Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ต้อหินคืออะไร?

ปัจจุบันการให้คำนิยามของโรคต้อหิน (Glaucoma) เปลี่ยนไปจากเดิม ในสมัยเก่าให้ความสำคัญกับความดันลูกตามากจึงให้คำนิยามว่า “ต้อหินเป็นโรคความดันลูกตาสูง” ปัจจุบัน เราพบว่า ต้อหินไม่จำเป็นต้องมีความดันลูกตาสูงเสมอไป จึงเปลี่ยนคำนิยามโรคต้อหินใหม่เป็น “โรคซึ่งมีการทำลายเซลล์ประสาทตาในจอตา/Retinal ganglion cell ไปเรื่อยๆ (Progressive) ทำให้สูญเสียการมองเห็น และทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของขั้วประสาทตา/จานประสาทตาไป เป็นลักษณะที่เรียกว่า Glaucomatous cupping disc (รอยหวำ/รอยบุ๋มผิดปกติคือกว้างขึ้นที่ เกิดที่ขั้วประสาทตา) จนเป็นผลให้เกิดลานสายตาผิดปกติ” ซึ่งคำนิยามใหม่นี้ไม่พูดถึงความดัน ลูกตาเลย

โดยสรุป ต้อหินเป็นโรคที่เซลล์ประสาทในจอตาตายไปเรื่อยๆ ทำให้ลานสายตาผิดปกติ ขั้วประสาทตาซึ่งเป็นที่รวมของใยประสาทตาที่ต่อมาจากเซลล์ประสาทถูกทำลาย เกิดเป็นรอย หวำกว้างขึ้นที่ขั้วประสาทตา ทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น โดยภาวะเช่นนี้มีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆเช่น

อนึ่ง แม้ว่าความดันลูกตาเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยง แต่ความดันลูกตาเป็นสิ่งที่ตรวจวัดได้ จึง เป็นปัจจัยเดียวที่เมื่อให้การรักษาโรคนี้แล้วเห็นผลเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ แพทย์จึงใช้วิธีลดความดันลูกตาเป็นการรักษาหลัก และผู้ป่วยต้อหินส่วนมากจะมีความดันลูกตาที่สูงกว่าปกติ (ค่าปกติอยู่ที่ 21 มม.ปรอท/มิลลิเมตรปรอท) เมื่อความดันลูกตาสูงมาก การคลำลูกตาจากภาย นอกจะรู้สึกได้ว่า “ลูกตาแข็งคล้ายหิน” อันเป็นที่มาของชื่อโรคคือ “โรคต้อหิน” ไม่ได้มีเศษหิน อยู่ในตาแต่อย่างใด

ต้อหินมีกี่ชนิด?

ต้อหิน

มักแบ่งต้อหินเป็นชนิด/แบบต่างๆตามสาเหตุเป็น 4 ชนิด/แบบหลักดังนี้

  1. ต้อหินปฐมภูมิ (Primary glaucoma): ต้อหินปฐมภูมิเป็นต้อหินที่ไม่ทราบสาเหตุ พบในผู้สูงอายุ อายุยิ่งมากมีโอกาสเป็น มากขึ้น เป็นต้อหินที่พบมากที่สุด เวลาที่พูดถึงต้อหินโดยไม่บอกว่าเป็นชนิดใด มักหมายถึงชนิดนี้ ซึ่งต้อหินชนิดนี้อาจจำแนกตามอาการออกได้เป็นชนิดย่อยๆอีก 2 ชนิดย่อยคือ
  2. ต้อหินทุติยภูมิ (Secondary glaucoma):

    อนึ่ง ต้อหินในกลุ่มต้อหินทุติยภูมินี้จำเป็นต้องรักษาที่ต้นเหตุ หากทำได้รวดเร็วโรคต้อ หินจะหายได้ตามมา แต่ถ้ารักษาต้นเหตุได้ช้าจนเกิดความเสียหายในบริเวณมุมในลูกตาอย่าง ถาวร แม้โรคเดิมจะรักษาหายแล้ว แต่ยังคงมีโรคต้อหินตกค้าง ซึ่งต้องให้การรักษาคล้ายกับโรคต้อหินเรื้อรังต่อไป

    ต้อหินทุติยภูมิเป็นต้อหินที่เกิดภายหลังจากมีโรคตาอย่างใดอย่างหนึ่งนำมาก่อน หรือเป็น ผลแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงจากโรคตาอื่นเช่น
  3. ต้อหินแต่กำเนิด (Congenital glaucoma): ต้อหินแต่กำเนิด/ต้อหินในเด็ก เป็นต้อหินที่เกิดตั้งแต่เด็กแรกเกิด จากมีพัฒนาการ ภายในลูกตาที่ผิดปกติ ผู้ป่วยจะแสดงอาการทันทีหลังเกิด โดยขบวนการเกิดลูกตาตอนอยู่ในครรภ์มีความผิดปกติของทางเดินของสารน้ำในลูกตา จึงทำให้ความดันลูกตาสูงมากตั้งแต่อยู่ใน ครรภ์ ต้อหินในเด็กอาจพบได้หลายรูปแบบเช่น
  4. ภาวะสงสัยต้อหิน (Glaucoma suspect):

    ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจจะเป็นผู้ที่มีความดันลูกตาสูงอย่างเดียว (Ocular hypertension) คือ มีความดันฯมากกว่าค่าเฉลี่ยของคนปกติ (มากกว่า 21 มม.ปรอท) โดยที่ลานสายตามีรอยหวำในขั้วประสาท/จานประสาทตาขนาดยังปกติ หรือมีรอยหวำ/Cupping ในขั้วประสาทตาใหญ่/กว้างขึ้นเรียกว่า Large cupping (ค่าปกติไม่เกิน 0.4 - 0.5 disc diameter) หรือผู้ป่วยที่มีลานสาย ตาผิดปกติโดยไม่พบสาเหตุของความผิดปกติ อีกทั้งความดันลูกตาและ Cupping ก็ยังปกติ กล่าวคือ โดยรวมๆเป็นผู้ป่วยที่มีความผิดปกติไม่ครบตามลักษณะของต้อหินเรื้อรัง

    ผู้ป่วยในกลุ่มนี้แพทย์ต้องเฝ้าติดตามเป็นระยะๆโดยยังไม่รักษา ซึ่งผู้ป่วยบางรายจะพบความผิดปกติครบของลักษณะต้อหินเรื้อรังในเวลาต่อมา หรือในบางรายความผิดปกติอาจจะอยู่อย่างนั้นไม่กลายเป็นต้อหินเรื้อรัง

    ในบางสถานพยาบาล แพทย์เรียกผู้ป่วยกลุ่มนี้ตามความผิดปกติที่ตรวจพบ เช่น เรียกว่า “มีความดันลูกตาสูง (Ocular hypertension)” หรือ “มีรอยหวำกว้าง (Large cupping)” โดยไม่ได้ใช้คำว่า ต้อหิน หรือ สงสัยต้อหิน

    อนึ่ง ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่พบมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวในหัวข้อ ชนิดของต้อหิน และหัวข้อ ปัจ จัยเสี่ยง แพทย์อาจจะแนะนำให้รักษาโรคต้อหินไปเลย

    ภาวะสงสัยต้อหินเป็นภาวะที่พบในบางคนที่มีอาการบางอย่างเหมือนต้อหินปฐมภูมิชนิดเรื้อรัง (ต้อหินเรื้อรัง) แต่อาการไม่ครบทุกข้อที่จะวินิจฉัยเป็นต้อหินปฐมภูมิได้ จึงเรียกว่า อยู่ในกลุ่มสงสัย หรือ “ ภาวะสงสัยต้อหิน”เท่านั้น ซึ่งแพทย์จะต้องติดตามดูแลผู้ป่วยในระยะยาว

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดต้อหิน?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดต้อหิน ได้แก่

  1. ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อหิน: มีการศึกษาพบว่าผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นต้อหิน มีโอ กาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไปประมาณ 9.2 เท่า
  2. มีกระจกตาที่บางกว่าปกติ
  3. มีโรคทางกายที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดอันอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงจอตาไม่ดีเช่น โรคหลอดเลือดแดงแข็ง
  4. การมีความดันลูกตาสูง
  5. การใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเช่น ในโรคหืดหรือโรคออโตอิมมูน
  6. อื่นๆ: เป็นปัจจัยที่ยังมีผลการศึกษาไม่ชัดเจนเช่น สายตาสั้นมาก หรือเป็นเบาหวาน บางการ ศึกษาพบว่า อาจไม่เพิ่มความเสี่ยง/ไม่เป็นปัจจัยเสี่ยง แต่บางการศึกษาพบว่า เพิ่มความเสี่ยง

ต้อหินมีอาการอย่างไร?

อาการของต้อหินแบ่งได้เป็น 2 แบบคือ

ก. ต้อหินเฉียบพลัน: จะมีอาการอย่างกะทันหัน 3 อย่างได้แก่ ปวดตา ตามัว ตาแดง ล้วนเป็นอาการที่ทรมานผู้ป่วย ตามัวส่วนใหญ่จะมัวมากจนถึงขั้นเห็นหน้าคนไม่ชัด ปวดตามาก/บางคนปวดศีรษะมาก ปวดจนอาเจียน ความรุนแรงของอาการทั้ง 3 อย่างแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่ส่วนมากจะเป็นค่อนข้างมาก ผู้ป่วยโรคนี้จึงมักมาพบหมอทันที ความดันลูกตาจากที่ปกติต่ำกว่า 21 มม. ปรอท อาจขึ้นทันทีเป็น 50 มม.ปรอทในเวลาอันรวดเร็ว

ข. ต้อหินเรื้อรัง: ส่วนมากจะไม่มีอาการอะไรมาก ตาไม่แดง ไม่เจ็บ ระยะแรกไม่รู้สึกว่าตามัว เพราะการมัวจะเริ่มจากลานสายตาด้านข้าง การมองเห็นภาพด้านข้างแคบๆลง ผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยไม่สบายตาทำให้ใช้สายตาได้ไม่นาน คนสูงอายุมักจะรบเร้าให้เปลี่ยนแว่นสาย ตา คนทั่วไปที่เป็นโรคนี้มักจะเข้าใจว่าตนเองเป็นสายตาเสื่อมตามอายุ ซึ่งรักษาไม่ได้หรือเป็นต้อกระจก ซึ่งต้องรอให้ต้อแก่ก่อนค่อยรับการรักษา กลุ่มนี้ความดันตามักจะค่อยๆสูงขึ้นทีละน้อย ไม่พรวดพราดเหมือนต้อหินเฉียบพลัน จึงไม่มีอาการปวดตา

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

เมื่อมีอาการดังกล่าวในหัวข้ออาการ ควรรีบพบจักษุแพทย์เสมอ ส่วนในผู้ไม่มีอาการแต่อยู่ในกลุ่มมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยง ควรพบจักษุแพทย์ตั้งแต่อายุได้ 40 ปี ต่อ จากนั้นพบจักษุแพทย์ตามแพทย์แนะนำ

สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีอาการทางตาก็ควรพบจักษุแพทย์เช่นกัน เพื่อการตรวจคัดกรอง และพบจักษุแพทย์ต่อเนื่องตามแพทย์นัดต่อไป

วินิจฉัยต้อหินอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยต้อหินโดย

รักษาต้อหินอย่างไร?

แนวทางการรักษาต้อหินได้แก่

ต้อหินส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียงที่ตามมาหลังจากเป็นต้อหินคือ ต้อหินทุกชนิดถ้าไม่รับการรักษาตามักจะมัวลง บางรายถึงขั้นตาบอด

โดยสรุป ต้อหินมีผลทำให้ตามัวลงมากอย่างฉับพลันในรายเป็นต้อหินเฉียบพลันจนถึงขั้นตาบอดร่วมกับมีอาการเจ็บปวดเคืองตาอยู่ตลอด ส่วนต้อหินเรื้อรัง ตามัวลงอย่างช้าๆ บางคนอาจถึงขั้นตาบอด บางคนเห็นเลือนราง ขึ้นอยู่กับความดันลูกตาที่สูงมากหรือน้อย และภาวะของ หลอดเลือดไปเลี้ยงจอตาบกพร่องหรือไม่ แต่มักจะไม่มีอาการปวดหรือเจ็บตา

ต้อหินมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

การพยากรณ์โรคในโรคต้อหินขึ้นกับชนิด/สาเหตุของโรคต้อหินที่มีหลากหลาย จึงแตก ต่างกันได้มากในแต่ละบุคคล ตั้งแต่มีโอกาสรักษาได้หายเช่น กรณีเป็นต้อหินชนิดทุติยภูมิไปจนถึงไม่มีโอกาสรักษาได้หายเช่น ในกรณีเป็นต้อหินแต่กำเนิด เป็นต้น ดังนั้นแพทย์ผู้รักษาเท่า นั้นที่จะเป็นผู้ให้การพยากรณ์โรคของผู้ป่วยได้

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองในโรคต้อหินจะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของต้อหิน แต่มีหลักในการดูแลตนเองที่สำคัญคือ

  • ปฏิบัติตามแพทย์พยาบาลแนะนำ
  • กินยาใช้ยาต่างๆ (เช่น ยาหยอดตา) ที่แพทย์สั่งให้ถูกต้องครบถ้วนไม่ขาดยา และไม่หยุดยาเอง
  • รักษาควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงให้ได้อย่างดี
  • พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลตามนัดเสมอ

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ก่อนนัด?

ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเสมอเมื่อ

การป้องกันต้อหินอย่างไร?

ป้องกันต้อหินได้โดย

  • ในต้อหินเฉียบพลัน ที่เกิดในผู้ป่วยมีช่องด้านหน้าลูกตาแคบ ในปัจจุบันมีการใช้แสงเลเซอร์เจาะรูที่ม่านตา สามารถป้องกันการเกิดต้อหินได้หากตรวจพบช่องหน้าตาแคบมากจนมีแนวโน้มจะเกิดต้อหินเฉียบพลัน การป้องกันด้วยเลเซอร์เป็นการรักษาที่ทำได้ไม่ยาก ซึ่งแพทย์ทั่วไปมักจะแนะนำให้ทำโดยเฉพาะผู้ป่วยที่เกิดต้อหินเฉียบพลันในตาข้างหนึ่งแล้ว ควรทำเล เซอร์ในตาข้างที่เหลือ
  • สำหรับต้อหินเรื้อรัง ยังไม่มีวิธีป้องกันไม่ให้เกิด แต่การวินิจฉัยได้เร็วก่อนสายตายังไม่สูญเสียไปมาก การรักษาที่ถูกต้อง จะป้องกันมิให้สูญเสียสายตาเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุที่ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ จึงควรมีการตรวจคัดกรองภาวะนี้ซึ่งเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์และมักเกิดในคนสูงอายุ ซึ่งเพื่อการคัดกรองภาวะนี้จึงแนะนำให้ตรวจวัดความดันลูกตาอย่างน้อยปีละครั้งในผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และให้ความสนใจในการตรวจตามากขึ้นใน
    1. ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อหิน: มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีญาติเป็นโรคต้อหินมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไปประมาณ 9.2 เท่า
    2. มีกระจกตาที่บางกว่าปกติ
    3. มีโรคทางกายที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดอันอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงจอตาไม่ดี เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี โรคหลอดเลือดแดงแข็ง
    4. มีความดันลูกตาสูง
    5. อื่นๆ: กรณีสายตาสั้นมากหรือเป็นเบาหวาน บางการศึกษาพบว่า อาจไม่เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นต้อหิน แต่บางการศึกษาพบว่า เพิ่มความเสี่ยง


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน nongo2053
Frame Bottom