล์มะเร็ง (Tumour-associated Antigens; TAA)

2. ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบเฉื่อยงาน (Passive Immunotherapy): เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันฯที่มีต่อเซลล์มะเร็งให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นรวมไปถึงการใช้สารภูมิต้านทานหรือ แอนติบอดี้ (Antibody) เช่น โมโนโคลนอลแอนตีบอดี (Monoclonal Antibody), ลิมโฟไซต์ (Lymphocytes, เม็ดเลือดขาว) และไซโตไคน์ (Cytokines, สารชีวเคมี) ซึ่งจะกล่าวในรายละเอียดต่อไปในหัวข้อ “ภูมิคุ้มกันบำบัดมีกี่ประเภท”

3 ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบผสม (Hybrid Immunotherapy): เป็นการใช้ทั้งหลักการของภูมิคุ้ม กันฯแบบว่องไวและแบบเฉื่อยงานมาใช้ร่วมกัน

อนึ่งยาบางชนิดที่นำมาใช้ในวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดที่รวมถึงยาภูมิคุ้มกันบำบัดโรคมะเร็งนั้นเป็นยาชีววัตถุ (Biologics, สารที่ได้จากสิ่งมีขีวิต) หรือยาที่มีต้นกำเนิดจากสารสกัดจากสิ่งมีชีวิต อาจเรียกวิธีการรักษาด้วยาชีววัตถุเหล่านี้อีกอย่างหนึ่งว่า ชีวบำบัด (Biotherapy) ซึ่งในโรคมะเร็งจะเรียกว่า “Cancer biotherapy”

ปัจจุบันมีการวิจัยทางภูมิคุ้มกันบำบัดในโรคมะเร็งอย่างกว้างขวาง และมีการพัฒนาตัวยาหลายชนิดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาและในประเทศไทยเองให้ใช้ในผู้ป่วยในโรคมะเร็งบางชนิดได้ ภูมิคุ้มกันบำบัดจึงถือเป็นวิทยาการสมัยใหม่ที่จะยกระดับการรักษา เพิ่มทางเลือกและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตายากลุ่มนี้ยังมีราคาแพงอย่างมหาศาลและยังไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดได้รวมถึงมักยังใช้ร่วมกับการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีมาตรฐานคือ ยาเคมีบำบัด รังสีรักษา และ/หรือการผ่าตัด

ภูมิคุ้มกันบำบัดในโรคมะเร็งมีการนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งชนิดใดบ้าง?

ภูมิคุ้มกันบำบัดโรคมะเร็ง

ในปัจจุบันมีการนำวิธีทางภูมิคุ้มกันบำบัดมาใช้รักษาโรคมะเร็งชนิดต่างๆเช่น

1. มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer): เช่น ยาซิฟูลูว์เซล-ที (Sipuleucel-T)

2. มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฟอลลิคูลาร์ลิมโฟมา (Follicular lymphoma): เช่น ยาริทูซิแมบ (Rituximab) และชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin Lymphoma) เช่น ยาอิบริทูโมแมบ ไทออกซีแทน (Ibritumomab Tiuxetan)

3. มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังชนิดบีเซลล์ (B-cell chronic lym phocytic leukemia; B-CLL): เช่น ยาอะเลมทูซูแมบ (Alemtuzumab), ยาโอฟาทูมูแมบ (Ofatamumab)

4. มะเร็งผิวหนังเมลาโนมาระยะแพร่กระจาย (Melanoma): เช่น ยาอิพิลิมูแมบ (Ipilimumab), ยาเพมโบรลิซูแมบ (Pembrolizumab)

5. มะเร็งปอดชนิดเซลล์ตัวโต (Non-small Cell Lung Cancer): เช่น ยานิโวลูแมบ (Nivolumab)

6. มะเร็งไต (Kidney Cancer): เช่น ยาอินเตอร์ลิวคิน (Interleukins) และอินเตอร์เฟอรอน (Interferon)

ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีการทำงานอย่างไร?

ระบบภูมิคุ้มกันฯ (Immune System) เป็นระบบที่มีความซับซ้อน เพื่อให้เข้าใจหลักการหรือ กลไกของภูมิคุ้มกันบำบัดนั้นจำเป็นต้องมีความเข้าใจระบบภูมิคุ้มกันฯพื้นฐานของร่างกายเสียก่อน

ระบบภูมิคุ้มกันฯประกอบไปด้วยอวัยวะ/เซลล์ (เช่น ต่อมน้ำเหลือง) และสารภูมิต้านทานต่างๆ ที่ช่วยปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อโรคหรือต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันฯจะไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายและทำการกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมด้วยวิธีการต่างๆ โดยปกติเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันฯจะไม่ทำลายเซลล์ของร่างกายเนื่องจากมีความ สามารถในการจดจำเซลล์ของร่างกายได้ แต่ในที่นี้/ในบทความนี้ ”ภูมิคุ้มกันบำบัดโรคมะเร็ง” สิ่งแปลกปลอมที่ระบบภูมิคุ้มกันฯสามารถตรวจจับได้รวมไปถึงเซลล์ของร่างกายที่มีความผิดปกติคือ เซลล์เนื้องอกและเซลล์มะเร็ง

ระบบภูมิคุ้มกันฯจะผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกันต่างๆขึ้นเพื่อตอบสนองเมื่อได้รับการกระตุ้นโดยสิ่งแปลกปลอมโดยอาจเป็นไปอย่าง “ไม่จำเพาะเจาะจง” เรียกว่า “ภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะเจาะจง (Nonspecific Immunity)” กล่าวคือเป็นภูมิคุ้มกันฯที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อป้องกันจากแอนติเจน (Antigen) หรือสิ่งแปลกปลอมทั่วๆไปไม่มีความจำเพาะเจาะจง หรือภูมิคุ้มกันอีกประเภทหนึ่งคือ “ภูมิคุ้มกันแบบเจาะจง (Specific Immunity)” โดยภูมิคุ้มกันฯประเภทนี้จะตอบสนองต่อแอนติเจนหรือต่อสิ่งแปลกปลอมที่จำเพาะเจาะจงโดยเป็นแอนติเจนที่ระบบภูมิคุ้มกันฯแบบไม่เจาะจงไม่สามารถทำลายได้

การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันฯของร่างกายแบบเจาะจง (Specific Immunity) ยังแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ

ก. ชนิดมีการทำงานแบบพึ่งเซลล์ (Cell-medicated Immunity, CMI): ซึ่งเป็นการพึ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีลิมโฟไซต์หรือทีเซลล์ (T lymphocytes หรือ T cell) ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งโดยมีความสามารถจดจำแอนติเจนหรือสารก่อภูมิต้านทานเมื่อมาเกาะที่ผิวของเซลล์และจะจดจำตอบสนองต่อแอนติเจนอย่างเฉพาะเจาะจงเมื่อตรวจพบสารแปลกปลอมดังกล่าว ในอนาคต

ข. ชนิดมีการทำงานแบบพึ่งสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี (Antibody Immunity): ซึ่งเป็นโปรตีนที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันร่างกาย สารภูมิต้านทานฯชนิดนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อิมมิวโนโกลบูลิน (Immunoglobulin; Ig/ไอจี) มี 5 ชนิดได้แก่ IgA, IgD, IgE, IgG และ IgM แต่ชนิดที่สำคัญและมีบทบาททำให้เกิดอาการแพ้/ภูมิแพ้คือ ชนิดอี (IgE)

ภูมิคุ้มกันบำบัดมีกี่ประเภท? อะไรบ้าง?

ภูมิคุ้มกันบำบัดที่นำมาในการรักษาโรคมะเร็งแบ่งออกตามกลไกและชนิดของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆคือ

1. โมโนโคลนอลแอนตีบอดี (Monoclonal Antibodies; mAbs): ตัวยาชนิดนี้เป็นแอนตีบอ ดี (Antibodies) หรือสารภูมิต้านทานที่เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันฯของร่างกาย โดยสามารถจดจำสิ่งแปลกปลอมหรือสารก่อภูมิต้านทาน (Antigens) และกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันฯของร่างกายให้เข้าทำลายสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น

โมโนโคลนอลแอนตีบอดีเป็นแอนตีบอดีที่ได้รับการพัฒนาให้มีความจำเพาะต่อสิ่งแปลกปลอม โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ออกแบบให้โมโนโคลนอลแอนตีบอดีแต่ละชนิดมีความจำเพาะต่อเซลล์มะเร็งชนิดที่แตกต่างกันไป

โมโนโคลนอลแอนตีบอดีที่นำมาใช้รักษามะเร็งแบ่งย่อยออกได้เป็น 2 ประเภทคือ

ก. โมโนโคลนอลแอนตีบอดีบริสุทธิ์ (Naked Monoclonal Antibodies) หรือโมโนโคลนอลแอนตีบอดีที่ได้รับการออกแบบให้มีความจำเพาะเจาะจงต่อสิ่งแปลกปลอมหรือต่อแอนติเจนชนิดต่างๆโดยไม่มีการเพิ่มเติมสารอื่นๆลงไปในแอนตีบอดี

ตัวอย่างยาที่จัดเป็นโมโนโคลนอลแอนตีบอดีบริสุทธิ์ได้แก่

ข. โมโนโคลนอลแอนตีบอดีผสม (Conjugated Monoclonal Antibodies): เป็นการรวมยาเคมีบำ บัด สารกัมมันตรังสี หรือสารอื่นๆที่นำมาใช้รักษามะเร็งเข้ารวมกับโมโนโคลนอลแอนตีบอดีเพื่อให้เกิดความจำเพาะในการส่งยาเข้าสู่เป้าหมายหรือเข้าสู่เซลล์มะเร็งโดยตรงเนื่องจากโมโนโคลนอลแอนตีบอดีมีความสามารถในการจดจำสิ่งแปลกปลอมนั้นๆได้ ซึ่งยาในกลุ่มนี้แบ่งย่อยได้เป็น

2. ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบไม่จำเพาะ (Non-specific Immunotherapies): เป็นการใช้ภูมิคุ้มกันฯในการรักษาโรคมะเร็งแต่ไม่ได้มีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงกับเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่ใช้กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันฯทั่วไปของร่างกายเพื่อให้นำไปสู่การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันฯต่อเซลล์มะเร็งอย่างมีประสิทธิภาพและว่องไวยิ่งขึ้น

ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบไม่จำเพาะสามารถแบ่งออกได้ตามชนิดของสารภูมิต้านทานที่ใช้ในการรักษาได้แก่

ก. ไซโตไคน์ (Cytokines): เป็นสารชีวเคมีที่เม็ดเลือดขาวสร้างขึ้นเพื่อให้ร่างกายมีความสามารถในการตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม การได้รับยาสารไซโตไคน์อาจได้รับโดยการฉีดยานี้เข้าใต้ผิวหนัง เช้ากล้ามเนื้อ หรือเข้าเส้นเลือดดำ/หลอดเลือดดำ ขึ้นอยู่กับชนิด สภาวะของโรค และดุลยวินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษา

ข. อินเตอร์ลิวคินส์ (Interleukins; IL): เป็นกลุ่มของไซโตไคน์ที่ทำหน้าที่ช่วยในการสื่อสารระหว่าง เซลล์เม็ดเลือดขาว โดยพบว่าอินเตอร์ลิวคินส์ชนิดย่อยที่เรียกว่า อินเตอร์ลิวคินส์-2 (IL-2) มีความสัมพันธ์กับการกระตุ้นการเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์ภูมิคุ้มกันฯ ปัจจุบันมีการใช้ยาอินเตอร์ลิว คินส์-2 ในการรักษามะเร็งไตขั้นรุนแรง (Advanced Kidney Cancer) และมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา/มะเร็งไฝ (Melanoma) ระยะแพร่กระจาย

ค. อินเตอร์เฟอรอน (Interferons; INF): เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อช่วยต่อต้านเชื้อไวรัสและเซลล์มะเร็ง ยากลุ่มนี้มี 3 ชนิดย่อย (Type I/INF-alpha, Type II/INF-gamma และ INF type III) โดยพบว่าอินเตอร์เฟอรอน-แอลฟา (INF-alfa) มีคุณสมบัติในการรักษามะเร็งโดยการเพิ่มระดับเซลล์ภูมิคุ้มกันฯของร่างกายและช่วยลดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ซึ่งได้นำมาใช้ในการรักษามะเร็งชนิดต่างๆเช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) บางชนิด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) บางชนิด มะเร็งไต (Kidney Cancer) มะเร็งเมโลโนมา (Melanoma) และมะเร็งคาโปซี (Kaposi’s Sarcoma)

ง. บาซิลลัส แคลแมตต์-เกริน (Bacillus Calmette-guérin): หรือวัคซีนบีซีจีที่ใช้ในการกระตุ้นการตอบสนองต่อกระบวนการอักเสบโดยใช้หยดเข้ากระเพาะปัสสาวะเพื่อรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะระยะเริ่มเป็น (มะเร็งระยะศูนย์/Stage 0)

3. การยับยั้งการทำงานที่อิมมูนเช็คพอยต์ (Immune Checkpoint Inhibitors): โดยปกติ ระบบภูมิคุ้มกันฯจะมีระบบย่อยเพื่อควบคุมและสั่งการให้มีการทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือหยุดการทำลายเซลล์ของร่างกายเรียกระบบนี้ว่า อิมมูนเช็คพอยต์ (Immune Checkpoint) ในบางกรณีเซลล์มะเร็งอาศัยระบบนี้ในการป้องกันตัวเองจากการถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันฯของร่างกาย นักวิทยาศาสตร์จึงมีการพัฒนายาในกลุ่มนี้ขึ้นเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันฯของร่างกายเกิดการกระตุ้นและสามารถตรวจจับเซลล์มะเร็งได้ง่ายยิ่งขึ้นตัวอย่างเช่น ยาอิพิลิมูแมบ (Ipilimumab) ที่นำมาใช้รักษามะเร็งผิว หนังเมลาโนมาหรือมะเร็งไฝ และยาอะทีโซลิซูแมบ (Atezolizunab) ทีนำมาใช้รักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น

4. วัคซีนโรคมะเร็ง (Cancer Vaccines): วัคซีนโรคมะเร็งเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู่กับเซลล์มะเร็งได้โดยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันฯของร่างกายให้สามารถจดจำเซลล์มะเร็งและสามารถทำลายโปรตีนที่มีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งได้ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทย่อยคือ

ก. วัคซีนป้องกันโรคมะเร็งเช่น วัคซีนมะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) วัคซีนมะเร็งอวัยวะเพศหญิง (Vulvar Cancer) เช่น วัคซีนการ์ดาซิล (Gardasil) เซอวาริกซ์ (Cervarix) และวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Vaccine) ซึงใช้ป้องกันมะเร็งตับ เป็นต้น

ข. วัคซีนรักษาโรคมะเร็งเป็นวัคซีนที่ช่วยให้ประสิทธิภาพในการทำลายสิ่งแปลกปลอม/เซลล์มะเร็งของระบบภูมิคุ้มกันฯดีขึ้นเช่น ยาซิฟูลูว์เซล-ที (Sipuleucel-T) ที่ช่วยรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น

ควรสอบถามอะไรบ้างจากแพทย์ก่อนเริ่มต้นการรักษาด้วยวิธีการภูมิคุ้มกันบำบัด?

หากแพทย์แนะนำการใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดในการรักษาโรคที่รวมถึงในการรักษาโรคมะเร็ง ผู้ป่วยควรสอบถามแพทย์ถึงรูปแบบและกระบวนการรักษาเพื่อให้เข้าใจวิธีการรักษาอย่างครบถ้วนเช่น

เมื่อเริ่มต้นการรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัด ควรแจ้งแพทย์พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อจะเริ่มต้นการรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัด ควรแจ้งแพทย์พยาบาลและเภสัชกรดังนี้เช่น

หากลืมเข้ารับการบริหารยา/สารภูมิต้านทานตามกำหนดเวลาต้องทำอย่างไร?

หากลืมเข้ารับการบริหารยา/ใช้ยาหรือใช้สารภูมิต้านทานที่ใช้ในภูมิคุ้มกันบำบัดตามกำหนดนั้น ให้แจ้งให้แพทย์/พยาบาลผู้ทำการรักษาทราบโดยทันที โดยอาจติดต่อไปยังสถานพยาบาลที่ท่านกำลังเข้ารับการรักษาอยู่และทำการนัดหมายวันได้รับยาโดยเร็วที่สุด

การรักษาโดยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดอาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์อย่างไร?

โดยทั่วไปการรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดอาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ (ผลไม่พึงประสงค์/ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียง) บางประการซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุได้ในหลายประการเช่น อาการเหนื่อยล้า คลื่นไส้ มีแผลในช่องปาก ท้องเสีย ความดันโลหิตสูงขึ้น ขา/เท้าบวม มีไข้ ปวดศีรษะ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาการข้างเคียงจากการรักษาด้วยวิธีนี้จะค่อยๆลดลงไปภายหลังการรักษาครั้งแรก อย่างไรก็ดีผู้ป่วยควรเฝ้าระวังและดูแลตนเอง หากอาการไม่พึงประสงค์เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รุนแรงขึ้น หรือไม่มีแนวโน้มว่าจะทุเลาลง ควรรีบพบแพทย์/มาโรงพยาบาลก่อนนัด

ผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่มโมโนโคลนอลแอนตีบอดี (Monoclonal Antibodies) ที่ได้รับการบริหารโดยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (Intravenous, IV) นั้นอาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์เช่น มีไข้ หนาวสั่น อ่อนล้า วิงเวียน ปวดศีรษะ อาเจียน ความดันโลหิตต่ำ แต่ยากลุ่มนี้บางชนิดอาจมีอาการไม่พึงประสงค์เฉพาะของแต่ละตัวยานั้นๆเนื่องจากเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากเป้าหมายหรือ ตัวรับของยานั้นๆเช่น ยาบีวาซิซูแมบ (Bevacizumab) อาจทำให้เกิดความดันโลหิตสูง แผลหายได้ช้า เลือดจับตัวรวมกันเป็นลิ่มเลือดในหลอดเลือดได้ง่าย เกิดหลอดเลือดอุดตันจากลิ่มเลือด เป็นต้น โดยปกติแพทย์จะทำการตรวจและเฝ้าติดตามอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆสม่ำเสมอ

ผู้ป่วยที่ใช้ยาอินเตอร์ลิวคีนส์ (Interleukins) ในการรักษาอาจมีอาการไม่พึงประสงค์ที่เพิ่มเติมมาได้แก่ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น อาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียได้บ้าง ในผู้ป่วยบางรายพบว่าอาจมีความดันโลหิตต่ำ รวมไปถึงอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้น้อยเช่น เกิดอาการปวดเค้นช่วงอก/เจ็บหน้าอก เป็นต้น ผู้ป่วยควรรีบมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาลหากเกิดอาการดังกล่าว

ผู้ป่วยบางคนอาจเกิดอาการแพ้ยาหรือแพ้สารเคมีที่ได้รับระหว่างการรักษาเช่น อาจก่อให้เกิดผื่นขึ้นตามตัว ใบหน้า ริมฝีปาก เปลือกตา/หนังตาบวม หายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก ผู้ป่วยต้องรีบพบแพทย์ในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยทันที/ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ดีผู้ป่วยควรตระหนักว่า การที่แพทย์สั่งใช้ยานี้เนื่องจากแพทย์พิจารณาแล้วเห็นว่า ยานี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากกว่าโทษหรือมากกว่าการได้รับผลข้างเคียงจากยา ผู้ป่วยที่ได้รับยานี้ส่วนมากพบว่าเกิดอาการไม่พีงประสงค์ชนิดรุนแรง ผู้ป่วยจึงควรเฝ้าระวังผลข้างเคียง/อาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น และรีบแจ้งแพทย์/รีบมาโรงพยาบาลหากเกิดอาการรุนแรงดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

อาการไม่พึงประสงค์ที่กล่าวไปในข้างต้นเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นโดยทั่วไปจากการรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัด แต่ยาหรือสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการนี้มีความหลากหลายละเอียดอ่อนและแตกต่างกันไป ผู้ป่วยควรสอบถามแพทย์พยาบาลและ/หรือเภสัชกรถึงอาการข้างเคียง/อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น และสิ่งที่จำเป็น/อาการสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังระหว่างการได้รับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยสูงสุดแก่ตัวผู้ป่วยเอง

บรรณานุกรม

  1. Alexander N Shoushtari, et al. Principles of Cancer Immonotherapy. UpToDate.
  2. National Cancer Institute (NCI). Immunotherapy: Using the Immune System to Treat Cancer. http://www.cancer.org/treatment/treatmentsandsideeffects/treatmenttypes/immunotherapy/immunotherapy-what-is-immunotherapy [2016,June11]
  3. American Cancer Society. Monoclonal antibodies to treat cancer. http://www.cancer.org/treatment/treatmentsandsideeffects/treatmenttypes/immunotherapy/immunotherapy-monoclonal-antibodies [2016,June11]
  4. American Cancer Society. Non-specific cancer immunotherapies and adjuvants http://www.cancer.org/treatment/treatmentsandsideeffects/treatmenttypes/immunotherapy/cancer-immunotherapy-nonspecific-immunotherapies [2016,June11]
  5. Cancer Treatment Center of America. Immunottherapy. http://www.cancercenter.com/treatments/immunotherapy/ [2016,June11]
  6. Lynnette Atwood, et al. Understanding Cancer Immunotherapy (Second Edition). The Society for Immunotherapy of Cancer (SITC) 2015.
  7. Gardner TA, Elzey BD, Hahn NM. Sipuleucel-T (Provenge) autologous vaccine approved for treatment of men with asymptomatic or minimally symptomatic castrate-resistant metastatic prostate cancer". Human Vaccines & Immunotherapeutics. 2012; 8 (4): 534–9.
  8. Understanding Immunotherapy. Cancer.Net http://www.cancer.net/navigating-cancer-care/how-cancer-treated/immunotherapy-and-vaccines/what-are-cancer-vaccines [2016,June11]
  9. What are Cancer Vaccines? Cancer.Net http://www.cancer.net/navigating-cancer-care/how-cancer-treated/immunotherapy-and-vaccines/what-are-cancer-vaccines [2016,June11]
  10. Eggermont AM, Schadendorf D. Melanoma and immunotherapy. Hematol. Oncol. Clin. North Am. 2009 ; 23 (3): 547–64, ix–x.
  11. จินตนา จิรถาวร. ไซโตไคน์. ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย http://www.cai.md.chula.ac.th/lesson/lesson5201/ [2016,June11]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน Zijio France
Frame Bottom