Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ผิวหนังและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน  การพยาบาล 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

แผลกดทับ 

บทนำ

การเกิดแผลกดทับ (Bed sore หรือ Pressure sore หรือ Decubitus ulcers) มักพบในผู้ป่วยที่มีการนอนอยู่บนตียงเป็นเวลานาน/ผู้ป่วยนอนติดเตียง มีการเคลื่อนไหวได้น้อย ไม่เคลื่อนไหว หรือไม่ค่อยได้พลิกตัว จนเกิดเป็นแผลกดทับที่ผิวหนังตามตำแหน่งต่างๆได้ทั่วลำตัวโดยมักพบบ่อยในตำแหน่งผิวหนังที่อยู่ติดกับกระดูกเช่น ผิวหนังส่วนอยู่เหนือกระดูกกระเบนเหน็บ กระดูกก้นกบ กระดูกสะโพก และตามข้อพับต่างๆเช่น ข้อศอก ข้อเข่า ข้อเท้า

การดูแลผู้ป่วยเมื่อเกิดแผลกดทับแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการดูแลแผลเพราะแผลจะหายช้า หายยาก มักลุกลามขยายเป็นแผลขนาดใหญ่ขึ้น แผลลึกมากขึ้น และบ่อยครั้งอาจเกิดการติดเชื้อที่แผลกดทับตามมา การดูแผลกดทับจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้

  • การทำแผลเพื่อดูแลแผลให้สะอาด
  • พร้อมทั้งดูแลเรื่องอาหารเพื่อช่วยให้แผลหายได้เร็ว
  • รวมถึงการพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยบ่อยๆยังเป็นเรื่องที่จำเป็นในการดูแลเมื่อเกิดแผลกดทับแล้ว เพื่อช่วยลดการกดทับและช่วยให้มีการไหลเวียนเลือดได้ดีขึ้น ลดการลุกลามของแผลกดทับ

ในบทความนี้มุ่งเน้นการดูแลเมื่อเกิดแผลกดทับแล้ว (Taking care of bed sore) เพื่อให้ดูแลแผลกดทับได้ถูกต้องจนแผลหาย และเพื่อป้องกันการลุกลามและการติดเชื้อของแผลกดทับ อย่างไรก็ตามการดูแลผู้ป่วยนอนติดเตียง การป้องกันการเกิดแผลกดทับ ยังคงเป็นสิ่งที่ดีสุดที่สามารถดูแลตนเองได้ แนะนำอ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง “การป้องกันแผลกดทับ

ดูแลแผลกดทับอย่างไร?

การดูแลแผลกดทับ

การดูแลแผลกดทับสามารถแบ่งการดูแลได้ตามประเภท/ระยะ/ระดับความรุนแรงของแผลกดทับเป็น 4 ระยะ จากระยะที่มีความรุนแรงน้อยไปจนถึงระยะที่มีความรุนแรงมากที่สุดดังนี้

ก. แผลกดทับระยะที่ 1:

แผลกดทับระยะที่ 1 ผิวหนังบริเวณที่ถูกกดทับจะเป็นรอยแดง แต่ยังไม่มีรอยฉีกขาด โดยสีของผิวหนังจะแตกต่างจากผิวหนังปกติบริเวณข้างเคียงกล่าวคือมักเกิดเป็นรอยแดงๆที่เมื่อลดการกดทับ รอยแดงเหล่านี้ที่ผิวหนังจะไม่หายไปภายในประมาณ 30 นาทีและรอยแดงนี้จะไม่หายไปเมื่อมีการขยับหรือเปลี่ยนอิริยาบถหรือพลิกตะแคงตัวผู้ป่วย

การดูแลผู้ป่วยในระยะที่มีรอยแดงบริเวณผิวหนัง ที่สำคัญควรปฏิบัติดังนี้

  • การเปลี่ยนอิริยาบถผู้ป่วยจากท่าเดิม ใช้การพลิกตะแคงตัวบ่อยๆ เปลี่ยนจากท่านอนหงาย อย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมงร่วมกับจัดผ้าปูที่นอนให้เรียบตึง แห้ง และสะอาดอยู่เสมอ เพราะรอยย่นของผ้าปูที่นอนจะทำให้ผิวหนังที่แดงแล้วเกิดเป็นแผลกดทับได้ง่าย ส่วนการดูแลผ้าปูที่นอนให้แห้ง สะอาด จะช่วยลดการติดเชื้อ
  • ห้ามนวดหรือประคบด้วยความร้อนบริเวณผิวหนังที่มีรอยแดง เพราะการนวดหรือการประคบด้วยความร้อนจะเพิ่มการอักเสบของผิวหนังส่วนนั้น เสี่ยงต่อการฉีกขาดของผิวหนังและทำให้เกิดแผลที่นำไปสู่การเป็นแผลกดทับระยะที่ 2
  • ขจัดสาเหตุการกดทับหรือสาเหตุสิ่งเสริมอื่นๆเช่น ผิวหนังเปียกชื้นจากการถ่ายปัสสาวะหรือ ถ่ายอุจจาระรดที่นอน ควรทำความสะอาดทุกครั้งหลังการขับถ่าย
  • ดูแลผิวหนังให้สะอาด ไม่ให้เกิดผิวแห้งใช้โลชั่นหรือครีมทาผิวหนังบ่อยๆและทุกครั้งหลังการทำความสะอาดผิวหนังเพื่อช่วยให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้น
  • ใช้หมอนหรือผ้านุ่มๆรองบริเวณข้อต่างๆ (เช่น หัวไหล่ ข้อศอก ข้อเข่า ข้อมือ ข้อเท้า) และกระดูกส่วนต่างๆ (ดังกล่าวในบทนำ) ที่จะเกิดแผลกดทับได้ง่าย

ข. แผลกดทับระยะที่ 2:

แผลกดทับระยะที่ 2 มีการสูญเสียผิวหนังทั้งหมด เกิดแผลลึกถึงชั้นใต้ผิวหนัง ชั้นพังผืด แต่ยังลึกไม่ถึงชั้นกล้ามเนื้อ เอ็น และกระดูก แผลที่เกิดในระยะนี้อาจเป็นหลุมลึกหรือเป็นโพรงเซาะใต้ขอบแผล อาจพบเนื้อตายแต่เนื้อตายยังไม่ปกคลุมแผลทั้งหมด

แผลกดทับระยะที่ 2 นี้เป็นระยะที่มีการทำลายของเนื้อเยื่อชั้นผิวหนังถึงหนังกำพร้ามากขึ้น จนเกิดเป็นตุ่มน้ำพองและ/หรือเป็นแผลเปิด ในระยะนี้จำเป็นต้องให้การดูแลผิวหนังและแผลมากขึ้นด้วยการทำแผลโดยใช้น้ำเกลือนอร์มัล (0.9% NSS/Normal saline solution) ทำความสะอาดรอบแผลและภายในแผล แล้วปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ (Gauze) ตามด้วยปิดพลาสเตอร์ให้ติดผิวหนังส่วนที่ยังปกติด้านข้างรอบๆแผลเพื่อป้องกันผ้าก๊อซเลื่อนหลุด ควรทำแผลทุกวันอย่างน้อยวันละครั้ง แต่หากมีสารคัดหลั่งจากแผล (เช่น น้ำเหลือง) ซึมเปื้อนผ้าก๊อสควรทำแผลและเปลี่ยนผ้าก๊อซให้บ่อยขึ้น สิ่งสำคัญของการทำแผลกดทับคือ ใช้หลักปลอดเชื้อของอุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้ทำแผล (ปรึกษาพยาบาลในเรื่องการทำแผล) และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนและหลังการทำแผล

ควรพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมงเพื่อลดการกดทับแผลและส่งเสริมการไหลเวียนเลือดมาเลี้ยงแผลกดทับได้สะดวกขึ้น

ผู้ป่วยควรต้องได้รับอาหารมีประโยชน์ห้าหมู่ครบถ้วนทุกมื้ออาหารโดยเฉพาะอาหารโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ และได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอจากผลไม้เช่น ส้ม ฝรั่ง เพื่อช่วยทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น

ค. แผลกดทับระยะที่ 3:

แผลกดทับระยะที่ 3 มีการสูญเสียผิวหนังทั้งหมด มองเห็นชั้นกล้ามเนื้อ กระดูก เอ็น และ/ หรือเยื่อหุ้มข้อต่อ พื้นแผลอาจมีเนื้อตายหรือสะเก็ดแข็งปกคลุมบางส่วน และส่วนใหญ่มีโพรงและช่องเซาะใต้ขอบแผล

การดูแลแผลกดทับในระยะนี้คือ ทำความสะอาดแผลและปิดผ้าก๊อซชุบด้วยน้ำเกลือนอร์มัล (0.9% NSS) และปิดแผลด้วยผ้าก๊อซวันละ 1 - 2 ครั้ง หรือปิดแผลด้วยวัสดุที่เหมาะสมเช่น Absorbment, Foam dressing, Hydrofiber, Silver Nanocrystalline, Calcium Alginate (ตาม แพทย์พยาบาลแนะนำ) ที่เมื่อใช้วัสดุทำแผลเหล่านี้จะทำแผลทุก 3 - 5 วันหรือตามสภาพของแผล พร้อมทั้งเฝ้าระวังและป้องกันการติดเชื้อเช่น มีไข้ แผลมีสิ่ง/สารคัดหลั่งเป็นหนอง มีเนื้อตายที่มีกลิ่นเหม็น

ถ้าแผลกดทับมีเนื้อตายหรือแผลมีขนาดกว้างขึ้นหรือมีสิ่งคัดหลั่งดังกล่าว ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาที่แพทย์มักจำเป็นต้องตัดเนื้อตายเหล่านั้นออกไป และผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมด้วยตามแผนการรักษาของแพทย์

ง. แผลกดทับระยะที่ 4:

การดูแลแผลกดทับในระยะที่ 4 เป็นระยะที่มีความลึกของแผลลุกลามเข้าในชั้นกล้ามเนื้อ มักพบแผลมีการติดเชื้อ การดูแลแผลกดทับระยะนี้เหมือนในระยะที่ 3 และมีความจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อให้การดูแลแผลที่เหมาะสม ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีความพร้อม ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ในการรักษาแผลกดทับ

การดูแลเพื่อส่งเสริมการหายของแผลกดทับ

การดูแลเพื่อส่งเสริมการหายของแผลกดทับได้แก่

ก. การดูแลด้านอาหาร: นอกเหนือจากการทำแผลให้สะอาด ลดจำนวนเชื้อโรคจากแผลลงแล้ว ยังควรต้องส่งเสริมการหายของแผลด้วยการดูแลให้ผู้ป่วยได้รับอาหารมีประโยชน์ห้าหมู่เพื่อให้ร่างกายผู้ป่วยได้รับสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โดยเสริมอาหารโปรตีนจากไข่ นม และเสริมอาหารที่มีวิตามินซีเช่น ผักสด ผลไม้ หรืออาหารเสริมสำเร็จรูป (ปรึกษาแพทย์พยาบาลและ/หรือโภชนากร) ในกรณีที่ผู้ป่วยรับประทานอาหารเองได้น้อย หรือรับประทานอาหารเองไม่ได้ แพทย์อาจต้องพิจารณาให้อาหารทางสายให้อาหาร/สายยาง (สายให้อาหารผ่านทางจมูกหรือผ่านทางหน้าท้อง) สูตรอาหารที่ให้ทางสายยางควรเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงเช่น เพิ่มไข่ขาวในอาหารแต่ละมื้อ ไข่ขาวจะช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น หรือให้สารน้ำและสารอาหารทางหลอดเลือดดำทดแทน ทั้งนี้ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

นอกจากนั้นหากผู้ป่วยแผลกดทับมีโรคร่วมอื่นๆเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ผู้ดูแลผู้ป่วยควรต้องเลือกอาหารที่เหมะสมกับโรคนั้นๆด้วยเช่น ลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ในผู้ที่เป็นเบาหวาน หรือลดเกลือ ไขมัน ในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าหลักการสำคัญของอาหารที่ส่งเสริมการหายของแผลกดทับควรเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงร่วมกับมีวิตามนซี และสังกะสีอย่างพอเพียง

ข. การให้ร่างกายผู้ป่วยได้รับน้ำเพียงพอ: การให้ผู้ป่วยดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2,000 - 3,000 มิลลิลิตรในผู้ป่วยรายที่ไม่มีข้อจำกัดในการได้รับน้ำดื่ม เพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด ทำให้สารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงแผลได้ดีทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น และน้ำยังช่วยขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ผู้ป่วยจะสดชื่นขึ้นและช่วยลดอาการผิวแห้งได้

ค. การพลิกตะแคงตัวผู้ป่วย: ถือว่าเป็นสิ่งหลักและจำเป็นต่อการหายของแผลกดทับ เพราะการพลิกตะแคงตัวทุก 2 ชั่วโมงช่วยลดการเกิดแผลกดทับที่กว้างขึ้นและยังช่วยให้แผลกดทับที่ตื้นขึ้นแล้วหายได้เร็วขึ้นอีกด้วย

ง. การนอนหลับเพียงพอ: การนอนหลับอย่างน้อยวันละ 6 - 8 ชั่วโมงเป็นส่วนหนึ่งใน กิจกรรมการส่งเสริมการหายของแผลกดทับ เพราะช่วงกำลังนอนหลับนั้นร่างกายจะมีการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ในรายที่มีแผลกดทับแผลก็จะตื้นขึ้นและแผลจะหายในที่สุด

สรุป

การดูแลเมื่อเป็นแผลกดทับแล้วมีหลักสำคัญคือ

  • ดูแลแผลกดทับไม่ให้มีการลุกลามของแผลกดทับมากขึ้น และ
  • ส่งเสริมการหายของแผลกดทับ

การดูแลแผลกดทับจะเป็นการดูแลตามระยะของการเกิดแผลกดทับ ตั้งแต่การพลิกตะแคงตัว การทำแผลให้สะอาด ใช้หลักปลอดเชื้อขณะทำแผล การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง วิตามินซีสูง จะช่วยส่งเสริมการหายของแผล

แต่หากแผลกดทับลุกลามเพิ่มขึ้นหรือมีสัญญาณของการติดเชื้อ ควรรีบมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาลเพื่อแพทย์พยาบาลให้การรักษาดูแลที่เหมาะสมต่อไป

บรรณานุกรม

  1. พัทนัย แก้วแพง และ โศรดา จันทเลิศ (2555) ผลของการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์. สงขลานครินทร์เวชสาร. 30( 6) : 311-341
  2. National Pressure Ulcer Advisory Panel, European Pressure Ulcer Advisory Panel and Pan Pacific Pressure Injury Alliance.(2014). Prevention and Treatment of Pressure Ulcers: Quick Reference Guide. 2nd edition. Perth: Cambridge Media.


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom