Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ผิวหนัง 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

แผล 

บทนำ

งูกัด (Snake bite) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย เป็นปัญหาที่พบบ่อย และโดยเฉพาะในเวลาที่น้ำท่วม เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนมีลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของงู ในประเทศไทยมีงูอยู่ราว 163 ชนิด ปัญหางูกัดที่สำ คัญและเป็นปัญหาเร่งด่วนคือ งูพิษกัด ซึ่งหากรู้ว่างูพิษเป็นชนิดใดและให้การรักษาทันเวลาและถูกต้องเหมาะสม จะสามารถทำให้หลีกเลี่ยงการเป็นอันตรายมากซึ่งในบางกรณีอาจถึงเสียชีวิตได้

ธรรมชาติของงูเป็นอย่างไร?

งูกัด

ส่วนใหญ่งูจะกัดต่อเมื่อถูกทำให้ตกใจ หรืออยู่ในสภาวะถูกคุกคาม หากเป็นไปได้มันมักจะหนีผู้คน งูมักอยู่ใกล้น้ำหรือในน้ำ และส่วนมากจะเป็นงูไม่มีพิษ แต่หากถูกงูกัด และไม่ทราบชนิดของงู ต้องนึกว่าเป็นปัญหาใหญ่ และต้องนึกถึงงูพิษไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะในเด็กซึ่งตัวเล็ก น้ำหนักน้อย หากถูกงูพิษกัดอาการจะมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะปริมาณของพิษมากเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวน้อย

งูกัดอันตรายไหม?

เนื่องจากงูส่วนใหญ่เป็นงูไม่มีพิษ เมื่อถูกกัดอาจทำให้เกิดแผล เจ็บปวดบ้าง หรืออาจมีอาการติดเชื้อตามมาถ้าแผลสกปรก แต่คนทั่วไปมักไม่รู้จักงู และไม่ทราบว่า เป็นงูมีพิษหรือไม่ จึงต้องระลึกว่า เมื่อถูกงูกัด งูนั้นอาจมีพิษไว้ก่อน ให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำดังจะกล่าวต่อไป และรีบพบแพทย์ซึ่งถ้าเป็นไปได้ควรไปโรงพยาบาลจะดี กว่า อย่างไรก็ตาม ป้องกันอย่าให้งูกัดดีที่สุด

ผลข้างเคียงจากงูกัดมีอะไรบ้าง?

ผลข้างเคียงจากงูกัด ที่อาจพบได้ คือ

  1. ผลเฉพาะที่จากพิษงูหรือจากเอนไซม์ (Enzyme)/สารบางชนิดในน้ำลายของงูที่อาจทำให้เกิดเนื้อเยื่อบริเวณที่ถูกกัดตายบริเวณกว้าง ทำให้มีการสูญเสียกล้ามเนื้อเนื้อเยื่อต่างๆและ ผิวหนังโดยรอบแผล หรือแผลงูกัดติดเชื้อแบคทีเรีย บางคนต้องทำการปลูกถ่ายผิวหนังโดยตัดผิวหนังส่วนที่ดีมาปะส่วนของผิวหนังที่เสียหายไป
  2. ผลที่เกิดจากพิษงูทั้งทางระบบประสาทระบบเลือดและที่ทำให้เกิดไตวาย แต่หากได้รับ การรักษาที่ถูกต้องได้เซรุ่มแก้พิษงูตามชนิดของงูและตามข้อบ่งชี้ ร่วมกับการรักษาประคับประคอง ตาอาการที่เหมาะสม ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะกลับเป็นปกติ แต่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตจากการหายใจล้มเหลวหรือจากหัวใจล้มเหลว เนื่องจากพิษงูมีผลต่อหัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือจากสารโพแทสเซียม (Potassium) สูงโดยเกิดจากพิษงูทำให้เกิดการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงและของกล้ามเนื้อ หรือพิษงูส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกิดเลือดออกมากจากแผลหรือจากเนื้อเยื่อ/อวัยวะอื่นๆจนเสียชีวิต (ตาย) ได้

ชนิดของงูพิษและบริเวณที่พบงูพิษ

งูพิษในประเทศไทยแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ

  1. งูพิษที่มีผลต่อระบบประสาท ได้แก่
    • งูเห่าไทย (Cobra, Naja kaouthia) พบได้ทั่วประเทศพบมากในภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง
    • งูเห่าพ่นพิษ (Spitting cobra, Naja siamensis) พบมากทางภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันตก
    • งูจงอาง (King cobra, Ophiophagus hannah) พบมากในภาคใต้และภาคกลางบางจังหวัด
    • งูสามเหลี่ยม (Banded krait, Bungarus fasciatus) พบได้ทุกภาคของประเทศ
    • งูทับสมิงคลา (Malayan krait, Bungarus candidus) พบมากทางภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออก
  2. งูพิษที่มีผลต่อระบบเลือด แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย
    • กลุ่มแรกคือ งูแมวเซา (Typical viper) พบมากในภาคตะวันออกและภาคกลาง
    • กลุ่มที่สองเป็น Pit viper ได้แก่ งูกะปะ พบมากในภาคใต้ชายฝั่งทะเลตะวันออกและภาคเหนือ
    • อีกชนิดหนึ่งคือ งูเขียวหางไหม้ พบมากในกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  3. พิษต่อไต

    อนึ่ง งูพิษที่กัดคนไทยมากที่สุดคือ งูกะปะ (40%) รองลงมาได้แก่ งูเขียวหางไหม้ (34%) งูเห่า (12%) งูแมวเซา (10%) และงูชนิดอื่นๆ (4%)

    ในภาวะน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 ขณะที่คนในกรุงเทพมหานครกำลังประสบความทุกข์ยากจากมหาอุทกภัย ก็มีข่าวที่ทำให้ต้องมีความวิตกกังวลมากขึ้นจากการที่มีผู้แอบเลี้ยงงูที่มีถิ่นฐานอยู่ในทวีปอาฟริกาชื่อ Green mamba และงูหนีออกมา

    พบในงูแมวเซา อาจเป็นผลจากพิษงูโดยตรงหรืออาจเกิดจากผลทางอ้อมจากสาเหตุอื่นเช่น ภาวะช็อก ผลจากฮีโมโกลบิน (Hemoglobin/สารชนิดหนึ่งที่ให้สีแดงในเม็ดเลือดแดง) ที่ถูกขับออกทางไต
  4. งู Green mamba (Dendroaspis angusticeps)

    งูชนิดนี้เป็นงูที่มีพิษต่อระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตเพราะมีพิษที่เรียกว่า Muscarinic toxin มีการศึกษาส่วนประกอบละเอียดของพิษงู Green mamba พบว่ามากกว่า 50% ของส่วนประกอบเหมือนพิษงูเห่าไทย (Naja kaouthia) ที่พบได้ทั่วประเทศดังกล่าวแล้ว

    ที่ประเทศซิมบับเวได้มีการศึกษาผู้ป่วยที่งูพิษกัดจำนวนมากพบว่า 18% ของผู้ป่วยถูกงู Black และ Green mamba กัด ขณะที่งูเห่ากัด 37% อย่างไรก็ตามผู้ป่วยเสียชีวิตจากงูพิษกัดโดยรวมไม่มากคือ 1.8% การรักษาได้ผลดีด้วยเซรุ่มแก้พิษงู ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด วัค ซีนป้องกันโรคบาดทะยัก และการรักษาประคับประคองตามอาการของผู้ถูกงูกัด ซึ่งเป็นวิธีรักษางูพิษกัดทุกชนิดเหมือนๆกันดังจะได้กล่าวต่อไปในหัวข้อการรักษางูกัด ซึ่งรวมทั้งจากงู Green mamba แต่ความแตกต่างจะอยู่ที่ชนิดของเซรุ่มที่ใช้ซึ่งต้องแตกต่างกันตามชนิดของงูพิษเช่น เซรุ่มพิษงู Green mamba เมื่อถูกงูชนิดนี้กัด เป็นต้น

เมื่อถูกงูพิษกัดจะมีอาการอย่างไร?

เนื่องจากพิษงูประกอบด้วยโปรตีนและเอนไซม์ (Enzyme/สารเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของ สารต่างๆในร่างกาย) หลายชนิด มีผลต่อบริเวณที่ถูกกัดและทำให้เกิดอาการต่างๆได้ทั่วร่างกาย

นอกจากนี้อาจมีอาการทั่วไปอื่นๆร่วมด้วยเช่น มีไข้ หมดสติ ความดันโลหิตต่ำ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน/ท้องเสีย หรืออาการแพ้พิษงู (บวม แดง ขึ้นผื่นคันอาจทั้งตัวหรือเฉพาะเนื้อ เยื่อ/อวัยวะใด เนื้อเยื่อ/อวัยวะหนึ่ง) แต่พบได้น้อย

เมื่อถูกงูกัดควรปฏิบัติตนเบื้องต้นอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

เนื่องจากเรามักไม่รู้จักชนิดของงู ดังนั้นเมื่อถูกงูกัดให้สันนิษฐานว่าเป็นงูมีพิษไว้ก่อน ซึ่งการปฏิบัติเบื้องต้น (การปฐมพยาบาล) และการพบแพทย์เมื่อถูกงูกัด ได้แก่

  1. ให้ผู้ป่วยอยู่นิ่งๆ อย่าเคลื่อนไหว ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย และให้บริเวณที่ถูกงูกัดอยู่ต่ำกว่าระดับหัวใจเพื่อให้พิษนั้นเคลื่อนเข้าไปในร่างกาย/กระแสเลือดได้ช้า
  2. ถอดแหวนหรือสิ่งที่รัดบริเวณที่งูกัด เนื่องจากถ้าบวมจะถอดออกไม่ได้ และหาสิ่งดาม หรือทำที่ตรึงหลวมๆ ตรึงบริเวณที่ถูกงูกัดเพื่อลดการเคลื่อนไหว เพราะยิ่งเคลื่อนไหว พิษงูยิ่งเข้าสู่ร่างกายได้เร็วขึ้น
  3. ดูอาการบริเวณที่ถูกงูกัด ถ้าบวม หรือมีสีเปลี่ยนให้สงสัยว่าถูกงูพิษกัด
  4. หากทำได้ ควรตรวจดูสัญญาณชีพว่าชีพจรเบาเร็วหรือไม่ การหายใจและความดันโลหิตปกติหรือไม่ มีไข้หรือไม่ ถ้ามีอาการช็อกเช่น หน้าซีดขาว เวียนศีรษะ หน้ามืด ให้ผู้ป่วยนอนราบยกเท้าสูงประมาณ 1 ฟุตและห่มผ้าห่มให้
  5. รีบนำไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด (ฉุกเฉิน) อย่าวางใจว่าอาการปวดไม่มาก อาจไม่มีอันตรายเพราะบางคน ครั้งแรกที่ถูกกัดไม่ปวดแต่พอมีอาการปวด อาการอื่นๆก็รุนแรงจนอาจเสียชีวิตได้ และในระหว่างทางควรโทรศัพท์แจ้งโรงพยาบาลเพื่อการเตรียมเซรุมได้รวดเร็วที่สุด
  6. ถ้าทำได้ และปลอดภัยต่อผู้ดูแล ให้นำงูตัวที่กัดและถูกตีตายไปให้แพทย์ดูด้วย หรือถ่ายรูปงูไปให้แพทย์ดู แต่อย่ามัวเสียเวลากับการไล่ล่างู เพราะงูอาจจะกัดได้แผลใหม่อีก และต้องระวังด้วยว่า งูตัวที่ตีตายแล้วนั้นขณะนำมาให้แพทย์ดู อาจสามารถงับคนได้อีก (จากปฏิกิริยาที่เรียกว่ารีเฟล็กซ์/Reflex) ซึ่งอาจจะเกิดได้ภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากงูเสียชีวิตแล้ว จึงต้องระวังตรงบริเวณหัวงูไว้ด้วย
  7. หลังพบแพทย์ และแพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน ให้ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ รวมทั้งในการดูแลแผลงูกัด
  8. เมื่อแพทย์นัดให้พบแพทย์ตามนัด แต่เมื่อกังวลในอาการหรืออาการต่างๆเลวลงเช่น แผลเลวลง ปวดแผลมากขึ้น หรือแผลบวมมากขึ้น หรือมีไข้ ให้รีบพบแพทย์ก่อนนัด โดยควรพบแพทย์ภายใน 1 - 2 วันหลังจากมีอาการผิดปกติ และรีบพบแพทย์ฉุกเฉินถ้ากลับมามีอาการผิด ปกติรุนแรงเช่น มีเลือดออกไม่หยุดจากบริเวณใดก็ได้ ไข้สูง มีแขนขาอ่อนแรง หรือคลื่นไส้ อา เจียน

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อถูกงูกัด

เมื่อถูกงูกัด ต้อง ไม่

  1. ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยออกกำลังมากหรือเคลื่อนไหวมากเกินไปเพราะพิษงูจะเข้าสู่กระ แสเลือดได้เร็วขึ้น ถ้าจำเป็นอาจต้องให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนในรถนั่งหรือนอนราบ
  2. ไม่รัดแน่นบริเวณที่ถูกงูกัด การรัดอาจทำให้เนื้อตายหรือบวมเพราะขาดเลือดไปเลี้ยง ควรใช้ผ้าหรือเชือกพันเหนือบริเวณที่ถูกกัดกับไม้แผ่นเล็กๆและให้นิ้วมือสอดเข้าใต้ผ้าหรือเชือกที่รัดได้ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ผู้ป่วยสบายได้หลายชั่วโมง และไม่ควรถอดเชือกหรือผ้าที่ผูกไว้จนกว่าจะไปถึงโรงพยาบาลเนื่องจากพิษงูจะเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วขึ้นเมื่อถอดเชือกหรือผ้าออก อย่างไรก็ตามวิธีนี้อาจไม่ได้ผลในกลุ่มงูที่ทำให้เกิดพิษเฉพาะที่เช่น งูเห่า งูเขียวหางไหม้
  3. ไม่ประคบบริเวณที่ถูกงูกัดเพราะพิษงูอาจเข้าสู่กระแสเลือดเร็วขึ้น ส่วนการประคบเย็นอาจทำให้เนื้อเยื่อตายเพิ่มมากขึ้น
  4. ไม่ใช้ของมีคมกรีดหรือใช้ไฟฟ้าจี้บริเวณที่ถูกงูกัดหรือพอกยาบริเวณแผลเนื่องจากอาจมีการติดเชื้อรุนแรงที่แผลได้
  5. ไม่ใช้ปากดูดพิษงูเพราะพิษจะก่ออันตรายต่อผู้ดูดพิษงูหรือก่อการติดเชื้อต่อแผลงูกัดได้
  6. ไม่ให้ผู้ป่วยกินยาหรือสารกระตุ้นหรือยาแก้ปวด ยกเว้นจะได้รับการแนะนำโดยแพทย์ หากปวดมากให้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) และไม่ให้ดื่มแอลกอฮอล์เพราะอาจทำให้ประ เมินความรู้สึกตัวของผู้ป่วยผิดพลาด
  7. ไม่ให้ผู้ป่วยกินอาหารหรือดื่มน้ำเพราะอาจก่อการสำลักอุดทางเดินหายใจเสียชีวิต หรือเกิดภาวะปอดติดเชื้อ/ปอดบวมรุนแรงได้โดยเฉพาะในผู้ที่ได้รับพิษงูที่มีผลต่อระบบประสาท
  8. ไม่ยกอวัยวะที่ถูกงูกัดอยู่เหนือระดับหัวใจเพราะพิษงูจะเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วขึ้น

แพทย์รักษาผู้ป่วยที่ถูกงูพิษกัดอย่างไร?

แพทย์รักษาผู้ป่วยถูกงูพิษกัด โดย

  1. แพทย์จะประเมินการหายใจ ระบบหัวใจ ว่ายังทำงานได้ปกติหรือไม่ หรือต้องการการรักษาเบื้องต้นอย่างไร หากผู้ป่วยรัดเหนือแผลมาจะคลายเชือกที่รัดออก (หลังจากประเมินผู้ป่วยแล้ว) ทำแผลให้สะอาด
  2. แพทย์จะซักประวัติเรื่องงูกัด เวลาที่ถูกกัดก่อนมาถึงโรงพยาบาล หรือว่าตัวงูที่นำมาเป็นงูชนิดใด หากไม่รู้จัก แพทย์จะเปรียบเทียบรูปงูกับหนังสือหรือทางอินเตอร์เน็ต แพทย์จะตรวจดูว่างูกัดจริงหรือไม่ โดยดูรอยเขี้ยว (Fang mark)
  3. แพทย์จะประเมินว่างูที่กัดมีพิษหรือไม่มี หากมีพิษเป็นพิษชนิดใด พิษต่อระบบประสาท ระบบเลือด หรือระบบไต โดยแพทย์จะเจาะเลือดตรวจหาความผิด ปกติในเลือดตามหลักฐานและความจำเป็น
  4. แพทย์จะดูอาการว่า มีอาการเฉพาะที่บริเวณที่กัดหรืออาการทั่วร่างกาย และอาการรุนแรงระดับใด น้อย ปานกลาง หรือมาก (แพทย์จะมีแนวทางในการประเมิน) อาการแรกที่บ่งบอกว่ามีพิษงูเข้าสู่ร่างกายมักจะเป็นอาการที่ไม่จำเพาะได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ดังนั้นถ้ามีอาการเหล่านี้อาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อตรวจหาอาการของพิษงูต่างๆทันทีเช่น ตรวจเลือดซีบีซี (CBC) หรือดูการทำงานของไต
  5. แพทย์จะพิจารณาการให้เซรุ่มแก้พิษงู ตามข้อบ่งชี้และตามชนิดงู
  6. แพทย์จะรักษาประคับประคองอื่นๆตามข้อบ่งชี้ และเมื่อมีอาการที่จำเป็นต้องให้การรักษาเช่น ให้เลือดและส่วนประกอบของเลือดในกรณีพิษมีผลต่อระบบเลือด ใส่เครื่องช่วยหาย ใจในกรณีหายใจไม่ได้เนื่องจากพิษมีผลต่อระบบประสาท ล้างไตในกรณีไตวาย รักษาภาวะช็อกถ้ามีภาวะช็อก รักษาภาวะติดเชื้อหากมีข้อบ่งชี้ และให้วัคซีนกันโรคบาดทะยักแก่ผู้ป่วย ให้ยาแก้ปวด และรักษาแผล
  7. ในกรณีที่ผู้ป่วยถูกงูพิษกัด แต่ยังไม่มีอาการ แพทย์มักให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเพื่อ ติดตาอาการอย่างน้อย 24 ชั่วโมง โดยดูแลอาการที่อาจเกิดตามมาอย่างใกล้ชิด

ป้องกันงูกัดอย่างไร?

การป้องกันงูกัดเป็นการรักษางูกัด และป้องกันผลข้างเคียงจากงูกัดที่ดีที่สุดซึ่งได้แก่

  1. หลีกเลี่ยงไม่เข้าไปในบริเวณที่งูชอบซ่อนตัวอยู่ เช่น ใต้ก้อนหิน ท่อนไม้ ที่รกๆ หรือกองเสื้อผ้า สิ่งของในที่มืดๆ โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วมที่งูหนีน้ำมา เมื่อเข้าห้องน้ำที่ตั้งอยู่ในที่ต่ำซึ่งงูซ่อนตัวได้ถึง ควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ
  2. อย่าเล่นกับงู ยกเว้นจะมีการฝึกมาอย่างดี
  3. เมื่อจะเดินไปในบริเวณที่รกๆ หรือที่มืดๆ ให้เอาไม้ตีแหวกทางเพื่อให้งูหนีไปก่อนเพื่อแน่ใจว่าไม่มีงูอยู่
  4. หากต้องเดินไปในบริเวณที่งูชุกชุมควรใส่กางเกงขายาวและรองเท้าบู๊ท

บรรณานุกรม

1. Cheng AC. Principles of snake bite management worldwide. http://www.uptodate.com. [2015,Jan10]
2. Kasilo OM, Nhachi CF. A retrospective study of poisoning due to snake venom Zimbabwe. Hum Exp toxicol1993;12:15-8.
3. Kukhtina W, Weise C, Muranova TA,et al. Muscarinic toxin-like proteins from cobra venom. Eur J Biochem2000;267:6784-9.
4. Nhachi CF, Kasilo OM. Snake poisoning in rural Zimbabwe-a prospective study. J Appl Toxicol1994;14:191-3.
5. Snake bites. MedlinePlus. http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/article/000031.htm [2015,Jan10]
6. ไพบูลย์ จินตกุล, ลาวัณย์ จันทร์โฮม. งูพิษในประเทศไทย. กรุงเทพมหา นคร: บริษัทประชาชน จำกัด. 2539.
7. อนุภาพ เลขะกุล. ผู้ป่วยที่ถูกงูพิษกัด. ใน: ธานินทร์ อินทรกำธรชัย. บรรณาธิการ. แนวทางการรักษาโรคโลหิตวิทยาในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร. บริษัทบียอนด์, 2543 หน้า 273-80.

Updated 2015, Jan 10

เว็บบอร์ด
User โรคมือเท้าปาก จากโรงเรียนหนูน้อย อาการเจ็บซี่โครง อาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และ/หรือของกระดูกซี่โครง ดังนั้นจึงขึ้นกับว่าคุณไปทำอะไรมา เช่น การออกแรงใช้กล้ามเนื้อ/กระดูก.... โดย Tippatai » 02/05/2012

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 12 คน Pichii nsco_sei.2057 Titakarnbomb pimprasan J.rockNatsuke tobsssss ftr557 the_monsters12 kane rutchada sansom2014 new.imarlex
Frame Bottom