อัลไซเมอร์ส (Alzheimer’s disease) - Update
- โดย พรชัย สุรทานนท์ และ รศ. ดร. พญ. วารุณี พรรณพานิช วานเดอร์พิทท์
- 21 กรกฎาคม 2569
- Tweet
สารบัญ
- เกริ่นนำ (Introduction)
- อาการและอาการแสดง (Signs and symptoms)
- สาเหตุ (Causes)
- อาการเริ่มแรกของโรค (Fist symptoms)
- อัลไซเมอร์ชนิดเริ่มมีอาการตั้งแต่ตอนอายุน้อย (Early onset)
- สมมติฐาน (Hypotheses)
- โปรตีนที่ม้วนตัวผิดรูป (Misfolded protein)
- สมมติฐานอะไมลอยด์ (Amyloid hypothesis)
- สมมติฐานเทา (Tau hypothesis)
- เหตุเนื่องจากฮอร์โมน (Hormonal)
- เหตุเนื่องจากการติดเชื้อ (Infection)
- ความเสียหายของ DNA (DNA damage)
- สมมติฐานโคลินเนอร์จิก (Cholinergic hypothesis)
- การนอนหลับ (Sleep)
- การอักเสบของระบบประสาท, ความเป็นพิษจากโลหะ, การสูบบุหรี่ และมลพิษทางอากาศ (Neuroinflammation, metal toxicity, smoking, and air pollution)
- ความเสื่อมถอยของไมอีลินตามวัย (Age-related myelin decline)
- สมมติฐานอื่นๆ (Other hypotheses)
- พยาธิสรีรวิทยา (Pathophysiology)
- พยาธิวิทยาของระบบประสาท (Neuropathology)
- กลไกการเกิดโรค (Disease mechanism)
- การวินิจฉัยโรค (Diagnosis)
- การป้องกัน (Prevention)
- การใช้ยา (Medication)
- วิถีการดำเนินชีวิต (Lifestyle)
- การจัดการเพื่อการดูแล (Management)
- การรักษาทางยา (Pharmaceutical)
- การรักษาตามอาการ (Symptomatic treatment)
- ผลข้างเคียง (Side effects)
- แอนติบอดี (Antibodies)
- การดูแลทางด้านจิตสังคม (Psychosocial)
- การรักษาทางยา (Pharmaceutical)
- การพยากรณ์โรค (Prognosis)
- ระบาดวิทยา (Epidemiology)
- ความแตกต่างระหว่างเพศ (Sex difference)
- ชาติพันธุ์ (Ethnicity)
- ประวัติความเป็นมาของโรค (History)
- สังคมและวัฒนธรรม (Society and culture)
- ต้นทุนทางสังคม (Social costs)
- งานวิจัย (Research)
เกริ่นนำ (Introduction)
โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease: AD) เป็นโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมของระบบประสาทและเป็นรูปแบบของภาวะสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ 60–70% ของผู้ป่วยที่พบทั้งหมด อาการเริ่มต้นของโรคที่พบบ่อยที่สุด คือ ความยากลำบากในการจดจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้น อาการของโรคอาจรวมถึงปัญหาด้านภาษา การสับสนด้านทิศทาง (รวมถึงการหลงทางได้ง่าย) อารมณ์แปรปรวน การขาดแรงจูงใจ การละเลยการดูแลตนเองและปัญหาด้านพฤติกรรม เมื่อมีอาการของโรคมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ป่วยมักมีแนวโน้มที่จะแยกตัวจากครอบครัวและสังคม การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายจะค่อย ๆ เสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การเสียชีวิต ทั้งนี้ อัตราการดำเนินไปของโรคอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่โดยเฉลี่ยแล้ว อายุคาดเฉลี่ยผู้ป่วยหลังการตรวจวินิจฉัยจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 3–12 ปี
สาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันอย่างชัดเจนนัก ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคมีทั้งปัจจัยเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมและปัจจัยทางพันธุกรรมหลายประการที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค ปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมที่สำคัญที่สุด คือ อัลลีลของยีนอะโพลิโปโปรตีนอี ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญไขมันในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่ ประวัติการบาดเจ็บที่ศีรษะ, ภาวะซึมเศร้าทางคลินิก และโรคความดันโลหิตสูง การดำเนินไปของโรคจะมีลักษณะเด่นในประการสำคัญ คือ การสะสมของโปรตีนที่มีการจัดรูปแบบผิดปกติ (Malformed protein deposits) ภายในเปลือกสมองส่วนนอก (Cerebral cortex) ซึ่งเรียกว่าคราบอะไมลอยด์ (Amyloid plaques) และกลุ่มใยประสาทพันกัน (Neurofibrillary tangles) การรวมกลุ่มกันของโปรตีนที่มีการม้วนตัวผิดปกติเหล่านี้จะขัดขวางการทำงานตามปกติของเซลล์ และเมื่อเวลาผ่านไปก็จะนำไปสู่การเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทที่ไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ (Irreversible degeneration) รวมถึงการสูญเสียการเชื่อมต่อระหว่างจุดประสานประสาท (Synaptic connections) ภายในสมอง การวินิจฉัยในเบื้องต้นอาศัยการซักประวัติการเจ็บป่วยและการทดสอบสมรรถภาพทางสติปัญญาร่วมกับการถ่ายภาพทางการแพทย์และการตรวจเลือดเพื่อแยกสาเหตุอื่นที่เป็นไปได้ออกไป ทั้งนี้ มักเข้าใจผิดกันว่าอาการของผู้ป่วยในระยะต้นเป็นภาวะสมองเสื่อมตามวัยตามปกติ การตรวจเนื้อเยื่อสมองจึงเป็นสิ่งจำเป็นหากต้องการผลการวินิจฉัยที่แน่ชัด แต่เทคนิคการตรวจเนื้อเยื่อสมองก็เป็นวิธีการที่จะกระทำได้หลังจากที่ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้วเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน เทคนิคการสร้างภาพสมองหรือระบบประสาท (Neuroimaging) และตัวชี้วัดโรคที่ตรวจได้จากของเหลวในร่างกาย (Fluid biomarkers) ช่วยให้เราสามารถวินิจฉัยโรคในขณะที่ผู้ป่วยยังมีชีวิตอยู่ (In vivo) ได้
ยังไม่มีวิธีการรักษาใดที่สามารถหยุดหรือย้อนกลับการดำเนินไปของโรคได้ แม้ว่าการรักษาบางวิธีอาจช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ, การออกกำลังกายและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมโดยทั่วไปจะเป็นผลดีต่อผู้สูงอายุและอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จะต้องพึ่งพาการดูแลช่วยเหลือจากผู้อื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก่อให้เกิดภาระต่อผู้ที่ทำหน้าที่ดูแล ความกดดันเหล่านี้อาจรวมไปถึงความกดดันทางสังคม, จิตใจ, ร่างกายและเศรษฐกิจ โปรแกรมการออกกำลังกายอาจเป็นประโยชน์ต่อการทำกิจวัตรประจำวันและอาจช่วยปรับปรุงผลการรักษาอาการของผู้ป่วยได้ ในบางครั้ง ปัญหาพฤติกรรมหรืออาการทางจิตจากภาวะสมองเสื่อมอาจรักษาโดยการใช้ยาต้านโรคจิต (Antipsychotics) แต่การใช้ยากลุ่มนี้ก็ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้น
ในช่วงปี พ.ศ. 2563 มีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ทั่วโลกอยู่ประมาณ 50 ล้านคน โดยพบว่าโรคนี้มักเริ่มในผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี อย่างไรก็ตาม ประมาณไม่เกิน 10% ของผู้ป่วยเป็นชนิดที่เริ่มมีอาการเร็ว (Early-onset) ซึ่งส่งผลต่อผู้ที่มีอายุในช่วง 30 ปีถึงช่วงกลางของวัย 60 ปี โรคนี้พบในประชากรประมาณ 6% ของผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และเป็นโรคที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โรคนี้ได้รับการตั้งชื่อตามชื่อของ อาลอยส์ อัลไซเมอร์ จิตแพทย์และนักพยาธิวิทยาชาวเยอรมันซึ่งเป็นผู้บรรยายลักษณะของโรคนี้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2449 โรคอัลไซเมอร์เป็นภาระทางเศรษฐกิจของต่อสังคมในระดับสูงโดยมีค่าใช้จ่ายทั่วโลกประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมที่เกี่ยวข้องจัดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 7 ของโลก
ผลกระทบในวงกว้างของโรคอัลไซเมอร์ส่งผลให้หน่วยงานสนับสนุนทุนทั้งด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและด้านสุขภาพในหลายประเทศได้สนับสนุนการวิจัยโรคอัลไซเมอร์ในระดับขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น โครงการวิจัยโรคอัลไซเมอร์ของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) ภายใต้แผนระดับชาติเพื่อจัดการกับโรคอัลไซเมอร์ ได้รับงบประมาณถึง 3,980 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในขณะที่สหภาพยุโรป โครงการวิจัย Horizon Europe ในปี พ.ศ. 2563 ได้มอบทุนสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับโรคสมองเสื่อมมากกว่า 570 ล้านยูโร

อาการและอาการแสดง (Signs and symptoms)
โดยทั่วไปการดำเนินของโรคอัลไซเมอร์แบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยมีรูปแบบของการเสื่อมถอยด้านความคิดความเข้าใจและการทำงานของร่างกายอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ระยะเริ่มต้นหรือระยะมีอาการเล็กน้อย ระยะกลางหรือระยะมีอาการปานกลางและระยะท้ายหรือระยะที่มีอาการรุนแรง โรคนี้เป็นที่ทราบกันว่าส่งผลกระทบต่อฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและเป็นสาเหตุของการเริ่มต้นของอาการความจำบกพร่อง เมื่อโรคดำเนินต่อไป ระดับความบกพร่องด้านความจำก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
- อาการเริ่มต้นของโรค (First symptoms)
อาการในระยะเริ่มแรกของโรคมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการที่เกิดจากความชราหรือความเครียด การทดสอบทางประสาทจิตวิทยาอย่างละเอียดสามารถตรวจพบความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อยได้ล่วงหน้าถึงแปดปีก่อนที่บุคคลนั้นจะเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยทางคลินิกของโรคอัลไซเมอร์ อาการของโรคในระยะเริ่มต้นนี้อาจส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันที่ซับซ้อนในชีวิตประจำวันได้ ความบกพร่องทางสติปัญญาที่สังเกตได้ชัดเจนที่สุด คือ การสูญเสียความจำระยะสั้น ซึ่งแสดงออกถึงความยากลำบากในการจดจำข้อมูลในที่เพิ่งรับรู้และไม่สามารถรับหรือเรียนรู้ข้อมูลใหม่ได้
ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่เกี่ยวกับการทำหน้าที่บริหารของสมอง (Executive functions) เช่น ความใส่ใจ, การวางแผน, ความยืดหยุ่นและการคิดเชิงนามธรรมหรือความบกพร่องของความจำเชิงความหมาย (Semantic memory: ความจำเกี่ยวกับความหมายและความสัมพันธ์ของแนวคิด) ก็อาจเป็นอาการในระยะแรกของโรคอัลไซเมอร์ได้ ในระยะนี้ของโรคสามารถพบกับภาวะเฉยเมยเฉยเมย (Apathy) และภาวะซึมเศร้าได้ โดยที่ภาวะเฉยเมยมักเป็นอาการที่คงอยู่นานที่สุดตลอดการดำเนินไปของโรค ผู้ป่วยที่มีหลักฐานจากการตรวจว่ามีความบกพร่องด้านการรู้คิด แต่อาการยังไม่รุนแรงอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild cognitive impairment; MCI) หากอาการเด่นของ MCI คือการสูญเสียความจำ จะเรียกว่า ภาวะความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อยชนิดหลงลืม (Amnestic MCI) ซึ่งมักถือว่าเป็นระยะก่อนหรือระยะแรกของโรคอัลไซเมอร์ โดยที่ภาวะ Amnestic MCI มีความเป็นไปได้มากกว่า 90% ที่จะเกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์
- ระยะเริ่มต้น (Early stage)
ในผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ ความบกพร่องด้านการเรียนรู้และความจำที่เพิ่มมากขึ้นจะนำไปสู่การวินิจฉัยโรคได้อย่างแน่ชัดในที่สุด โดยที่ปัญหาด้านภาษา หน้าที่บริหารของสมอง (Executive functions)} การรับรู้ (Agnosia) หรือการกระทำ/การเคลื่อนไหวตามคำสั่ง (Apraxia) ของผู้ป่วยเป็นส่วนน้อยจะมีความเด่นชัดมากกว่าปัญหาความจำ โรคอัลไซเมอร์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความจำทุกประเภทเท่ากัน ความทรงจำเดิม ๆ เกี่ยวกับชีวิตของบุคคล (ความจำเชิงเหตุการณ์) ความรู้หรือข้อเท็จจริงที่ได้เรียนรู้ (ความจำเชิงความหมาย) และความจำโดยอัตโนมัติ (ความจำของร่างกายเกี่ยวกับวิธีการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การใช้ส้อมรับประทานอาหารหรือการดื่มน้ำจากแก้ว) จะได้รับผลกระทบน้อยกว่าความจำเกี่ยวกับข้อมูลหรือเหตุการณ์ใหม่ ๆ
ปัญหาด้านภาษาของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มักมีลักษณะสำคัญ คือ นึกหาคำที่ต้องการพูดไม่ค่อยได้และความคล่องแคล่วในการใช้คำลดลง ส่งผลให้เกิดการด้อยลงของความสามารถในการใช้ภาษาทั้งด้านการพูดและการเขียนโดยรวม ในระยะนี้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มักยังคงสามารถสื่อสารความคิดพื้นฐานได้อย่างเพียงพอ ในขณะทีการทำกิจกรรมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวอย่างละเอียด เช่น การเขียน การวาดภาพหรือการแต่งตัว อาจพบปัญหาความบกพร่องในการวางแผนและประสานการเคลื่อนไหว (Apraxia) ได้ อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้มักเป็นอาการที่ไม่เป็นสังเกตเท่าใดนัก เมื่อโรคดำเนินไป ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มักยังสามารถทำกิจกรรมหลายอย่างได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเหล่านี้อาจต้องการความช่วยเหลือหรือการดูแลในการทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด/การทำงานของสมองสูงมาก
- ระยะกลาง (Middle stage)
การเสื่อมถอยเนื่องจากโรคที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเองในที่สุด โดยที่ผู้ป่วยจะไม่สามารถทำกิจวัตรพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้ โดยจะเริ่มเห็นความบกพร่องด้านการพูดได้ชัดขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถนึกคำศัพท์ได้ ส่งผลให้มีการใช้คำผิดบ่อยครั้ง (Par aphasias) รวมถึงทักษะด้านการอ่านและการเขียนของผู้ป่วยก็จะค่อย ๆ สูญเสียไปเช่นกัน ผู้ป่วยจะทำกิจกรรมที่ต้องทำเป็นขั้นตอนหลาย ๆ อย่างต่อเนื่องกัน (เช่น การแต่งตัว ทำอาหาร ผูกเชือกรองเท้า) ได้ไม่คล่องแคล่วและไม่สัมพันธ์กันเหมือนเดิมเมื่อเวลาผ่านไปและโรคอัลไซเมอร์ยังคงดำเนินไปทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการหกล้มเพิ่มขึ้น ในระยะนี้ของโรค ปัญหาความจำของผู้ป่วยจะแย่ลงและผู้ป่วยอาจจำญาติใกล้ชิดไม่ได้ ความจำระยะยาวซึ่งก่อนหน้านี้ยังคงดีอยู่จะเริ่มบกพร่อง
การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมและอาการทางจิตเวชของผู้ป่วยจะเริ่มพบได้บ่อยขึ้น อาการที่พบบ่อย ได้แก่ การเดินไปมาอย่างไร้จุดหมาย หงุดหงิดง่ายและมีความแปรปรวนทางอารมณ์ซึ่งอาจนำไปสู่การร้องไห้ การแสดงอารมณ์รุนแรงโดยไม่ได้ตั้งใจหรือการต่อต้านการดูแล ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะอาการทางสมองและพฤติกรรมแย่ลงในช่วงพระอาทิตย์ตกถึงกลางคืน (Sundowning) ได้ ประมาณ 30% ของผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีอาการมองเห็นหรือรับรู้สิ่งหนึ่ง แต่ตีความผิดว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่ง (Illusionary misidentifications) และอาการหลงผิดอื่น ๆ นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังสูญเสียการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคและข้อจำกัดของตนเอง (Anosognosia) อักด้วย ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ อาการเหล่านี้สร้างความเครียดให้กับญาติและผู้ดูแล ซึ่งอาจลดความเครียดนี้ลงโดยการย้ายผู้ป่วยจากการดูแลที่บ้านไปยังสถานดูแลระยะยาวอื่น ๆ
- ระยะท้าย (Late stage)
ในระยะสุดท้ายของโรค ซึ่งเรียกว่าระยะรุนแรง ผู้ป่วยจะไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเองเลย ความสามารถด้านภาษาจะลดลงจนพูดได้แต่วลีสั้น ๆ หรือแม้แต่คำเดี่ยว ๆ และจะสูญเสียความสามารถในการพูดโดยสิ้นเชิงในที่สุด แม้จะสูญเสียความสามารถในการสื่อสารด้วยคำพูดแต่ผู้ป่วยมักยังสามารถเข้าใจและตอบสนองต่อสัญญาณทางอารมณ์ได้ แม้ว่าผู้ป่วยอาจยังคงมีพฤติกรรมก้าวร้าวอยู่บ้าง แต่ก็จะพบอาการเฉยเมย ไม่สนใจต่อสิ่งรอบตัว (Apathy) และอาการอ่อนเพลียอย่างมากได้บ่อย ที่สุดผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะไม่สามารถทำแม้แต่กิจกรรมที่ง่ายที่สุดได้ด้วยตนเอง มวลกล้ามเนื้อและความสามารถในการเคลื่อนไหวจะเสื่อมถอยลงจนต้องนอนติดเตียงและไม่สามารถรับประทานอาหารได้เอง สาเหตุของการเสียชีวิตมักเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น การติดเชื้อจากแผลกดทับหรือโรคปอดบวม ไม่ใช่สาเหตุจากตัวโรคโดยตรง ในบางกรณี อาจเกิดภาวะกลับมามีสติและความชัดเจนทางความคิดดีขึ้นอย่างกะทันหันชั่วคราว (Paradoxical lucidity) ก่อนเสียชีวิตซึ่งเป็นการที่ผู้ป่วยกลับมามีความชัดเจนทางความคิดอย่างไม่คาดคิดในช่วงเวลาสั้น ๆ
กิจกรรมในชีวิตประจำวัน (Activities of daily living - ADLs) เป็นคำที่ใช้ในทางการแพทย์เพื่ออ้างถึงกิจกรรมการดูแลตนเองในชีวิตประจำวันของบุคคล บุคลากรทางสุขภาพมักใช้ความสามารถหรือความไม่สามารถในการทำกิจกรรมเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดสถานะการทำงานของร่างกาย (Functional status) ซิดนีย์ แคทซ์และทีมงานในโรงพยาบาลเบนจามิน โรส ในเมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอได้นำเสนอแนวคิดของ ADLs เป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1950 หลังจากนั้นก็มีนักวิจัยจำนวนมากนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาต่อยอด ตัวอย่างเช่น แบบประเมินหลายชนิดที่ใช้ประเมิน ADLs ได้รวมการวัดความสามารถในการเคลื่อนไหว (Mobility) เข้าไว้ด้วย - ระยะการฝ่อของสมองในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ (Stages of atrophy in Alzheimer's)
สมองของคนปกติจะฝ่อทางด้านซ้ายและสมองของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ระยะรุนแรงสมองจะฝ่อทางด้านขวา
สาเหตุ (Causes)
เชื่อกันว่าโรคอัลไซเมอร์เกิดขึ้นเมื่อมีการสะสมของโปรตีนที่ผิดปกติในสมอง ได้แก่ อะไมลอยด์เบตา (Amyloid beta หรือ Aβ) ที่สะสมอยู่นอกเซลล์ในรูปของคราบอะไมลอยด์ (Amyloid plaques) และโปรตีนเทาที่สะสมอยู่ภายในเซลล์ในรูปของเส้นใยพันกัน (Neurofibrillary tangles) ซึ่งส่งผลต่อการทำงานและการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาท นำไปสู่การสูญเสียการทำงานของสมองอย่างต่อเนื่อง
ความผิดปกติในการกำจัดโปรตีนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับอายุ การควบคุมคอเลสเตอรอลในสมอง และยังสัมพันธ์กับโรคความเสื่อมของระบบประสาทอื่น ๆ ด้วย
สาเหตุที่แน่ชัดของโรคอัลไซเมอร์ส่วนใหญ่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ยกเว้นประมาณ 1–2% ของกรณีที่พบความแตกต่างทางพันธุกรรมแบบกำหนดแน่ชัด
ปัจจัยเสี่ยง (หรือปัจจัยโน้มเอียง) เช่น การสูญเสียการได้ยิน และการสูบบุหรี่ ได้รับการบันทึกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มีสมมติฐานหลายแนวทางที่พยายามอธิบายสาเหตุพื้นฐานของโรค โดยสมมติฐานที่สำคัญที่สุดคือ สมมติฐานอะไมลอยด์เบตา (Amyloid beta hypothesis) และสมมติฐานโปรตีนเทา (Tau hypothesis)
- พันธุกรรม (Genetic)
-
- ชนิดเริ่มมีอาการในช่วงมีอายุมาก (Late onset)
โรคอัลไซเมอร์ชนิดเริ่มมีอาการช้า (หลังอายุ 65 ปี) มีอิทธิพลจากพันธุกรรมประมาณ 70% ผู้ที่ป่วยเป็น
อัลไซเมอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการถ่ายทอดในครอบครัว จึงเรียกว่า “อัลไซเมอร์ชนิดไม่ถ่ายทอดทางครอบครัว (Sporadic Alzheimer's disease)” ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในกลุ่มไม่ถ่ายทอดทางครอบครัวนี้ส่วนใหญ่จัดเป็นอัลไซเมอร์ชนิดเริ่มมีอาการช้าโดยมักเริ่มเกิดโรคหลังอายุ 65 ปี
- ชนิดเริ่มมีอาการในช่วงมีอายุมาก (Late onset)
ปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมที่สำคัญที่สุดของโรคอัลไซเมอร์ชนิดไม่ถ่ายทอดในครอบครัว คือ APOEε4, APOEε4 เป็นหนึ่งในสี่อัลลีลของโปรตีน E (APOE) ซึ่ง APOE ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจับกับไขมันในอนุภาคไลโปโปรตีนและอัลลีล ε4 จะรบกวนต่อกระบวนการนี้ จากข้อมูลพบว่าประมาณ 40%–80% ของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีอัลลีล APOEε4 อย่างน้อยหนึ่งตัว อัลลีล APOEε4 จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคประมาณ 3 เท่าในผู้ที่มียีนต่างกัน 2 ตัวในตำแหน่งเดียวกัน (Heterozygotes) และเพิ่มถึงประมาณ 15 เท่าในผู้ที่มียีนเหมือนกันทั้งสองตัวในตำแหน่งเดียวกัน (Homozygotes), เช่นเดียวกับโรคในมนุษย์หลายชนิด ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและยีนอื่น ๆ ที่ช่วย “ปรับ” การแสดงออกของโรค (Genetic modifiers) ทำให้การแสดงออกของยีนไม่สมบูรณ์ (Incomplete penetrance) ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มชนโยรูบา ประเทศไนจีเรีย ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนของอัลลีล APOEε4 กับอุบัติการณ์หรืออายุที่เริ่มเป็นโรคอัลไซเมอร์ดังที่พบในประชากรกลุ่มอื่น ๆ
-
- ชนิดเริ่มมีอาการตั้งแต่ตอนอายุน้อย (Early onset)
มีเพียงประมาณ 1–2% ของผู้ป่วยอัลไซเมอร์เท่านั้นที่เป็นแบบถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรง จากการกลายพันธุ์แบบยีนเด่นบนโครโมโซมร่างกาย (Autosomal dominant) เนื่องจากโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับยีนหลายตัว (Polygenic)
- ชนิดเริ่มมีอาการตั้งแต่ตอนอายุน้อย (Early onset)
เมื่อการกลายพันธุ์แบบยีนเด่นเป็นสาเหตุของโรค จะเรียกว่า อัลไซเมอร์ชนิดเริ่มมีอาการเร็วแบบถ่ายทอดในครอบครัว (Early-onset familial Alzheimer's disease) ซึ่งพบได้น้อยกว่า และมักมีการดำเนินไปของโรคเร็วกว่า
ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ชนิดไม่ถ่ายทอดในครอบครัว (Sporadic Alzheimer's disease) น้อยกว่า 5% จะมีอาการเริ่มเร็ว และอัลไซเมอร์ชนิดเริ่มมีอาการเร็วมีอิทธิพลจากพันธุกรรมประมาณ 90%
โดยทั่วไป อัลไซเมอร์ชนิดถ่ายทอดในครอบครัว (Familial Alzheimer's disease) หมายถึง การมีผู้ป่วยอย่างน้อย 2 คนขึ้นไปในหนึ่งรุ่นหรือหลายรุ่นของครอบครัว
อัลไซเมอร์ชนิดเริ่มมีอาการเร็วแบบถ่ายทอดในครอบครัว อาจเกิดจากการกลายพันธุ์ในหนึ่งในสามยีน ได้แก่ ยีนที่เข้ารหัสโปรตีนตั้งต้นอะไมลอยด์-เบต้า (APP) และเพรสีนิลินส์ PSEN1 และ PSEN2 การกลายพันธุ์ในยีน APP และเพรสีนิลินส์ส่วนมากจะเพิ่มการสร้างโปรตีนขนาดเล็กที่เรียกว่าอะไมลอยด์เบต้า (Aβ)42 ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของแผ่นอะไมลอยด์ การกลายพันธุ์ในบางครั้งเป็นเพียงแต่เปลี่ยนสัดส่วนระหว่าง Aβ42 กับรูปแบบหลักอื่น ๆ โดยเฉพาะ Aβ40 โดยไม่เพิ่มระดับ Aβ42 ในสมอง ยีนอีกสองตัวที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์แบบยีนเด่นบนโครโมโซมร่างกายคือ ABCA7 และ SORL1
แอลลีลในยีน TREM2 มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์สูงขึ้นประมาณ 3–5 เท่า
มีการตรวจพบสายตระกูลชาวญี่ปุ่นที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ทางพันธุกรรม ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการกลายพันธุ์แบบขาดหาย (Deletion mutation) ของรหัสพันธุกรรมตำแหน่งที่ 693 บนยีน APP มีรายงานเกี่ยวกับการกลายพันธุ์นี้รวมถึงความเชื่อมโยงกับโรคอัลไซเมอร์ครั้งแรกในปี 2551 และเป็นที่รู้จักในชื่อ “การกลายพันธุ์โอซาก้า” (Osaka mutation) โดยผู้ที่มีจีโนไทป์เหมือนกัน 2 ตัวในตำแหน่งเดียวกันหรือผู้ที่ได้รับยีนกลายพันธุ์นี้จากทั้งพ่อและแม่เท่านั้นที่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้น การกลายพันธุ์นี้จะเร่งการจับตัวกันของโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์จนเกิดเป็นโอลิโกเมอร์ (Aβ oligomerization) แต่ตัวโปรตีนกลับไม่ก่อตัวเป็นเส้นใยอะไมลอยด์ (Amyloid fibrils) ที่จะรวมกลุ่มกลายเป็นแผ่นคราบโปรตีน (Amyloid plaques) ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าต้นเหตุของโรคน่าจะเกิดจากการรวมตัวแบบโอลิโกเมอร์มากกว่าการเกิดเส้นใยอะไมลอยด์ ทั้งนี้ หนูทดลองที่มีการแสดงออกของการกลายพันธุ์ในลักษณะนี้จะมีอาการป่วยเหมือนกับคนที่เป็นอัลไซเมอร์ทุกประการ
- สมมติฐาน (Hypotheses)
- โปรตีนที่ม้วนตัวผิดรูป (Misfolded protein)
มีโปรตีนผิดปกติ 2 ชนิดที่ใช้ระบุลักษณะทางพยาธิวิทยาของโรคอัลไซเมอร์ ได้แก่ โปรตีนอะไมลอยด์เบต้า (Aβ) ในแผ่นคราบอะไมลอยด์ (Amyloid plaques) และ โปรตีนเทา (Tau) ในเส้นใยประสาทที่พันกัน (Neurofibrillary tangles) โปรตีนเหล่านี้มีลักษณะร่วมกัน 2 ประการที่เพิ่มความสามารถในการก่อโรค คือ:ทั้งคู่กลายเป็นโปรตีนที่ผิดปกติในลักษณะของม้วนตัวผิดรูป (Misfolding) นั่นคือ การเปลี่ยนรูปทรงไปเป็นรูปทรงที่หนาแน่นไปด้วยโครงสร้างแบบเบต้า (Beta sheets) โปรตีนทั้ง 2 ชนิดนี้จะแพร่กระจายในสมองผ่านกลไกคล้ายพรีออน (Prion-like mechanism) ของการจับตัวกันแบบมีตัวล่อ (Seeded protein aggregation)
การปรากฏขึ้นของโปรตีนที่ผิดปกติเหล่านี้ในโรคอัลไซเมอร์ ได้ก่อให้เกิดสมมติฐานเกี่ยวกับต้นกำเนิดของโรคจากการผิดปกติของโปรตีน (Proteopathic origin) อยู่ 2 สมมติฐาน นั่นคือ: สมมติฐานอะไมลอยด์ (Amyloid hypothesis) และ สมมติฐานเทา (Tau hypothesis)
-
- สมมติฐานอะไมลอยด์ (Amyloid hypothesis) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "สมมติฐานน้ำตกอะไมลอยด์" (Amyloid cascade hypothesis) เชื่อว่าการสะสมของโปรตีนอะไมลอยด์เบต้า (Aβ) ที่ม้วนตัวผิดรูปในสมอง คือสาเหตุพื้นฐานของโรคอัลไซเมอร์ ในวงจรน้ำตกอะไมลอยด์นี้ การก่อตัวของ Aβ ที่ผิดปกติจะนำไปสู่สภาวะความผิดปกติของโปรตีนเทาและจะลุกลามไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางความเสื่อมที่ซับซ้อนของโรคอัลไซเมอร์ในระยะรุนแรงในที่สุด เชื่อกันว่า Aβ ที่ผิดปกติจะทำอันตรายต่อสมองโดยการเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับเซลล์โดยตรงหรือทางอ้อม เช่น การก่อให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative stress) และการอักเสบในระบบประสาท (Neuroinflammation)
สมมติฐานอะไมลอยด์ได้รับการสนับสนุนโดยหลักฐานทางพันธุศาสตร์และตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) โดยพบว่าสาเหตุทางพันธุกรรมแบบยีนเด่นบนโครโมโซมร่างกาย (Autosomal dominant) ทั้งหมดของโรคอัลไซเมอร์ ล้วนส่งผลกระทบต่อไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่งระหว่าง โปรตีนตั้งต้นอะไมลอยด์ (APP) บนโครโมโซมคู่ที่ 21 หรือเอนไซม์ที่ทำหน้าที่สร้าง Aβ ที่รู้จักกันในชื่อ พรีเซนิลิน 1 (Presenilin 1) และ พรีเซนิลิน 2 (Presenilin 2)
นอกจากนี้ ผู้ที่มีภาวะกลุ่มอาการดาวน์ (Trisomy 21) ซึ่งส่วนใหญ่มีสำเนายีน APP เกินมาอีกหนึ่งชุดเกือบทุกรายจะมีอาการและพยาธิสภาพทางระบบประสาทของโรคอัลไซเมอร์เมื่ออายุถึง 40 ปี ในทางกลับกัน ผู้ที่มีการกลายพันธุ์ที่หายากในยีน APP ซึ่งช่วยลดการผลิต Aβ และลดแนวโน้มการจับตัวกันจะได้รับการปกป้องจากการเป็นโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมที่สำคัญของโรคอัลไซเมอร์คือรูปแบบเฉพาะของโปรตีนอะโปลิโปโปรตีน อี (Apolipoprotein E) ที่เรียกว่า APOE4 โดยในบรรดารูปแบบหลักทั้งสาม (APOE2, APOE3 และ APOE4) นั้น APOE4 มีความเชื่อมโยงกับการกำจัด Aβ โดยเซลล์แอสโทรไซต์ (Astrocytes) ที่มีประสิทธิภาพต่ำที่สุด ซึ่งส่งผลให้เกิดการสะสมของ Aβ ในสมอง ในทางตรงกันข้าม การกำจัด Aβ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดจะพบในเซลล์ที่มีรูปแบบ APOE2 ซึ่งช่วยปกป้องจากการเป็นโรคอัลไซเมอร์ หลักฐานจากตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ เช่น การสร้างภาพการสะสมของโปรตีนในสมอง และการวัดสารที่มาจากสมองในน้ำไขสันหลังและเลือด บ่งชี้ว่าความผิดปกติของ Aβ เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบเฉพาะเจาะจงของโรคที่เกิดขึ้นเร็วที่สุดและชัดเจนที่สุด ในโรคอัลไซเมอร์
-
- สมมติฐานเทา (Tau hypothesis) เสนอว่าความผิดปกติของโปรตีนเทาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ของโรค อย่างน้อยก็ในกรณีของโรคอัลไซเมอร์ที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด (Idiopathic Alzheimer's disease) โดยสมมติฐานนี้ได้รับการสนับสนุนจากผลการศึกษาทางพยาธิวิทยาเนื้อเยื่อของ ไฮโก บราก (Heiko Braak) และคณะ ซึ่งระบุว่าสามารถตรวจพบสภาวะผิดปกติของโปรตีนเทา (Tauopathy) ได้ในเซลล์ประสาทบางกลุ่ม ก่อนที่จะปรากฏแผ่นคราบ Aβ ให้เห็นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อัลไซเมอร์จะเริ่มต้นด้วยการเกิดกระบวนการฟอสโฟรีเลชันที่สูงเกินขีดจำกัด (Hyperphosphorylation) ของโปรตีนเทาในกลุ่มเซลล์ประสาทที่อ่อนแอเฉพาะจุด เช่น บริเวณ Locus coeruleus และเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงของสมองส่วนอาร์คิเทกเจอร์ (Association cortex) ซึ่งในแวดวงการวิจัยต่างยอมรับกันว่าโปรตีนเทามีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมในโรคอัลไซเมอร์ สภาวะความผิดปกติของเทาพบได้ในโรคอื่น ๆ อีกกว่า 30 โรคนอกเหนือจากอัลไซเมอร์ นอกจากนี้ การกลายพันธุ์ของยีนที่ควบคุมโปรตีนเทา (ยีน MAPT) ยังเป็นสาเหตุของโรคความเสื่อมของระบบประสาทที่เรียกว่ากลุ่มโรคที่มีความผิดปกติของโปรตีนเทาในระดับปฐมภูมิ (Primary tauopathies) แต่โรคเหล่านี้เกิดขึ้นโดยไม่มีความผิดปกติของโปรตีน Aβ เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น หลักฐานในปัจจุบันจึงยังคงสนับสนุนว่า Aβ ที่ผิดปกติคือ “ตัวขับเคลื่อนหลัก” (Prime mover) ของโรคอัลไซเมอร์ อย่างไรก็ตาม สมมติฐาน Aβ และสมมติฐานเทานั้นไม่ได้แยกขาดจากกันกล่าวคือ ความผิดปกติของ Aβ เป็นตัวเริ่มต้นโรค แต่จำเป็นต้องมีพยาธิสภาพของเทาร่วมด้วยจึงจะแสดงอาการของโรคออกมาได้ครบ
- เหตุเนื่องจากฮอร์โมน (Hormonal)
เนื่องจากผู้หญิงมีอัตราการเกิดโรคอัลไซเมอร์ (AD) สูงกว่าผู้ชาย จึงมีการสันนิษฐานว่าการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในช่วงวัยทองเป็นปัจจัยเสี่ยงประการหนึ่ง โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาติดตามระยะยาวด้านความชราของแคนาดา (Canadian Longitudinal Study on Aging) เมื่อปี 2568 พบความสัมพันธ์ระหว่างการเข้าสู่วัยทองตั้งแต่อายุยังน้อยกับกับประสิทธิภาพการทำงานของสมองที่ลดลง- เหตุเนื่องจากการติดเชื้อ (Infection)
มีการพิจารณาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่เชื้อก่อโรคอาจเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 25 (คริสต์ศตวรรษที่ 20) เมื่อ ออสการ์ ฟิชเชอร์ (Oskar Fischer) ได้เปรียบเทียบแผ่นอะไมลอยด์ ว่ามีลักษณะคล้ายกับกลุ่มก้อนเล็ก ๆ (ที่เรียกว่า Drusen) ของจุลชีพชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า แอคติโนไมซิส (Actinomyces) นับตั้งแต่นั้นมา มีการเสนอว่าเชื้อก่อโรคอย่างน้อย 15 ชนิด ซึ่งรวมถึงแบคทีเรีย, ไวรัส, เชื้อราและโปรโตซัวอาจเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์
- เหตุเนื่องจากการติดเชื้อ (Infection)
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าเชื้อก่อโรคชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะเป็นสาเหตุที่จำเป็นและเพียงพอต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ แต่มีความเป็นไปได้ว่าการติดเชื้อจุลชีพอาจทำหน้าที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรค ตัวอย่างเช่น ไวรัสเริมในมนุษย์ เช่น HSV-1, HHV-6 และ HHV-7 ได้รับการเชื่อมโยงกับความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเชื้อก่อโรคบางชนิดอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสะสมของโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์ (Aβ) ในสมองและการรวมตัวของโปรตีนนี้มีคุณสมบัติในการต้านจุลชีพ ซึ่งบ่งชี้ว่าแผ่นอะไมลอยด์อาจเกิดขึ้นเมื่อเซลล์สมองสร้างเบต้าอะไมลอยด์ออกมาเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ ทั้งนี้ นักวิจัยได้ให้สัญญาณเตือนว่าการติดเชื้อในสมองสามารถทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมผ่านกลไกอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน
-
- ความเสียหายของ DNA (DNA damage)
ความเสียหายของ DNA มีการสะสมเพิ่มขึ้นในสมองที่ได้รับผลกระทบ โดยอนุมูลอิสระ (Reactive oxygen species) อาจเป็นแหล่งกำเนิดหลักที่ทำให้เกิดความเสียหายของ DNA นี้ - สมมติฐานโคลินเนอร์จิก (Cholinergic hypothesis)
สมมติฐานโคลินเนอร์จิกเสนอว่า การสูญเสียเซลล์ประสาทในสมองส่วนหน้า (Basal forebrain) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตสารสื่อประสาทชื่อว่า อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) คือเหตุการณ์สำคัญในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ โดยเซลล์เหล่านี้จะส่งอะเซทิลโคลีนไปยังจุดประสานประสาท (Synapses) ในระบบลิมบิกและเปลือกสมองส่วนหน้า
สมมติฐานนี้นำไปสู่การพัฒนายาที่ช่วยเพิ่มระดับอะเซทิลโคลีนในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของยากลุ่มนี้ยังมีจำกัด ซึ่งอาจเป็นเพราะระบบสารสื่อประสาทอื่น ๆ อีกหลายระบบก็เสื่อมสลายลงด้วยโรคอัลไซเมอร์ด้วยเช่นกัน - การนอนหลับ (Sleep)
ปัญหาความผิดปกติของการนอนหลับถูกมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดภาวะการอักเสบในสมองของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ในอดีตการรบกวนการนอนถูกมองว่าเป็นเพียง "ผลกระทบ" ที่เกิดจากโรคอัลไซเมอร์เท่านั้น แต่ข้อมูลจนถึงปี พ.ศ. 2563 จากหลักฐานที่มีการสะสมมากขึ้นบ่งชี้ว่าความสัมพันธ์นี้อาจเป็นแบบ สองทิศทาง (หมายถึง การนอนหลับที่ไม่ดีส่งผลให้โรคแย่ลงและโรคที่แย่ลงก็ส่งผลให้การนอนแย่ลงด้วย) - การอักเสบของระบบประสาท, ความเป็นพิษจากโลหะ, การสูบบุหรี่ และมลพิษทางอากาศ (Neuroinflammation, metal toxicity, smoking, and air pollution)
ตัวบ่งชี้ในระบบภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด (Innate immune system) ในระดับร่างกาย ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ โดยทั้งโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์ (Aβ) และโปรตีนเทา (Tau) ที่พับตัวผิดรูป ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับสภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative stress) และการอักเสบของระบบประสาท (Neuroinflammation) นอกจากนี้ การอักเสบเรื้อรังยังเป็นลักษณะเด่นของโรคเสื่อมของระบบประสาทอื่น ๆ เช่น โรคพาร์กินสัน และโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS)
ในส่วนของความสมดุลภายในเซลล์ของโลหะชีวภาพ เช่น ไอออนของทองแดง เหล็ก และสังกะสี พบว่ามีการสูญเสียสมดุลในโรคอัลไซเมอร์ แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าสิ่งนี้เป็นผลมาจากความผิดปกติของโปรตีนหรือเป็นสาเหตุที่ทำให้โปรตีนเกิดการเปลี่ยนแปลงกันแน่ นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคอัลไซเมอร์และการสัมผัสกับมลพิษทางอากาศอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาของโรคนี้ด้วยเช่นกัน - ความเสื่อมถอยของไมอีลินตามวัย (Age-related myelin decline)
เรโทรจีนีสิส (Retrogenesis) เป็นสมมติฐานทางการแพทย์ที่เปรียบเทียบว่า ในขณะที่ทารกในครรภ์มีกระบวนการพัฒนาการทางระบบประสาทที่เริ่มจากการสร้างท่อประสาท (Neurulation) ไปจนสิ้นสุดที่การสร้างปลอกหุ้มประสาท (Myelination) สมองของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์กลับมีกระบวนการเสื่อมถอยของระบบประสาทที่ย้อนกลับกัน โดยเริ่มจากการสลายของปลอกหุ้มประสาทและการตายของใยประสาท (เนื้อสมองส่วนขาว หรือ White matter) และสิ้นสุดลงด้วยการตายของเนื้อสมองส่วนเทา (Grey matter)
- ความเสียหายของ DNA (DNA damage)
ในทำนองเดียวกัน สมมติฐานนี้ระบุว่า ในขณะที่เด็กทารกมีพัฒนาการทางสติปัญญาเป็นลำดับขั้น ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ก็จะเกิดความบกพร่องทางสติปัญญาที่ถดถอยย้อนกลับตามลำดับขั้นนั้นเช่นกัน
สอดคล้องกับทฤษฎีที่ระบุว่า ความผิดปกติของเซลล์โอลิโกเดนโดรไซต์ (Oligodendrocytes) และปลอกหุ้มประสาทไมอีลิน (Myelin) ในช่วงวัยชรา มีส่วนทำให้ใยประสาท (Axon) เกิดความเสียหาย ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการสร้างโปรตีนอะไมลอยด์และการเติมหมู่ฟอสเฟตที่มากเกินปกติของโปรตีนเทา (Tau hyperphosphorylation) นอกจากนี้ ยังมีรายงานการพบโรคอุบัติร่วมระหว่างโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) และโรคอัลไซเมอร์ด้วยเช่นกัน
- สมมติฐานอื่นๆ (Other hypotheses)
ยังไม่มีความแน่ชัดเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของโรคอัลไซเมอร์กับโรคเซลิแอค (Celiac disease) โดยการศึกษาในปี พ.ศ. 2562 พบว่าโดยภาพรวมผู้ที่เป็นโรคเซลิแอคไม่ได้มีภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น ขณะที่การทบทวนวรรณกรรมในปี พ.ศ. 2561 กลับพบความสัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อมหลายชนิด รวมถึงโรคอัลไซเมอร์
มีรายงานการศึกษาถึงความเชื่อมโยงที่อาจเป็นไปได้ระหว่าง การติดเชื้อไวรัสบางชนิด กับการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในเวลาต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาขนาดใหญ่ในผู้ป่วยกว่า 6.2 ล้านคน พบว่ามีความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นหลังจาก การติดเชื้อโควิด-19 (COVID-19) ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีซึ่งก่อนหน้านี้มีสมรรถภาพทางสมองที่ปกติ
มีหลักฐานบางอย่างที่บ่งชี้ว่าการติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสเริมชนิดที่ 1 (HSV-1) อาจมีความสัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อม อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังคงมีความขัดแย้งกันและความเชื่อมโยงกับโรคอัลไซเมอร์ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ณ ปี พ.ศ. 2567
พยาธิสรีรวิทยา (Pathophysiology)
- พยาธิวิทยาของระบบประสาท (Neuropathology)
ลักษณะทางกายภาพที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (Macroscopic) ของสมองในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์นั้นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ในหลายกรณีพบว่า ร่องสมอง (Sulci) มีลักษณะกว้างขึ้นและลอนสมอง (Gyri) มีขนาดเล็กลงหรือฝ่อตัว แต่ระดับของการฝ่อของเปลือกสมองนั้นจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งในบางครั้งอาจเป็นการยากที่จะสังเกตเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอายุมากเป็นพิเศษ
บริเวณที่ได้รับผลกระทบจากการฝ่อมากที่สุดคือ สมองส่วนขมับด้านใน (Medial temporal lobe) ซึ่งรวมถึงกลุ่มโครงสร้างฮิปโปแคมปัส (Hippocampal formation) ต่อมอะมิกดาลา (Amygdala) สมองส่วนหน้า (Frontal lobe) และสมองส่วนข้าง (Parietal lobe) ในขณะที่สมองส่วนหลัง (Occipital lobe) จะได้รับผลกระทบจากการฝ่อน้อยกว่าค่อนข้างมาก ทั้งนี้ ปริมาตรของโพรงสมอง (Ventricles) จะขยายตัวเพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการฝ่อตัวของเปลือกสมอง
การศึกษาโดยใช้ MRI และ PET scan ได้บันทึกข้อมูลการลดลงของขนาดสมองในบางบริเวณเฉพาะเจาะจงของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ในขณะที่อาการดำเนินจากภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย (MCI) ไปสู่โรคอัลไซเมอร์ เมื่อเปรียบเทียบกับภาพสมองของผู้อาวุโสที่มีสุขภาพดี อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรคอัลไซเมอร์เท่านั้น แต่สามารถพบได้ในโรคอื่น ๆ รวมถึงเกิดขึ้นได้ในกระบวนการชราภาพตามปกติในระดับหนึ่งด้วย
ในระดับจุลทรรศน์ ลักษณะทางพยาธิวิทยาเนื้อเยื่อที่ระบุความเป็นโรคอัลไซเมอร์คือ การพบแผ่นอะไมลอยด์ (Amyloid plaques) และเส้นใยประสาทพันกัน (Neurofibrillary tangles) เป็นจำนวนมากในบางบริเวณของสมอง ความผิดปกติทั้งสองอย่างนี้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนผ่านกล้องจุลทรรศน์และการตรวจสร้างภาพอะไมลอยด์ (Amyloid imaging) ในระยะแรกของโรคจะพบเส้นใยที่พันกันได้มากในสมองส่วนขมับด้านใน (Medial temporal lobe) ส่วนแผ่นอะไมลอยด์จะพบมากในพลาสมองส่วนนอก (Neocortex) แต่เมื่อโรคดำเนินต่อไป รอยโรคเหล่านี้จะแพร่กระจายไปทั่วเกือบทุกส่วนของสมอง แม้ครั้งหนึ่งเคยมีความเชื่อว่าโรคอัลไซเมอร์สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีเส้นใยประสาทพันกันในพลาสมองส่วนนอก แต่วิธีการตรวจแบบใหม่ได้แสดงให้เห็นว่า ภาวะสมองเสื่อมในกรณีเหล่านั้นมักเชื่อมโยงกับโรคอุบัติร่วม ซึ่งบ่อยครั้งคือโรคพาร์กินสันที่มีอาการสมองเสื่อมร่วมด้วย (Lewy body disease)
แผ่นอะไมลอยด์ (Aβ plaques) เกิดจากการสะสมของโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์และเศษซากเซลล์ที่มีความหนาแน่นและส่วนใหญ่ไม่ละลายน้ำ โดยจะพบบริเวณภายนอกและรอบ ๆ เซลล์ประสาทส่วนเส้นใยประสาทที่พันกัน (Neurofibrillary tangles) คือการรวมตัวกันของโปรตีน "เทา" (Tau) ที่ช่วยยึดเกาะโครงสร้างไมโครทูบูล ซึ่งเกิดภาวะไฮเปอร์ฟอสโฟรีเลชัน (Hyperphosphorylated) และสะสมอยู่ภายในเซลล์ประสาท แม้ว่าผู้สูงอายุจำนวนมากจะมีการก่อตัวของแผ่นอะไมลอยด์และเส้นใยพันกันบ้างตามกระบวนการชราภาพ แต่สมองของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จะมีมีการก่อตัวของแผ่นอะไมลอยด์และเส้นใยพันกันในจำนวนที่มากกว่าอย่างมากในบางบริเวณเฉพาะของสมอง
นอกจากแผ่นอะไมลอยด์และเส้นใยประสาทที่พันกันแล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาของระบบประสาทอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อลักษณะอาการทางคลินิกของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะลุกลาม ซึ่งรวมถึงภาวะโปรตีนอะไมลอยด์สะสมในหลอดเลือดสมอง (CAA) การอักเสบ รวมถึงการสูญเสียเซลล์ประสาทและจุดประสานประสาท (Synapses) การสูญหายของเซลล์ประสาทและจุดประสานประสาทเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อมอย่างชัดเจนที่สุด แม้ว่าเซลล์ทุกตัวจะไม่ได้ได้รับผลกระทบในระดับที่เท่ากันก็ตาม ซึ่ง "ความเปราะบางเฉพาะจุด" (Selective vulnerability) หรือคำถามที่ว่า ทำไมเซลล์ประสาทและจุดประสานประสาทบางส่วนถึงได้รับผลกระทบ ในขณะที่ส่วนอื่น ๆ กลับไม่ได้รับผลกระทบยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ยังหาคำตอบไม่ได้จนถึงปัจจุบัน
ในกรณีที่มีการตรวจพิสูจน์ทางพยาธิวิทยาในระบบประสาทของผู้ป่วยมากกว่าครึ่งหนึ่งโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่อายุมากเป็นพิเศษ พบว่าพยาธิสภาพของโรคอัลไซเมอร์มักเกิดร่วมกับรอยโรคที่เป็นลักษณะเด่นของความผิดปกติทางสมองชนิดอื่น ๆ โรคอุบัติร่วม (Comorbidities) ที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่ โรคหลอดเลือด (Vascular disease), โรคลิววีบอดี้ (Lewy body disease) และ ความผิดปกติของโปรตีน TDP-43 (TDP-43 proteopathic) ซึ่งพยาธิสภาพแบบผสมนี้ส่งผลให้ทั้งการวินิจฉัยและการประเมินผลการทดลองทางคลินิกทำได้ยากลำบากขึ้น เนื่องจากบ่อยครั้งที่การทดลองเหล่านั้นมุ่งเป้าไปที่ปัจจัยก่อโรคเพียงชนิดเดียวจากปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อภาวะสมองเสื่อม
- กลไกการเกิดโรค (Disease mechanism)
ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดเกี่ยวกับกลไกที่แน่ชัดว่าความผิดปกติในการผลิตและการรวมตัวของโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์ (Aβ) ก่อให้เกิดพยาธิสภาพของโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างไร แต่สมมติฐานอะไมลอยด์ (Amyloid hypothesis) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "สมมติฐานการเกิดเป็นทอด ๆ ของอะไมลอยด์" (Amyloid cascade hypothesis) เสนอว่าการสะสมของโปรตีน Aβ ที่มีรูปทรงผิดปกติคือเหตุการณ์หลักที่กระตุ้นให้เกิดลำดับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ จนนำไปสู่การเสื่อมของระบบประสาทและภาวะสมองเสื่อมในที่สุด โปรตีน Aβ ที่พับตัวผิดรูปจะสะสมในสมองเนื่องจากมันไปกระตุ้นให้โมเลกุล Aβ ปกติเกิดการพับตัวผิดรูปตามไปด้วย ผ่านกลไกการแพร่กระจายแบบก่อตัวต่อหน้า (Prion-like 'seeding' mechanism) โดย Aβ ที่รวมตัวกันจะมีทั้งในรูปแบบของ โอลิโกเมอร์ (Oligomers) ขนาดเล็ก ซึ่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์ประสาทสูงมากและในรูปแบบของ เส้นใยอะไมลอยด์ (Amyloid fibrils) ซึ่งเป็นโพลิเมอร์สายยาวที่เป็นองค์ประกอบหลักของแผ่นอะไมลอยด์ (Plaques) นักวิจัยบางส่วนให้ความเห็นว่า เส้นใยอะไมลอยด์เหล่านี้อาจช่วยยึดเกาะโอลิโกเมอร์ขนาดเล็กไว้ เพื่อปกป้องเซลล์สมองจากอันตรายของโอลิโกเมอร์เหล่านั้น อย่างไรก็ตาม แผ่นอะไมลอยด์ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไร้พิษภัย เพราะ แผ่นอะไมลอยด์มีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของกระบวนการในเซลล์ประสาทและการอักเสบเฉพาะจุด ไม่ว่าอิทธิพลระหว่างโอลิโกเมอร์และเส้นใยอะไมลอยด์จะเป็นอย่างไร การมีอยู่ของ Aβ ที่รวมตัวกันนั้นสัมพันธ์กับการรบกวนระบบเผาผลาญของเซลล์ประสาทและการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ เช่น การอักเสบ นอกจากนี้ Aβ ยังเข้าไปสะสมใน ไมโตคอนเดรีย ของเซลล์สมองที่เป็นอัลไซเมอร์โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์บางชนิดและการใช้กลูโคสของเซลล์ประสาทอีกด้วย
มีหลักฐานต่าง ๆ สนับสนุนว่าสารเบต้าอะไมลอยด์ (Aβ) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ เมื่อโรคดำเนินไป สมองจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนทั้งในระดับเซลล์และโมเลกุล ซึ่งนอกเหนือจากความผิดปกติของโปรตีนเทา (Tauopathy) แล้ว ยังรวมถึงอาการอักเสบ, สภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชันและไนเตรชัน, ความเสียหายของ DNA, การเปลี่ยนแปลงเหนือพันธุกรรม (Epigenetic), ความเป็นพิษจากการกระตุ้นสารสื่อประสาทมากเกินไป (Excitotoxicity), ความล้มเหลวของระบบเอนโดโซมและไลโซโซม, ความไม่สมดุลของโปรตีน (Dysproteostasis), ภาวะวามล้มเหลวของกระบวนการกำจัดขยะในเซลล์ (Autophagy), ความผิดปกติของระบบเผาผลาญไขมัน, ความผิดปกติของสมดุลแคลเซียมไอออน, การดัดแปลงโปรตีนหลังการแปลรหัส, การที่เซลล์ประสาทพยายามกลับเข้าสู่กระบวนการแบ่งตัวใหม่, ภาวะล้มเหลวของไมโทคอนเดรีย, การสูญเสียโครงสร้างของเซลล์, ความผิดปกติของระบบเผาผลาญกลูโคส, ความบกพร่องของระบบหลอดเลือดหรือระบบน้ำเหลือง และความผิดปกติของสมดุลแร่ธาตุในร่างกาย ความผิดปกติของสมดุลธาตุเหล็กมีความเชื่อมโยงกับการดำเนินไปของโรค ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการตายของเซลล์ในรูปแบบที่ถูกควบคุมโดยธาตุเหล็กที่เรียกว่า "เฟอโรพโทซิส" (Ferroptosis) นอกจากนี้ ยังพบว่าสารที่เป็นผลผลิตจากปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมัน (Lipid peroxidation) ในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีระดับสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม
มีการตรวจพบการเปลี่ยนแปลงในการกระจายตัวของปัจจัยบำรุงระบบประสาท (Neurotrophic factors) ชนิดต่าง ๆ รวมถึงการแสดงออกของตัวรับปัจจัยเหล่านั้น เช่น BDNF (Brain-derived neurotrophic factor) ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ กว่าที่อาการของอัลไซเมอร์จะปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรก กลไกการเสื่อมถอยที่ซับซ้อนในสมองนั้นได้เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานหลายปีแล้ว ด้วยเหตุนี้ ประสิทธิผลของการรักษา (โดยเฉพาะยาประเภท monoclonal antibodies ที่ช่วยกำจัดสาร Aβ) จึงมีตั้งแต่ไม่ได้ผลเลยไปจนถึงได้ผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้ยาต้าน Aβ รุ่นที่สองจะช่วยชะลอการดำเนินของโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งหรือทำให้อาการสมองเสื่อมหายขาดได้ นักวิจัยจึงเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือการป้องกันโรคอัลไซเมอร์โดยการเข้าไปแทรกแซงหรือรักษาตั้งแต่อาการยังไม่รุนแรง ก่อนที่สมองจะได้รับความเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูได้
การวินิจฉัยโรค (Diagnosis)
การวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ (AD) ให้ได้ผลที่แน่ชัดสามารถกระทำได้โดยผ่านการชันสูตรศพเท่านั้น หากไม่มีการชันสูตร การวินิจฉัยทางคลินิกจะถือว่าเป็นระดับ "มีความเป็นไปได้" (Possible) หรือ "มีความน่าจะเป็น" (Probable) โดยอาศัยผลการตรวจอื่น ๆ ประกอบ ทั้งนี้ พบว่าผู้ที่ถูกวินิจฉัยทางคลินิกว่าเป็นอัลไซเมอร์อาจมีการวินิจฉัยผิดพลาดสูงถึง 23% โดยอาจมีพยาธิสภาพที่บ่งชี้ถึงโรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกับอัลไซเมอร์แทน โดยปกติแล้ว การวินิจฉัยทางคลินิกจะพิจารณาจากประวัติทางการแพทย์ ข้อมูลจากการสังเกตของเพื่อนหรือญาติ และการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม เกณฑ์การวินิจฉัยกำหนดว่าต้องพบการเปลี่ยนแปลงทางประสาทจิตวิทยาที่มีลักษณะเฉพาะ โดยมีความบกพร่องในโดเมนการรู้คิด (Cognitive domains) อย่างน้อย 2 ด้าน และต้องมีความรุนแรงมากพอที่จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน ด้านที่อาจบกพร่อง ได้แก่ ความจำ (พบได้บ่อยที่สุด) ภาษา การคิดเชิงบริหาร (Executive function) การรับรู้มิติสัมพันธ์ หรือด้านการรู้คิดอื่น ๆ โดยการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต้องเป็นการลดลงจากระดับความสามารถเดิม และต้องแยกสาเหตุทั่วไปอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดความเสื่อมถอยของการรู้คิดออกไปก่อนเทคนิคภาพถ่ายทางการแพทย์ระดับสูง เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT), การสร้างภาพด้วยเรซอนแนนซ์แม่เหล็ก (MRI), รวมถึง SPECT หรือ PET scan สามารถนำมาใช้เพื่อตัดประเด็นความผิดปกติอื่น ๆ ของสมองหรือโรคสมองเสื่อมชนิดอื่นออกไป ผลจาก MRI หรือ CT ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์มักจะแสดงให้เห็นการฝ่อของเปลือกสมอง (Cortical atrophy) ทั้งแบบทั่ว ๆ ไปหรือเฉพาะจุด ซึ่งอาจมีความไม่สมมาตรกัน นอกจากนี้ยังมักพบการฝ่อของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) อีกด้วย ภาพถ่ายสมองยังมักแสดงให้เห็นถึงโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะการตีบตันหรือแตกของหลอดเลือด (ทั้งในบริเวณกว้างหรือจุดเล็ก ๆ) ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมในหลายกรณี (พบได้ถึง 46% ของกรณีสมองเสื่อมที่มีโรคหลอดเลือดสมองร่วมด้วยจากการตรวจทางภาพถ่าย) การตรวจโดยวิธี FDG-PET scan ไม่ใช่ข้อกำหนดหลักในการวินิจฉัย แต่บางครั้งก็นำมาใช้เมื่อผลการตรวจมาตรฐานยังไม่ชัดเจน โดยจะแสดงให้เห็นการทำงานที่ลดลงบริเวณสมองส่วนขมับ (Temporal) และส่วนข้าง (Parietal) ทั้งสองข้างแบบไม่สมมาตรกัน การใช้เทคนิคภาพถ่ายระดับสูงนี้อาจช่วยทำนายการเปลี่ยนผ่านจากระยะเริ่มแรก (ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย) ไปสู่โรคอัลไซเมอร์ได้ สำหรับสารเภสัชรังสีที่ได้รับการรับรองจาก FDA เพื่อใช้ในการทำ PET scan สำหรับโรคอัลไซเมอร์ ได้แก่ Florbetapir (พ.ศ. 2555), Flutemetamol (พ.ศ. 2556), Florbetaben (พ.ศ. 2557) และ Flortaucipir (พ.ศ. 2563) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริษัทประกันหลายแห่งในสหรัฐอเมริกายังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายการคุ้มครองในส่วนนี้ การใช้งานในทางคลินิกจึงมักจำกัดอยู่เฉพาะในการวิจัยทางคลินิกเท่านั้น (ข้อมูล ณ พ.ศ. 2561)
การป้องกัน (Prevention)
ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่สามารถปรับเปลี่ยนพยาธิสภาพของโรค (Disease-modifying treatments) ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาดได้ ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์จึงมุ่งเน้นไปที่การแทรกแซงเพื่อป้องกันการเริ่มเกิดโรคและการดำเนินของโรค อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันแน่ชัดว่าวิธีการใดวิธีการหนึ่งสามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้โดยเฉพาะ และการศึกษามาตรการป้องกันต่าง ๆ มักให้ผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกัน จากการศึกษาทางระบาดวิทยาได้มีการเสนอความสัมพันธ์ระหว่างโอกาสในการเกิดโรคอัลไซเมอร์กับปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น การใช้ยา การใช้ชีวิต และอาหาร แต่การจะระบุว่าการแทรกแซงนั้น ๆ เป็นวิธีการป้องกันแบบปฐมภูมิ (ป้องกันไม่ให้เกิดโรคเลย) หรือการป้องกันแบบทุติยภูมิ (การตรวจพบและยับยั้งในระยะแรกเริ่ม) ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย ความท้าทายเหล่านี้รวมถึง ระยะเวลาในการทำวิจัย ระยะของโรคที่เริ่มทำการแทรกแซง และการขาดมาตรฐานในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) ที่เฉพาะเจาะจงต่อโรคอัลไซเมอร์ ดังนั้นจึงยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อระบุปัจจัยที่ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างแท้จริง
- การใช้ยา (Medication)
ปัจจัยเสี่ยงด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ภาวะคอเลสเตอรอลสูง, ความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน และการสูบบุหรี่ มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการเกิดโรคและทำให้อาการของอัลไซเมอร์แย่ลง การใช้ยาในกลุ่มสแตติน (Statins) เพื่อลดคอเลสเตอรอลอาจมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ส่วนยาลดความดันโลหิตและยารักษาโรคเบาหวานในผู้ที่ยังไม่มีความบกพร่องทางการรู้คิดที่ชัดเจน อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมได้โดยการส่งผลต่อพยาธิสภาพของหลอดเลือดสมอง อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์กับโรคอัลไซเมอร์โดยเฉพาะ โดยต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างบทบาทโดยตรงของยา กับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตด้านอื่น ๆ ที่ทำควบคู่กันไป (เช่น อาหาร, การออกกำลังกาย, การสูบบุหรี่)
ภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการเป็นอัลไซเมอร์ ดังนั้น การจัดการด้วยยาต้านเศร้าอาจเป็นมาตรการป้องกันได้ ในอดีตเคยเชื่อว่าการใช้ยาต้านอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ติดต่อกันเป็นเวลานานมีความสัมพันธ์กับการลดโอกาสในการเกิดอัลไซเมอร์ เนื่องจากช่วยลดการอักเสบ แต่ปัจจุบันพบว่ายา NSAIDs ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์ในการนำมาใช้เพื่อการรักษา นอกจากนี้ เนื่องจากผู้หญิงมีอุบัติการณ์การเกิดโรคอัลไซเมอร์สูงกว่าผู้ชาย ครั้งหนึ่งจึงเคยเชื่อว่าการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในช่วงวัยทองเป็นปัจจัยเสี่ยง แต่ปัจจุบันยังขาดหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า การใช้ฮอร์โมนทดแทน (HRT) ในวัยหมดประจำเดือนจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวการณ์รู้คิดถอยลงได้
- วิถีการดำเนินชีวิต (Lifestyle)
พฤติกรรมการใช้ชีวิตบางประการ เช่น การออกกำลังกายและการฝึกฝนการใช้ความคิด (Cognitive exercises) ระดับการศึกษาและการทำงานที่ต้องใช้ทักษะสูง การสูบบุหรี่ ความเครียด การนอนหลับ รวมถึงการจัดการโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง อาจส่งผลต่อการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้
การออกกำลังกายมีความสัมพันธ์กับอัตราการลดลงของการเกิดโรคสมองเสื่อมและมีประสิทธิภาพในการช่วยลดความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ โดยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดินเร็ว ครั้งละ 40 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ สามารถช่วยพัฒนาความจำและการทำงานของระบบการรู้คิดได้ นอกจากนี้ยังอาจช่วยกระตุ้นการสร้างเครือข่ายประสาทใหม่ ๆ ในสมอง (Neuroplasticity) อีกด้วย การเข้าร่วมกิจกรรมฝึกสมอง เช่น การอ่านหนังสือ การเล่นปริศนาอักษรไขว้ และการเล่นหมากรุกก็มีรายงานว่ามีศักยภาพในการช่วยป้องกันโรคได้ ทั้งนี้ การออกกำลังกายให้ได้ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) มีความสัมพันธ์กับการลดลงของความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์
การระดับการศึกษาในระดับสูงและความสำเร็จในการประกอบอาชีพ รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมนันทนาการมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือช่วยชะลอการปรากฏของอาการให้ช้าลง ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการสำรองการรู้คิด (Cognitive Reserve Theory) ที่ระบุว่า ประสบการณ์ชีวิตบางอย่างส่งผลให้การทำงานของระบบประสาทมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้บุคคลนั้นมี "ต้นทุนสำรองทางปัญญา" ที่ช่วยยืดเวลาการเริ่มมีอาการสมองเสื่อมออกไป ทั้งนี้ การศึกษาช่วยชะลอการเริ่มมีอาการของโรคอัลไซเมอร์ได้ แต่ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการดำเนินไปของโรค
การเลิกสูบบุหรี่อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมอย่างยีน APOE ɛ4 เนื่องจาก: การลดสภาวะเครียดจากการออกซิเดชัน (Oxidative Stress): การสูบบุหรี่ทำให้ร่างกายได้รับอนุมูลอิสระในปริมาณสูง ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการอักเสบและการเสื่อมของระบบประสาท (Neurodegeneration) แนวทางการเลิกบุหรี่: นอกจากการพยายามด้วยตนเองแล้ว ยังรวมถึงการรับคำปรึกษา (Counseling) และการใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่ (Pharmacotherapies) และควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีควันบุหรี่ด้วยเช่นกัน
โรคอัลไซเมอร์มีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของการนอนหลับแต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวที่แน่ชัดนั้นยังไม่มีความชัดเจน ครั้งหนึ่งเคยมีการคิดว่าเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติของการนอนหลับและโรคอัลไซเมอร์จะเพิ่มขึ้นนั้นแยกออกจากกัน แต่ผลการวิจัยในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าความผิดปกติของการนอนหลับอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์
มีทฤษฎีหนึ่งอธิบายว่ากลไกที่ช่วยเพิ่มการกำจัดสารพิษออกจากสมองรวมถึงสาร Aβ (เบต้าอะไมลอยด์) จะทำงานอย่างแข็งขันในขณะที่เราหลับ ดังนั้น เมื่อนอนหลับน้อยลง ร่างกายจะมีการผลิตสาร Aβ เพิ่มขึ้น และมีการกำจัดสารนี้ลดลง ส่งผลให้เกิดการสะสมของ Aβ ในที่สุด การนอนหลับให้เพียงพอ (ประมาณ 7–8 ชั่วโมง) ในทุกคืน จึงกลายเป็นแนวทางหนึ่งในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่มีศักยภาพในการป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์
ความเครียดก็เป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ แม้ว่ากลไกที่ความเครียดโน้มนำให้บุคคลมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์นั้นยังไม่ชัดเจน แต่มีการเสนอว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดตลอดช่วงชีวิตอาจส่งผลกระทบต่ออีพิจีโนม (Epigenome) หรือการเหนือพันธุกรรม ซึ่งนำไปสู่การแสดงออกของยีนบางชนิดที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป
ถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและโรคอัลไซเมอร์จะยังไม่กระจ่างชัด แต่กลยุทธ์เพื่อลดความเครียดและผ่อนคลายจิตใจอาจเป็นวิธีการที่มีประโยชน์ในการป้องกันการดำเนินของโรค ตัวอย่างเช่น การทำสมาธิ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของการรู้คิดและสุขภาวะที่ดี อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อประเมินผลกระทบในระยะยาว
การจัดการเพื่อการดูแล (Management)
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาด การรักษาที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ผลลัพธ์ในการบรรเทาอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและยังคงเป็นการรักษาตามอาการ (Palliative) เป็นหลัก โดยสามารถแบ่งการรักษาออกได้เป็น 3 ด้าน ได้แก่ การใช้ยา (Pharmaceutical) การดูแลทางด้านจิตสังคม (Psychosocial) และการบริบาลผู้ป่วย (Caregiving)
- การรักษาทางยา (Pharmaceutical)
- การรักษาตามอาการ (Symptomatic treatment)
ยาที่ใช้รักษาอาการทางการรู้คิดของโรคอัลไซเมอร์ มากกว่าการรักษาที่สาเหตุของโรค ประกอบด้วย: ยาในกลุ่มยับยั้งเอนไซม์อะซิทิลโคลีนเอสเทอเรส (Acetylcholinesterase inhibitors) 4 ชนิด (ได้แก่ Tacrine, Rivastigmine, Galantamine และ Donepezil) และยา Memantine ซึ่งเป็นยากลุ่มปิดกั้นตัวรับ NMDA (NMDA receptor antagonist) โดยยากลุ่มยับยั้งเอนไซม์อะซิทิลโคลีนเอสเทอเรสมีเป้าหมายเพื่อใช้ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นถึงระยะรุนแรง ในขณะที่ Memantine มีเป้าหมายสำหรับผู้ป่วยระยะปานกลางถึงรุนแรง อย่างไรก็ตาม ประโยชน์จากการใช้ยาเหล่านี้ถือว่ามีเพียงเล็กน้อย
การลดลงของการทำงานของเซลล์ประสาทโคลีนเนอร์จิก (Cholinergic neurons) เป็นลักษณะเด่นที่ทราบกันดีของโรคอัลไซเมอร์ ยาในกลุ่มยับยั้งเอนไซม์อะซิทิลโคลีนเอสเทอเรสจึงถูกนำมาใช้เพื่อลดอัตราการสลายตัวของสารอะซิทิลโคลีน (ACh) ในร่างกาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเข้มข้นของ ACh ในสมอง และต่อต้านการสูญเสีย ACh ที่เกิดจากการตายของเซลล์ประสาทโคลีนเนอร์จิก มีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิภาพทางการแพทย์ในผู้ป่วยระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง และได้ผลบ้างในระยะรุนแรง แต่ผลของยานี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงการชะลอการเริ่มปรากฏของอาการ
Memantine เป็นยากลุ่มปิดกั้นตัวรับ NMDA แบบไม่แข่งขัน (Noncompetitive NMDA receptor antagonist) ซึ่งเริ่มแรกถูกใช้เป็นยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ ยานี้ออกฤทธิ์ต่อระบบกลูตาเมต (Glutamatergic system) โดยการปิดกั้นตัวรับ NMDA และยับยั้งการถูกกระตุ้นที่มากเกินไปจากสารกลูตาเมต มีรายงานว่า Memantine ให้ประโยชน์เพียงเล็กน้อยในการรักษาผู้ป่วยระยะปานกลางถึงรุนแรง ส่วนการใช้ Memantine ร่วมกับ donepezil มีรายงานว่า "มีประสิทธิภาพที่สำคัญทางสถิติ แต่ให้ผลเพียงเล็กน้อยในเชิงคลินิก"
มีการนำสารสกัดจากกิงโกะ บิโลบา (Ginkgo biloba) หรือที่รู้จักในชื่อ EGb 761 มาใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์และโรคทางจิตประสาทอื่น ๆ ซึ่งได้รับการรับรองการใช้ทั่วทั้งยุโรป อย่างไรก็ตาม ผลการทบทวนในปี พ.ศ. 2559 สรุปว่าคุณภาพของหลักฐานจากการทดลองทางคลินิกเกี่ยวกับกิงโกะ บิโลบานั้นยังไม่เพียงพอที่จะรับรองประสิทธิภาพการใช้งาน
ยาต้านอาการทางจิตกลุ่มใหม่ (Atypical antipsychotics) มีประโยชน์เพียงเล็กน้อยในการลดความก้าวร้าวและอาการทางจิตในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ แต่ประโยชน์เหล่านั้นกลับถูกหักล้างด้วยผลข้างเคียงที่ร้ายแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ปัญหาด้านการเคลื่อนไหว หรือการรู้คิดที่เสื่อมถอยลง ยาเหล่านี้จึงได้รับคำแนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยสมองเสื่อมก็ต่อเมื่อการรักษาขั้นแรก เช่น การปรับพฤติกรรมล้มเหลวเท่านั้น และเนื่องจากความเสี่ยงจากผลข้างเคียง จึงควรใช้ยาในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ทั้งนี้ การหยุดใช้ยาต้านอาการทางจิตในผู้ป่วยกลุ่มนี้ถือว่ามีความปลอดภัย - ผลข้างเคียง (Side effects)
ผลข้างเคียงของโรคอัลไซเมอร์ที่พบได้บ่อยที่สุดคือ อาการคลื่นไส้และอาเจียน ซึ่งทั้งสองอาการมีความเชื่อมโยงกับการมีสารโคลีนเนอร์จิกมากเกินไป ผลข้างเคียงเหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้ใช้ประมาณ 10–20% โดยมีความรุนแรงในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และสามารถจัดการได้ด้วยการค่อย ๆ ปรับขนาดยา ส่วนผลข้างเคียงรองที่พบได้น้อยกว่า ได้แก่ อาการตะคริวที่กล้ามเนื้อ, อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง (bradycardia), ความอยากอาหารและน้ำหนักตัวลดลง รวมถึงการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ที่มีรายงานจากการใช้ยา Memantine นั้นพบได้ไม่บ่อยและมีอาการไม่รุนแรง เช่น อาการประสาทหลอน, ความสับสน, เวียนศีรษะ, ปวดศีรษะ และอ่อนเพลีย - แอนติบอดี (Antibodies)
ยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal antibodies) จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ โดนาเนแมบ (Donanemab) และ เลคานีแมบ (Lecanemab) ได้รับการอนุมัติให้ใช้เพื่อมุ่งเป้าไปที่สารเบต้าอะไมลอยด์ แต่ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2568 บทบาทของยาเหล่านี้ในการรักษายังคงไม่แน่นอน เนื่องจากปัญหาเรื่องผลข้างเคียง ข้อกังขาเกี่ยวกับประสิทธิภาพและประเด็นด้านราคา
- การรักษาตามอาการ (Symptomatic treatment)
เลคานีแมบได้รับการอนุมัติให้ใช้ในสหรัฐอเมริกา โดยมีการระบุคำเตือนในกรอบ (Boxed warning) เกี่ยวกับความผิดปกติของภาพถ่ายทางรังสีที่สัมพันธ์กับอะไมลอยด์ (ARIA) และเมื่อต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567
เลคานีแมบได้รับการอนุมัติให้จำหน่ายในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง และอิสราเอล แม้ว่าคณะกรรมการที่ปรึกษาของสหภาพยุโรปจะยังไม่อนุมัติเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม โดยให้เหตุผลเรื่องผลข้างเคียง
ปัจจุบันโดนาเนแมบ ได้รับการอนุมัติให้ใช้แล้วในสหรัฐอเมริกา
- การดูแลทางด้านจิตสังคม (Psychosocial)
การดูแลทางด้านจิตสังคมถูกนำมาใช้เป็นส่วนเสริมร่วมกับการรักษาทางยา โดยสามารถจำแนกออกได้เป็นแนวทางที่เน้นด้านพฤติกรรม, อารมณ์, การรู้คิด (สติปัญญา) หรือการกระตุ้น
การแทรกแซงทางพฤติกรรม (Behavioral interventions) พยายามระบุและลดเหตุปัจจัยนำ (สิ่งกระตุ้นก่อนเกิดเหตุ) และผลลัพธ์ที่ตามมาของพฤติกรรมที่เป็นปัญหา แนวทางนี้ยังไม่มีรายงานความสำเร็จในการปรับปรุงสมรรถภาพการทำงานของร่างกายในภาพรวม แต่สามารถช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาเฉพาะบางอย่างได้ เช่น อาการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่
อย่างไรก็ตาม เรายังขาดข้อมูลคุณภาพสูงที่เกี่ยวกับประสิทธิภาพของเทคนิคเหล่านี้ในปัญหาพฤติกรรม อื่น ๆ เช่น การเดินหลงทิศทาง (Wandering) ในขณะที่ ดนตรีบำบัด (Music therapy) มีประสิทธิภาพในการช่วยลดอาการทางพฤติกรรมและจิตวิทยาได้
การพยากรณ์โรค (Prognosis)
การวินิจฉัยระยะเริ่มต้นของโรคอัลไซเมอร์นั้นทำได้ยาก การวินิจฉัยที่แน่ชัดมักเกิดขึ้นเมื่อความบกพร่องทางการรู้คิดเริ่มส่งผลกระทบต่อกิจกรรมในชีวิตประจำวัน แม้ว่าในขณะนั้นผู้ป่วยจะยังคงสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระได้ก็ตาม อาการของโรคจะดำเนินไปตั้งแต่อาการทางปัญญาในระดับเล็กน้อย เช่น การสูญเสียความจำ ไปจนถึงความผิดปกติทางปัญญาและด้านอื่น ๆ ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้โดยลำพังอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะท้ายของโรค
อายุขัยเฉลี่ยของผู้ป่วยอัลไซเมอร์นั้นจะลดลง โดยปกติแล้วอายุขัยเฉลี่ยของคนทั่วไปในช่วงอายุ 60 ถึง 70 ปี จะอยู่ที่ประมาณ 15 ถึง 23 ปี ส่วนผู้ที่อายุ 90 ปี จะอยู่ที่ 4.5 ปี
แต่หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ อายุขัยจะลดลงเหลือเพียง 7 ถึง 10 ปี สำหรับผู้ป่วยในช่วงอายุ 60 ปีถึง 70 ปีตอนต้น (นั่นคืออายุขัยสั้นลงไปประมาณ 8 ถึง 13 ปี) และเหลือเพียงประมาณ 3 ปีหรือน้อยกว่านั้น (อายุขัยสั้นลงไป 1.5 ปี) ในผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงอายุ 90 ปี
ข้อมูล ณ พ.ศ. 2538 พบว่ามีผู้ป่วยไม่ถึง 3% ที่มีชีวิตอยู่ได้นานกว่า 14 ปีหลังการวินิจฉัย ลักษณะของโรคที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการมีชีวิตรอดที่สั้นลง ได้แก่ ความรุนแรงของความบกพร่องทางการรู้คิดที่เพิ่มขึ้น, ระดับความสามารถในการใช้ชีวิตที่ลดลง, ความผิดปกติจากการตรวจระบบประสาท, ประวัติการหกล้ม, ภาวะทุพโภชนาการ, การขาดน้ำ และน้ำหนักตัวที่ลดลง
นอกจากนี้ โรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจ, เบาหวาน หรือประวัติการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปก็มีความเกี่ยวข้องกับอายุขัยที่สั้นลงเช่นกัน แม้ว่ายิ่งเริ่มป่วยตั้งแต่อายุน้อยจะส่งผลให้มีจำนวนปีที่อยู่กับโรค (Total survival years) นานกว่า แต่หากเปรียบเทียบกับกลุ่มคนสุขภาพดีในวัยเดียวกันแล้ว ผู้ป่วยที่เริ่มเป็นโรคตั้งแต่อายุน้อยจะมีความคาดหมายคงชีพ (Life expectancy) ที่ลดลงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ชายมีพยากรณ์โรคด้านการมีชีวิตรอดที่แย่กว่าผู้หญิง แม้ว่าจะมีการควบคุมตัวแปรด้านอายุและเงื่อนไขทางการแพทย์บางประการแล้วก็ตาม ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2568 ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมผู้ชายจึงมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่า แต่มีการสันนิษฐานว่าผู้ชายอาจมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมที่แตกต่างจากผู้หญิง เช่น การได้รับบาดเจ็บทางสมองอย่างรุนแรง (Traumatic brain injury)
ภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration pneumonia) คือสาเหตุการเสียชีวิตโดยตรงที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ในขณะที่สาเหตุเบื้องหลังของอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งที่ต่ำกว่าในกลุ่มผู้ป่วยอัลไซเมอร์นั้นยังคงไม่ชัดเจน แต่นักวิจัยบางส่วนสันนิษฐานว่า กลไกทางชีวภาพบางอย่างที่ทั้งสองโรคนี้มีร่วมกันอาจมีบทบาทสำคัญ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังคงต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมต่อไป
ระบาดวิทยา (Epidemiology)
ในส่วนของอุบัติการณ์ (Incidence) จากการติดตามกลุ่มประชากรที่ไม่มีโรคมาหลายปี พบว่าในประเทศสเปนและอิตาลีมีอัตราการเกิดโรคสมองเสื่อมทุกชนิดอยู่ที่ 10 ถึง 15 รายต่อ 1,000 คน-ปี และเป็นโรคอัลไซเมอร์ 5 ถึง 8 ราย ซึ่งหมายความว่าครึ่งหนึ่งของเคสสมองเสื่อมรายใหม่ในแต่ละปีคือโรคอัลไซเมอร์
อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของโรค และอัตราอุบัติการณ์ในแต่ละช่วงอายุก็ไม่เท่ากัน โดยทุก ๆ 5 ปีหลังจากอายุ 65 ปี ความเสี่ยงในการเกิดโรคจะเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งเท่าตัว โดยเพิ่มจาก 3 ราย ไปจนถึงสูงถึง 69 รายต่อ 1,000 คน-ปี
ความชุก (Prevalence) ของโรคอัลไซเมอร์ในประชากรขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ รวมถึงอุบัติการณ์และการรอดชีวิต เนื่องจากอุบัติการณ์ของโรคเพิ่มขึ้นตามอายุ ความชุกจึงขึ้นอยู่กับอายุเฉลี่ยของประชากรกลุ่มที่ทำการศึกษา ในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2563 มีการประมาณความชุกของโรคอัลไซเมอร์ไว้ที่ 5.3% ในกลุ่มอายุ 60–74 ปี โดยอัตรานี้จะเพิ่มเป็น 13.8% ในกลุ่มอายุ 74–84 ปี และสูงถึง 34.6% ในกลุ่มผู้ที่มีอายุมากกว่า 85 ปี ขณะที่อัตราความชุกในภูมิภาคที่พัฒนาล้าหลังกว่าบางแห่งทั่วโลกนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า
ทั้งอัตราความชุกและอุบัติการณ์ของโรคอัลไซเมอร์กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าอัตราความชุกจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าภายในปี พ.ศ. 2593 โดยจะมีจำนวนถึง 152 ล้านคน เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยอัลไซเมอร์ทั่วโลก 50 ล้านคนในปี พ.ศ. 2563
- ความแตกต่างระหว่างเพศ (Sex difference)
พบว่าผู้หญิงป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่าผู้ชาย ซึ่งความแตกต่างนี้เคยเชื่อกันว่าเป็นผลมาจากผู้หญิงมีอายุขัยที่ยืนยาวกว่า อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาหนึ่งพบว่าเมื่อมีการปรับค่าตามเกณฑ์อายุแล้ว ทั้งสองเพศมีอัตราการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในระดับที่เท่ากัน แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีการศึกษาอีกจำนวนมากที่พบว่าผู้หญิงยังมีจำนวนผู้ป่วยสูงกว่าแม้จะปรับค่าตามเกณฑ์อายุแล้วก็ตาม รวมถึงการศึกษาฟรอมิงแฮม (Framingham study) ซึ่งพบว่าผู้หญิงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ตลอดช่วงชีวิตสูงกว่าผู้ชายเกือบสองเท่า
ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2568 ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเหตุใดผู้หญิงถึงป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่าผู้ชาย แม้ว่าจะมีการตั้งทฤษฎีไว้มากมายตามที่กล่าวไปแล้วในส่วนของสาเหตุก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างที่สังเกตได้ในกระบวนการดำเนินของโรค เช่น โปรตีนเทา (Tau protein) มีการสะสมตัวในผู้หญิงเร็วกว่าผู้ชาย อีกทั้งการมี ยีน APOE4 ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และแม้จะตรวจพบปริมาณพยาธิสภาพของโรคในระดับที่เท่ากัน แต่ผู้หญิงกลับมีภาวะการรู้คิดที่เสื่อมถอยลงมากกว่าเมื่อเทียบกับผู้ชาย
ข้อมูลนี้มีความสำคัญต่อการรักษา เช่น การกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมในการรักษาเพื่อต้านโปรตีนเทา (Anti-tau treatments) หรือการใช้ฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดประจำเดือน (Menopausal hormone therapy - MHT) โดยจากการศึกษาความชราภาพระยะยาวในแคนาดา (Canadian Longitudinal Study of Aging) พบว่า ผู้หญิงที่ได้รับฮอร์โมนทดแทน (MHT) มีคะแนนการทดสอบความจำสูงกว่า ผู้หญิงที่ไม่ได้รับฮอร์โมนทดแทน
- ชาติพันธุ์ (Ethnicity)
ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2553 ความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคอัลไซเมอร์ในกลุ่มประชากรผิวขาวที่ไม่ใช่ฮิสแปนิก (Non-Hispanic white) สูงกว่ากลุ่มคนผิวดำที่ไม่ใช่ฮิสแปนิกถึง 26% ในขณะที่กลุ่มประชากรฮิสแปนิกมีความเสี่ยงต่ำกว่ากลุ่มผิวขาวที่ไม่ใช่ฮิสแปนิกถึง 30% อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ในกลุ่มประชากรส่วนน้อย เช่น ชาวแอฟริกันอเมริกัน, ชาวเอเชียตะวันออก และชาวฮิสแปนิก/ลาติน ยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มอีกมาก
มีการศึกษาที่รายงานว่าประชากรกลุ่มเหล่านี้ยังมีส่วนร่วมในการทดลองทางคลินิกน้อยเกินไป และเมื่อตรวจสอบปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมบางประการ (เช่น ยีน APOE4) พบว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้มีความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในระดับที่เท่ากันเมื่อเทียบกับกลุ่มคนผิวขาว (Caucasian) แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมตัวเดียวกันก็ตาม
ประวัติความเป็นมาของโรค (History)
เหล่านักปรัชญาและแพทย์ชาวกรีกและโรมันโบราณต่างเชื่อมโยงความชราภาพเข้ากับภาวะสมองเสื่อมที่เพิ่มขึ้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2444 อลอยส์ อัลไซเมอร์ (Alois Alzheimer) จิตแพทย์ชาวเยอรมัน ได้ระบุถึงกรณีแรกของโรคที่จะกลายเป็นที่รู้จักในชื่อ “โรคอัลไซเมอร์” ตามชื่อของเขา โดยพบในหญิงอายุ 50 ปีที่เขาเรียกว่า “ออกุสต์ ดี” (Auguste D.) เขาได้ติดตามอาการของเธอจนกระทั่งเธอเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2449 ซึ่งเป็นปีที่เขารายงานเรื่องนี้ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก และในช่วง 5 ปีต่อมา ได้มีการรายงานกรณีที่คล้ายคลึงกันอีก 11 กรณีในเอกสารทางการแพทย์ ซึ่งบางกรณีเริ่มมีการใช้คำว่า “โรคอัลไซเมอร์” บ้างแล้ว
โรคนี้ถูกระบุว่าเป็นโรคเฉพาะตัวครั้งแรกโดย เอมิล เครพิลิน (Emil Kraepelin) หลังจากที่เขาได้ตัดลักษณะอาการทางคลินิกบางอย่าง (เช่น อาการหลงผิดและประสาทหลอน) และพยาธิสภาพบางประการ (เช่น การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดแดงแข็ง) ที่มีอยู่ในรายงานต้นฉบับของ ออกุสต์ ดี ออกไป เขาได้บรรจุโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเครพิลินยังได้ตั้งชื่อว่า “โรคสมองเสื่อมก่อนวัยชรา” (Presenile dementia) ให้เป็นโรคประเภทย่อยของโรคสมองเสื่อมในวัยชรา (Senile dementia) ในหนังสือแบบเรียนจิตเวชศาสตร์ (Textbook of Psychiatry) ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 8 ของเขา ซึ่งตีพิมพ์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2453
ตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ของคริสต์ศตวรรษที่ 20 การวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์จะถูกสงวนไว้ใช้กับบุคคลที่มีอายุระหว่าง 45 ถึง 65 ปีที่เริ่มมีอาการสมองเสื่อมเท่านั้น คำศัพท์ที่ใช้เรียกโรคนี้ได้เปลี่ยนไปหลังจากปี พ.ศ. 2520 เมื่อมีการประชุมเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ซึ่งสรุปว่า อาการทางคลินิกและพยาธิสภาพของโรคสมองเสื่อมก่อนวัยชรา (Presenile) และโรคสมองเสื่อมในวัยชรา (Senile) นั้นแทบจะเหมือนกันทุกประการ แม้ว่าผู้จัดทำรายงานจะระบุเพิ่มเติมว่าข้อสรุปนี้ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่ว่าโรคทั้งสองอาจมีสาเหตุที่แตกต่างกันก็ตาม
ในที่สุด ประเด็นนี้ก็นำไปสู่การวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์โดยไม่จำกัดช่วงอายุ โดยในช่วงเวลาหนึ่งเคยมีการใช้คำว่า "โรคสมองเสื่อมในวัยชราประเภทอัลไซเมอร์" (SDAT) เพื่ออธิบายอาการที่เกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี และใช้คำว่า "โรคอัลไซเมอร์แบบคลาสสิก" เพื่ออธิบายถึงผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่านั้น ในที่สุด คำว่า "โรคอัลไซเมอร์" (Alzheimer's disease) ก็ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในบัญชีศัพท์ทางการแพทย์ เพื่อใช้เรียกผู้ป่วยทุกช่วงอายุที่มีรูปแบบอาการเฉพาะตัวเหมือนกัน มีการดำเนินของโรคที่คล้ายคลึงกัน และมีพยาธิสภาพทางระบบประสาทในลักษณะเดียวกัน
สถาบันแห่งชาติเกี่ยวกับความผิดปกติทางระบบประสาทและการสื่อสารและโรคหลอดเลือดสมอง (NINCDS) ร่วมกับสมาคมโรคอัลไซเมอร์และโรคที่เกี่ยวข้อง (ADRDA หรือที่รู้จักกันในชื่อ สมาคมอัลไซเมอร์ ในปัจจุบัน) ได้กำหนด เกณฑ์การวินิจฉัยอัลไซเมอร์ NINCDS-ADRDA ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ถูกนำมาใช้แพร่หลายที่สุดในปี พ.ศ. 2527 และได้รับการปรับปรุงเนื้อหาอย่างละเอียดในปี พ.ศ. 2550 เกณฑ์เหล่านี้กำหนดว่า การวินิจฉัยทางคลินิกในระดับ “มีความเป็นไปได้” (Possible) หรือ “มีความน่าจะเป็น” (Probable) ของโรคอัลไซเมอร์ จะต้องได้รับการยืนยันภาวะบกพร่องทางการรู้คิดและกลุ่มอาการสมองเสื่อมที่สงสัย ผ่านการทดสอบทางประสาทจิตวิทยา (Neuropsychological testing) ส่วนการวินิจฉัยที่แน่นอน (Definitive diagnosis) นั้น จำเป็นต้องมีการยืนยันทางพยาธิวิทยาเนื้อเยื่อ ซึ่งรวมถึงการตรวจชิ้นเนื้อสมองด้วยกล้องจุลทรรศน์ ทั้งนี้ มีรายงานว่าเกณฑ์การวินิจฉัยดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือและความเที่ยงตรงทางสถิติที่ดีเมื่อเทียบกับการยืนยันผลทางพยาธิวิทยาเนื้อเยื่อขั้นสุดท้าย
สังคมและวัฒนธรรม (Society and culture)
- ต้นทุนทางสังคม (Social costs)
ภาวะสมองเสื่อม โดยเฉพาะโรคอัลไซเมอร์อาจเป็นหนึ่งในโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดสำหรับสังคมทั่วโลก และเมื่อประชากรมีอายุมากขึ้น ต้นทุนเหล่านี้มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นจนกลายเป็นปัญหาทางสังคมและภาระทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์รวมถึงต้นทุนทางการแพทย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับการจัดสวัสดิการดูแลทางสังคมสำหรับผู้ป่วย
ต้นทุนทางตรง ได้แก่ ค่าพบแพทย์, ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล, การรักษาทางการแพทย์, การดูแลในสถานพักฟื้น (Nursing home), อุปกรณ์เฉพาะทาง และค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ส่วนต้นทุนทางอ้อมรวมถึงต้นทุนของการดูแลอย่างไม่เป็นทางการ (เช่น ญาติเป็นผู้ดูแล) และการสูญเสียผลิตภาพ (Loss in productivity) ของผู้ดูแลเหล่านั้น
ในสหรัฐอเมริกา ณ ปี พ.ศ. 2562 มีการประมาณการว่าการดูแลอย่างไม่เป็นทางการ (โดยบุคคลในครอบครัว) คิดเป็นเกือบ 3 ใน 4 ของการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และใช้เวลาในการดูแลรวมประมาณ 1.85 หมื่นล้านชั่วโมง ต้นทุนทางสังคมทั่วโลกในการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า และจะแตะระดับประมาณ 9.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2593 ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่มีอาการสมองเสื่อมรุนแรงหรือมีปัญหาพฤติกรรมจะสูงกว่าปกติ เนื่องจากสัมพันธ์กับเวลาที่ผู้ดูแลต้องใช้เพิ่มขึ้นในการดูแลทางร่างกาย
งานวิจัย (Research)
ยาเฉพาะทางที่อาจช่วยลดความเสี่ยงหรือการดำเนินของโรคอัลไซเมอร์ รวมถึงยาที่ส่งผลต่อคราบเบต้าอะไมลอยด์ (Aβ plaques) การอักเสบ ยีน APOE ตัวรับสารสื่อประสาท การสร้างเซลล์ประสาทใหม่ (Neurogenesis) ปัจจัยการเจริญเติบโต (Growth factors) หรือฮอร์โมน
มีการศึกษาการใช้อัลกอริทึมแมชชีนเลิร์นนิง (Machine learning) ร่วมกับระบบประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นแนวทางในการทำนายการเกิดโรคอัลไซเมอร์ให้ได้เร็วขึ้น
ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2568 มีการทดลองทางคลินิกทั้งหมด 182 โครงการ ที่กำลังทดสอบยา 138 ชนิด โดยมุ่งเป้าไปที่ความหลากหลายของกลไกการเกิดโรค
แปลและเรียบเรียงจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Alzheimer%27s_disease [2026, July 21] โดยพรชัย สุรทานนท์
อ่านตรวจทานโดย รศ. ดร. พญ. วารุณี พรรณพานิช วานเดอรพิทท์