ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial vaginosis) - Update
- โดย ชฎาวีณ์ ไชยภูริพัฒน์ และ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ พนัส เฉลิมแสนยากร
- 19 มีนาคม 2569
- Tweet
สารบัญ
- เกริ่นนำ (Introduction)
- สัญญาณ และกลุ่มอาการ (Signs and symptoms)
- ภาวะแทรกซ้อน (Complications)
- สาเหตุ (Causes)
- การวินิจฉัย (Diagnosis)
- เกณฑ์ของแอมเซล (Amsel criteria)
- การย้อมสีแกรม (Gram stain )
- คะแนนนูเจนท์ (Nugent score)
- การคัดกรอง (Screening)
- การป้องกัน (Prevention)
- การรักษา (Treatment)
- ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)
- ยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่/น้ำยาฆ่าเชื้อ (Antiseptics)
- โปรไบโอติก (Probiotics)
- อื่นๆ / เบ็ดเตล็ด (Miscellaneous)
- ระบาดวิทยา (Epidemiology)
เกริ่นนำ
ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial vaginosis: BV) เป็นการติดเชื้อในช่องคลอดที่เกิดจากการเจริญเติบโตของแบคทีเรียมากเกินไป อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีตกขาวเพิ่มขึ้น ซึ่งมักมีกลิ่นคาวคล้ายปลา ตกขาวมักมีสีขาวหรือสีเทา อาจมีอาการแสบร้อนขณะปัสสาวะได้ อาการคันพบไม่บ่อย และในบางรายอาจไม่มีอาการเลย การเป็น BV จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด รวมถึงเอชไอวี/เอดส์ นอกจากนี้ ในหญิงตั้งครรภ์ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดด้วย
ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) เกิดจากความไม่สมดุลของแบคทีเรียตามธรรมชาติที่อยู่ในช่องคลอด โดยมีการเปลี่ยนแปลงของชนิดแบคทีเรียที่พบมากที่สุด และจำนวนแบคทีเรียรวมเพิ่มขึ้นเป็นร้อยถึงพันเท่า โดยทั่วไปแบคทีเรียที่ไม่ใช่ Lactobacilli จะพบมากขึ้น ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การสวนล้างช่องคลอด การมีคู่นอนใหม่หรือหลายคน การใช้ยาปฏิชีวนะ และการใช้ห่วงอนามัยคุมกำเนิด (Intrauterine device: IUD) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม BV ไม่ถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และแตกต่างจากโรคหนองในหรือคลามีเดียตรงที่ไม่จำเป็นต้องรักษาคู่นอน การวินิจฉัยมักสงสัยจากอาการ และสามารถยืนยันได้ด้วยการตรวจตกขาว พบว่าค่า pH ในช่องคลอดสูงกว่าปกติ และมีแบคทีเรียจำนวนมาก BV มักถูกวินิจฉัยสับสนกับการติดเชื้อราในช่องคลอด หรือการติดเชื้อ Trichomonas
โดยทั่วไปการรักษาจะใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น คลินดามัยซิน (Clindamycin) หรือเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) ยาเหล่านี้สามารถใช้ได้ในช่วงไตรมาสที่สองหรือสามของการตั้งครรภ์ สารฆ่าเชื้ออย่างกรดบอริก (Boric acid) ก็อาจมีประสิทธิภาพเช่นกัน ภาวะ BV มักกลับมาเป็นซ้ำได้หลังการรักษา การใช้โพรไบโอติกอาจช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าการใช้โพรไบโอติกหรือยาปฏิชีวนะมีผลต่อผลลัพธ์ของการตั้งครรภ์หรือไม่
ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) เป็นการติดเชื้อในช่องคลอดที่พบได้บ่อยที่สุดในสตรีวัยเจริญพันธุ์ ความชุก (Prevalence) แตกต่างกันไปตามประเทศและข้อมูลประชากร โดยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) พบว่าความชุกทั่วโลกในสตรีวัยเจริญพันธุ์มีตั้งแต่ ร้อยละ 23 ถึง 29 แม้ว่าอาการที่คล้ายกับ BV จะมีการกล่าวถึงมาเป็นระยะเวลานานในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ แต่กรณีที่ได้รับการบันทึกไว้อย่างชัดเจนครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1894

อาการและอาการแสดง
แม้ว่าผู้หญิงประมาณร้อยละ 50 ที่เป็นภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) จะไม่มีอาการก็ตาม อาการทั่วไปที่พบบ่อยได้แก่ ตกขาวเพิ่มขึ้นซึ่งมักจะมีกลิ่นคาวคล้ายปลา ตกขาวมักมีสีขาวหรือสีเทา นอกจากนี้อาจมีอาการแสบขณะปัสสาวะ ได้
ตกขาวดังกล่าวจะเคลือบผนังช่องคลอดไว้ และโดยทั่วไปจะไม่มีอาการระคายเคือง อาการเจ็บปวด หรืออาการแดง (Erythema) ที่รุนแรง ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจเกิดอาการคันเล็กน้อยได้ ในทางตรงกันข้าม ตกขาวปกติ จะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งความข้นเหนียวและปริมาณตลอดวงจรประจำเดือน และจะใสที่สุดในช่วงการตกไข่ ซึ่งประมาณสองสัปดาห์ก่อนประจำเดือนจะมาถึง บุคลากรทางการแพทย์บางท่านอ้างว่า BV อาจไม่แสดงอาการในผู้หญิงที่เป็นโรคนี้เกือบครึ่งหนึ่ง ถึงแม้ว่าคนอื่นๆ โต้แย้งว่าไม่มีอาการนี้มักเกิดจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาดก็ตาม
- ภาวะแทรกซ้อน
แม้ว่าในอดีต [เมื่อไหร่?] เคยถูกพิจารณาว่าเป็นเพียงแค่การติดเชื้อที่สร้างความรำคาญเท่านั้น แต่ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รับการรักษา อาจทำให้ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงเชื้อ HIV และยังอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ได้
มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่ติดเชื้อ HIV และมีภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) มีแนวโน้มที่จะแพร่เชื้อ HIV ไปยังคู่นอนของตนมากกว่าผู้ที่ไม่มีภาวะ BV นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเชื่อมโยงระหว่าง BV กับ อัตราการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้น เช่น HIV/AIDS BV มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของการหลั่งเชื้อ HIV (HIV shedding) สูงถึงหกเท่า BV เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการหลั่งเชื้อไวรัส (viral shedding) และการติดเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 2 (herpes simplex virus type 2) BV อาจเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อหรือการกำเริบของ ฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัส (Human Papillomavirus: HPV)
นอกเหนือจากนี้ ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) ไม่ว่าจะเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้วหรือเพิ่งเป็นขึ้นมาใหม่ อาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคลอดก่อนกำหนดหรือการแท้งบุตร สตรีมีครรภ์ที่เป็น BV มีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อภาวะอักเสบติดเชื้อของรก เยื่อหุ้มรกและน้ำคร่ำ (Chorioamnionitis), การแท้งบุตร (Miscarriage), การคลอดก่อนกำหนด (Preterm birth), ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด (Premature rupture of membranes) และภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบหลังคลอด (Postpartum endometritis) ผู้หญิงที่เป็น BV ที่ทำการรักษาด้วยวิธีการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย (In vitro fertilization - IVF) จะมีอัตราการฝังตัวของตัวอ่อนที่ต่ำกว่า และมีอัตราการสูญเสียการตั้งครรภ์ในช่วงต้นที่สูงกว่า
สาเหตุ
จุลินทรีย์ในช่องคลอดที่แข็งแรงประกอบด้วยสายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการหรือการติดเชื้อ และไม่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการตั้งครรภ์ โดยส่วนใหญ่จะเป็นแบคทีเรียสปีชีส์ของแล็กโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) ถูกกำหนดโดยภาวะไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในช่องคลอด ซึ่งมีการลดลงของจำนวนแล็กโตบาซิลลัส แม้ว่าการติดเชื้อจะเกี่ยวข้องกับแบคทีเรียหลายชนิด แต่เชื่อกันว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยเชื้อ Gardnerella vaginalis ที่สร้างไบโอฟิล์มซึ่งเอื้อให้แบคทีเรียฉวยโอกาสอื่นๆ เช่น Prevotella และ Bacteroides เติบโตได้ดี
ปัจจัยเสี่ยงหลักอย่างหนึ่งในการเกิดภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) คือ การสวนล้างช่องคลอด (Douching) ซึ่งจะไปเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์ในช่องคลอด และทำให้ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเป็น BV ได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุผลนี้และเหตุผลอื่นๆ การสวนล้างช่องคลอดจึงถูกคัดค้านอย่างยิ่งโดยกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์แห่งสหรัฐอเมริกา และหน่วยงานทางการแพทย์หลายแห่ง
ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) เป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ, การติดเชื้อเอชไอวี, โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs), ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis), และความผิดปกติหรือผลลัพธ์เชิงลบทางระบบสืบพันธุ์และการตั้งครรภ์ แม้ว่า BV อาจมีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเพศ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีการถ่ายทอดทางเพศสัมพันธ์ เป็นไปได้ที่บุคคลที่ไม่มีกิจกรรมทางเพศจะเกิดภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียได้
ภาวะขาดธาตุเหล็กแบบไม่แสดงอาการ (Subclinical iron deficiency) อาจมีความสัมพันธ์กับภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) ในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ งานวิจัยติดตามผล (Longitudinal study) ที่ตีพิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2006 ในวารสารสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาแห่งอเมริกา (American Journal of Obstetrics and Gynecology) ได้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง ความเครียดทางจิตสังคม (Psychosocial stress) กับภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งความเชื่อมโยงนี้ยังคงอยู่แม้จะคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ แล้วก็ตาม การสัมผัสกับสารฆ่าอสุจิ (Spermicide) ที่มีส่วนผสมของ นอนอกซินอล-9 (nonoxynol-9) ไม่มีผลกระทบต่อความเสี่ยงในการเกิดภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
สาเหตุของกลิ่นคาวปลาในภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) ส่วนใหญ่มาจากการที่แบคทีเรียในช่องคลอดลดสารไตรเมทิลามีนออกไซด์ (Trimethylamine oxide - TMAO) ให้กลายเป็นสารไตรเมทิลามีน (Trimethylamine - TMA) ในสารคัดหลั่งของช่องคลอด TMA เป็นสารประกอบเดียวกันกับที่ก่อให้เกิดกลิ่นส่วนใหญ่ของปลาที่กำลังเน่าเปื่อย นอกจากนี้ สารไดเอมีน (Diamines) ได้แก่ พิวเทรสซีน (Putrescine) และแคดาเวอรีน (Cadaverine) ซึ่งเป็นผลผลิตจากการดีคาร์บอกซิเลชัน (Decarboxylation) ของกระบวนการเมแทบอลิซึมของกรดอะมิโนอาร์จินีน (Arginine) และไลซีน (Lysine) ตามลำดับ ก็พบได้ในภาวะ BV ด้วยเช่นกัน และอาจมีส่วนทำให้เกิดกลิ่นคาวปลาของภาวะนี้
การวินิจฉัย
ในการวินิจฉัยภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) ควรเก็บตัวอย่างด้วยการป้าย (Swab) จากภายในช่องคลอด ตัวอย่างที่เก็บได้นี้สามารถนำไปทดสอบเพื่อหา:
- การย้อมสีแกรม (Gram stain) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการลดลงของเชื้อแล็กโตบาซิลไลและการเพิ่มจำนวนมากเกินไปของเชื้อแบคทีเรีย Gardnerella vaginalis โดยทั่วไปการย้อมสีแกรมของสารคัดหลั่งในช่องคลอดมักจะยืนยันการวินิจฉัยภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียได้
- ลักษณะกลิ่น “คาวปลา” ที่เป็นลักษณะเฉพาะจะเกิดขึ้น เมื่อนำสารคัดหลั่งมาส่องตรวจแบบเปียก (Wet mount) การทดสอบนี้เรียกว่า การทดสอบดมกลิ่น (Whiff test) ซึ่งทำได้โดยการเติมโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (Potassium hydroxide) ในปริมาณเล็กน้อยลงบนสไลด์กล้องจุลทรรศน์ที่มีสารคัดหลั่งในช่องคลอดอยู่ การมีกลิ่นคาวปลาที่เป็นลักษณะเฉพาะจะถือว่าเป็นการทดสอบดมกลิ่นที่เป็นผลบวก (Positive whiff test) และ บ่งชี้ถึงภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย กลไกที่ทำให้เกิดกลิ่น การเติมเบสลงในสารคัดหลั่งในช่องคลอดที่มีสารไดเอมีน คือ พิวเทรสซีน และแคดาเวอรีน จะทำให้สารเหล่านี้กลายเป็นสารระเหย (Volatile) และส่งผลให้เกิดกลิ่นคาวปลาที่รุนแรงขึ้น
- การสูญเสียความเป็นกรด (Loss of acidity) เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ช่องคลอดตามปกติจะมีสภาพเป็นกรดเล็กน้อย โดยมีค่า pH อยู่ที่ 8 – 4.2 มีการนำสารคัดหลั่งมาป้ายบนกระดาษลิตมัสเพื่อตรวจสอบความเป็นกรด ค่า pH ที่มากกว่า 4.5 ถือเป็นสภาพด่าง ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะ ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
- การมี Clue Cell เมื่อนำสารคัดหลั่งมาส่องตรวจแบบเปียก คล้ายกับการทดสอบดมกลิ่น การทดสอบหาเซลล์ Clue Cell ทำได้โดยการหยดสารละลายโซเดียมคลอไรด์ลงบนสไลด์ที่มีสารคัดหลั่งในช่องคลอด หากมีอยู่จริง เซลล์ Clue Cell จะสามารถมองเห็นได้ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เซลล์เหล่านี้ถูกตั้งชื่อเช่นนั้น เนื่องจากเป็นเซลล์ที่เป็นเบาะแสที่บ่งบอกถึงสาเหตุของสารคัดหลั่ง เซลล์เหล่านี้คือ เซลล์เยื่อบุผิว (Epithelial cells) ที่ถูกเคลือบด้วยแบคทีเรีย
การวินิจฉัยแยกโรค (Differential diagnosis) สำหรับภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ภาวะต่อไปนี้:
- สารคัดหลั่งในช่องคลอดปกติ
- ภาวะติดเชื้อราในช่องคลอด (Candidiasis หรือ thrush, หรือที่เรียกว่า ยีสต์ในช่องคลอด)
- ภาวะติดเชื้อทริโคโมแนส (Trichomoniasis) ซึ่งเป็นการติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อ Trichomonas vaginalis
- ภาวะช่องคลอดอักเสบแบบติดเชื้อโดยแบคทีเรียที่ใช้ออกซิเจน (Aerobic bacteria)
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ให้คำนิยามโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ว่าเป็น “กลุ่มอาการทางคลินิกและการติดเชื้อต่างๆ ที่เกิดจากเชื้อก่อโรค ซึ่งสามารถรับและแพร่เชื้อได้ผ่านกิจกรรมทางเพศ” แต่ CDC ไม่ได้ระบุโดยเฉพาะว่า ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์.
- เกณฑ์ของแอมเซล
ในการปฏิบัติทางคลินิก สามารถวินิจฉัยภาวะ BV ได้โดยใช้เกณฑ์ของแอมเซล:
-
- มีตกขาวลักษณะบาง สีขาวหรือเหลือง และมีความสม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกัน
- พบเซลล์ Clue cells จากการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์
- ของเหลวในช่องคลอดมีค่า pH มากกว่า 4.5
- มีกลิ่นคาวคล้ายปลาเมื่อเติมด่าง – สารละลายโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) 10%
ควรพบอย่างน้อยสามในสี่เกณฑ์เพื่อยืนยันการวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ Amsel ฉบับปรับปรุงที่ยอมรับเพียงสองปัจจัยแทนสามปัจจัย ก็ถือว่ามีความสามารถในการวินิจฉัยได้เทียบเท่ากัน.
- การย้อมสีแกรม
อีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้สเมียร์ช่องคลอดที่ย้อมด้วยแกรม โดยประเมินตามเกณฑ์ Hay/Ison หรือเกณฑ์ Nugent เกณฑ์ Hay/Ison มีการกำหนดไว้ดังนี้:
-
- เกรด 1 (ปกติ): พบเชื้อที่มีลักษณะของ Lactobacillus เป็นส่วนใหญ่
- เกรด 2 (กึ่งกลาง): พบ Lactobacillus บางส่วน แต่มีเชื้อที่มีลักษณะของ Gardnerella หรือ Mobiluncus ปรากฏร่วมด้วย
- เกรด 3 (ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย – BV): พบเชื้อที่มีลักษณะของ Gardnerella และ/หรือ Mobiluncus เป็นส่วนใหญ่ และพบ Lactobacillus น้อยมากหรือไม่พบเลย
- Gardnerella vaginalis คือตัวการหลักที่ทำให้เกิดภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) โดยเชื้อชนิดนี้มีลักษณะเป็นแท่งสั้น ติดสีแกรมไม่แน่นอน (Gram-variable coccobacillus) ดังนั้น การตรวจพบ Clue cells ร่วมกับเชื้อแบคทีเรียลักษณะดังกล่าว จึงเป็นข้อบ่งชี้หรือใช้ในการวินิจฉัยภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียได้
- คะแนนนูเจนท์
ปัจจุบันแพทย์ไม่ค่อยนิยมใช้การตรวจด้วยคะแนนนูเจนท์ (Nugent score) เนื่องจากต้องใช้เวลาในการอ่านแผ่นสไลด์นานและจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลทรรศน์ศาสตร์ในการตรวจ โดยคะแนนรวม 0–10 คะแนนนี้ มาจากการรวมคะแนนย่อย 3 ส่วนเข้าด้วยกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:
-
- 0–3 คะแนน: ถือว่าเป็นลบ (ปกติ) ไม่เป็นภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV)
- 4–6 คะแนน: ถือว่าเป็นระดับก้ำกึ่ง (Intermediate)
- 7 คะแนนขึ้นไป: ถือว่าเป็นข้อบ่งชี้ของภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV)
ในการตรวจนั้น จะต้องนับเชื้อจากตัวอย่างอย่างน้อย 10–20 ช่องมองภาพภายใต้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูง (1000 เท่า โดยใช้ Oil immersion) แล้วจึงนำมาหาค่าเฉลี่ย
|
รูปแบบลักษณะทางสัณฐานวิทยาของเชื้อแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus morphotypes) – นับจำนวนเฉลี่ยต่อหนึ่งช่องมองภาพภายใต้กำลังขยายสูง (1000 เท่า โดยใช้ Oil immersion) โดยต้องส่องดูหลายๆ ช่องมองภาพ |
รูปแบบลักษณะทางสัณฐานวิทยาของเชื้อการ์ดเนอเรลลา และ แบคเทอรอยเดส (Gardnerella / Bacteroides morphotypes) – นับจำนวนเฉลี่ยต่อหนึ่งช่องมองภาพภายใต้กำลังขยายสูง (1000 เท่า โดยใช้ Oil immersion) โดยต้องส่องดูหลายๆ ช่องมองภาพ |
แบคทีเรียรูปแท่งโค้งที่ติดสีแกรมไม่แน่นอน (Curved Gram-variable rods) – นับจำนวนเฉลี่ยต่อหนึ่งช่องมองภาพภายใต้กำลังขยายสูง (1000 เท่า โดยใช้ Oil immersion) โดยต้องส่องดูหลายๆ ช่องมองภาพ (หมายเหตุ: ปัจจัยส่วนนี้มีความสำคัญน้อยกว่าส่วนอื่น โดยมีคะแนนเพียง 0–2 คะแนนเท่านั้น) |
|
|
|
มีการนำการทดสอบด้วยวิธี DNA hybridization โดยใช้ชุดตรวจ Affirm VPIII มาเปรียบเทียบกับการย้อมสีแกรมโดยใช้เกณฑ์ของนูเจนท์ (Nugent criteria) ซึ่งชุดตรวจ Affirm VPIII นี้สามารถนำมาใช้ในการวินิจฉัยภาวะ BV ได้อย่างรวดเร็วในสตรีที่มีอาการ แต่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางที่มีราคาสูงในการอ่านผล และไม่สามารถตรวจหาเชื้อก่อโรคชนิดอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดภาวะ BV ได้ เช่น Prevotella spp., Bacteroides spp. และ Mobiluncus spp. นอกจากนี้ การตรวจจุลชีพในช่องคลอดและปากมดลูก (Cervicovaginal microbiome) โดยใช้การถอดรหัสพันธุกรรมแบบ 16S rRNA sequencing มีความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพและปริมาณการตรวจ (Throughput) ให้มากกว่าการตรวจด้วยคะแนนจากวิธีนูเจนท์แบบเดิม และได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถให้ผลลัพธ์ที่เทียบเคียงได้โดยตรงกับการวัดผลด้วยคะแนนนูเจนท์ในทางคลินิก
- การคัดกรอง
ณ ปี ค.ศ. 2020 สหรัฐอเมริกาไม่แนะนำให้มีการตรวจคัดกรอง (ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย) ในระหว่างการตั้งครรภ์ เนื่องจาก 'คณะทำงานบริการป้องกันแห่งสหรัฐอเมริกา (USPSTF) สรุปว่าหลักฐานในปัจจุบันยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะประเมินความสมดุลระหว่างประโยชน์และโทษของการตรวจคัดกรองภาวะดังกล่าวในสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการคลอดก่อนกำหนด
การป้องกัน
ขั้นตอนบางประการที่แนะนำเพื่อลดความเสี่ยง ได้แก่ การไม่สวนล้างช่องคลอด, การไม่ใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม และการจำกัดจำนวนคู่นอน
การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน (Systematic reviews and meta-analyses) ในช่วงปี ค.ศ. 2022 ถึง 2023 ได้ข้อสรุปว่า โปรไบโอติก (Probiotics) อาจมีส่วนช่วยในการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของภาวะนี้ได้
หลักฐานในระยะแรกบ่งชี้ว่า การรักษาคู่นอนชายด้วยยาปฏิชีวนะอาจช่วยฟื้นฟูสมดุลจุลินทรีย์ปกติในระบบทางเดินปัสสาวะและสืบพันธุ์ของเพศชาย และช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของภาวะติดเชื้อได้ อย่างไรก็ตาม การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบโดย Cochrane (Cochrane review) ในปี 2016 พบหลักฐานที่มีคุณภาพสูงว่า การรักษาคู่นอนของสตรีที่มีภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) นั้น ไม่ส่งผลต่อการดีขึ้นของอาการ ผลลัพธ์ทางคลินิก หรือการลดการกลับมาเป็นซ้ำในสตรีที่ป่วย นอกจากนี้ยังพบว่าการรักษาดังกล่าวยังอาจทำให้คู่นอนที่ได้รับยารายงานผลข้างเคียงจากการใช้ยาเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
การรักษา
- ยาปฏิชีวนะ
การรักษามักใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) หรือคลินดามัยซิน (Clindamycin) โดยสามารถให้ได้ทั้งในรูปแบบยารับประทานหรือยาใช้สอดภายในช่องคลอด ซึ่งมีประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ ยาปฏิชีวนะอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกับเมโทรนิดาโซล เช่น ทินิดาโซล (Tinidazole) และเซคนิดาโซล (Secnidazole) ซึ่งเป็นยาตัวใหม่ ก็ได้รับการอนุมัติและนำมาใช้รักษาภาวะ BV เช่นกัน สำหรับสตรีตั้งครรภ์ที่มีอาการของภาวะ BV หากได้รับยาคลินดามัยซินก่อนอายุครรภ์ 22 สัปดาห์ จะช่วยลดความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนด (ก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์) ได้ ทั้งนี้ ยังมียาปฏิชีวนะกลุ่มอื่นที่แม้จะยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาภาวะ BV โดยตรง แต่อาจให้ผลในการรักษาได้ ได้แก่ กลุ่มแมคโครไลด์ (Macrolides), ลินโคซาไมด์ (Lincosamides) และเพนิซิลลิน (Penicillins)
แม้ว่ายาปฏิชีวนะจะมีประสิทธิภาพในการรักษา แต่พบว่ามีผู้ป่วยประมาณ 10% ถึง 15% ที่อาการไม่ดีขึ้นหลังจากการรักษาในรอบแรก และมีรายงานอัตราการกลับมาเป็นซ้ำสูงถึง 80% โดยอัตราการกลับมาเป็นซ้ำนี้จะเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนคนเดิม (ทั้งก่อนและหลังการรักษา) และกลุ่มที่ใช้ถุงยางอนามัยไม่สม่ำเสมอ
BV ไม่ถูกจัดว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) และไม่แนะนำให้รักษาคู่นอนชายของสตรีที่มีภาวะ BV ด้วยยาปฏิชีวนะ
- ยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่/น้ำยาฆ่าเชื้อ
อาจมีการใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดใช้เฉพาะที่ (Topical antiseptics) เช่น เดควาลินียม คลอไรด์ (Dequalinium chloride), โพลีเครซูเลน (Policresulen), เฮกเซทิดีน (Hexetidine), โพวิโดน-ไอโอดีน (Povidone-iodine) หรือยาสอดช่องคลอดกรดบอริก (Boric acid) ในกรณีที่ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อลุกลามสู่ระบบสืบพันธุ์ส่วนบนอยู่ในระดับต่ำ (ซึ่งหมายถึงในสตรีที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันปกติ และไม่มีประวัติการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ส่วนบนมาก่อน)
เดควาลินียม คลอไรด์ (Dequalinium chloride) มีจำหน่ายในรูปแบบยาเม็ดสำหรับสอดช่องคลอดตามใบสั่งแพทย์ เช่น ในยุโรปและแคนาดา โดยใช้รักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 6 วัน และมีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียไม่ด้อยไปกว่ายาเมโทรนิดาโซล (Non-inferior) ส่วนโพวิโดน-ไอโอดีน (Povidone-iodine) ได้รับการอนุมัติในรูปแบบเจลสอดช่องคลอดเพื่อรักษาภาวะนี้ภายใต้ชื่อทางการค้าว่า Astrodimer และชื่ออื่นๆ
ผลการศึกษาหนึ่งพบว่า การล้างช่องคลอดด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide 3%) ทำให้อาการดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ซึ่งน้อยกว่าการใช้ยาเมโทรนิดาโซลชนิดรับประทานอย่างมาก ทั้งนี้ เดควาลินียม คลอไรด์ และโพวิโดน-ไอโอดีน (ในรูปแบบ Astrodimer) เป็นกลุ่มที่มีหลักฐานยืนยันด้านประสิทธิภาพดีที่สุด อย่างไรก็ตามยาทั้งสองชนิดนี้ยังไม่มีจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา แม้จะมีจำหน่ายในประเทศอื่นๆ ก็ตาม นอกจากนี้ การใช้กรดบอริกสอดช่องคลอด (Intravaginal boric acid) เพียงอย่างเดียวหรือใช้ร่วมกับยาอื่น อาจมีประโยชน์ในการรักษาภาวะ BV ที่เป็นซ้ำบ่อย
TOL–463 ซึ่งเป็นตำรับยาสำหรับทดลองที่ประกอบด้วยกรดบอริก (Boric acid) เสริมประสิทธิภาพด้วยเอทิลีนไดอะมีนเตตราอะซิติกแอซิด หรือ EDTA (Ethylenediaminetetraacetic acid) อยู่ในระหว่างการพัฒนาเพื่อใช้เป็นยาสอดช่องคลอดสำหรับรักษาภาวะ BV และได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในขั้นต้นจากการทดสอบทางคลินิกแล้ว
- โปรไบโอติก
การทบทวนวรรณกรรมโดย Cochrane ในปี 2009 พบหลักฐานที่ยังไม่ชัดเจนและไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าโปรไบโอติกสามารถใช้รักษาภาวะ BV ได้ ซึ่งการทบทวนในปี 2014 ก็ได้ข้อสรุปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การทบทวนในปี 2013 กลับพบหลักฐานบางส่วนที่สนับสนุนการใช้โปรไบโอติกในระหว่างการตั้งครรภ์ ทั้งนี้ โปรไบโอติกที่เหมาะสมสำหรับภาวะ BV คือชนิดที่มีเชื้อแลคโตบาซิลลัสในปริมาณสูง (ประมาณ 109 CFU หรือหนึ่งพันล้านหน่วยก่อนิคม) โดยให้ผ่านทางช่องคลอด ซึ่งการใช้แบบสอดช่องคลอดนั้นให้ผลดีกว่าการรับประทาน และการใช้ยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานดูจะมีแนวโน้มได้ผลดีกว่าการใช้ในระยะสั้น
สาเหตุที่โปรไบโอติกกลุ่มแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ที่วางจำหน่ายทั่วไปมักขาดประสิทธิภาพ อาจเป็นเพราะส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบด้วยสายพันธุ์ที่พบในช่องคลอดโดยเฉพาะ ทั้งนี้ LACTIN-V ซึ่งเป็นยาชีววัตถุที่มีชีวิต (Live biopharmaceutical) ที่มีส่วนประกอบของเชื้อ Lactobacillus crispatus ซึ่งเป็นสายพันธุ์สำคัญในช่องคลอด กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาเพื่อใช้สำหรับรักษาภาวะ BV และการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำซาก โดยผลการทดสอบเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าสามารถลดการกลับมาเป็นซ้ำของภาวะ BV ได้อย่างมีนัยสำคัญหลังจากได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ อย่างไรก็ตาม LACTIN-V ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) และยังไม่มีวางจำหน่ายทั่วไปในขณะนี้
- อื่นๆ / เบ็ดเตล็ด
พบว่ายาคุมกำเนิดที่มีส่วนผสมของเอสโตรเจน (Estrogen-containing contraceptives) สามารถช่วยลดการกลับมาเป็นซ้ำของภาวะ BV ได้
ระบาดวิทยา
ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (BV) เป็นการติดเชื้อในช่องคลอดที่พบได้บ่อยที่สุดในสตรีวัยเจริญพันธุ์ โดยเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งนั้นมีความแตกต่างกันไปตั้งแต่ 5% ถึง 70% ภาวะ BV พบได้บ่อยที่สุดในพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปแอฟริกา และพบได้น้อยที่สุดในทวีปเอเชียและยุโรป สำหรับในสหรัฐอเมริกา พบว่ามีผู้หญิงอายุระหว่าง 14 ถึง 49 ปี ประมาณ 30% ที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ อัตราการเกิดโรคยังมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ภายในประเทศเดียวกัน
แปลและเรียบเรียงจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Bacterial_vaginosis โดยชฎาวีณ์ ไชยภูริพัฒน์
อ่านตรวจทานโดย ศ. คลินิก นพ. พนัส เฉลิมแสนยากร