Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

รังไข่  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

มีถุงน้ำในท้องน้อย 

ถุงน้ำรังไข่คืออะไร?

โดยทั่วไปรังไข่สตรีแต่ละข้างมีขนาดประมาณ 3 x 2 x 1 ซม. (เซนติเมตร) เมื่อรังไข่มีการสร้างของเหลวมากผิดปกติและของเหลวนั้นคั่งอยู่ที่รังไข่จะทำให้เกิดลักษณะเป็นถุงน้ำ (Cyst) ขึ้นมาเรียกว่า “ถุงน้ำรังไข่ (Ovarian cyst)” ขนาดถุงน้ำรังไข่สามารถมีได้หลายขนาดตั้งแต่ขนาด เล็กๆประมาณ 1 ซม. จนถึงขนาดใหญ่มากมากกว่า 20 ซม. และมีน้ำหนักเป็นกิโลกรัมได้

ถุงน้ำรังไข่เป็นภาวะที่พบได้บ่อย พบได้ในทุกอายุตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์ไปจนถึงในผู้ สูงอายุ แต่สถิติการเกิดถุงน้ำรังไข่ไม่มีรายงานที่ชัดเจนเพราะขึ้นกับหลายปัจจัยเช่น อายุผู้ป่วย เชื้อชาติ ชนิดของถุงน้ำ รวมถึงโอกาสการเข้าถึงการตรวจช่องท้องด้วยอัลตราซาวด์ที่เป็นวิธีสำคัญในการวินิจฉัยโรคนี้

ถุงน้ำรังไข่มีสาเหตุเกิดจากอะไร?

ถุงน้ำรังไข่

ถุงน้ำรังไข่มีสาเหตุเกิดได้จากหลายอย่างแล้วแต่ชนิดของถุงน้ำเช่น

1. ถุงน้ำชนิด Follicular cyst เกิดจากการที่ไข่เจริญเติบโตในรังไข่ไปเรื่อยๆแต่ไม่มีการตกไข่ออกจากรังไข่เข้าไปในช่องท้อง ทำให้มีของเหลงคั่งที่ฟองไข่เกิดเป็นลักษณะถุงน้ำได้

2. ถุงน้ำ Dermoid cyst เกิดจากมีเซลล์ในรังไข่ที่สามารถเจริญเปลี่ยนไปเป็นถุงน้ำที่ภายในเป็นขน เป็นผม เป็นไขมัน ทำให้เกิดเป็นถุงน้ำอยู่ที่บริเวณรังไข่

3. ถุงน้ำช็อกโกแล็ต (Chocolate cyst) เกิดจากมีเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดออกมาจากมดลูกและมาเจริญที่รังไข่ และจะมีการเปลี่ยนแปลงตามอิทธิพลของฮอร์โมนเพศหญิงตามรอบประจำเดือนทำให้มีเลือดออกที่รังไข่นั้นทุกรอบเดือนและสะสมไปเรื่อยๆจนเป็นถุงน้ำ

4. ถุงน้ำ Serous cystadenoma หรือถุงน้ำ Mucinous cystadenoma ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุผิวของรังไข่

5. บางครั้งแพทย์ไม่ทราบสาเหตุการเกิดถุงน้ำรังไข่นั้นๆ

ถุงน้ำรังไข่มีกี่ชนิด?

แบ่งถุงน้ำรังไข่ได้เป็น 2 กลุ่มชนิดใหญ่ๆคือ

1. Functional cyst เป็นถุงน้ำรังไข่ที่เกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศหญิงตามรอบประจำเดือน (จึงเป็นถุงน้ำที่พบได้บ่อยที่สุดในสตรีวัยมีประจำเดือน) มักไม่เป็นอันตราย (หากไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงเช่น ถุงน้ำแตก) สามารถเป็นๆหายๆได้ตามอิทธิพลของฮอร์โมนเพศหญิงตามรอบประจำเดือน ถุงน้ำรังไข่ในกลุ่มนี้ได้แก่ Follicular cyst และ Corpus luteum cyst (ถุงน้ำที่เกิดจากฟองไข่ที่ตกไข่ไปแล้วไม่ยุบแฟบตัวลงแต่กลับมีของเหลวสะสมอยู่เพิ่มขึ้นจนเกิดเป็นถุงน้ำ)

2. Pathological cyst หรือ Neoplastic cyst เป็นถุงน้ำรังไข่ที่เป็นเนื้องอกหรือมีพยาธิสภาพ ก้อนเนื้องอกนี้จะเจริญเติบโตโดยไม่ขึ้นกับอิทธิพลของฮอร์โมนเพศ ก้อนจะยังคงอยู่หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม สามารถแบ่งเป็นกลุ่มเนื้องอกนี้ออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ เนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง (Benign ovarian cyst) และกลุ่มที่เป็นมะเร็ง (Malignant ovarian cyst ) ซึ่งจัดเป็นมะเร็งรังไข่

  • ตัวอย่างถุงน้ำที่ไม่ใช่มะเร็งเช่น
    • Endometriotic cyst (ถุงน้ำช็อคโกแลต) ที่ส่วนประกอบข้างในเป็นของเหลวจะมีสีน้ำตาล มีลักษณะข้นคล้ายช็อคโกแลต
    • Dermoid cyst หรือ Mature teratoma ส่วนประกอบข้างในจะเป็นไขมัน เส้นผม กระดูกอ่อน
    • Serous cystadenoma ลักษณะเป็นถุงๆเดียวมีส่วนประกอบข้างในมีสีเหลือง ใส ไม่เหนียว
    • Mucinous cystadenoma ส่วนประกอบภายในจะเป็นถุงน้ำหลายๆถุง ของเหลวมีสีเหลืองข้นและเหนียวหนืด เป็นต้น
  • ตัวอย่างถุงน้ำเป็นมะเร็งเช่น Serous cystadenocarcinoma (ส่วนประกอบภายในจะมีเนื้อยุ่ยๆ มีเลือดออกภายในก้อน) เป็นต้น

ใครที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นถุงน้ำรังไข่?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นถุงน้ำรังไข่ได้แก่

1. สตรีทุกคนมีโอกาสเป็นถุงน้ำรังไข่

2. สตรีที่ไม่เคยตั้งครรภ์มีโอกาสเป็นถุงน้ำชนิดเป็นมะเร็งรังไข่สูงขึ้น

3. สตรีที่มีอายุมากๆมีโอกาสเป็นถุงน้ำชนิดเป็นมะเร็งรังไข่สูงขึ้น

ถุงน้ำรังไข่ทำให้มีอาการอย่างไร?

ถุงน้ำรังไข่อาจทำให้มีอาการ (ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกอาการ) เช่น

1. ไม่มีอาการแต่ตรวจพบโดยบังเอิญตอนไปตรวจสุขภาพประจำปี จากการที่แพทย์ตรวจร่างกายโดยการคลำช่องท้อง/ท้องน้อย

2. ผู้ป่วยคลำพบก้อนที่ท้องน้อยในกรณีที่ก้อนมีขนาดใหญ่มาก

3. ปวดท้องน้อยแบบเฉียบพลันกรณีเกิดภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) ของถุงน้ำรังไข่ เช่น ถุงน้ำบิดขั้วหรือถุงน้ำแตก

4. ปวดท้องน้อยแบบเรื้อรัง

5. ปวดประจำเดือนเรื้อรัง

6. ปวดท้องน้อยขณะมีเพศสัมพันธ์

7. ท้องอืดมีความรู้สึกไม่สบายในท้อง

8. ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ

9. มีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอเนื่องจากถุงน้ำรังไข่จะมีผลต่อการสร้างฮอร์โมนเพศหญิง

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีถุงน้ำรังไข่?

การมีถุงน้ำรังไข่เป็นได้ทั้งภาวะปกติและภาวะผิดปกติ ผู้ป่วยคงไม่สามารถตัดสินได้เองว่าเป็นเนื้อร้าย (มะเร็งรังไข่) หรือไม่ ควรต้องพบแพทย์ถ้ามีอาการผิดปกติดังกล่าวในหัวข้อ อาการ

เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นถุงน้ำรังไข่กลุ่ม Functional cyst ซึ่งส่วนมากมักมีขนาดน้อยกว่า 5 ซม. แพทย์มักให้รอสังเกตอาการและนัดไปตรวจอัลตราซาวด์ท้องน้อยซ้ำในอีก 3 - 6 เดือน ซึ่งถุงน้ำเหล่านี้มักจะหายไป แต่ถ้าถุงน้ำนั้นยังคงอยู่ก็น่าจะเป็นถุงน้ำรังไข่จริงที่ต้องรักษาต่อไป

ประการสำคัญคือผู้ป่วยต้องคอยสังเกตตัวเองว่าถุงน้ำรังไข่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นมะเร็งหรือไม่ โดยสังเกตว่าก้อนโตเร็ว มีอาการปวดท้องผิดปกติ มีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง ซึ่งต้องไปพบแพทย์ก่อนนัด

ภาวะแทรกซ้อนของถุงน้ำรังไข่มีอะไรบ้าง?

ภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) ของถุงน้ำรังไข่ที่อาจพบได้เช่น

1. ถุงน้ำรังไข่บิดขั้ว: ทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อยอย่างอย่างเฉียบพลันมักต้องรักษาโดยการผ่าตัด

2. ถุงน้ำรังไข่แตก: ทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อยอย่างเฉียบพลันมักต้องรักษาโดยการผ่าตัด

3. มีเลือดออกในถุงน้ำรังไข่: หากมีอาการปวดท้องน้อยไม่มาก เลือดออกไม่มากมักรอสัง เกตอาการได้ แต่ถ้าเลือดออกมากหรือปวดท้องน้อยมากมักต้องรักษาโดยการผ่าตัด

ควรไปพบแพทย์เมื่อไร?

ควรไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเมื่อ

1. เมื่อมีอาการปวดท้องน้อยมากผิดปกติ อาจปวดท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่งหรือปวดทั้ง 2 ข้าง ซึ่งหากถุงน้ำรังไข่ขนาดเล็กจะคลำด้วยตัวเองไม่พบ

2. มีอาการปวดประจำเดือนมากผิดปกติ มักปวดประจำเดือนเรื้อรัง

3. คลำได้ก้อนที่ท้องน้อย

4. มีประจำเดือนผิดปกติเช่น มาน้อย มาบ้างไม่มาบ้าง

5. มีอาการท้องอืด แน่นท้อง เรื้อรัง

6. เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลงมากผิดปกติ

แพทย์วินิจฉัยถุงน้ำรังไข่อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยถุงน้ำรังไข่ได้จาก

ก. ประวัติทางการแพทย์: ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการแต่ตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจช่องท้องทางรังสีวิทยาด้วยโรคอื่น (เช่น โรคตับ โรคไต) เช่น อัลตราซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือมีประวัติอาการปวดท้องน้อยเป็นๆหายๆ หรือปวดประจำเดือนมากผิดปกติ ประวัติคลำได้ก้อนที่ท้องน้อย ประวัติท้องอืด แน่นท้อง เบื่ออาหาร เรื้อรัง น้ำหนักลดมากผิดปกติ

ข. การตรวจร่างกาย: ก้อนถุงน้ำรังไข่ที่มีขนาดใหญ่สามารถคลำได้จากทางหน้าท้อง ลักษณะก้อนอาจเป็นก้อนนิ่มหรือเป็นก้อนแข็ง หากถุงน้ำมีขนาดเล็กจะคลำไม่ได้ทางหน้าท้อง ต้องตรวจภายใน หรือบางครั้งตรวจไม่พบจากการตรวจภายในต้องมีการตรวจช่องท้อง/ท้อง น้อยด้วยอัลตราชาวด์เพิ่มเติมจึงจะตรวจพบ

ค. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: การตรวจที่สำคัญและช่วยในการวินิจฉัยโรคนี้อย่างมากคือ การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องน้อยสามารถตรวจผ่านทางหน้าท้องหรือตรวจผ่านทางช่องคลอดก็ได้

นอกจากนี้ยังมีการตรวจเลือดเพื่อหาสารมะเร็ง (Tumor marker) ที่จะมีความจำเพาะต่อถุงน้ำรังไข่ชนิดต่างๆเช่น CA 125, CA 19-9, CEA เป็นต้น

(CA ย่อมาจาก Cancer antigen หรือ Carcinoma antigen

CEA ย่อมาจาก Carcinoembryonic antigen)

การรักษาถุงน้ำรังไข่มีอย่างไรบ้าง?

แนวทางการรักษาถุงน้ำรังไข่ได้แก่

ก. กรณีที่เป็นถุงน้ำรังไข่ชนิดที่ไม่เป็นมะเร็ง: การรักษามีหลายอย่างขึ้นอยู่กับอายุผู้ ป่วย ชนิดของถุงน้ำ และความต้องการมีบุตรของผู้ป่วย การรักษาเช่น

1. การรักษาด้วยยาฮอร์โมนเพศเช่น ถุงน้ำรังไข่ชนิดถุงน้ำรังไข่ช็อคโกแลตซีสที่มีขนาดเล็กๆ

2. ผ่าตัดโดยการเลาะ/เจาะถุงน้ำรังไข่เพื่อนำของเหลวในถุงน้ำออก เหลือเนื้อรังไข่ไว้ผลิตฮอร์โมนเพศต่อไป

3. ผ่าตัดถุงน้ำรังไข่พร้อมปีกมดลูก (Salpingo-oophorectomy)

4. ผ่าตัดมดลูกและผ่าตัดถุงน้ำรังไข่พร้อมปีกมดลูก (Hysterectomy with salpingo-oophorectomy)

ข. กรณีเป็นถุงน้ำรังไข่ที่เป็นมะเร็ง: การรักษาขึ้นกับชนิดเซลล์มะเร็ง ระยะโรคมะเร็ง และดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา การรักษาเช่น

1. ผ่าตัดถุงน้ำรังไข่พร้อมปีกมดลูก (Salpingo-oophorectomy)

2. ผ่าตัดมดลูกและผ่าตัดถุงน้ำรังไข่พร้อมปีกมดลูก (Hysterectomy with salpingo-oophorectomy)

3. ผ่าตัดมดลูกร่วมกับผ่าตัดถุงน้ำรังไข่พร้อมปีกมดลูกร่วมกับการตัดแผ่นไขมันในช่องท้อง ที่เรียกว่า โอเมนตัม (Omentum, แผ่นไขมันที่เซลล์มะเร็งรังไข่อาจลุกลามแพร่กระจายมาได้) และตัดต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานและ/หรือต่อมน้ำเหลืองรอบๆท่อเลือดแดงในช่องท้อง (Periaortic node)

4. การให้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วยอาจเป็นการให้ยาขณะผ่าตัด และ/หรือก่อนการผ่าตัด และ/หรือหลังการผ่าตัด

มีวิธีป้องกันถุงน้ำรังไข่หรือไม่?

สามารถป้องกันเกิดถุงน้ำรังไข่ได้ในกลุ่มที่เป็น Functional cyst โดยการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดจะทำให้ไม่มีการเจริญของฟองไข่ไปจนถึงไม่มีการตกไข่และไม่มีการเปลี่ยนของฟองไข่ไปเป็น Corpus luteum

อย่างไรก็ตามในทางทฤษฎีการไม่ตกไข่อาจจะลดการกระทบกระเทือนต่อผนังรังไข่และ ลดโอกาสเป็นก้อนทูม/ก้อนเนื้องอกต่างๆได้ หรือในโรคถุงน้ำรังไข่ช็อคโกแลตสามารถใช้ฮอร์ โมนจากยาเม็ดคุมกำเนิดหรือยาฮอร์โมนฉีดคุมกำเนิด/ยาฉีดคุมกำเนิดรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อป้องกันการเกิดเป็นซ้ำได้

หากเคยเป็นถุงน้ำรังไข่แล้วเป็นซ้ำได้อีกหรือไม่?

หากเคยรักษาถุงน้ำรังไข่หายแล้วโรคสามารถกลับเป็นซ้ำได้ ที่พบบ่อยได้แก่ ถุงน้ำรังไข่ ช็อคโกแลต ซึ่งหลังหยุดรักษาด้วยยาฮอร์โมนเพศหรือหลังผ่าตัดเลาะถุงน้ำออกแล้ว ถุงน้ำสามารถกลับเป็นซ้ำได้อีกเนื่องจากสาเหตุเกิดของถุงน้ำชนิดนี้มีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายของผู้ป่วย

มีถุงน้ำรังไข่สามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่

หากเป็นถุงน้ำรังไข่ที่ไม่เป็นมะเร็ง ผู้ป่วยที่มีถุงน้ำรังไข่สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่ทางที่ดีควรรักษาเรื่องถุงน้ำรังไข่ให้หายเสียก่อน หากมาทราบหลังตั้งครรภ์แล้วว่ามีถุงน้ำรังไข่ แพทย์มักพิจารณาผ่าตัดถ้าถุงน้ำที่มีขนาดใหญ่ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ แต่ถ้ารูปลักษณะของถุงน้ำรังไข่เป็นมะเร็งแพทย์ต้องรีบผ่าตัดรักษาถุงน้ำโดยไม่คำนึงถึงอายุครรภ์ของผู้ป่วย

บรรณานุกรม

  1. http://emedicine.medscape.com/article/255865-overview [2015,Oct24]
  2. http://www.medicinenet.com/ovarian_cysts/article.html [2015,Oct24]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน falamrai
Frame Bottom