Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ดวงตา  ระบบตา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ตาเข 

บทนำ

ภาวะ หรือ โรค ตาขี้เกียจ (Amblyopia) หรือ พจนานุกรมศัพท์แพทย์ศาสตร์ ฉบับราช บัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2547 เรียกว่า โรคตามัว (แอมไบลโอเปีย/Amblyopia) โดยคำว่า Ambly opia มาจากภาษากรีก จากคำ Amblyos รวมกับ Opia ซึ่ง Amblyos หมายถึง มืดมัว และ Opia หมายถึงสายตา รวมกันจึงหมายความว่า สายตามืดมัว ซึ่งมักเป็นกับตาข้างเดียว ส่วนน้อยเป็นกับตาทั้งสองข้าง โดยที่ไม่พบโรคหรือสิ่งผิดปกติของตาหรือประสาทตาที่รับรู้การเห็นไปจนถึงสมองส่วนที่เป็นศูนย์รับรู้การเห็นบริเวณท้ายทอย หรือถ้าพบสิ่งผิดปกติแม้แก้ไขสิ่งผิด ปกตินั้นแล้ว ตาข้างนั้นก็ยังมัวเหมือนเดิม นัยหนึ่งก็คือ ภาวะตามัวโดยที่ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นปกติดี ภาวะนี้ ภาษาอังกฤษชาวบ้านเรียกกันว่า Lazy eye หมายถึงตาดีแต่ขี้เกียจทำงานนั่นเอง ซึ่งเป็นที่มาของ คำว่า ภาวะตาขี้เกียจ

พบภาวะตาขี้เกียจนี้เฉพาะในเด็กเท่านั้น จากสถิติพบว่าเด็กที่มีอายุ 2-3 ปี พบได้ถึง 2.0 – 2.5% แต่การเกิดภาวะนี้จะลดลงเรื่อยๆ จนแทบไม่พบในเด็กอายุเกิน 7 ปี กล่าวคือ แม้จะมาตรวจพบในอายุมากกว่านี้ ก็เกิดจากเป็นภาวะนี้มาตั้งแต่เด็กเล็กทั้งสิ้น หรือถ้าเด็กมีตาปกติตลอดจนอายุมากกว่า 7 ปี ก็จะไม่เกิดภาวะนี้

ภาวะตาขี้เกียจเกิดได้อย่างไร?

ตาขี้เกียจ

การมองเห็นเป็นการรับรู้ทางสัมผัสอย่างหนึ่ง ซึ่งมิได้มีการพัฒนาที่สมบูรณ์ทันทีที่เด็กเกิดมา แม้ว่าเด็กเกิดมาจะมีตาที่ปกติ เด็กแรกเกิดซึ่งยังมองเห็นไม่ชัดเจน แต่จะมีการพัฒนาให้ดีขึ้นทันทีที่เด็กลืมตาและมีแสงสว่างกระทบตา ผ่านส่วนต่างๆภายในตาถึงจอตาที่มีเซลล์รับรู้แสงและเก็บส่งสัญญาณไปยังสมอง เด็กจะค่อยๆมีการเห็นที่ดีขึ้นเรื่อยๆไปจนถึงอายุ 4 – 5 ปี สายตาถึงจะใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ โดยจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงอายุ 3 - 12 เดือน แล้วพัฒนาอย่างช้าๆไปถึงสูงสุดในอายุประมาณ 5 ปี หากในช่วงนี้มีสิ่งกีดขวางมิให้แสงจากวัตถุไปกระตุ้นจอตา ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาจอตาจะไม่เกิดการเรียนรู้ นานเข้าก็เลยมิอาจเรียนรู้ว่าการมองเห็นนั้นเป็นอย่างไร ทำให้การมองเห็นด้อยกว่าคนปกติหรือด้อยกว่าตาอีกข้าง อาจจะต่างกันเล็กน้อยหรือมาก คล้ายๆขี้เกียจมากหรือน้อยก็ได้ แม้เมื่อโตขึ้นจะพยายามแก้ไขเหตุที่กีดขวางออก จอตาก็มิอาจเรียนรู้ได้ เรียกว่ามารักษาตอนโตมักไม่ได้ผลนั่นเอง

นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองสภาวะนี้ให้เกิดในแมว และลิง โดยเย็บหนังตาให้ปิดในตาข้างหนึ่งทันทีที่สัตว์เกิด ปรากฏว่าตาข้างนั้นของแมวและลิงมองไม่เห็น จึงเป็นการพิสูจน์ถึงภาวะนี้ได้อย่างดี อีกตัวอย่างคือ โรคที่พบเห็นกันบ่อยๆ คือ โรคต้อกระจกในผู้สูงอายุ เมื่อมารับการผ่า ตัดสายตาจะกลับคืนได้เพราะตาได้พัฒนามาแล้วตั้งแต่แรกเกิด แต่ถ้าต้อกระจกแต่กำเนิด ถ้ารอให้โตค่อยมารับการผ่าตัด แม้การผ่าตัดเป็นไปด้วยดี แต่การมองเห็นจะไม่ดีไม่เหมือนรักษาต้อกระจกในผู้ใหญ่ ทั้งนี้เพราะจอตาในเด็กที่เป็นต้อกระจกแต่กำเนิดไม่เคยเรียนรู้การมองเห็นมาก่อน ผิดกับต้อกระจกผู้ใหญ่ที่จอตาเคยเรียนรู้การมองเห็นแล้ว จึงมองเห็นได้ดีหลังผ่าตัด

ภาวะตาขี้เกียจนี้เริ่มเกิดและเกิดเฉพาะในเด็กเท่านั้น และตาข้างนั้นจะมัวอย่างนั้นตลอด ไป ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขแต่เนิ่นๆ

ภาวะตาขี้เกียจมีสาเหตุจากอะไร?

ภาวะตาขี้เกียจเกิดจากสาเหตุหลัก 3 อย่าง ได้แก่

มีวิธีแก้ไขภาวะตาขี้เกียจอย่างไร?

วิธีแก้ไขหรือรักษาภาวะตาขี้เกียจ คือ ต้องรักษาตั้งแต่เด็กๆหรือทันทีที่ตรวจพบ โดยการรักษามีหลักอยู่ 3 ประการ ได้แก่

ดูเหมือนว่า การรักษาจะทำได้ไม่ยากนัก แต่ก็ยังมีภาวะนี้เกิดขึ้นจนเด็กโต ทั้งนี้เพราะการตรวจพบและรับการรักษาภาวะนี้ถูกละเลยมากกว่า เพราะเด็กเล็กๆบอกไม่ได้ว่าตนเองตามองไม่เห็นหรือตามัว และภาวะนี้ไม่มีอาการเจ็บปวดหรือเคืองตาทั้งสิ้น เด็กไม่ทราบว่ามีตามัวอยู่ข้างหนึ่ง เพราะใช้แต่ตาข้างดี ซ้ำร้ายผู้ปกครองมักจะคิดว่ารอเด็กโตค่อยรักษา อันจะทำให้เวลาที่รักษาได้ผล ผ่านไป

ป้องกันภาวะตาขี้เกียจได้อย่างไร? ควรนำเด็กพบจักษุแพทย์เมื่อไร?

ข้อเสนอแนะให้ปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดภาวะตาขี้เกียจของเด็ก คือ

  • เด็กควรได้รับการสังเกตตาตั้งแต่แรกคลอด โดยดูลักษณะขนาดของตาทั่วๆไปว่า ปกติดีหรือไม่ มีอะไรที่มาปิดตาดำของเด็กหรือไม่ ซึ่งผู้ปกครองสามารถสังเกตเองได้
  • เมื่อเด็กอายุ 2–3 เดือน แม่หรือพี่เลี้ยงต้องคอยสังเกตว่า เด็กน้อยจ้องหน้าแม่หรือพี่เลี้ยงเวลาให้นมได้หรือไม่ เมื่อเด็กยังทำไม่ได้ ควรต้องปรึกษาแพทย์
  • เมื่อเด็กอายุ 6 เดือน เด็กควรจ้องมองตามวัตถุได้ โดยตาเด็กปกติจะจ้องนิ่งได้ หลักการ คือ เมื่อเด็กมองวัตถุ ตาต้องอยู่ตรงกลาง ตานิ่งจับวัตถุ เรียกกันทางแพทย์ว่ามี ซีจีเอ็ม (CGM คือ Central/ตาดำที่มองวัตถุต้องอยู่ตรงกลาง Good/ตาต้องมองจ้องภาพวัตถุตรง หน้า Maintain/ตาจับนิ่งกับวัตถุ) เมื่อเด็กทำไม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์
  • เมื่ออายุ 3 ปี เป็นวัยที่เด็กพอจะให้ความร่วมมือในการวัดสายตาโดยใช้แผ่นภาพ เป็นรูปภาพหรือรูปสัตว์ที่เด็กคุ้นเคย ขนาดต่างๆกัน สามารถวัดระดับการมองเห็นของเด็กได้ ในวัยนี้สายตาควรจะใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ อีกทั้งเด็กวัยนี้มักจะให้ความร่วมมือในการตรวจดูว่ามีตาเหล่หรือไม่ได้ดี จึงควรนำเด็กพบหมอตา (จักษุแพทย์) เสมอ ถึงแม้ผู้ปกครองไม่พบว่าเด็กเห็นผิดปกติ กล่าวคือ เป็นการตรวจสุขภาพตาเด็กนั่นเอง

อนึ่ง สมาคมจักษุแพทย์และกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เด็กควรได้รับการตรวจตาจากจักษุแพทย์เป็นระยะๆ เริ่มตั้งแต่แรกคลอด อายุ 6 เดือน อายุ 3 ปี และหลังจากนั้นควรตรวจทุกปี หรือตามจักษุแพทย์แนะนำ หรืออย่างน้อยปีเว้นปี ทั้งนี้เพื่อเป็นการตรวจสุขภาพตาเด็ก เพื่อป้องกันโรคตาที่ป้องกันได้ และเมื่อเกิดความผิดปกติของตา จะได้พบความผิดปกติแต่เนิ่นๆ ซึ่งจะช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นมาก แต่ถ้าพบความผิดปกติทางสายตา หรือของดวงตา เช่น ตาเหล่ ควรรีบนำเด็กพบจักษุแพทย์เสมอ

Updated 2014, April 26


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 4 คน sirikul Kanok18 Wimalin Sudapa kerdthong
Frame Bottom