Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ท่อนำไข่  รังไข่  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

มีไข้  ปวดท้องน้อย 

การอักเสบของปีกมดลูกคืออะไร?

ปีกมดลูกอักเสบ หรือการอักเสบของปีกมดลูก หรือปีกมดลูกติดเชื้อ หรือการติดเชื้อของปีกมดลูก (Adnexitis) หมายถึง มีการอักเสบติดเชื้อที่บริเวณท่อนำไข่ (Salpingitis) และที่รังไข่ (Oophoritis) ซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ข้างตัวมดลูกจึงเรียกรวมๆว่า ปีกมดลูกอักเสบ หรือการอักเสบของปีกมดลูก (Adnexitis) แต่หากมีการอักเสบที่มดลูกร่วมด้วยจะเรียกว่ามี ภาวะอักเสบในอุ้งเชิงกราน/การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (Pelvic inflammatory disease) ทั้งนี้ปีกมดลูก (Adnexa) หมายถึง ทั้งท่อนำไข่และรังไข่รวมกัน

การอักเสบของปีกมดลูกพบได้บ่อยขึ้นในสตรีอายุน้อยๆตามพฤติกรรมทางเพศของวัย อุบัติการณ์พบภาวะนี้สูงถึงประมาณ 25% ของสตรีวัยเจริญพันธุ์

สาเหตุการอักเสบของปีกมดลูกคืออะไร?

ปีกมดลูกอักเสบ

สาเหตุส่วนใหญ่ของปีกมดลูกอักเสบ/การอักเสบของปีกมดลูกเกิดจากการติดเชื้อจากมีเพศสัมพันธ์ (โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์) ทำให้เชื้อโรคที่เป็นเชื้อแบคทีเรียผ่านจากช่องคลอดเข้าไปในโพรงมดลูกและเข้าไปที่ท่อนำไข่และที่รังไข่ แล้วทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อบริเวณนั้นๆ ซึ่งบางครั้งหากเชื้อรุนแรงก็จะทำให้เกิดการอักเสบที่มดลูกร่วมด้วย

นอกจากนี้ สาเหตุการอักเสบของปีกมดลูกสามารถเกิดได้จากการอักเสบที่ช่องคลอดก่อน แล้วเชื้อโรคลามจากช่องคลอดขึ้นไปที่ปากมลูก แล้วเข้าไปที่มดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่ หรืออาจจากการอักเสบมาจากอวัยวะข้างเคียงท่อนำไข่และรังไข่เช่น ไส้ติ่งอักเสบแล้วลามมาที่ปีกมดลูกจนสามารถทำให้เกิดการอักเสบที่ปีกมดลูกได้เช่นกัน

การอักเสบของปีกมดลูกมีอาการอย่างไร?

การอักเสบของปีกมดลูก/ปีกมดลูกอักเสบมีอาการดังนี้เช่น

  1. ปวดบริเวณท้องน้อย อาจเป็นข้างใดข้างหนึ่งหรือเป็นทั้ง 2 ข้าง อาการปวดนี้เป็นอาการเด่นที่สุดและพบได้ในผู้ป่วยเกือบทุกคน
  2. สามารถมีไข้ได้ หากมีการลุกลามของเชื้อโรคมากหรือเกิดเป็นก้อนหนองขึ้นที่ท่อนำไข่ หรือที่รังไข่\
  3. อ่อนเพลียหรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
  4. ตกขาวผิดปกติ ปริมาณมากขึ้น สีเปลี่ยนไป (เช่น เขียวหรือเหลือง) มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
  5. มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติหรือมีประจำเดือนผิดปกติ

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดการอักเสบของปีกมดลูก?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดการอักเสบของปีกมดลูก/เกิดมดลูกอักเสบได้แก่

  1. สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ใช่ถุงยางอนามัยชายหรือถุงยาอนามัยสตรีป้องกัน
  2. มีคู่นอนที่มีการอักเสบติดเชื้อหรือมีแผลบริเวณอวัยวะเพศ
  3. ผู้มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่องเช่น ติดเชื้อเอชไอวี
  4. สวนล้างช่องคลอดเองไม่ใช่ตามการแนะนำของแพทย์

แพทย์วินิจฉัยการอักเสบของปีกมดลูกอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยการอักเสบของปีกมดลูก/ปีกมดลูกอักเสบได้โดย

ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

เมื่อมีอาการปวดท้องน้อย อาจมีไข้หรือไม่มีไข้ก็ได้ หรือมีอาการตามที่กล่าวมาแล้วข้าง ต้นในหัวข้อ อาการ ควรไปปรึกษาแพทย์/สูตินรีแพทย์/ไปโรงพยาบาล

การอักเสบของปีกมดลูกรักษาอย่างไร?

การรักษาการอักเสบของปีกมดลูก/ปีกมดลูกอักเสบจะเหมือนกับการรักษาภาวะอักเสบในอุ้งเชิงกราน/การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (Pelvic inflammatory disease)

ในกรณีที่อาการไม่รุนแรง แพทย์จะรักษาแบบผู้ป่วยนอกเช่น ให้ยาปฎิชีวะนะ Ceftria xone 250 มก.(มิลลิกรัม) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว ร่วมกับให้รับประทานยา Doxycycline 100 มก. เช้าและเย็นนาน 2 สัปดาห์

ในกรณีที่อาการรุนแรงเช่น มีไข้ มีก้อนหนองที่ปีกมดลูก มีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล และให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำเหมือนการรักษาผู้ป่วยในที่มีภาวะอักเสบในอุ้งเชิงกรานแบบเฉียบพลัน

การรักษาร่วมอย่างอื่น เป็นการรักษาประคับประคองตามอาการเช่น ให้ยาแก้ปวด ยาลดไข้ ให้ประคบหน้าท้องด้วยน้ำอุ่นช่วยบรรเทาอาการปวดท้องและให้พักผ่อน เป็นต้น

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีการอักเสบของปีกมดลูก?

การดูแลตนเองที่บ้านเมื่อมีการอักเสบของปีกมดลูก/ปีกมดลูกอักเสบได้แก่

  • ปฏิบัติตามแพทย์พยาบาลแนะนำ
  • กินยาต่างๆที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ขาดยา ไม่หยุดยาเอง
  • ต้องงดการดื่มสุราเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ไม่ควรซื้อยาแก้อักเสบ/ยาปฏิชีวนะรับประทานเอง เพราะอาจทำให้รักษาไม่ถูกต้อง เชื้อเกิดการดื้อยาได้
  • งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแพทย์จะอนุญาต
  • พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลตามนัดเสมอ

ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไหร่?

ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเมื่อ

ภาวะแทรกซ้อนของการอักเสบของปีกมดลูกมีอะไรบ้าง?

ภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) ของการอักเสบของปีกมดลูก/ปีกมดลูกอักเสบเช่น

  1. เมื่อโรครุนแรงขึ้นที่อาจเกิดจากติดเชื้อชนิดรุนแรง หรือจากพบแพทย์ล่าช้า หรือในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง หรือในผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันฯ (เช่น ในโรคเอสแอลอี/SLE) หรือในสตรีตั้งครรภ์ ในผู้สูงอายุ ในกลุ่มสตรีที่มีโรคเบาหวาน สามารถทำให้เกิดเป็นก้อนฝี/หนองที่ปีกมดลูกได้ง่าย ซึ่งหากก้อนหนองแตกจะเป็นอันตรายมาก โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องอย่างมากทันที การรักษาต้องทำการผ่าตัดด่วน หากรักษาไม่ทันอาจเสียชีวิต (ตาย)ได้
  2. มีพังผืดในท้องเนื่องจากการอักเสบทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง
  3. ทำให้มีภาวะมีบุตรยากจากการที่ท่อนำไข่ตีบตันจากการอักเสบหรือจากมีพังผืดไปรัด
  4. มีโอกาสตั้งครรภ์นอกมดลูก/ท้องนอกมดลูกสูงกว่าสตรีทั่วไป จากการทีท่อนำไข่ตีบตันจากการอักเสบหรือจากมีพังผืดไปรัด

ใครมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) จากการอักเสบของปีกมดลูก/ปีกมดลูกอักเสบที่พบบ่อยคือ

การอักเสบของปีกมดลูกมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

โดยทั่วไป การอักเสบของปีกมดลูก/ปีกมดลูกอักเสบมีการพยากรณ์โรคที่ดี รักษาหายได้ แต่การพยากรณ์โรคขึ้นกับหลายปัจจัย ที่สำคัญคือ การรักษาที่ทันท่วงที การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย ตามคำแนะนำของแพทย์พยาบาล การรับประทานยาปฏิชีวนะครบตามแพทย์แนะนำ ซึ่งจะทำให้การรักษาโรคมีโอกาสหายมากขึ้น การพยากรณ์โรคดีขึ้น โอกาสมีภาวะแทรกซ้อนน้อยลง

นอกจากนั้น ปัจจัยต่อการพยากรณ์โรคยังรวมถึง เป็นผู้ป่วยที่ไม่ใช่ในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน

การอักเสบของปีกมดลูกสามารถเป็นซ้ำได้หรือไม่?

การอักเสบของปีกมดลูก/ปีกมดลูกอักเสบสามารถเกิดเป็นซ้ำได้เสมอ หากมีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์) อีก

ตั้งครรภ์ได้เมื่อไหร่หลังการรักษาแล้ว?

เนื่องจากการอักเสบของปีกมดลูก/ปีกมดลูกอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อทางเพศ สัมพันธ์ คู่นอนจึงควรได้รับการตรวจรักษาด้วยเพื่อลดโอกาสกลับมาเป็นโรคซ้ำ ทั้งนี้ช่วงที่กำลัง รับประทานยารักษา ควรต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ไปสักระยะก่อนหรือต้องใช้ถุงยางอนามัยชายร่วมด้วย (ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาในเรื่องของเพศสัมพันธ์เสมอ) แต่หลังรักษาโรคหายแล้ว ไม่มีข้อห้ามในการตั้งครรภ์ แต่เพื่อให้สุขภาพผู้ป่วยกลับมาแข็งแรง ฝ่ายชายควรใช้ถุงยางอนามัยชายคุมกำเนิดไปอย่างน้อยอีก 2 - 3 เดือน

ป้องกันการอักเสบของปีกมดลูกอย่างไร?

ป้องกันการอักเสบของปีกมดลูก/ปีกมดลูกอักเสบได้โดย

  1. มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยใช้ถุงยางอนามัยชาย
  2. งดมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศ
  3. ไม่สวนล้างช่องคลอด
  4. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ซึ่งวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพคือการรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน(สุขบัญญัติแห่งชาติ)
  5. งดดื่มสุราเพราะสุรานอกจากจะทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมแล้วยังทำให้ขาดสติ จึงมีโอกาสติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้สูง

บรรณานุกรม

1. Soper DE. Genitourinary infection and sexually transmitted disease. In: Berek JS ,editor. Berek & Novak’s Gynecology. 15th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer 2012:557-73.



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom