Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ตา  จักษุวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ไม่มีอาการ 

ภาวะความดันตาสูงคืออะไร? วินิจฉัยได้อย่างไร?

ความดันตาสูง หรือความดันลูกตาสูง(Ocular hypertension) คือ โรค/ภาวะที่มีค่าความดันตา/ลูกตาสูงกว่าคนปกติทั่วไป เฉกเช่น ค่าความดันโลหิต ซึ่งมีค่าปกติ/ค่ามาตรฐานอยู่ ถ้าใครมีค่าความดันตาสูงกว่าค่ามาตรฐาน ถือว่ามีค่าความดันตาสูง จากการศึกษาในประชากรทั่วไป (ที่ไม่เป็นต้อหิน) พบว่าแต่ละคนทั่วไปมีค่าความดันตาแตกต่างกันบ้าง เมื่อนำค่าความดันตาของแต่ละคนที่ศึกษา มาประเมินทางสถิติ(Plot curve)ดู พบว่า ค่าความดันตาปกติของคนทั่วไปจะมีรูปทรงระฆังคว่ำ โดยจะโย้มาทางความดันสูงเล็กน้อย จากค่านี้ นำมาหาค่าเฉลี่ยพบว่า เป็น 15.5 +/ - 2.07 มม.ปรอท และเมื่อคิดค่า 2เท่าของ SD(Standard deviation, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน,ค่าเฉลี่ยทางสถิติ)ซึ่งครอบคลุมได้ถึง 95 % ของประชากร/คนปกติทั่วไป ซึ่งถือว่าเป็นค่าความดันตาปกติ จะได้ค่าความดันตาปกติคือ 20.5 มม.ปรอท ดังนั้น ทางการแพทย์จึงถือเอาค่า “ความดันตา 21 มม. ปรอท เป็นค่าความดันตาปกติ” หาก “ความดันตาสูงกว่า 21 มม. ปรอท ถือเป็น”ความดันตาสูง หรือ Ocular hypertension

ทั้งนี้ การวัดความดันตา เป็นหัตการที่ไม่ยุ่งยาก สามารถตรวจวัดได้ที่ห้องตรวจตาผู้ป่วยนอก ด้วยเครื่องตรวจวัดที่เรียกว่า “เครื่อง Tonometer” ซึ่งจะใช้เวลาตรวจวัดประมาณ 5-10 นาที และในการตรวจวัดฯนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้าแต่อย่างใด

การวินิจฉัยภาวะความดันตาสูง

ความดันตาสูง

เพื่อมิให้สับสนกับภาวะต้อหิน เพราะความดันตาสูงกับต้อหินไม่ใช่ภาวะ/โรคเดียวกัน จึงขอแยกแบ่งกันให้ชัดเจนว่า การจะวินิจฉัยว่า “ความดันตาสูง” ต้องประกอบด้วย

1. มีค่าความดันตามากกว่า 21 มม.ปรอท ในการวัดอย่างน้อย ตั้งแต่ 2 ครั้ง หรือมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป

2. มีมุมตา(มุมที่เกิดจากม่านตาพบกับกระจกตา)เปิดกว้าง (Open angle)

3. มีลานสายตาปกติ

4. การตรวจขั้วประสาทตา พบรอยหวำ/บุ๋มที่ขั้วประสาทตาอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ บุ๋มน้อยกว่า 0.5 DD/Disc diameter (Cupping น้อยกว่า 0.5 DD) โดยเฉพาะในแนวดิ่ง (Vertical cup) และหากสามารถตรวจนับจำนวณเส้นประสาทตา(Nerve fibre layer) ด้วยเครื่องตรวจที่เรียกว่า OCT(Optical coherence tomography) พบว่ามีค่าปกติ

5. ตรวจไม่พบสาเหตุของการเพิ่มความดันตาที่ชัดเจน เช่น ไม่มีการอักเสบภายในลูกตา (Anterior uveitis) ไม่มีประวัติอุบัติเหตุที่ลูกตา ตลอดจนไม่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ที่บริเวณม่านตา(Iris neovascularization) เป็นต้น

ส่วนเรื่อง โรคต้อหินที่รวมถึง สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย การรักษา ฯลฯ อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com ในบทความ 3 เรื่อง คือ ต้อหิน, ต้อหินเฉียบพลัน, และ ต้อหินเรื้อรัง

ความดันตาสูงมีอาการอย่างไร?

ความดันตาที่สูงจากปกติ มักจะสูงไม่มาก ถ้าสูงมาก มักจะเป็นลักษณะของโรคต้อหินมุมเปิดที่มีการสูญเสียเส้นประสาทตา (มีจำนวน Nerve fibre layer ลดลงชัดเจน) มีความผิดปกติของลานสายตาชัดเจน

ผู้ป่วยความดันตาสูงมักจะไม่มีอาการผิดปกติอะไร เป็นการตรวจพบโดยบังเอิญส่วนมากเป็นการตรวจพบจากการตรวจคัดกรอง(Screening)หาภาวะต้อหินในคนวัยกลางคนที่มารับการตรวจสุขภาพตาประจำปี

แต่มีบางรายเป็นส่วนน้อย อาจมีอาการปวดเมื่อยตาเป็นครั้งคราว และโดยทั่วไป สายตาผู้ป่วยมักจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ความดันตาสูงพบบ่อยแค่ไหน? มีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

มีผู้ศึกษาพบว่าประชากรที่อายุ 40 ปีขึ้นไป พบเป็นต้อหินมุมเปิดชนิดมีความดันตาสูงได้ประมาณ 1 %, เป็นต้อหินมุมเปิดที่มีความดันตาปกติประมาณ 1%, และประมาณ 4 - 10 % พบเป็นภาวะความดันตาสูง, หรือนัยหนึ่งผู้ที่มีความดันตาสูงเฉยๆ พบได้เป็น 8 เท่าของผู้ป่วยต้อหินมุมเปิด

การพยากรณ์โรคของภาวะความดันตาสูง: มีการศึกษาพบว่าในจำนวนผู้มีความดันตาสูงเพียงอาการแสดงอย่างเดียว หากติดตามผู้ป่วยไปเรื่อยๆ จะพบกลายเป็นต้อหิน คือ มีขั้วประสาทตา และมีลานสายตาผิดปกติได้ในอัตรา 0.5 – 1 % ต่อปี

และมีผู้ศึกษา โดยแบ่งผู้ป่วยความดันตาสูงออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ยาลดความดันตา อีกกลุ่มไม่รักษา ติดตามผู้ป่วยทั้ง 2กลุ่มนี้ไปเป็นเวลานาน 5 ปี พบว่า

  • ผู้ป่วยกลุ่มแรกที่ได้รับการรักษา กลายเป็นต้อหินชัดเจน มีการสูญเสียลานสายตาแบบต้อหินประมาณ 4.4 % อีกประมาณ 95 % ตายังปกติดี
  • ส่วนผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษา กลายเป็นต้อหินประมาณ 9.5 % หรือผู้ได้รับการรักษา กลายเป็นต้อหินน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง

ซึ่งจากการศึกษานี้ จึงนำมาซึ่งการถกเถียงกันว่า แล้วเราควรจะรักษาผู้ที่มีความดันตาสูงทุกรายหรือไม่ มีความจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องรักษา เพราะมีผู้ป่วยความดันตาสูงหลายเปอร์เซ็นต์ที่ไม่กลายเป็นต้อหิน และการให้ยารักษาทันที เป็นการเพิ่มภาระของผู้ป่วย อีกทั้งเสี่ยงต่อผลแทรกซ้อน(ผลข้างเคียง)จากการใช้ยา แต่ถ้าไม่รักษา รอให้มีลานสายตาผิดปกติก่อน ย่อมจะทำให้ผู้ป่วยมีการสูญเสียลานสายตาไปบางส่วน ซึ่งจะคุ้มกันหรือไม่

ควรให้การรักษาความดันตาสูงทันทีในผู้ป่วยกลุ่มใด?

จากการศึกษาจากหลายๆสถาบันทางการแพทย์ด้านโรคตา(Multi eye center study) ถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินในผู้ป่วยที่มีความดันตาสูง ซึ่งเป็นรายงานและข้อแนะนำจาก “Asia Pacific glaucoma guidelines” พบว่าผู้ป่วยความดันตาสูงที่มีโอกาสเกิดต้อหินและสมควรให้การรักษาทันที ได้แก่

1. มีความดันตาสูงมากกว่า 26 มม.ปรอท ขึ้นไป

2. อายุมาก ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป

3. มีกระจกตาบาง (บางกว่า 550 micron)

4. หลุมที่ขั้วประสาทตาในแนวตั้งกว้างมาก (Large vertical cupping)

5. ตรวจ ลานสายตา พบค่าของ Pattern standard deviation สูง

6. มีเลือดออกซ้ำในขั้วประสาทตา(Recurrent optic disc haemorrage)

7. มีปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเป็นต้อหิน เช่น มีประวัติต้อหินในครอบครัว ควรนำมาพิจารณาด้วย

8. ปัจจัยอื่นๆ: เช่น เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด ซึ่งปัจจัยในข้อนี้ แพทย์บางท่าน นำเข้ามาช่วยตัดสินใจ ในการให้การรักษาด้วย แม้มีบางรายงาน ไม่พบว่าโรคเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดต้อหินก็ตา

รักษาความดันตาสูงอย่างไร?

ผู้ที่มีความดันตาสูง แพทย์อาจให้การดูแลรักษาแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายตามปัจจัยเสี่ยงการเกิดต้อหิน ทั้งนี้อยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแลรักษา ซึ่งแนวทางการดูแลรักษาโดยทั่วไป ได้แก่

1. ติดตามดูอาการ ยังไม่ต้องให้ยาลดความดันตา โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเกิดต้อหิน แต่ผู้ป่วยต้องมารับการตรวจตาเป็นระยะๆจากจักษุแพทย์ หากพบความผิดปกติ จักษุแพทย์จึงจะให้ยารักษาทันที หากเลือกวิธีนี้ ผู้ป่วยอาจต้องมีการสูญเสียลานสายตาบางส่วน ซึ่งอาจมีการสูญเสียไปมาก ในผู้ป่วยที่ไม่มาตรวจตาตามจักษุแพทย์นัดหมาย

2. ลดความดันตาลง โดยให้ยาหยอดตาลดความดันตาเหมือนผู้ป่วยโรคต้อหินมุมเปิดทั่วไป โดยเฉพาะผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดต้อหิน หรือผู้ป่วยที่ต้องการรักษาแม้ยังไม่มีปัจจัยเสี่ยงข้างต้น ด้วยเหตุที่มีการศึกษาหลายการศึกษาที่ว่า ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่มีลานสายตาเสียให้เห็นชัดจากการตรวจตานั้น แสดงว่าประสาทตามักจะเสียไปมากพอสมควรแล้ว ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ คงต้องมีค่าใช้จ่ายในการซื้อยา ค่าตรวจตา และต้องยอมรับผลข้างเคียงของยาหยอดตาที่ใช้รักษา ซึ่งมักเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย เช่น อาการแสบตา ตาแดง ตาแห้ง หลังหยอดยา อีกทั้งมีผลทางด้านจิตใจ หากเป็นผู้สูงอายุอาจต้องเป็นภาระญาติในการพามาตรวจ หรือผู้ป่วยบางรายต้องมีผู้ดูแลคอยหยอดยาให้

สาเหตุที่เลือกลดความดันตาด้วยการใช้ยา

สาเหตุที่เลือกลดความดันตาด้วยการใช้ยาหยอดตา เช่น

1. สะดวกสำหรับผู้ป่วย หาซื้อยาฯง่าย และโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงจากยาฯน้อยกว่า การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ หรือวิธีผ่าตัด

2. ยาฯที่ใช้ มักจะลดความดันตาได้ดีในผู้ป่วยส่วนมาก

3. เนื่องจากความดันตาที่แพทย์ต้องการลด สูงไม่มากนัก (เพราะความดันตามักจะไม่สูงมาก) ยฯเกือบทุกตัวให้ผลลดความดันตาลงประมาณ 20 % ตรงกับความดันตาเป้าหมายในการรักษา(Target IOP/Target intraocular pressure)ที่แพทย์ต้องการในผู้ป่วยที่เป็นเพียงความดันตาสูง หรือต้อหินมุมเปิดที่ยังไม่รุนแรง

ยาหยอดตาที่ใช้ลดความดันตา

ยาหยอดตาลดความดันตา อาจแบ่งเป็น

1. ยาลดความดันตาโดยการเพิ่มการไหลออกจากจอตาของสารน้ำในตา/ Aqueous ที่เรียกว่า การเพิ่ม Outflow ยาในกลุ่มนี้ เช่นยา Prostaglandin , 2 Adrenergic agonist (Alphagan), Cholinergic (Pilocarpine)

2. ยาลดการสร้าง Aqueous เช่น ยา Beta – adrenergic antagonist (Timolol), ยา Carbonic anhydrase inhibitor (Azopt) เป็นต้น

มีวิธีเลือกใช้ยาหยอดตาอย่างไร?

วิธีเลือกใช้ยาหยอดตาเพื่อบำบัดรักษาภาวะความดันตาสูง โดยดูเป็นปัจจัยต่างๆ ได้แก่

1. ราคายาฯ

2. จำนวนครั้งที่ต้องหยอดยาต่อวัน เนื่องจากฤทธิ์ของยาฯอยู่นานต่างกัน ถ้าหยอดหลายครั้งอาจไม่สะดวก

3. ผลการลดความดันตา ลดได้มากน้อย อย่างไร

4. ผลข้างเคียงของยาฯน้อย หยอดตาแล้วสบายตากว่า ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงผลข้างเคียงในด้านร่างกายทั่วไปด้วย เช่น ผู้ป่วยมี โรคหืด หรือโรคหัวใจรุนแรง ห้ามใช้ยาในกลุ่ม Beta – adrenergic antagonist (Timolol) เพราะยาหยอดอาจกระตุ้นให้เกิดอาการหอบเหนื่อยรุนแรงขึ้น เป็นต้น



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 5 คน Bobby1 misterT hackerza1231 Billyla nmaliwan2537
Frame Bottom