Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

กระดูก  ต่อมไร้ท่อ  กระดูกและข้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ปวดหลัง  กระดูกหักง่าย 

บทนำ

กระดูก (Bone) ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญได้แก่ กระดูกส่วนนอก (Cortical bone) และกระดูกส่วนใน (Trabecular bone) ปัญหาสำคัญหนึ่งในประชากรสูงวัยได้แก่ ภาวะกระดูกหักซึ่งเกิดจากมวลของกระดูก (ความหนาแน่นมวลกระดูก/Bone mineral density ย่อว่า BMD) ส่วนนอกลดน้อยลงทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง กระดูกจึงไม่สามารถทนต่อแรงกระทำภายนอกได้จึงทำให้กระดูกหักได้ง่ายและเกิดภาวะทุพลภาพขึ้น

ภาวะที่กระดูกง่ายต่อการหักนี้เรียกว่า ภาวะ/โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ตำแหน่งกระดูกที่หักได้บ่อยในผู้สูงอายุได้แก่ กระดูกข้อสะโพก กระดูกสันหลัง

ปัจจุบันมีความตื่นตัวในเรื่องกระดูกพรุนอย่างมากเนื่องจากภาวะนี้เป็นภาวะที่ป้องกันและชะลอความรุนแรงของโรคได้ในระดับหนึ่ง แพทย์ที่มีบทบาทในด้านการรักษานี้ได้แก่

ซึ่งแต่ละกลุ่มจะดูแลผู้ป่วยต่างกลุ่มกันและอาจมีมุมมองและเทคนิคในการดูแลผู้ป่วยต่างกันด้วย

การวินิจฉัยภาวะกระดูกพรุนเราใช้การวินิจฉัยด้วยรังสี (รังสีจากการตรวจโรค) เป็นหลัก ผู้ให้การวินิจฉัยจะเป็นรังสีแพทย์หรือแพทย์เวชศาสตร์นิวเคลียร์

เครื่องมือใช้ตรวจความหนาแน่นมวลกระดูกมีชนิดใดบ้าง?

ความหนาแน่นมวลกระดูก

เครื่องมือสำหรับการตรวจความหนาแน่นมวลกระดูกมีหลายชนิดได้แก่

1. Radiogrammetry

2. Single Photon Absorptiometry (SPA)

3. Dual Photon Absorptiometry (DPA)

4. Single Energy X-ray Absorptiometry (SXA)

5. Dual Energy X-ray Absorptiometry (DEXA)

6. Quantitative Computed Tomography (QCT)

7. Quantitative Ultrasound

ขัอดีข้อเสียของเครื่องมือแต่ละชนิดที่มีให้บริการในทางเวชปฏิบัติในประเทศไทยเป็นอย่างไร?

ขัอดีข้อเสียของเครื่องมือแต่ละชนิดที่มีให้บริการในทางเวชปฏิบัติในประเทศไทยได้แก่

ก. DEXA (Dual Energy X-ray Absorptiometry): เป็นเครื่องตรวจโดยใช้รังสีเอกซ์พลังงานต่ำ (รังสีจากการตรวจโรค)

ทั้งนี้ปริมาณรังสีที่ผู้รับการตรวจด้วยเครื่องมือชนิดนี้ประมาณ 0.8 - 4.6 mSv/millisievert ซึ่งต่ำ กว่ารังสีที่ได้รับจากเอกซ์เรย์ปอดมากคือ ผู้รับการตรวจเอกซเรยปอดจะได้รับรังสีประมาณ 20 mSv

ข. QCT (Quantitative Computed Tomography): เทคนิคนี้ให้ความถูกต้องและแม่นยำสูงสุด สามารถแยกกระดูกส่วนนอกและกระดูกส่วนในได้ชัดเจน ข้อเสียที่สำคัญคือผู้รับการตรวจจะได้รับปริมาณรังสีสูงคือประมาณ 25 - 360 mSv

ค. ULTRASOUND (อัลตราซาวด์): ข้อดีที่สำคัญคือเป็นการตรวจที่ไม่ใช้รังสี ผู้รับการตรวจจึงไม่ได้รับรังสีเลย ทำให้เราสามารถพบเห็นการตรวจวิธีนี้ได้นอกสถานพยาบาล อย่างไรก็ตามเทคนิคนี้ให้ความถูกต้องแม่นยำที่ไม่สูงมากนักและสามารถตรวจได้เฉพาะกระดูกส้นเท้าซึ่งไม่ใช่จุดที่เสี่ยงต่อการหัก นอกจากนี้ผลตรวจที่ปกติไม่ได้เป็นตัวแทนของความหนาแน่นมวลกระดูกในกระดูก ส่วนอื่นๆจึงบอกค่าได้เฉพาะกระดูกชิ้นที่ตรวจเท่านั้น

ทั้งนี้จากข้อดีข้อเสียดังกล่าวข้างต้นทำให้การตรวจด้วยเครื่อง/เทคนิค DEXA เป็นเทคนิคที่เหมาะสมที่สุด จึงเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย

การตรวจความหนาแน่นมวลกระดูกตรวจที่กระดูกตำแหน่งใด?

ทั่วไปนิยมตรวจกระดูกที่มีโอกาสหักได้ง่ายจากภาวะ/โรคกระดูกพรุน 3 ตำแหน่งได้แก่ กระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar spine) กระดูกข้อสะโพก (Hip) และกระดูกปลายแขน (Forearm)

ค่าความหนาแน่นมวลกระดูกแต่ละตำแหน่งแม้ว่าจะมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันแต่ไม่สามารถนำมาใช้แทนกันได้ และในหลายกรณีที่ค่าเหล่านี้มีความแตกต่างกันมาก ดังนั้นในการวินิจฉัยให้ได้ผลที่แน่นอนจึงจำเป็นต้องตรวจอย่างน้อยในกระดูกทั้ง 3 ตำแหน่งดังกล่าว

แปลผลการตรวจความหนาแน่นมวลกระดูกอย่างไร?

ค่าความหนาแน่นมวลกระดูกที่วัดได้มีหน่วยเป็นมวล/ตารางพื้นที่กระดูก (gm/sq cm, กรัม/ตารางเซนติเมตร) จากค่านี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่ากระดูกบางหรือไม่ เราต้องนำค่านี้ไปเปรียบเทียบกับค่าปกติในกลุ่มคนที่อายุเท่ากัน เชื้อชาติเดียวกันหรือเชื้อชาติที่ใกล้เคียงกัน (เรียกว่าค่า Z) เช่น คนเอเชียด้วยกันและคำนวณเป็นค่าความแปรผันทางสถิติที่เรียกว่า T- score (T) ซึ่งใช้เป็นค่าวินิจฉัยภาวะความหนาแน่นมวลกระดูกโดย

  • ค่า T score ที่มากกว่า -1 (ลบ 1) ถือว่าความหนาแน่นกระดูกปกติ
  • ค่า T score ที่อยู่ระหว่าง -1 ถึง -2.5 ถือว่ากระดูกบาง (Osteopenia)
  • ค่า T score ที่น้อยกว่า -2.5 คือกระดูกพรุน (Osteoporosis)

อนึ่งในกรณีที่ต้องการตรวจซ้ำเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงความหนาแน่นมวลกระดูกไม่ว่าจะได้ รับการรักษาหรือไม่ ควรต้องได้รับการตรวจด้วยเดรื่องตรวจเดิม เนื่องจากเครื่องตรวจแต่ละเครื่องจะมีความแปรผันในตัวเองที่ต่างกันทำให้ผลตรวจแตกต่างกันได้

ภาพที่ 1 แสดงตำแหน่งการตรวจความหนาแน่นของกระดูกของข้อสะโพก

ภาพที่ 2 แสดงค่าความหนาแน่นกระดูกในส่วนต่างๆ ของข้อสะโพกและค่าเปรียบเทียบทางสถิติ พบว่ามีภาวะกระดูกพรุน ของคอกระดูกต้นขา (Femoral neck) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่หักได้บ่อย

ภาพที่ 3 แสดงค่าความหนาแน่นกระดูกโดยรวมของข้อสะโพกเปรียบกันในช่วงอายุตั้งแต่ 20 ถึง 80 ปี พื้นที่สีเข้มด้านบนเป็นความหนาแน่นที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 SD (standard deviation, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน) พื้นที่สีจางด้านล่างเป็นความหนาแน่นที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2 SD

ผู้ใดสมควรได้รับการตรวจคัดกรองความหนาแน่นมวลกระดูก?

จากข้อมูลของกรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ใช้ OSTA (Osteoporosis self-assessment Toll for Asian index) ประเมินก่อนการตรวจด้วย DEXA โดยสูตรคือ 0.2 x ( น้ำหนัก – อายุ) ถ้าค่าดัชนีที่ได้น้อยกว่า - 4 จัดว่าเป็นผู้มีอัตราเสี่ยงสูงต่อกระดูกหักหรือต่อโรคกระดูกพรุนสมควรได้รับการตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก

อย่างไรก็ตามผู้ที่ควรได้รับการตรวจความหนาแน่นกระดูกได้แก่ สตรีวัยหมดประจำเดือนทุกรายที่มีอัตราเสี่ยงสูงคือดัชนีดังกล่าวน้อยกว่า - 4 หรือผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป หรือเป็นผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนเช่น สูบบุหรี่ และ/หรือมีคนกระดูกหักในครอบครัว เป็นต้น

เตรียมตัวอย่างไรสำหรับการตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก?

ไม่จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวพิเศษใดๆทั้งสิ้น สามารถตรวจได้เลย เมื่อตรวจเสร็จก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติ กลับบ้านทำงานได้เลย ไม่มีรังสีใดๆหลงเหลืออยู่ในตัว

มีขั้นตอนการตรวจความหนาแน่นมวลกระดูกอย่างไร?

การตรวจความหนาแน่นมวลกระดูกด้วยเทคนิค DEXA ซึ่งเป็นการตรวจที่แพร่หลายที่สุด จะเริ่มด้วยการที่ผู้รับการตรวจจะเปลี่ยนเสื้อผ้าในชุดที่สบาย นำชิ้นส่วนโลหะออกจากร่างกาย (ในกรณีที่ผู้รับการตรวจใส่ข้อสะโพกเทียมจะได้รับการตรวจในข้อสะโพกฝั่งตรงข้าม หรือกรณีใส่เหล็กดามกระดูกสันหลังก็จะได้รับการตรวจในกระดูกสันหลังส่วนเอวที่ไม่มีเหล็กอยู่) จากนั้นผู้รับการตรวจจะนอนบนเตียงตรวจ เจ้าหน้าที่จะจัดตำแหน่งร่างกายที่เหมาะสมแล้วเริ่มการตรวจด้วยการปล่อยรังสีเอกซ์ (รังสีจากการตรวจโรค) พลังงานต่ำไปยังตำแหน่งที่ต้องการตรวจ ผู้รับการตรวจจะไม่รู้สึกผิดปกติใดๆทั้งสิ้น และจะใช้เวลาบนเตียงตรวจประมาณ 10 - 15 นาที หลังการตรวจไม่มีคำแนะนำในการปฏิบัติตัวพิเศษใดๆ

อนึ่งการตรวจนี้ไม่ควรตรวจในสตรีตั้งครรภ์เนื่องจากทารกในครรภ์จะได้รับรังสี (รังสีจากการตรวจโรค) โดยไม่จำเป็นและอาจเป็นสาเหตุให้ทารกพิการหรือแท้งได้

ปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีภาวะกระดูกพรุนมีอะไรบ้าง?

ปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีภาวะ/โรคกระดูกพรุนได้แก่

1 ปัจจัยด้านพันธุกรรมเช่น เพศหญิง รูปร่างบาง เชื้อชาติเอเชีย

2 ปัจจัยด้านฮอร์โมนเพศหญิงเช่น การหมดประจำเดือนเร็ว หรือวัยหมดประจำเดือน

3 ปัจจัยด้านโภชนาการเช่น การได้รับแคลเซียมและวิตามินดีน้อย บริโภคสุรา หรือสูบบุหรี่จัด

4 ปัจจัยโรคทางอายุรกรรมเช่น โรคต่อมไร้ท่อ โรคเลือด การใช้ยาบางชนิดเป็นระยะยาวนานเช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น

บรรณานุกรม

  1. Njeh C, Radiation exposure in Bone miner density assessment. Applied Radiation and Isotopes: Including data, Instrumental and Methods for use in Agriculture, industry and Medicine 1999, 50 ( 1 ) :215-236
  2. American College of radiology : ACR Appropriateness Criteria for Bone mineral density Measurment.
  3. แนวทางเวชปฏิบัติเรื่องดรคกระดูกพรุน สำนักพัฒนาวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารสุข
Updated 2016, March 5


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน laphasrada
Frame Bottom