Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

สมอง  ระบบประสาทวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

วิงเวียน  อ่อนเพลีย  อาการผิดปกติต่างๆทางสมอง 

บทนำ

โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple sclerosis) มีชื่อย่อว่าโรคเอมเอส (MS) เป็นโรคที่ทำให้เกิดปัญหาในระบบประสาทสมองและไขสันหลัง ผลของปัญหานี้จึงเกิดความผิดปกติต่อการทำงานในส่วนต่างๆของร่างกายซึ่งมีระบบประสาทควบคุมอยู่ มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งต่อไปในบทนี้ขอเรียกโรคนี้ว่า “โรคเอมเอส

โรคเอ็มเอสเป็นโรคพบได้น้อย ทั่วโลกพบโรคนี้ประมาณ 2.5 ล้านคน ในสหรัฐอเมริกาพบได้ประมาณ 350,000 คน อายุที่พบจะอยู่ระหว่าง 18 - 45 ปี แต่มีรายงานพบในเด็กอายุน้อยถึง 2 ปี

ในเด็กจากการศึกษาพบว่าโรคเอมเอสพบได้เป็นประมาณ 5% ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยพบ น้อยกว่า 1% ในอายุก่อน 10 ปี เด็กผู้หญิงพบมากกว่าเด็กผู้ชายเป็นอัตราส่วน 2.8 ต่อ 1 ความชุกของโรคในเด็กที่สหรัฐอเมริกาประมาณ 1.35 ถึง 2.5 ต่อเด็ก 100,000 คน

ทั้งนี้เชื่อว่าโรคเอมเอสอาจเกิดก่อนหน้าที่จะแสดงอาการให้เห็น ปัจจัยที่เชื่อว่าทำให้เกิดโรคคือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม การเกิดโรคนี้พบ 0.1% ในประชากรทั่วไป และมีโอกาสพบได้มากขึ้นในครอบครัวที่เป็นญาติสายตรง (First-degree relative เช่น พ่อ แม่ พี่น้องท้องเดียว กัน ลูก) เป็นโรคนี้คือจะพบบ่อยขึ้นเป็น 2% - 4% พบในผู้หญิงมากกว่าในผู้ชายเป็นอัตราส่วน 3 ต่อ 1 ในผู้ชายถึงแม้พบน้อยกว่าแต่โรคมักรุนแรงกว่า

ปัจจุบันสามารถตรวจเลือดหาสารก่อภูมิต้านทานที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ที่เรียกว่า HLA (Human lymphocyte antigen, สารก่อภูมิต้านทานบนเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟซัยต์ในคน) ซึ่งทำให้ทราบถึงความเกี่ยวข้องของโรคกับปัจจัยทางพันธุกรรมได้

ในด้านสิ่งแวดล้อมพบว่าคนที่อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือจะเป็นโรคเอมเอสได้สูงกว่า คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับระดับวิตามินดีในร่างกายต่ำ ซึ่งเป็นไปได้ว่าผู้ที่อยู่ทางโลกแถบเหนือได้รับแสงแดดน้อยจึงลดการสร้างวิตามินดีจากผิวหนัง (ร่างกายไดรับวิตามินดีจากสองทางคือ จากอาหารและจากการสังเคราะห์โดยผิวหนังเมื่อได้รับแสงแดด)

มีการวิจัยหาปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคเอมเอสซึ่งพบว่าอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือ แบคทีเรีย ไวรัสที่อาจมีส่วนทำให้เกิดโรคนี้คือ ไวรัส Epstein Barr

โรคเอมเอสเกิดได้อย่างไร?

โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง

โรคเอมเอสเป็นโรคที่เกิดร่วมกันระหว่างการอักเสบ (Inflammation) และความเสื่อม (Degeneration) โดยเริ่มจากกระบวนการผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันต้านทานของร่างกาย (Immune system dysregulation) ซึ่งโดยปกติร่างกายจะมีกระบวนการจำว่า อะไรคือสิ่งที่เป็นของตนเอง อะไรคือสิ่งแปลกปลอม และมีกระบวนการป้องกันตนเอง

ในโรคนี้เกิดความผิดปกติคือ ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานไม่สามารถจดจำและป้องกันตนเองได้ ดังนั้นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เกี่ยวข้องจึงหลั่งสารที่ทำให้เกิดการทำลายปลอกหุ้มเส้นประสาท หรือปลอกประสาท (Myelin sheath) และส่งผลให้เกิดปัญหาต่อเส้นประสาทตามมา (Axon/เส้นประสาทที่ต่อมาจากเซลล์ประสาทซึ่งจะนำคำสั่งจากสมองไปยังส่วนที่เกี่ยวข้อง) ทำให้ระบบประสาทเหล่านี้สูญเสียหน้าที่และตายไป ยังผลให้มีอาการต่างๆในบริเวณที่เส้นประสาทนั้นๆรับผิดชอบ

เมื่อเกิดการอักเสบและการตายของระบบประสาทดังกล่าว ทำให้มีร่องรอยเหมือนแผลเป็นที่เนื้อสมองและมักเกิดขึ้นในหลายๆตำแหน่งของเนื้อสมอง ซึ่งอาจตรวจพบได้จากการตรวจภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กเอมอาร์ไอ (MRI)

หากจะมองให้เห็นภาพ เปรียบเส้นประสาทกับเส้นลวดทองแดงของสายไฟ และปลอกหุ้มเส้นประสาทคือปลอกสายไฟ หากปลอกหุ้มสายไฟผุกร่อนเสียหายไปย่อมเกิดปัญหาในการนำกระแสไฟเช่นกัน

โรคเอมเอสมีอาการอย่างไร?

อาการของโรคเอมเอสแตกต่างกันได้มาก ขึ้นกับระบบประสาทที่ผิดปกติว่าเป็นส่วนใดและระบบประสาทส่วนนั้นเกี่ยวข้องกับอวัยวะใด เนื่องจากระบบประสาทเปรียบเหมือนศูนย์บัญชาการใหญ่ให้ร่างกายสามารถทำงานประสานกันได้ตั้งแต่ระบบกล้ามเนื้อ ความรู้สึกต่างๆ การเจ็บปวด ร้อนหนาว ความคิด ความจำ การมองเห็น การได้ยิน ดังนั้นเมื่อเกิดโรคเอมเอสจึงเกิดความผิดปกติได้ทุกระบบของร่างกาย

อาการที่พบได้บ่อยๆได้แก่ ความผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น การเสียสมดุลในการทรงตัว จึงพบปัญหาในการเดิน มีอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ เหนื่อย หมดแรง การควบคุมกระ เพาะปัสสาวะผิดปกติ กล้ามเนื้อเกร็ง มีอาการสั่น มีความผิดปกติในการพูด การกลืน มีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร (เช่น ท้องผูกท้องเสียเรื้อรัง) และในระบบสืบพันธุ์ (เช่น มีบุตรยาก ความรู้สึกทางเพศลดลง)

มีการสูญเสียความทรงจำจึงมีปัญหาด้านการเรียนและการจดจำสิ่งใหม่ๆ มีปัญหาด้านความคิด การวางแผนแก้ปัญหาต่างๆ และมีผลต่ออารมณ์ จึงทำให้มีปัญหาในการทำงานและในการประกอบอาชีพ

บางคนต้องใช้เวลานานในการที่จะแสดงความคิดเห็นหรือการพูด เหมือนกับจะนึกออก แต่นึกไม่ออก คล้ายกับที่เรารู้สึกว่าสิ่งที่จะพูดนั้นติดอยู่ที่ริมฝีปาก

อาการของโรคเอมเอสจะกระจายไปหลายอวัยวะได้พร้อมๆกัน ทำให้เกิดอาการได้หลายๆ อาการในเวลาเดียวกันเช่น มีทั้งอาการทางดวงตาหรืออาการกับอวัยวะอื่นๆด้วยเช่น การพูดและ /หรืออาการทางการปัสสาวะ

ในเด็ก ในเด็กอายุน้อยๆมักมีอาการเพียงกับอวัยวะเดียวเช่น มีการอักเสบที่เส้นประสาทตา หรือที่ไขสันหลัง หรือที่ก้านสมอง ที่ใดที่หนึ่ง แต่อาการในเด็กวัยรุ่น 80% จะคล้ายกับอาการในผู้ใหญ่คือมักเป็นอาการจากหลายๆอวัยวะ

แพทย์วินิจฉัยโรคเอมเอสอย่างไร?

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่วินิจฉัยโรคเอมเอสได้แม่นยำ การวินิจฉัยโรคได้จากการตัดประเด็นโรคอื่นๆที่มีอาการคล้ายโรคนี้ออกไป และใช้การตรวจหลายๆอย่างประกอบกับอาการของผู้ป่วย

วิธีการที่พอจะช่วยวินิจฉัยโรคได้มากคือ การตรวจภาพสมองและไขสันหลังด้วยคลื่นแม่เหล็กเอมอาร์ไอซึ่งจะพบมีการเปลี่ยนแปลงของสมองและไขสันหลังให้เห็นในหลายตำแหน่ง

การตรวจน้ำไขสันหลังเพิ่มเติมจะช่วยในการวินิจฉัยได้มากเพื่อแยกจากโรคติดเชื้อในสมองและในไขสันหลัง อีกทั้งการตรวจทางห้องปฏิบัติการหาโปรตีนชนิดหนึ่งในน้ำไขสันหลังที่เรียกว่า Oligoclonal immunoglobulin ช่วยให้การวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น แต่ข้อที่ควรระวังคือ ประมาณ 30% ของผู้ป่วยจะตรวจพบว่าน้ำไขสันหลังปกติในระยะแรกของโรค

ส่วนการตรวจดวงตาโดยวิธีที่เรียกว่า Visual evoked potential test อาจช่วยในผู้ป่วยที่โรคเกิดกับเส้นประสาทตาโดยที่ยังไม่มีการแสดงทางดวงตาชัดเจน ซึ่งการตรวจนี้ก็ไม่จำเพาะสำหรับโรคเอมเอส

โรคอื่นๆที่มีอาการคล้ายโรคเอมเอส และแพทย์ต้องตรวจวินิจฉัยแยกจากโรคเอมเอส เช่น

1. โรคที่มีอาการติดเชื้อของเนื้อสมองและไขสันหลังจากเชื้อโรคหลายชนิดเช่น โรคซิฟิลิส เชื้อไวรัสตับอักเสบซี เชื้อไวรัส Herpesvirus-6 หรือโรคจากเชื้อแบคทีเรียไมโคพลาสมา (Mycoplasma)

2. โรคจากกระบวนการอักเสบ (Inflammation) เช่น

3. โรคเกี่ยวกับการอุดกั้นของหลอดเลือดทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณสมองไม่เพียงพอเช่น ไปเลี้ยงดวงตาไม่ได้ทำให้มองไม่เห็นเช่น ใน Acute ischemic optic neuropathy

4. ภาวะผิดปกติทางเมตาบอลิซึม (Metabolism: กระบวนการใช้พลังงานของร่างกาย) เช่น ขาดวิตามินบี 12 ขาดธาตุทองแดง ขาดธาตุสังกะสี และขาดวิตามินอี

5. โรคทางพันธุกรรมเช่น

6. โรคมะเร็งเช่น โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่เกิดในสมอง (CNS lymphoma)

7. มีความผิดปกติทางกายภาพของสมองจากสาเหตุต่างๆ

8. ผลข้างเคียงจากยาหรือการได้รับสารพิษต่างๆ

แพทย์รักษาโรคเอมเอสอย่างไร? ผู้ป่วยควรดูแลตนเองอย่างไร?

การรักษาโรคใดๆทางการแพทย์จะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

  • การรักษาจำเพาะโรค (Specific treatment)
  • การรักษาประคับประคองตามอาการ (Supportive treatment) คือ การรักษาอาการต่างๆเพื่อให้ผู้ป่วยมีความสุขสบาย หายจากอาการต่างๆหรือให้มีอาการน้อยลง
  • และการรักษาทางด้านจิตใจ จิตสังคม และจิตวิญญาณ โดยคำนึงถึงทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง

ก. การรักษาจำเพาะ (Specific treatment): เนื่องจากโรคนี้ไม่หายขาดและจากข้อมูลที่ว่าโรคเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของภูมิคุ้มกันต้านทาน การรักษาในปัจจุบันจึงใช้ยาที่ไปจัดการไม่ให้ภูมิคุ้มกันต้านทานทำลายเนื้อเยื่อของตนเองโดยให้ยา

หรือการกำจัดสารภูมิคุ้มกัน (Antibody) ที่ผิดปกติโดยการเปลี่ยนถ่ายพลาสมา (Plasma exchange)

ในปัจจุบันมีการวิจัยใหม่ๆที่พยายามรักษาโรคนี้ แต่ยังไม่มีข้อสรุปผลชัดเจน

การจะรักษาด้วยยาชนิดใดนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่แพทย์จะให้ยาในช่วงที่มีอาการกำเริบและจะมีแบบแผนการใช้ยา โดยจะพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ซึ่งอาการและการตอบสนองต่อการรักษาในผู้ป่วยแต่ละคนมักแตกต่างกัน

ข. การรักษาประคับประคองตามอาการ (Supportive treatment):

เนื่องจากอาการที่มักมีปัญหาในโรคนี้มีหลากหลายอาการ การรักษาจึงเป็นการรักษาร่วมกันระหว่างยาและการดำเนินชีวิต (Life style) เช่น หากมีอาการสั่น อาการเกร็ง อาการปัสสาวะบ่อย อาการนอนไม่หลับ แพทย์จะให้ยารักษาหรือบรรเทาอาการดังกล่าว

การดำเนินชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ เน้นการออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อแข็งแรงอยู่เสมอ เน้นเรื่องการกินอาหารให้เหมาะสม กินอาหารไขมันลดลง กินอาหารที่มีกากใยและกินผักผลไม้มากขึ้น งดกาแฟ งดแอลกอฮอล์ งดบุหรี่ กินอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูงด้วยเพื่อจะช่วยเรื่องโรคกระดูกพรุนหรือโรคกระดูกบางด้วย

การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายมีการใช้กล้ามเนื้อต่างๆดีขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง ทำให้นอนหลับดีขึ้น ลดภาวะเครียดซึ่งมีผลดีต่อโรคด้วย

ดังนั้นการรักษาผู้ป่วยเอมเอสจึงเป็นการรักษาแบบองค์รวมโดยสหสาขาวิชาชีพคือแพทย์ ทางอายุรกรรมทั่วไป แพทย์ทางระบบประสาท แพทย์ทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด นอกจากนี้หากมีปัญหาแพทย์ทางจิตเวชก็มีส่วนร่วมช่วยเหลือผู้ป่วยได้ดี รวมทั้งพยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ เภสัชกร นักโภชนาการ ล้วนมีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้มาก

มีอาหารพิเศษสำหรับโรคเอมเอสหรือไม่?

ปัจจุบันไม่มีอาหารพิเศษสำหรับโรคนี้ ยกเว้นกินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสมคือ ไม่ให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน จำกัดอาหารไขมัน แป้ง น้ำตาโปรตีนจากเนื้อแดง (เนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) และอาหารเค็ม และออกกำลังกายสม่ำเสมอตาม ควรกับสุขภาพ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสำหรับผู้เป็นโรคเรื้อรังทุกโรค เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถทำกิจกรรมต่างๆได้เต็มศักยภาพของตน

การกินอาหารให้เหมาะสมครบสมดุลและออกกำลังกายสม่ำเสมอได้ประโยชน์คือ

1. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน

2. ช่วยให้ร่างกายจิตใจสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย

3. ทำให้การทำงานของระบบขับถ่ายทั้งระบบทางเดินอาหารและทางเดินปัสสาวะดีขึ้น

4. ทำให้กระดูกแข็งแรงลดโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุน

5. ทำให้ฟันและเหงือกแข็งแรง

6. ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงเคลื่อนไหวได้ดี

7. ทำให้ข้อไม่ติดการขยับของข้อต่างๆดีขึ้น

ผู้ป่วยและครอบครัวของผู้ป่วยควรปฏิบัติอย่างไร?

เนื่องจากโรคเอมเอสเป็นโรคที่มีอาการเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมากของชีวิต ผู้ป่วยจะมีปัญหาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ ความทรงจำ ความคิด ดังนั้นผู้ป่วยและครอบครัวที่อยู่กับโรคนี้คงต้องทำความเข้าใจที่จะอยู่ร่วมกัน ด้วยการให้กำลังใจเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน ครอบครัวและผู้ใกล้ชิดจึงมีความสำคัญมากไม่น้อยไปกว่าการรักษาวิธีอื่นๆ

ผู้ป่วยเองเมื่อทราบการวินิจฉัยอาจลังเลใจที่จะบอกกับสมาชิกในครอบครัวเช่น คู่สมรส ลูก พ่อแม่ เพื่อนสนิท แต่ควรบอกให้คนใกล้ชิดทราบซึ่งทุกคนคงจะใช้เวลาทำใจระยะหนึ่ง

คงเป็นเรื่องยากที่จะทำใจรับข่าวร้ายหรือบอกข่าวร้ายนี้แก่คนใกล้ชิด ผู้ป่วยอาจหมดหวังท้อแท้กับชีวิต จงกล้าหาญที่จะอยู่กับโรคนี้เหมือนกับคนอื่นๆอีกมากมายในโลกที่อาจต้องอยู่กับโรคร้ายอื่นๆเช่น โรคมะเร็ง เป็นต้น เพราะชีวิตทุกคนไม่สามารถหลีกพ้นไปจากสัจจธรรมที่ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้ บางคนสุขภาพแข็งแรงแท้ๆยังประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตและพิการไปดังที่เป็นข่าวอยู่ทุกวัน ข้อสำคัญเราไม่อยากให้เกิดโรคนี้แต่เพราะเลือกไม่ได้

เมื่อไม่มีทางเลือก มีทางเดินแต่แพ้กับชนะ เราคงต้องเลือกทางเดินไปเพื่อให้มีชัยชนะ แม้บางครั้งจะท้อแท้ไปบ้างก็ไม่เป็นไร เป็นเรื่องธรรมดา ขอให้ดึงใจกลับมาหันมาสู่การทำตัวให้ชนะคือ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกาย กินอาหารถูกสุขลักษณะ ปฏิบัติตัวให้ปลอดจากความเสี่ยงที่โรคจะกำเริบ ทำกิจวัตรปกติที่เคยทำ พยายามใช้ชีวิตให้เป็นปกติ ไปพบแพทย์ตามนัด ทำงานอดิเรกที่ชอบ

ขณะนี้มีงานวิจัยใหม่ๆเกี่ยวกับโรคนี้มากมาย แพทย์และนักวิทยาศาสตร์สมัยนี้เก่งมาก สักวันหนึ่งอาจมีวิธีการรักษาที่ทำให้โรคนี้หายได้ หรือการดำเนินโรคช้าลง หรือสะกดอาการของโรคไม่ให้กำเริบได้ดีกว่าปัจจุบัน

จงมีกำลังใจอยู่กับความจริงและทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะชีวิตและเวลาเป็นของมีค่า ย่อมผ่านไปเหมือนสายน้ำไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ ในอนาคตอันใกล้อาจมีปาฏิหาริย์ก็เป็นได้

สังคมและการอยู่ในสังคมของผู้ป่วยควรเป็นอย่างไร?

เมื่อเป็นโรคนี้ไม่ควรอยู่คนเดียว ในปัจจุบันมีชมรมเอมเอสไทยในสมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย

(http://www.neurothai.org/index.php?option=com_content&view=article&id=74&Itemid=85 ) ซึ่งน่าจะเป็นชมรมที่สามารถให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นเกี่ยวกับโรคนี้ รวมทั้งอาจมีกิจกรรมทางสังคมร่วมกันได้ดี เป็นลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อน

โรคเอมเอสรุนแรงไหม?

ในโรคเอมเอสที่ไม่ได้รับการรักษา อาการทางระบบประสาทจะเลวลงเรื่อยๆภายในประมาณ 10 ปีหลังจากวินิจฉัย ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมักจะต้องใช้ไม้เท้าช่วยเวลาเดิน และ 15% ของผู้ป่วยต้องนั่งรถเข็น

แต่พบว่าไม่ใช่ทั้งหมดของผู้ป่วยที่จะมีอาการเลวลงเรื่อยๆ ผู้ป่วยบางส่วนแม้ว่าจะเป็นส่วนน้อยอาจจะมีอาการไม่มากเช่น

1. มีอาการเป็นๆหายๆ (Relapsing-remitting multiple sclerosis หรือเรียกย่อว่า RRMS) พบได้ 85% ของผู้ป่วย โดยจะมีการกำเริบของโรคเป็นพักๆ หลังกำเริบจะกลับมาดีขึ้น ในช่วงแรกๆจะกำเริบปีละประมาณ 2 - 2.5 ครั้ง หลังจากนั้นการกำเริบจะน้อยลง หากกำเริบบ่อยในช่วงแรกมักมีพยากรณ์โรคไม่ดี

2. ชนิดที่อาการเลวลงช่วงหลัง (Secondary-progressive multiple sclerosis หรือเรียกย่อว่า SPMS) มักเป็นช่วงที่ต่อจาก RRMS โดยระยะห่างระหว่าง RRMS กับ SPMS อาจแตกต่างกันไปซึ่งอาจใช้เวลาถึง 10 ปี

3. ชนิดที่อาการเลวลงตั้งแต่แรก (Primary-progressive multiple sclerosis หรือเรียกย่อว่า PPMS) พบประมาณ 10% ของโรค โดยกลุ่มนี้มีอาการเลวลงสม่ำเสมอตั้งแต่แรก มักจะเริ่มเป็นในอายุหลัง 40 ปีขึ้นไปโดยมีการเกร็งของกล้ามเนื้อขาทำให้เดินลำบาก การพยากรณ์โรคไม่ดี ความพิการถึงจุดสูงสุดใช้เวลาประมาณ 6 ปี

4. ชนิดที่อาการเลวลงตั้งแต่แรกและกำเริบเป็นระยะๆ (Progressive-relapsing multiple sclerosis หรือเรียกย่อว่า PRMS) หลังกำเริบจะดีขึ้นเร็ว ตามด้วยการกำเริบใหม่ โดยอาการหลังการกำเริบแต่ละครั้งจะเลวลงเรื่อยๆ

5. ชนิดที่อาการรุนแรงมาก (Malignant multiple sclerosis หรือ Marburg’s variant) กลุ่มนี้พบน้อยแต่รุนแรงมาก เนื่องจากมีพยาธิสภาพในสมองมากทำให้ความพิการเป็นไปอย่างรวดเร็วและเสียชีวิตในเวลาไม่กี่เดือน

อย่างไรก็ตามมีการศึกษาการมีชีวิตของผู้เป็นโรคเอมเอสในประเทศแคนาดาและฝรั่งเศสซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมากพบว่า อายุขัยเฉลี่ยของผู้ป่วยหญิงและชายเท่ากับ 78.6 และ 74.3 ปีตามลำดับ และผู้ที่เป็นโรคนี้มีอายุขัยน้อยกว่าประชากรทั่วไปประมาณ 6 ปี ระยะเวลาตั้งแต่วินิจฉัยจนถึงเสียชีวิตในกลุ่ม RRMS และ PPMS เท่ากับ 49.7 และ 32.5 ปี ตามลำดับ

ที่ฝรั่งเศสพบโอกาสรอดชีวิตที่ 15 ปีหลังวินิจฉัยประมาณ 96% ที่ 25 ปีหลังวินิจฉัยประมาณ 88%

ผู้ป่วยส่วนใหญ่เสียชีวิตเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนจากการเคลื่อนไหวไม่ได้ เพราะตัวโรคจากทางเดินปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง และจากการกลืนและการหายใจลำบาก

เนื่องจากโรคเอมเอสมีความแตกต่างกันในแต่ละคนและถึงแม้ในคนๆเดียวกันอาการก็คาดเดายาก ดังนั้นการพยากรณ์โรค (ความรุนแรงโรค) จึงบอกได้ยาก บางคนอาจเป็นน้อย หรืออาจตอบสนองต่อการรักษาดี ขณะที่บางคนโรคอาจเปลี่ยนไปในทางที่เลวลงรวดเร็ว

มีผู้ศึกษาว่าการพยากรณ์โรคที่ดีมักจะพบในเพศหญิงและในคนที่อาการเป็นทางด้านประสาทรับความรู้สึกผิดปกติ หรือมีอาการเฉพาะทางประสาทตา (Optic neuritis) เมื่อเริ่มมีอาการ

ส่วนผู้ที่พยากรณ์โรคไม่ค่อยดีคือผู้ที่มีอาการมากตั้งแต่แรก, เพศชาย, ผู้ที่มีการกำเริบของโรคบ่อยใน 2 ปีแรก และผู้ที่มีความผิดปกติทางด้านการทำงานของกล้ามเนื้อ

ปัจจัยอะไรที่ทำให้ความจำของผู้ป่วยเลวลง?

ปัจจัยที่ทำให้ความจำของผู้ป่วยเลวลงคือ

ผู้ป่วยโรคเอมเอสแต่งงานได้ไหม?

ผู้ป่วยเอมเอสแต่งงานได้แน่นอน แต่อย่าลืมความจริงที่ว่าคนปกติปัจจุบันแต่งงานกันแล้วหย่าร้างและเลิกกันไปก็มาก หากผู้เป็นโรคนี้มีคนที่รักและเข้าใจเห็นอกเห็นใจกัน การแต่งงานไม่น่าจะมีปัญหา ทำให้ชีวิตมีความสุขและเตรียมใจสำหรับสิ่งต่างๆที่อาจเกิดขึ้นในวันหนึ่งอย่างเข้าใจ

ผู้ป่วยโรคเอมเอสมีลูกได้ไหม?

ผู้ป่วยโรคนี้มีลูกได้และมีข้อควรคำนึงดังนี้

1. เตรียมการเรื่องผู้ที่จะช่วยเลี้ยงลูกหากแม่มีอาการกำเริบ พ่อหรือญาติหรือใครจะทำหน้าที่นี้

2. ต้องหยุดยาที่รักษาโรคอย่างน้อย 3 เดือนก่อนตั้งครรภ์ หากมีอาการกำเริบอาจรักษาด้วยยาสเตียรอยด์โดยการดูแลของแพทย์ทางระบบประสาทร่วมด้วยกับสูติแพทย์

การตั้งครรภ์มีผลต่อโรคหรือไม่?

เนื่องจากโรคนี้เกิดจากความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย เมื่อตั้งครรภ์จะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง (Estrogen) โดยเฉพาะใน 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ฮอร์โมนนี้จะไปกดภูมิคุ้มกันต้านทานทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น แต่หลังคลอดฮอร์โมนนี้จะลดลงรวดเร็ว อาการจะกลับเป็นอีกโดยเฉพาะภายใน 6 - 9 เดือนหลังคลอด

การคลอดจะคลอดโดยวิธีใด?

อาจคลอดโดยการผ่าตัดหน้าท้องหรือคลอดตามวิธีปกติก็ได้ การคลอดโดยผ่าท้องอาจใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าการคลอดปกติ ทั้งนี้การให้ยาแก้ปวดในการคลอดเช่น เพธิดีน (Pethidine) ให้ได้อย่างปลอดภัยในผู้ป่วย และการให้ยาสลบทางไขสันหลัง (Subdural anaesthesia) สามารถให้ได้

ลูกของแม่ที่เป็นโรคจะเป็นโรคนี้ไหม?

แม้ว่าโอกาสเกิดโรคนี้ในลูกสูงกว่าคนทั่วไป แต่โดยทั่วไปโอกาสเกิดโรคต่ำคือมีความเสี่ยงต่ำ

โรคมีผลต่อการเรียนและการทำงานหรือไม่?

เนื่องจากโรคนี้มีอาการแตกต่างกันมาก ดังนั้นการเรียนหรือการทำงานย่อมทำได้ตามศักยภาพ (อ่านเพิ่มเติมในหัวข้ออาการและความรุนแรงของโรค)

โรคเอมเอสรักษาหายหรือไม่?

ข้อมูลในขณะนี้โรคยังรักษาไม่หาย มีการรักษาที่เหมือนจะทำให้อาการดีขึ้นโดยแพทย์ชาวอิตาลีได้ทำการผ่าตัดเพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น แต่ยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อเนื่องอีกมาก

มีผลข้างเคียงจากโรคเอมเอสไหม?

ผลข้างเคียงหรืออาการแทรกซ้อนจากโรคเอมเอสที่พบบ่อยได้แก่ ภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ภาวะ/โรคกระดูกพรุน ภาวะ/โรคกระดูกบาง และภาวะซึมเศร้า

อาการแทรกซ้อนที่พบปานกลางคือ ความจำเสื่อม ปัญหาการเคลื่อนไหวของร่างกาย

อาการแทรกซ้อนต่างๆจะพบช่วงไหนของโรคก็ได้ ทั้งนี้เมื่อมีอาการแทรกซ้อนควรรีบพบแพทย์ก่อนนัดเพื่อการรักษาที่เหมาะสม

ผู้ป่วยโรคเอมเอสควรไปพบแพทย์เมื่อใด?

เนื่องจากโรคเอมเอสเป็นโรคเรื้อรังและเมื่อมีอาการกำเริบจะมีการรักษาเพื่อระงับอาการได้ ดังนั้นผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ตามนัดเสมอ ซึ่งแพทย์อาจมีการตรวจสมองเป็นระยะๆด้วยการตรวจเอมอาร์ไอตามความเหมาะสม

นอกเหนือจากการรักษาติดตามอาการตามปกติ หากมีอาการผิดปกติอื่นๆขึ้นมาควรรีบไปพบแพทย์ก่อนนัด เพราะความผิดปกติต่างๆนั้นสามารถรักษาหรือบรรเทาได้ด้วยยา หรือการทำกายภาพบำบัด หรืออาจให้การบำบัดทางด้านจิตใจ เป็นต้น

อย่าลืมว่าโรคบางอย่างเป้าหมายของการรักษาคือการทำให้โรคหาย แต่หากเป้าหมายนั้นไม่สามารถทำได้ ก็ยังสามารถรักษาให้ผู้ป่วยอยู่ด้วยความสุขสบาย ไม่ทุกข์ทรมาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

ป้องกันโรคเอมเอสได้อย่างไร?

ยังไม่มีมาตรการชัดเจนในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคเอมเอส แต่มีข้อแนะนำในคนที่มีความ เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้โดยการงดบุหรี่ และเมื่อต้องการกินอาหารเสริม วิตามิน เกลือแร่เสริมอาหาร เพื่อป้องกันหรือเพื่อชะลอการกำเริบของโรค ควรต้องปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษาก่อนเสมอ เพราะยังเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในการศึกษาวิจัยและยังอาจเกิดผลข้างเคียงจากการบริโภคหรือมีผลกระทบต่อยารักษาโรคที่กินอยู่ได้

บรรณานุกรม

  1. Courtney AM, Treadaway K, Remington G, Frohman E. Multiple sclerosis. Med Clin North Am.2009;93:451-76
  2. http://www.uptodate.com/contents/pathogenesis-clinical-features-and-diagnosis-of-pediatric-multiple-sclerosis [2016,Jan9]
  3. https://www.mssociety.org.uk/ [2016,Jan9]
  4. http://bestpractice.bmj.com/best-practice/monograph/140.html?g=w_bmj_bp [2016,Jan9]
  5. Leray E, Morrissey SP, Yaouanq J, Coustans M, Le Page E, Chaperon J, et al. Long-term survival of patients with multiple sclerosis in West France. Mult Scler. 2007;13: 865-74
  6. Kingwell E, van der Kop M, Zhao Y, Shirani Y, Zhu F, Oger J, et al. Multiple sclerosis: relative mortality and survival in multiple sclerosis: findings from British Columbia, Canada. J Neurol Neurosurg Psychiatry. 2012;83:61-6.
  7. Tillman A. The effects of pregnancy on multiple sclerosis and its management. Research Publications Association for Research in Nervous and Mental Disease 1950;28:548-82.
  8. Confavreux C, Michael Hutchinson M, Hours MM, Cortinovis- Tourniaire P, Moreau T, and the Pregnancy in Multiple Sclerosis Group. Rate of pregnancy - related relapse in multiple sclerosis. N Engl J Med. 1998; 339: 285-91.
  9. Rouillet E, et al. Pregnancy and multiple sclerosis: a longitudinal study of 125 remittent patients. Journal of Neurology, Neurosurgery and Psychiatry 1993;56:1062-65.
  10. Serono Symposia International Foundation. International Multiple Sclerosis Nursing Care Plan.
Updated 2016, Jan9


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom